เลือกหน้า

วิธีการดูแลตนเองหลังเป็น Long Covid ทำอย่างไร

          ในปัจจุบันผู้ป่วยโควิดมีจำนวนมากขึ้นทุกวัน ส่วนใหญ่รักษา7-14วันก็จะหายไป แต่สิ่งที่ยังพบเจอในบางรายคือภาวะที่เรียกว่าลองโควิด จะมีระยะสั้นหรือยาวก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล ดังนั้นในส่วนนี้ก็จะพูดถึงการดูแลตัวเองเบื้องต้นหากเกิดภาวะลองโควิด ให้ถูกต้องและถูกวิธี 

วิธีการดูแลตนเองหลังเป็น Long Covid ทำอย่างไร

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงหลังเป็น long covid

-หลีกเลี่ยงข่าวสารด้านลบ

-หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์

-หลีกเลี่ยงยาชุด หรือยาที่นอกเหนือจากที่แพทย์แนะนำ

-หลีกเลี่ยงอาหารปิ้งย่าง ของทอด ของมัน หรืออาหารรสจัด หมักดอง ย่อยยาก 

 

ข้อปฎิบัติหลังเป็น long covid

-พักผ่อนให้เพียงพอ เข้านอนให้เร็ว

-ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ

-ออกกำลังกายเบา ๆ ให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว

-งดเว้นการรับประทานอาหารร่วมกัน

-ล้างมือบ่อย ๆ

-สวมหน้ากากอนามัยใหถูกต้อง

-ไม่ใช้อุปกรณ์รับประทานอาหารและแก้วน้ำร่วมกับผู้อื่น

 

                 ภาวะลองโควิดในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ก็ส่งผลต่อร่างกายหรือจิตใจของผู้ป่วยที่หายจากโควิด ซึ่งทางการแพทย์ก็ไม่สามารถระบุได้ ว่าจะอยู่กับตัวบุคคลไปนานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างของผู้ป่วย เช่น โรคประจำตัว อายุ ดังนั้นผู้ที่หายจากโควิดแล้วมีภาวะลองโควิดต้องหมั่นสังเกตตัวเองและปฎิบัติตามมาตรการการป้องกันโควิดอย่างเคร่งครัดเพื่อที่จะได้ไม่กลับมาเป็นอีก

กองทุนสื่อ เปิดตัวละครสั้นสร้างสรรค์สังคม “นักสืบสายรุ้ง” และ “ความรัก ความทรงจำ : Love and Memory” ออนแอร์ Thai PBS เมษายน นี้

(30 มี.ค. 65) ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมและประธานอนุกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เป็นประธานเปิดงานแถลงข่าว ผลงานละครที่ได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ “นักสืบสายรุ้งและ ความรัก ความทรงจำ : Love and Memory” ณ ศูนย์ประชุมชั้น 8 กระทรวงวัฒนธรรม

ประธานอนุกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา กองทุนได้ดำเนินการจัดสรรทุนเพื่อรณรงค์ส่งเสริมการพัฒนาให้มีสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์มาตั้งแต่ ปี 2560 และได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี

ซึ่งในปี 2565 นี้นับเป็นปีที่ 6 แล้ว สำหรับการให้ทุนกับผู้ผลิตสื่อทุกภาคส่วน โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนการผลิตสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ เพื่อสร้างผลกระทบทางบวกให้เกิดขึ้นกับสังคม ตามยุทธศาสตร์และวัตถุประสงค์ของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

โดยมุ่งหวังว่าละครทั้ง 2 เรื่องนี้จะเป็นประโยชน์แก่สังคม สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ซึ่งสนับสนุนผู้ผลิตสื่อเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมและสร้างสรรค์สังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขต่อไป

ด้าน ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ มีภารกิจหลักในการส่งเสริมสนับสนุนภาคีเครือข่ายและประชาชนทุกภาคส่วนให้สามารถผลิตและเผยแพร่สื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ รวมทั้งพัฒนาและผลิตสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชน รู้เท่าทันสื่อ สามารถเลือกใช้สื่อได้อย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ รวมทั้งสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่นในการพัฒนา ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงตนเอง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตประจำวันและเพื่อการสร้างนิเวศสื่อที่ดียิ่งขึ้นให้กับสังคมไทย

 

ทั้งนี้ โครงการละครนักสืบสายรุ้ง เป็นโครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประเภทโครงการหรือกิจกรรมเชิงยุทธศาสตร์ ประจำปี 2564 ประเด็นความเท่าเทียมและสิทธิมนุษยชน งบประมาณ 3,000,000 บาท โดยได้จัดทำละครสั้น เรื่อง “นักสืบสายรุ้งจำนวน 10 ตอน มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เด็กในช่วงก่อนวัยรุ่น เกิดความรู้ความเข้าใจในการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม เข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน รวมทั้งการรักษาสิทธิของตนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการล่วงละเมิดในทุกมิติละคร นักสืบสายรุ้งจะออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 07.40 – 08.00 น. ทาง Thai PBS

 

สำหรับละคร “ความรัก ความทรงจำ : Love and Memory” ภายใต้โครงการรณรงค์และสร้างสรรค์สื่อเพื่อสร้างความสุขในสังคมผู้สูงอายุ เป็นโครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประเภทโครงการหรือกิจกรรมเชิงยุทธศาสตร์ ประจำปี 2562 ประเด็นการสร้างนวัตกรรมสื่อที่เหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัย เด็กและเยาวชน คนพิการ และผู้สูงอายุ งบประมาณ 5,000,000 บาท

 

โดยได้จัดทำละครสั้นสร้างสรรค์สังคมเพื่อความสุขในสังคมผู้สูงวัย ให้ความรู้เรื่องการดูแลผู้ป่วย “อัลไซเมอร์เรื่อง ความรัก ความทรงจำ: Love and Memory” จำนวน  4 ตอน ออกอากาศทุกวันเสาร์ อาทิตย์ เวลา 20.15 น. เริ่มออกอากาศวันที่ 2 เมษายน 2565 ทาง Thai PBS และทางแอปพลิเคชัน VIPA หรือ www.VIPA.me และสามารถรับชมย้อนหลังได้ทาง Facebook และ YouTube กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

วิเคราะห์การสื่อสารออนไลน์ในกรณีคดีผู้กำกับโจ้

        สิงหาคม 2564 เกิดเหตุการณ์ที่กลายเป็นคดีสั่นสะเทือนวงการตำรวจไทย เมื่อปรากฏคลิปตำรวจทรมานผู้ต้องหาคดียาเสพติด ภายในห้องสอบสวน ด้วยการใช้ถุงดำคลุมศีรษะ และทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ชีวิต โดยผู้กระทำความผิดเป็นตำรวจระดับผู้กำกับการ คือ พ.ต.อ. ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือ ผู้กำกับโจ้ ผกก.สภ.เมืองนครสวรรค์ ซึ่งร่วมกระทำการกับลูกน้องตำรวจอีก 6 นาย ท้ายที่สุดผู้กำกับโจ้และตำรวจทุกคนได้รับการแจ้งข้อกล่าวหาและถูกจับกุมตามลำดับต่อมา

จากการกระทำที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยิ่งทำให้ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชน เกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อกระบวนการทำงานของตำรวจไทยอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ จนทำให้คำว่า “ผู้กำกับโจ้” ติดคำค้นใน Google Trends และแฮชแท็ก #ผู้กำกับโจ้ ติดเทรนด์ทวิตเตอร์นานนับสัปดาห์ Media Alert กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จึงได้จัดให้มีการศึกษาวิเคราะห์ความคิดเห็น อารมณ์ ความรู้สึกในสื่อออนไลน์ต่อคลิปตำรวจซ้อมผู้ต้องหา : กรณีศึกษาผู้กำกับโจ้ วิเคราะห์ข้อความจากการทวีต (Tweet) ของกลุ่มตัวอย่างบุคคลทั่วไป จำนวน 100 ข้อความ พบว่า ร้อยละ 96 สะท้อนความรู้สึกเชิงลบต่อคดีผู้กำกับโจ้ โดยจัดเป็นกลุ่มความเห็น ความรู้สึกต่อ เหตุการณ์ซ้อมทรมานในคลิปวิดีโอที่ปรากฏ การสืบสวนสอบสวนดำเนินคดี ข้อมูลผู้กำกับโจ้ในเรื่องชีวิต ทรัพย์สิน ทั้งบ้าน รถหรู รวมถึงระบบ ระบอบ วิถีและวัฒนธรรมตำรวจ และการเชื่อมโยงไปถึงประเด็นทางการเมือง ประเด็นทางสังคม นอกจากนี้ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสื่อเกี่ยวกับการรายงานข่าว หรือการแสดงความเห็นจุดยืนของดาราและคนดัง

          เกี่ยวกับเรื่องนี้ รศ. พ.ต.ท. ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายรักษาความสงบเรียบร้อย และประธานคณะกรรมการคณะอาชญาวิทยา มหาวิทยาลัยรังสิต อดีตนายตำรวจที่ปัจจุบันทำงานด้านวิชาการ ตลอดจนเป็นวิทยากรและให้ความเห็นเกี่ยวกับตำรวจในด้านต่าง ๆ เช่น การปฏิรูปตำรวจ กระบวนการยุติธรรม อาชญาวิทยา เป็นต้น รศ. พ.ต.ท. ดร.กฤษณพงค์  วิเคราะห์ว่า เหตุที่พฤติกรรมของผู้กำกับโจ้และตำรวจที่ปรากฏในคลิปสร้างความสะเทือนใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก และเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ ตามมา เพราะการกระทำในลักษณะดังกล่าวนั้น ไม่ใช่พฤติกรรมของตำรวจที่เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ หากแต่เป็นพฤติกรรมของโจร เพราะตามปกติแล้วตำรวจสมควรเป็นผู้ผดุงกระบวนการยุติธรรม หากแต่ในกรณีของผู้กำกับโจ้ สะท้อนให้เห็นถึงข้อปัญหาที่ทำลายกระบวนการดังกล่าว นั่นย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อตำรวจไทยอย่างแน่นอน

          นอกจากนี้แล้วยังสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของตำรวจไทย ที่มีโครงสร้างแบบรวมศูนย์ ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 กำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) และประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ทำให้ตำรวจอยู่ภายใต้การเมืองโดยสมบูรณ์ จึงเป็นการเปิดโอกาสให้ฝ่ายการเมืองเข้ามากำหนดทิศทาง นโยบาย การบริหารงาน และเป็นอุปสรรคในการพัฒนากระบวนการยุติธรรม จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปฏิรูปตำรวจให้เป็นไปตามหลักสากล เพื่อให้เกิดการกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปสู่ระดับท้องถิ่น หรือในระดับภูมิภาค เพื่อให้เกิดความใกล้ชิดระหว่างตำรวจกับประชาชน รวมถึงมีการวางระบบการตรวจสอบ การถ่วงดุลอำนาจระหว่างจังหวัด ภูมิภาคหรือระดับท้องถิ่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดความโปร่งใส และเรียกศรัทธาจากประชาชนที่มีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจให้กลับคืนมาได้

นอกจากนี้ เรื่องการสื่อสารของภาครัฐก็สำคัญ โดย รศ. พ.ต.ท. ดร.กฤษณพงค์ ได้แสดงความเห็นว่า ในกรณีของผู้กำกับโจ้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ต้องตระหนักว่าเรื่องนี้เป็นการส่งสารไปยังประชาชนจำนวนมาก ดังนั้น ต้องมั่นใจและแน่ใจว่าสารที่ส่งออกไปนั้นเป็นความจริง เพื่อไม่ให้เกิดความคลางแคลงใจของประชาชนในภายหลัง

           ในส่วนการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ปัจจุบันสื่อกระแสหลักมีการหลีกเลี่ยงที่จะนำเสนอข่าวที่มีความหมิ่นเหม่ในประเด็นจริยธรรมและความรุนแรง โดยมีการใช้ภาพอินโฟกราฟิกเพื่อจำลองเหตุการณ์นั้น ๆ แทน อย่างไรก็ตาม ยังมีสื่อที่พยายามนำเสนอประเด็นข่าวในมิติมุมมองอื่น ๆ ที่แตกต่างจากสื่อกระแสหลัก เพื่อพยายามดึงดูดความสนใจของผู้รับสารให้ได้มากที่สุด ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้รับสารเป็นสำคัญว่าเลือกที่จะรับสารในลักษณะและประเด็นใด

           รศ. พ.ต.ท. ดร.กฤษณพงค์ ให้ข้อเสนอแนะอีกว่า ควรให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบพฤติกรรมตำรวจและบุคลากรภาครัฐอย่างต่อเนื่องและจริงจัง เช่น ในกรณีของผู้กำกับโจ้ ที่มีอัตราในการเติบโตของตำแหน่งที่เร็วกว่า เมื่อเทียบกับรุ่นเพื่อนหรือแม้รุ่นพี่นักเรียนนายร้อยตำรวจ ที่รับราชการมาด้วยกัน ตลอดจนการครอบครองทรัพย์สินต่าง ๆ อย่างที่อยู่อาศัย และรถยนต์หรูเป็นจำนวนมาก เหล่านี้สะท้อนถึงช่องว่างของระบบการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่รัฐ ตลอดจนไม่มีการตั้งคำถามถึงพฤติกรรมที่ได้มาซึ่งตำแหน่งและทรัพย์สินนั้น ๆ ดังนั้น จำเป็นที่ต้องให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อสร้างมาตรการโปร่งใส ถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาล และสามารถแลกเปลี่ยนเพื่อป้องกันแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันอย่างเปิดเผย ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างฮ่องกงหรือสิงคโปร์ จะมีตำแหน่งที่เรียกว่าผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจ คอยทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง แบ่งเบาภาระเจ้าหน้าที่มืออาชีพ ภายใต้ 3 มาตรการ คือ มาตรการเชิงป้องกัน ประชาชนสามารถเป็นผู้ร้องเรียนหน่วยงานรัฐ เมื่อพบเห็นเจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิด เพื่อทำการสืบสวนหาความจริงต่อไป มาตรการเชิงปราบปราม คือ ความต่อเนื่องและเอาจริงเอาจังกับเจ้าหน้าที่ทุกระดับชั้น ให้รางวัลและค่าตอบแทนแก่เจ้าหน้าที่รัฐและผู้ที่ช่วยงานเจ้าหน้าที่รัฐอย่างชัดเจน และมาตรการให้ความรู้ โดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่ โดยการบ่มเพาะแนะแนวทางที่ถูกต้อง เพื่ออนาคตต่อไป กลุ่มคนเหล่านี้จะมีวิจารณญาณที่ถึงพร้อมจะตัดสินเองได้ว่าสิ่งใดถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ควรทำหรือไม่ควรทำ วิธีการเช่นนี้เป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนาระบบยุติธรรมในวงการตำรวจไทย และสร้างต้นแบบของพฤติกรรมที่ดีให้กับเยาวชนต่อไปในอนาคต

          ในส่วนประชาชนผู้ใช้สื่อออนไลน์ จำเป็นที่จะต้องพิจารณาว่าสิ่งที่สื่อนำเสนอนั้น เป็นความจริง หรือความเท็จ ตลอดจนต้องเพิ่มความระมัดระวังในการส่งข้อมูลข่าวสารต่อไปยังผู้คนหมู่มาก ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล ข้อความ ภาพ และเสียง ยิ่งเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนต่อสังคม ยิ่งต้องตระหนักมากเป็นพิเศษ และควรตั้งอยู่บนพื้นฐานเพื่อประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ ไม่ใช่เพื่อจุดประสงค์สร้างความตื่นเต้น สนุก และท้าทาย ทั้งนี้ ถ้าหากร่วมกันสร้างบรรทัดฐานการใช้สื่อออนไลน์ไปในทิศทางที่ถูกต้อง จะนำมาซึ่งประโยชน์ต่าง ๆ ตลอดจนการตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ และป้องกันการกระทำความผิดจากการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ อันอาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคตภายภาคหน้า

มนุษยธรรมในข่าวสงคราม

             สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่พิพาทระหว่าง รัสเซีย-ยูเครน ไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงในเร็ววัน ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นกลายเป็นที่สนใจของคนทั่วโลก การนำเสนอข่าวจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ทราบถึงสถานการณ์ปัจจุบันของความขัดแย้งดังกล่าว แต่ในขณะเดียวกันเหตุการณ์สงครามอาจเป็นประเด็นละเอียดอ่อน ที่สื่อมวลชนต้องให้ความสำคัญ และต้องคำนึงถึงผลกระทบทั้งระยะสั้นและระยะยาวที่จะเกิดขึ้นในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความรับผิดชอบต่อสังคมในข้อเท็จจริงที่นำเสนอ อย่างคำนึงถึงมนุษยธรรมและหลักสิทธิมนุษยชน

การรายงานข่าวความขัดแย้งและสภาวะสงครามควรเป็นแบบไหน ?

            บทความเรื่อง “ฝ่ายเสรีภาพสื่อฯ TJA แนะแนวทางรายงานข่าว ‘สงครามรัสเซีย-ยูเครน” เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 นายธีรนัย จารุวัสตร์ อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย แสดงความเห็นต่อกรณีการสู้รบระหว่างรัสเซียและยูเครนในขณะนี้ว่า สถานการณ์ดังกล่าวเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนและประชาชนจำนวนมากทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย จึงขอเสนอแนวทางสำหรับสื่อมวลชนไทย ในการรายงานข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับวิกฤติสงครามในประเทศยูเครน เพื่อให้มีความเป็นกลาง มีวิจารณญาณ และตั้งอยู่บนจริยธรรมของวิชาชีพสื่อมวลชน สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

ระมัดระวังในการใช้ภาพและคลิปจากโซเซียลมีเดีย สื่อมวลชนควรตรวจสอบรูปภาพ คลิปวิดิโอ และสื่อต่าง ๆ ในโซเชียลมีเดียที่อ้างว่าเป็นภาพการสู้รบในประเทศยูเครนให้รอบคอบ ก่อนที่จะนำเสนอในช่องทางของสำนักข่าวตนเอง  ในกรณีที่สื่อมวลชนทราบภายหลังว่าได้เผยแพร่คลิปหรือภาพที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ควรปรับแก้เนื้อข่าวและชี้แจงข้อเท็จจริงกับผู้อ่านหรือผู้ชมโดยไม่ชักช้า

นำเสนอข่าวสารทางการจากฝ่ายต่าง ๆ อย่างรอบคอบ สื่อมวลชนควรตระหนักว่า ข้อมูลจากทางการในยามสงคราม มิได้เป็นข้อเท็จจริงเสมอไป และเมื่อสื่อมวลชนเสนอข่าวสารที่อ้างอิงจากข้อมูลทางการต่าง ๆ ควรระบุให้ชัดเจนว่าเป็นคำอ้างของหน่วยงานใด ฝ่ายใด และคำกล่าวอ้างนั้น ๆ มีหลักฐานใด ๆหรือไม่ 

เน้นเสนอข่าวเกี่ยวกับประชาชนที่ประสบภัยสงคราม สื่อมวลชนไม่ควรนำเสนอข่าวเกี่ยวกับสงครามเฉพาะในแง่แสนยานุภาพ กำลังอาวุธหรือยุทธวิธีอย่างเดียว แต่ควรเน้นนำเสนอชะตากรรมของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม ไม่ว่าจะเป็นพลเรือน ผู้ลี้ภัย ผู้อพยพ ตลอดจนการประท้วงต่อต้านสงครามของประชาชนในประเทศต่าง ๆ  นอกจากนี้ สื่อมวลชนควรนำเสนอข่าวสารเกี่ยวกับบทบาทของหน่วยงานด้านมนุษยธรรมต่างๆ ในการช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยสงคราม  

การเสนอภาพข่าวความสูญเสียในสงคราม ย่อมกระทำได้ แต่ควรยึดเอาจริยธรรมสื่อมวลชนเป็นสำคัญ อย่างอยู่ในขอบเขตของความพอดี หลีกเลี่ยงภาพหรือคลิปที่อุจาดตาหรือหวาดเสียวเกินความจำเป็น และไม่นำเอาความสูญเสียในสงครามมาเป็นเครื่องมือกระตุ้นเรตติ้งหรือยอดคลิกจนเกินงาม

ควรเลือกแปลข่าวสารจากสำนักข่าวที่น่าเชื่อถือได้เท่านั้น สื่อมวลชนไทยที่มีหน้าที่แปลข่าวต่างประเทศควรตระหนักว่า สำนักข่าวต่างประเทศมีความน่าเชื่อถือและคุณภาพแตกต่างกันไป นักข่าวไทยจึงควรเลือกแปลข่าวสารจากสำนักข่าวประเภท “wire service” ซึ่งเป็นที่ยอมรับในวงการสื่อมวลชนสากลในแง่ของความเป็นกลาง ข้อมูลเที่ยงตรง และตั้งอยู่บนหลักจริยธรรม และ สื่อมวลชนควรตระหนักด้วยว่า สำนักข่าวที่ควบคุมโดยรัฐบาลต่างๆ ย่อมเสนอข่าวสารที่มีลักษณะเป็นโฆษณาชวนเชื่อ แตกต่างจากสำนักข่าวที่ดำเนินการโดยอิสระ

 

มองสื่อไทยรายงานข่าวสงครามรัสเซีย-ยูเครน

บทความเรื่อง “สงครามข้อมูลข่าวสาร รัสเซีย-ยูเครน” โดย สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ (2565) ได้ถอดประเด็นการพูดคุยจากรายการวิทยุ “รู้ทันสื่อกับสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ” วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม 2565 อากาศทางสถานีวิทยุ FM 100.5 อสมท. รศ.ดร.นรินทร์ นำเจริญ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะการสื่อสารมวลชน ได้วิเคราะห์การรายงานข่าวสงครามรัสเซีย-ยูเครน ของสื่อมวลชนไทย ในมิติ แหล่งข่าว มุมมองการรายงาน สรุปได้ดังนี้

            แหล่งข่าว ข้อมูลข่าวสารการสู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครนที่สื่อไทยนำมาใช้และนำเสนอในครั้งนี้ ส่วนใหญ่มักมีที่มาจากสื่อตะวันตก เช่น จากสำนักข่าว CNN หรือสำนักข่าว BBC ขณะที่ข่าวสารจากทางรัสเซียที่ผู้รับสารจะได้เห็นจากสื่อไทย มักจะมีเฉพาะข่าวที่มาจากการแถลงของนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย

            มุมมองการรายงานข่าว รศ.ดร.นรินทร์ นำเจริญ กล่าวย้อนดูการรายงานข่าวของเว็ปไซต์บีบีซีไทย พบว่า มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับสงครามรัสเซีย-ยูเครนในหลากหลายแง่มุม แต่ส่วนใหญ่ให้ความสนใจไปที่ยูเครนเป็นฝ่ายถูกกระทำ เช่นในบทความเรื่อง “รัสเซีย ยูเครน : ดูทีวีรัสเซียรายงานสงคราม เรื่องราวที่ถูกกลับด้านโดยสิ้นเชิง” วันที่ 3 มีนาคม 2565 โดยมีช่วงหนึ่งได้นำเสนอไว้ว่า

 

ผู้ประกาศหญิงของรอสสิยา 1 ก็เน้นย้ำถึงจุดประสงค์ในการเข้าไปในยูเครนว่า “เป็นการปกป้องตัวเองของรัสเซียจากพวกตะวันตก ซึ่งใช้ประชาชนยูเครนในการเผชิญหน้ากับมอสโก” และเพื่อเป็นการตอบโต้กับบรรดาข่าวปลอม ข้อมูลบิดเบือนที่แพร่หลายในอินเตอร์เน็ต รัฐบาลรัสเซียจึงได้ตั้งเว็บไซต์ใหม่ที่ให้แต่ข้อมูลจริงเท่านั้น

ขณะที่การนำเสนออีกส่วนหนึ่งของบีบีซีไทยแสดงความเห็นใจกับประชาชนในยูเครน เช่น ในบทความเรื่อง “รัสเซีย ยูเครน : เข้าสัปดาห์ที่ 3 ผู้ลี้ภัยสงครามมีมากแค่ไหน และหนีการรุกรานไปที่ใดบ้าง” วันที่ 11 มีนาคม 2565 โดยมีช่วงหนึ่งได้นำเสนอไว้ว่า

UNHCR เชื่อว่ามีพลเรือนกว่า 1 ล้านคนที่ต้องอพยพออกจากบ้านของตัวเองเพื่อหนีภัยการสู้รบไปอยู่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ประเมินว่ามีประชาชนในยูเครนราว 12 ล้านคนที่ต้องการความช่วยเหลือ

 

สำรวจข่าวสงครามรัสเซีย-ยูเครนในสื่อมวลชนไทย

ในเชิงปริมาณ

ผลการศึกษาล่าสุดของ Media Alert (2565) พบว่า 4 รายการข่าวยอดนิยม ที่ออกอากาศในช่วงเวลา 19.00 น.  คือ ข่าวค่ำมิติใหม่ (ช่อง Thai PBS) ไทยรัฐนิวส์โชว์ (ช่องไทยรัฐทีวี ) ทุบโต๊ะข่าว (ช่อง อัมรินทร์ทีวี) และข่าวแหกโค้ง (ช่อง GMM25) โดยทำการศึกษาเฉพาะวันที่ 11, 13 และ 15 มีนาคม 2565 พบว่าสัดส่วนการนำเสนอข่าวสงครามรัสเซีย-ยูเครน มีความยาวเวลาการนำเสนอรวมของทั้ง 4 รายการจาก 4 สถานีที่ศึกษา คือ 75 นาที (1 ชั่วโมง 15 นาที) จากเวลาการนำเสนอรวมทั้งหมด 3 วันที่ทำการศึกษาคือ 21 ชั่วโมง 58 นาที หรือ การนำเสนอข่าวสงครามรัสเซีย-ยูเครน คิดเป็นสัดส่วนเพียง 5.85% ของเวลาการนำเสนอข่าวทั้งหมดของ 4 สถานี และการรายงานข่าวส่วนใหญ่นั้นมาจากรายการข่าวค่ำมิติใหม่ ทางช่อง Thai PBS โดยไม่พบในรายการไทยรัฐนิวส์โชว์ และทุบโต๊ะข่าว ซึ่งเป็นรายการที่ได้รับเรตติ้งสูงของรายการเล่าข่าวในช่วงเวลาที่เลือกศึกษา

 

            งานการศึกษาของ Media Alert หากสรุปในเชิงปริมาณ กล่าวได้ว่า สื่อหลักเช่นสื่อโทรทัศน์ ในภาพรวม เสนอข่าวสถานการณ์สงคราม รัสเซีย-ยูเครน ในจำนวนที่น้อยเมื่อเทียบกับข่าวอื่นๆ

             ส่วนประเด็นที่รายการข่าวโทรทัศน์ที่ Media Alert ศึกษา ได้นำเสนอนั้นไม่แตกต่างไปจากบทวิเคราะห์ที่นำเสนอไปข้างต้นมากนัก คือ มีการนำเสนอในประเด็นเกี่ยวกับ ความเห็น/บทสัมภาษณ์ หรือการสื่อสารของผู้นำของทั้งสองประเทศคู่สงคราม สถานการณ์สงคราม ทหารในสงคราม เช่น สงครามเคมี-ชีวภาพ ในยูเครน?, ขบวนกองทัพรัสเซียห่างจากกรุงเคียฟ 25 กิโลเมตร, รัสเซียถล่มศูนย์ฝึกร่วมของนาโต้ในยูเครน, ผู้นำยูเครนเชื่อมั่น รัสเซียไม่มีทางชนะ, จับตาทหารร่วมรบในยูเครน, ทหารอาสาต่างชาติในยูเครน ถูกกฎหมายหรือไม่? และ สงครามรัสเซีย-ยูเครน ต่อภูมิศาสตร์โลก เป็นต้น ประเด็น สงครามส่งผลกระทบต่อประชาชน เช่น ยูเครนประกาศเคอร์ฟิวเมืองหลวง 36 ชั่วโมง และชาวยูเครนทยอยกลับประเทศ เป็นต้น ประเด็น สงครามส่งผลกระทบต่อการกีฬา เช่น อูซิก ลั่นไม่คิดคืนสังเวียนจนกว่าสงครามจะสงบ และสงครามรัสเซียส่งผลกระทบทุกวงการ ไม่เว้นแม้กระทั่งวงการกีฬา เป็นต้น สุดท้ายคือประเด็น สงครามส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศไทย เช่น วิกฤติรัสเซีย-ยูเครน คาดทำราคาน้ำมันขึ้น-สินค้าอื่นขึ้นตาม และสงครามกระทบห่วงโซ่อาหารสัตว์วอนรัฐเร่งหาทางออก เป็นต้น

 

ในเชิงเนื้อหา

เมื่อสำรวจบทความข่าวและเนื้อหาการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนไทยที่ปรากฎในสื่อออนไลน์ พบว่า ยังคงเน้นไปที่เป้าหมายและรูปแบบของสงคราม ความรุนแรงของสงครามในแง่ของการทำลายสิ่งปลูกสร้าง ฯลฯ ยกตัวอย่างชื่อบทความจากหลาย ๆ แหล่ง เช่น

รัสเซีย-ยูเครน สงครามยุคใหม่ ใครจะชนะ ? โดย ประชาชาติธุรกิจ

ยูเครน – รัสเซีย : รัสเซียโจมตีศูนย์ฝึกทหารในยูเครนใกล้พรมแดนโปแลนด์ โดย บีบีซีไทย

ด่วน! รัสเซียถล่ม “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์” ในยูเครน โดย ข่าวไทยพีบีเอส

สงครามสื่อยุคใหม่ เป็นอันตรายกว่า‘สงครามนิวเคลียร์’ โดย แนวหน้า

“วิกฤตยูเครน” ทำไมถึงขัดแย้งหนักจนอาจจุดชนวน “สงคราม” โดย ฐานเศรษฐกิจ        

 

บทบาทภาคสังคมต่อการทำหน้าที่ของสื่อหลักและการสื่อสารออนไลน์ ในช่วงข่าวสงครามรัสเซีย-ยูเครน

            ในช่วงราว 1 เดือนที่ผ่านมา มีรูปธรรมเหตุการณ์ด้านสื่อและการสื่อสารในสังคมไทยที่เกี่ยวข้องกับสงครามรัสเซีย-ยูเครน เช่น

            กรณีมีผู้ร้องเรียนต่อองค์กรวิชาชีพสื่อว่า รายการ ‘เล่าข่าวข้น’ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2565 นำคลิปจากสื่อสังคมมาเสนอว่าฝ่ายยูเครนจัดฉากศพพลเรือนผู้เสียชีวิตนับร้อยศพจากการถูกทหารรัสเซียรุกรานและสรุปว่าเป็น ‘ข่าวลวง’ (fake news) ซึ่งต่อมามีการชี้แจงจากรายการว่าความผิดพลาดจากการนำเสนอเพราะเชื่อถือในผู้เผยแพร่ และสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 ได้สื่อสารขอโทษในความผิดพลาด

            กรณีการไลฟ์ขายของเมื่อ 6 มีนาคมที่ผ่านมาของแม่ค้าออนไลน์ชื่อดัง พิมรี่พาย ซึ่งถูกสังคมทวิตเตอร์โจมตีอย่างหนักในเรื่องของการเอาสงครามที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตาย ความสูญเสียของผู้คนมาเล่นเป็นมุกตลกในการขายของ อีกทั้งยังมีเสียงเอฟเฟคต์ตลกประกอบ ผู้ใช้ทวิตเตอร์ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย โดยมองว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ในขณะที่ชาวโลกต่างสะเทือนใจกับสงคราม แต่มีคนดังชาวไทยเอาเรื่องนี้มาพูดเล่น

            กรณีไทยโพสต์ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2565 นำโพสต์แสดงความเห็นในโซเชียลมีเดีย  ซึ่งกล่าวหาว่านาย เซเลนสกี ใส่เสื้อยืดที่มีเครื่องหมายสวัสดิกะของนาซี-ฮิตเลอร์ มารายงานเป็นข่าว ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว เครื่องหมายดังกล่าวเป็นเครื่องหมายตราสัญลักษณ์กองทัพยูเครน จนมีผู้ทักท้วงถึงความผิดพลาด

            กรณี วันที่ 21 มีนาคม 2565 ทีมผู้บริหารสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.5) ได้เข้าพบกับเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทยเพื่อร่วมกันหารือสร้างความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันระหว่าง ททบ.5 กับสำนักข่าวรัสเซียโดยจะเน้นตาม ‘ข้อเท็จจริง’ ทุกด้านเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการบริโภคข่าวสารของประชาชน ให้เป็นไปตามความถูกต้อง แม่นยำ และทันสถานการณ์ โดยจะมีการลงนามให้ความร่วมมือในเร็วๆ นี้

 

            โดยก่อนหน้านี้ทาง ททบ.5 ได้ลงนามความร่วมมือกับสำนักข่าวจีน China Media Group และสำนักข่าวของอิหร่าน

 

            ต่อมาวันที่ 23 มีนาคม 2565  เวลาประมาณ 21.30 น. สถานีโทรทัศน์กองทัพบก ททบ.5 แจ้งสื่อมวลชนว่า ขอยกเลิกการแถลงข่าว กรณีร่วมมือ รัสเซีย-จีน-อิหร่าน ในวันพรุ่งนี้ (24 มีค.) ช่วง 1400 น. โดยไม่ได้ให้เหตุผลว่าทำไมจึงยกเลิกการแถลงข่าว แต่มีรายงานข่าวว่า กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ททบ.5 มีกำหนดที่จะไปพบหารือกับ เอกอัครราชทูตยูเครน ประจำประเทศไทย ในวันพรุ่งนี้ (24 มีค. จึงทำให้มีการวิเคราะห์ว่า อาจเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกวิจารณ์ว่าไม่เป็นกลาง ในกรณีสงคราม รัสเซีย-ยูเครน

ล่าสุดวันที่ 25 มีนาคม 2565  กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ททบ.5 กล่าวในรายการ “เจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์” ในส่วนนโยบายงานข่าวของททบ.5 ว่า ช่อง 5 จะเข้าไปอยู่ในสงครามข่าวสาร ข่าวสารใดที่รัสเซีย ยูเครน จีน อิหร่าน คิดว่าไม่ถูกต้อง และต้องการให้คนไทยรู้ว่า สิ่งที่ถูกต้อง คือ อะไร ให้ส่งมาที่ ททบ.5 โดยได้สั่งการว่า ห้ามบิดเบือนข่าว ให้ออกทุกอย่างเหมือนกับที่ทางการ 4 ประเทศส่งมา เพราะเป็นข่าวที่สถานทูตรับรอง เพื่อคนไทยสามารถฟังทั้งสองฝั่ง และไปพิจารณาเองว่า ใครเสนอข่าวเท็จ ใครเสนอข่าวจริง

 

บทสรุป

            หลักการสำคัญในการนำเสนอข่าวสงครามรัสเซีย-ยูเครน ของทั้งสื่อหลักและสื่อออนไลน์ทั่วไป  คือ ต้องสื่อสารอย่างคำนึงถึงจริยธรรม โดยเฉพาะความถูกต้อง เที่ยงตรงของข้อมูล ด้วยการอ้างถึงหรือนำเสนอข่าวจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้แล้ว ยังมีเรื่องของหลักสิทธิมนุษยชน และ หลักมนุษยธรรมที่สื่อต้องคำนึงถึงด้วย ขณะเดียวกัน ภาคสังคมผู้รับสื่อก็ควรจะร่วมมีบทบาทในการตรวจสอบ ทักท้วงสื่อ รวมถึงการสื่อสารออนไลน์ที่ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม ในเรื่องดังกล่าวด้วยเช่นกัน

            สงครามคือความเศร้า ความสูญเสีย แม้พลเมืองโลกส่วนใหญ่คงอยากให้ สงครามรัสเซีย-ยูเครน ยุติ ลงโดยเร็ว แต่ในความเป็นจริงก็ยากที่จะระบุว่าสงครามครั้งนี้ จะยุติลงเมื่อไร จะสร้างความสูญเสีย ความเสียหาย ต่อประชาชนและประเทศคู่สงคราม และสร้างผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ฯลฯ ให้กับประเทศต่างๆ ไปอีกนานแค่ไหน เพียงใด แต่ในหลักการการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์แล้ว ถ้าสื่อและนักสื่อสารออนไลน์ ยึดมั่นใน ความถูกต้อง ความเที่ยงตรงของข้อมูล หลักมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน ควบคู่ไปกับ การนำเสนอหรือการวิเคราะห์เพื่อหาทางออกจากสงคราม เพื่อลดความสูญเสีย ไม่มุ่งเสนอเพียงความขัดแย้ง สถานการณ์การสู้รบ การวิเคราะห์ว่าใครจะแพ้ใครจะชนะ หรือการเสนอข่าวอย่างฝักใฝ่หรือถือข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะนั่นคือการสื่อสารอย่างขาดจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม ทั้งที่ ในความเป็นมนุษย์ หากเห็นคุณค่าชีวิตผู้อื่น เช่นชีวิตตนเอง สงครามคือการพลัดพราก การสูญเสีย ความเสียหาย ทั้งต่อชีวิต และอื่นๆมากมาย ดังนั้น ความขัดแย้งรุนแรงในสงครามทุกครั้ง ควรเป็นบทเรียนต่อมนุษยชาติในการร่วมสร้างศักยภาพความร่วมมือในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ก่อนนำไปสู่ความรุนแรงของสงคราม 

กองทุนสื่อร่วมสนับสนุนสุดยอดสื่อส่งเสริมการเรียนรู้สร้างสรรค์แห่งปี ประจำปี 2565 ยกระดับสื่อออนไลน์ออฟไลน์ดีเด่น

(29 มี.ค. 65) กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมกับสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ สบร. จัดงานประกาศเกียรติคุณสุดยอดสื่อส่งเสริมการเรียนรู้สร้างสรรค์แห่งปี ประจำปี 2565 เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และกระตุ้นให้สังคมได้รับรู้ถึงสื่อส่งเสริมการเรียนรู้สร้างสรรค์ และให้ความรู้อันเป็นประโยชน์ต่อสังคม และเพื่อเผยแพร่ประกาศเกียรติคุณให้แก่ผู้ผลิตสื่อออนไลน์และออฟไลน์ให้เป็นต้นแบบในการพัฒนาสื่อส่งเสริมการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ ได้รับเกียรติจาก นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือก นายธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์  ร่วมแสดงความยินดี แก่ผู้ที่ได้รับรางวัลทั้ง 10 รางวัล ณ อุทยานการเรียนรู้ ทีเคปาร์ค ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ ประธานการมอบรางวัล ได้กล่าวว่า “สำหรับการจัดงานประกาศเกียรติคุณสุดยอดสื่อส่งเสริมการเรียนรู้สร้างสรรค์แห่งปี ประจาปี 2565″ ครั้งนี้ ทาง สบร.ได้ดำเนินการจัดขึ้นเป็นเครั้งแรกของปี 2565 เพื่อเป็นการยกย่องและขอบคุณสื่อทุกประเภททั้งออนไลน์และออฟไลน์ที่ได้สร้างสรรค์ผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยช่วยเป็นส่วนในการขับเคลื่อนสังคมให้เกิดองค์ความรู้อันเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม และสร้างจิตสำนึกที่ดี รวมถึงสร้างความตระหนักและแรงบันดาลใจให้คนในสังคมได้นำสิ่งที่เรียนรู้ ไปคิดวิเคราะห์ต่อ และมีส่วนร่วมเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นซึ่งมีผลต่อวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมวงกว้าง หวังว่าสื่อหรือผู้ที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ จะนำไปต่อยอดให้เกิดการพัฒนาต่อไป

สำหรับรางวัลในการมอบ มีทั้งหมด 5 ประเภท ๆ ละ 2 รางวัล ทั้งสื่อออนไลน์และสื่อออฟไลน์ โดยจะได้รับโล่ ใบประกาศเกียรติคุณ และเงินรางวัล 50,000 บาท มีสื่อที่ผ่านการคัดเลือกเพื่อเข้ารับรางวัลครั้งนี้ มีดังต่อไปนี้

1) : สื่อส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนผ่านสังคมสู่วิถีชีวิตดิจิทัล (Digital Transformation)

สื่อออนไลน์ : The Secret Sauce

สื่อออฟไลน์ : หนังสือ The Great Remake สู่โลก

2): สื่อส่งเสริมการเรียนรู้การเป็นพลเมืองโลก (Global Citizenship)

สื่อออนไลน์ : รอบโลก By กรุณา บัวคาศรี

สื่อออฟไลน์ : หนังสือชุด Sapiens set

3) : สื่อส่งเสริมการเรียนรู้การมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อเสนอแนะนโยบายประเทศ

(People’s Participation in Policies Proposals)

สื่อออนไลน์ : The Standard

สื่อออฟไลน์ : หนังสือเดินไปดวงดาว

4) : สื่อส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย (Ageing Society)

สื่อออนไลน์ : เกษียณสำราญ

สื่อออฟไลน์ : ลุยไม่รู้โรย

5) : สื่อส่งเสริมการเรียนรู้การนาความรู้ดั้งเดิมมาประยุกต์ให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จัก ( Local Wisdom)

สื่อออนไลน์ : Point of View

สื่อออฟไลน์ : คุณพระช่วย