เลือกหน้า

ประชุมคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1/2565

วันที่ 20 มกราคม 2565 เวลา 13.30 น. ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ประธานอนุกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1/2565 (ประชุมทางไกล ผ่านระบบ Microsoft Teams)

โดยมี คณะอนุกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กองทุนฯ เข้าร่วมประชุม
ณ ศูนย์ประชุมกระทรวงวัฒนธรรม ชั้น 8 อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม

ภาพประกอบจาก : กระทรวงวัฒนธรรม

บทบาทรัฐ สื่อ และประชาชน กับการสื่อสารการบริหารจัดการวัคซีนโควิด 19

บทบาทรัฐ สื่อ และประชาชน กับการสื่อสารการบริหารจัดการวัคซีนโควิด 19

           ด้วยสถานการณ์โควิด 19 ยังคงมีการระบาดอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เริ่มพบผู้ติดเชื้อเมื่อปลายปี 2562 ในต่างประเทศ และพบในประเทศไทยเมื่อปี 2563 โดยข้อมูลในเดือนพฤษภาคม 2564 มีกลุ่มคลัสเตอร์ใหม่ ผู้ติดเชื้อรายใหม่ กระจายในหลายพื้นที่ รวมถึงพบเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ที่แพร่ระบาดง่ายอย่างสายพันธุ์เดลตา ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ความหวังและทางรอดที่สำคัญมีเพียงวัคซีนโควิด 19 เท่านั้น ที่จะมาเปลี่ยนสถานการณ์ให้ดีขึ้น ในส่วนของประเทศไทย รัฐบาลได้มีการประกาศแผนฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่เป็นวาระแห่งชาติโดยกำหนดให้วันที่ 7 มิถุนายน 2564 เป็นวันเริ่มต้นการปูพรมฉีดวัคซีนโควิด 19 ขณะที่ประชาชนก็เริ่มให้ความสนใจเรื่องวัคซีนโควิด 19 ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลใน Google Trends เดือนพฤษภาคม 2564 พบว่า ประเด็นที่เกี่ยวกับ “วัคซีนโควิด 19” ติด 1 ใน 3 อันดับแรกในการค้นหาของไทย

          อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาดังกล่าว วัคซีนหลักที่ประเทศไทยนำเข้าคือ “ซิโนแวคยังไม่ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2564 จึงมีการประกาศการขึ้นทะเบียนเพื่อใช้งาน ด้วยความล่าช้าของรัฐบาลในการจัดสรรวัคซีน ประกอบกับการสื่อสารที่ไม่ชัดเจนของรัฐบาล ส่งผลให้หลายคนเกิดความไม่มั่นใจว่าจะได้รับวัคซีนหรือไม่ จนก่อให้เกิดเสียงสะท้อนจากบุคคลทั่วไปในโลกสังคมออนไลน์ในหลากหลายแง่มุม ดังข้อค้นพบจากการศึกษาวิเคราะห์ความคิดเห็น อารมณ์ ความรู้สึก ในสื่อออนไลน์ ช่วงเดือนพฤษภาคม 2564 ต่อประเด็นการบริหารจัดการวัคซีนโควิด 19 ที่ศึกษาโดย Media Alert

          Media Alert โครงการภายใต้แผนการทำงานของสำนักงานกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ทำการศึกษาวิเคราะห์พฤติกรรมการสื่อสารออนไลน์ต่อประเด็นการบริหารจัดการวัคซีนโควิด 19 ซึ่งจากการสำรวจ การสื่อสารความคิดเห็น อารมณ์ ความรู้สึกในแพลตฟอร์มออนไลน์ เดือนพฤษภาคม 2564 พบว่า ส่วนใหญ่สะท้อนความรู้สึกเชิงลบต่อการบริหารจัดการวัคซีนในประเด็น การจัดหาวัคซีน การกระจายวัคซีน และการเข้าถึงวัคซีน ที่ภาพรวมยังมีความไม่ชัดเจน ไม่เชื่อมั่น และเห็นว่ามีความยุ่งยาก ซับซ้อน

          คุณสฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ ด้านเศรษฐศาสตร์ ผู้ได้รับรางวัล ฐานันดร 4 ทองคํา ครั้งที่ 12 ประจำปี 2564 จากมหาวิทยาลัยรังสิต จากผลงานการสื่อสารทางเพจ Sarinee Achavanuntakul เพื่อถ่ายทอดความรู้ ความคิดเห็น มุมมองเชิงธรรมาภิบาล การพัฒนาที่ยั่งยืน พลังพลเมืองในศตวรรษที่ 21 ฯลฯ รวมถึงสถานการณ์ของสังคมที่ประชาชนควรรับรู้รับทราบบนพื้นฐานของเหตุผล อาทิ มหากาพย์วัคซีน : ความ(ไม่)โปร่งใสในการจัดหาวัคซีนโควิด 19 คุณสฤณีวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ผลการศึกษาอารมณ์ ความรู้สึกทางออนไลน์ ต่อประเด็นการบริหารจัดการวัคซีนโควิด 19 ออกมาในเชิงลบว่า น่าจะมาจากเหตุที่ข้อมูลการสื่อสารจากรัฐบาลไม่ชัดเจน ทั้งชนิดวัคซีนโควิด 19 การจัดหา กำหนดการส่งมอบ รวมถึงวิธีการที่รัฐบาลให้ประชาชนลงทะเบียนทางแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ ซึ่งเกิดปัญหาตั้งแต่ต้น ทั้งลงทะเบียนไม่ได้ เข้าไม่ถึงหรือไม่มีสมาร์ตโฟนเพื่อใช้แอปพลิเคชัน จนทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับกระบวนการจัดสรรหรือการเข้าถึง อย่างเช่นชนิดของวัคซีนทำไมมีแค่ ซิโนแวค แอสตร้าเซนเนก้า หรือเพราะเหตุใดรัฐบาลจึงไม่เข้าร่วมโครงการ COVAX หรือทำไมประชาชนจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเองสำหรับวัคซีนทางเลือก ที่แม้จองไว้ก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าจะได้ฉีดเมื่อใด นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการจัดสรรการฉีดวัคซีน ลำดับการฉีดวัคซีนของผู้ที่ลงทะเบียน รวมถึงการมีแอปพลิเคชันต่าง ๆ ทั้ง หมอพร้อม ไทยร่วมใจ เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของแต่ละจังหวัด ซึ่งทั้งหมดยิ่งสร้างความสับสนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก

          คุณสฤณี วิเคราะห์อีกว่า ภาวะข้อมูลล้นเกินในอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย มีส่วนทำให้เกิดข่าวปล่อย ข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวเท็จ ยิ่งเมื่อเกิดสถานการณ์โควิด 19 ที่เป็นโรคระบาดร้ายแรง การได้รับหรือส่งข้อมูลที่เป็นเท็จยิ่งส่งผลร้ายมากกว่าเดิม เพราะประชาชนอาจนำข้อมูลดังกล่าวไปรักษาตัวเองแบบผิด ๆ หรือไม่เข้ารับการรักษา ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้

          อย่างไรก็ตาม ในการสื่อสารของรัฐบาลเกี่ยวกับโควิดและวัคซีน คุณสฤณี กล่าวว่า เป็นปัญหาที่แยกไม่ออกจากการบริหารจัดการ ถึงแม้จะมีทีมสื่อสารที่เก่งที่สุด งานนี้ก็ไม่ง่ายเลย ดังนั้น หากรัฐบาลมีการนำเสนอข้อมูลที่ชัดเจน โปร่งใส เข้าใจง่าย ไม่ใช้ศัพท์เทคนิค ไม่สื่อสารในเชิงโฆษณาชวนเชื่อ การให้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับวัคซีน การประกาศล่วงหน้าว่าวัคซีนยี่ห้อใดจะเข้ามาวันไหน ในจำนวนเท่าไร การกระจายวัคซีนเป็นอย่างไร รวมถึงติดตามข้อค้นพบใหม่ของโควิด 19 ให้ทัน จะช่วยคลายความกังวลใจให้กับประชาชนได้

          ในส่วนการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน พบว่า โดยรวมสื่อยังนำเอาสิ่งที่ทางการพูดมา Echo หรือว่ามาสะท้อนต่อทางเดียวมากเกินไป สื่อไม่ควรทำเพียงถ่ายทอดวาระของรัฐบาล แต่สื่อควรมีบทบาทในการกำหนดวาระจากความสนใจของประชาชน สื่อควรคิดประเด็นและการนำเสนออย่างเป็นระบบมากกว่าเดิม สื่อควรพยายามตั้งคำถามพื้นฐานเกี่ยวกับวัคซีน และหาคำตอบเพื่อรายงานประชาชนอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่น เรื่องประสิทธิผลของวัคซีน หรือภูมิคุ้มกัน การรายงาน Breakthrough Infections หรืออัตราคนที่ฉีดวัคซีนแล้วยังติดเชื้อ เป็นต้น

ทั้งนี้ คุณสฤณีได้เสนอข้อแนะนำการสื่อสารสำหรับการบริหารจัดการวัคซีนว่า ภาครัฐจำเป็นที่จะต้องสื่อสารกับประชาชนด้วยข้อเท็จจริงที่ชัดเจน อย่างตรงไปตรงมา และเข้าใจง่าย ภาครัฐควรมีความโปร่งใสในการบริหารจัดการวัคซีนโควิด 19 ตลอดจนพัฒนาระบบลงทะเบียนฉีดวัคซีนโควิด 19 ให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงติดตามข้อค้นพบใหม่เรื่องโควิด 19 อย่างต่อเนื่อง เพื่อแจ้งให้ประชาชนทราบอย่างทันท่วงที

สื่อมวลชน ไม่ควรทำหน้าที่เพียงสะท้อนข้อมูลจากรัฐบาล ควรอธิบายปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญ ทั้งในเรื่องของโควิด 19 วัคซีนโควิด 19 หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการรวบรวมข้อมูลเพื่อตั้งคำถามต่อเนื่อง หรือเพื่อขยายต่อประเด็น เพื่อเจาะลึกในรายละเอียดเกี่ยวกับวัคซีนโควิด 19 ที่ประชาชนยังให้ความสนใจ สื่อควรเป็นผู้กำหนดวาระของสารเอง โดยการรวบรวมข้อมูล เริ่มต้นจากข้อมูลที่ประชาชนต้องการรู้ แล้วจัดทำข้อมูลและนำเสนอหรือสื่อสารรายงานประชาชน

ส่วนประชาชนผู้รับข่าวสาร ควรเปิดรับข้อมูลข่าวสารหลาย ๆ ด้าน อย่าเพิ่งด่วนเชื่อแม้ข้อมูลนั้นมาจากการแถลงของภาครัฐก็ตาม ควรพยายามตรวจสอบโดยสืบค้นจากต้นแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการป้องกันและดูแลตัวเอง อย่างข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วยหรือสถิติที่เกี่ยวกับโควิด 19 แนะนำให้เข้าไปดูที่เว็บไซต์ของกระทรวงสาธารณสุข

“ร้านป๋าทวี” ร้านข้าวแกงเล็กๆ แต่หัวใจไม่เล็ก

“ร้านป๋าทวี”  ร้านข้าวแกงเล็กๆ แต่หัวใจไม่เล็ก

“การให้เปรียบเหมือนพลังที่เกิดจากจุดเล็กๆ ลากต่อจนเป็น เส้นรวมกันกลายเป็นพลังความหวังที่ฝ่าฟันได้ทุกสิ่ง” – มณฑาทิพย์ ใจสมบุญ

‘ร้านป๋าทวี’ ร้านข้าวแกงขึ้นชื่อย่านพรานนก ที่มีอายุยาวนานกว่า 70 ปี ซึ่งมี ขวัญ – ธงชัย ใจสมบุญ ทายาทรุ่นที่ 2 ของป๋าทวีและ ปู – มณฑาทิพย์ ใจสมบุญ ภรรยาที่รับหน้าที่ดูแลจัดการภายในร้าน ซึ่งลูกค้าขาประจำของร้านป๋าทวี นอกจากลูกค้าประจำที่อาศัยอยู่บริเวณแยกพรานนก ยังมีแพทย์ พยาบาล และบุคลากรในโรงพยาบาลศิริราชที่แวะเวียนมาอุดหนุนกันอยู่เสมอ จนกระทั่งเกิดการแพร่ระบาดของโควิด 19

 

| จุดเริ่มต้นที่ทำให้ ‘ร้านป๋าทวี’ ส่งข้าวกล่องช่วยเหลือหมอ พยาบาลและบุคลากรในโรงพยาบาลศิริราช

“มีหมอกับพยาบาลเดินมาบอกเราว่า คงไม่ได้มากินที่ร้านอีก และไม่แน่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้มากินที่ร้าน เพราะสถานการณ์โรคระบาดที่เกิดขึ้นทำให้หมอและพยาบาลไม่สามารถออกมาจากโรงพยาบาลได้ เนื่องจากพวกเขามีความเสี่ยงเพราะต้องใกล้ชิดกับผู้ป่วย เราได้ยินแล้วรู้สึกเหมือนว่าเขามาลาเรา ตอนนั้นเราใจหายเลย เพราะหากหมอพยาบาลพูดแบบนี้แสดงว่าวิกฤตหนนี้รุนแรงมากจริงๆ เราเลยคิดว่าจะช่วยเหลือนักสู้ในชุดกาวน์ได้อย่างไรบ้าง เราเลยเลือกวิธีการส่งข้าวกล่องไปให้น่าจะดีที่สุด เพราะเราเปิดร้านอาหารถนัดการทำอาหาร อย่างน้อยให้หมอได้อิ่มท้อง ช่วยให้หมอ พยาบาล เหนื่อยน้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้”

“ในช่วงโรคระบาดรุนแรง จนต้องปิดเมืองกรุงเทพฯ เราส่งข้าวกล่องไปให้โรงพยาบาลศิริราช 700 กล่องต่อวัน และมีการแจกข้าวกล่องฟรีหน้าร้านให้กับคนในพื้นที่พรานนกหรือใครก็ตามที่ต้องการอาหารในเวลาลำบากเช่นนี้ คิวต่อแถวรับอาหารยาวมากไปถึงสุดหัวถนน ในช่วงเริ่มต้นเราใช้เงินของเราเองจ่ายเองทั้งหมด แต่ภายหลังมีคนมาร่วมช่วยกับพวกเรา เป็นเงินบ้าง เป็นวัตถุดิบและอุปกรณ์ในการทำอาหารบ้าง”

 

| หลายคน ‘เหนื่อย’ กับวิกฤตครั้งนี้ แต่ทำไมร้านป๋าทวี ‘เหนื่อย’ แต่ยังไม่หยุดให้

“ตอนนั้นใครๆ ก็ลำบาก เราเองก็ไม่แพ้กันทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายและแรงกาย แต่เราคิดว่าถ้าเราทำอาหารให้ หมอ พยาบาลและคนในพื้นที่ได้อิ่มท้อง ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี ตอนนั้นครอบครัวและคนในร้านออกมาช่วยกันหมด กว่าเราจะได้กินข้าวเช้า ก็ปาเข้าไป 5 โมงเย็นทุกวัน จนน้ำหนักลดลงไปกว่า 10 กิโล ภายในเดือนเดียว แต่เราสู้เท่าที่จะเป็นไปได้”

“ถามว่าเหนื่อยหรือท้อไหม ทุกคนในประเทศคงตอบว่าเหนื่อยเหมือนกันหมด แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือทำไมทุกคนยังไม่ยอมแพ้ต่างหาก เราเข้าใจว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้ทุกคนสู้ เป็นเพราะทุกคนเห็นการช่วยเหลือระหว่างกันในสังคม ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ คนที่พอมีกำลังมีทรัพย์ ก็ช่วยเหลือหรือให้ตามที่พอช่วยได้ โควิดมาอาจจะทำให้พวกเราเหนื่อยกายแต่เมื่อได้ให้ ได้ช่วยเหลือก็สบายหัวใจ เราคิดว่าเหนื่อยร่างกายพักผ่อนก็หาย แต่ถ้าเหนื่อยหัวใจไม่มีความสุขแน่ๆ”

“ให้แล้วได้อะไร เราตอบเลยว่าไม่รู้ เพียงแต่เป็นความสุขใจเล็กๆ ที่เราได้ทำ แต่ถ้าถามในใจลึกๆ เราเชื่อนะว่าการให้แม้อาจจะเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ แต่ก็มีพลังมากพอ เปรียบเหมือนการลากเส้นจากจุดเล็กๆ ลากต่อกันจนกลายเป็น เส้น เมื่อรวมกันมากพอ ก็กลายเป็นพลังและเป็นความหวังที่สามารถพาทุกคนฝ่าฟันวิกฤตที่ใหญ่มากๆ เช่นครั้งนี้ไปได้”