เลือกหน้า

เที่ยวสงกรานต์อย่างไรให้ปลอดภัยจากโควิด 19

มาตรการป้องกันโควิด 19 ช่วงสงกรานต์ มีอะไรบ้าง

ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะถึงในปี 2565 รัฐบาลได้ออกมาตรการควบคุมเพื่อให้ประชาชนที่เดินทางกลับบ้านต่างจังหวัดหรือที่ต้องพบปะญาติผู้ใหญ่ได้ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังไม่ประมาท โดยรัฐบาลนั้นได้อนุญาตให้เล่นน้ำได้ตามประเพณี เช่น รดน้ำดำหัว สรงน้ำพระ และมีมาตรการที่ประชาชนต้องรับทราบ ดังนี้

 

พื้นที่จัดงานสงกรานต์ ที่มีการจัดเตรียมสถานที่และควบคุมกำกับ

– อนุญาตให้เล่นน้ำ และจัดกิจกรรมตามประเพณี เช่น รดน้ำดำหัว สรงน้ำพระ การละเล่น

– การแสดงทางวัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่น ขบวนแห่ การแสดงดนตรี โดยต้องปฏิบัติตามมาตรการ COVID Free Setting และมีการกำกับอย่างเคร่งครัด

– ห้ามประแป้ง ปาร์ตี้โฟม จำหน่ายและบริโภคแอลกอฮอล์ในพื้นที่จัดงาน

– กำหนดช่องทางเข้า-ออกจากงาน จัดจุดคัดกรอง และควบคุมความหนาแน่นในพื้นที่จัดงาน (1 ต่อ 4 ตารางเมตร)

– สวมหน้ากากตลอดเวลา พกเจลแอลกอฮอล์ รักษาระยะห่าง ตลอดเวลาที่ร่วมงาน

ㆍ พื้นที่สาธารณะไม่มีการควบคุม เช่น ท้องถนน ฯลฯ ห้ามเล่นน้ำ ประแป้ง และปาร์ตี้โฟม

ㆍกิจกรรมรวมกลุ่มในครอบครัว เช่น รดน้ำดำหัว การรับประทานอาหารร่วมกัน ฯลฯ

– จัดกิจกรรมในที่มีการระบายอากาศได้ดี หรือที่โล่ง ไม่หนาแน่นหรือคับแคบ

– สวมหน้ากากตลอดเวลา งดกิจกรรมการสัมผัสใกล้ชิด หรือใช้สิ่งของร่วมกัน

– เลี่ยงการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มร่วมกันเป็นเวลานาน

– ผู้สูงอายุที่ยังไม่ได้รับวัคซีนครอบตามเกณฑ์ คือ 3 เข็ม ควรได้รับวัคซีนให้ครบก่อนร่วมกิจกรรมสังสรรค์

  และสัมผัสใกล้ชิดลูกหลาน

– ผู้ติดเชื้อและผู้สัมผัสเสี่ยงสูงห้ามร่วมกิจกรรม

 

หลัง “สงกรานต์2565” 7 วัน 

ในช่วงหลังสงกรานต์  2565 ให้สังเกตตัวเอง 7 วัน บางพื้นที่ให้พิจารณาเรื่องการทำงานที่บ้านให้เป็นไปตามความเหมาะสม ทั้งนี้ฝ่ายปกครองฝ่ายมั่นคงขอให้ร่วมกับสธ.อย่างเข้มงวด เพื่อให้เราผ่านเทศกาลนี้ไปด้วยความเรียบร้อย ใครฝ่าฝืนให้ดำเนินการเด็ดขาด ซึ่งเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีในฐานะผอ.ศบค.ฝากมา

 

เฝ้าระวังควบคุมกำกับ “สงกรานต์2565”

 

  1. คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด/กรุงเทพมหานคร ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดให้มี “คณะทำงานควบคุม กำกับ เฝ้าระวัง” ให้เป็นไปตามมาตรการในพื้นที่จังหวัด/กรุงเทพมหานคร
  2. ศปก.ต./ศปก.อ. ผู้นำชุมชน ควบคุมกำกับ เฝ้าระวัง ระดับชุมชน หมู่บ้าน ทั้งการรวมกลุ่ม

 บุคคลภายนอก และกิจการ/กิจกรรม/สถานประกอบ การฝ่าฝืนดำเนินการอย่างเด็ดขาด

  1. ทุกหน่วยงานร่วมสื่อสารให้ประชาชน ร่วมกันเฝ้าระวังในชุมชน และแจ้งเบาะแสผ่านช่องทางของรัฐ เช่น ศูนย์ดำรงธรรม สายด่วน1111 Facebook ผู้พิทักษ์อนามัย (COVID Watch) Website : Thai Stop COVID Plus หรือช่องทางอื่นในพื้นที่

ดังนั้นเมื่อประชาชนทราบมาตรการข้างต้นที่กล่าวมาแล้ว ก็ควรปฎิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยต่อทั้งตัวเราเองและครอบครัว และที่สำคัญคือเพื่อเป็นการรับผิดชอบต่อสังคม

มารู้จัก USEP PLUS

มารู้จัก USEP PLUS

ในโลกปัจจุบันนั้นเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าสถานการณ์โควิดมีการระบาดเป็นวงกว้าง มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นและติดง่ายมากขึ้นโดยเฉพาะสายพันธุ์โอไมครอนที่มียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กระทรวงสาธารณสุขจึงได้มีการกำหนดเงื่อนไขการใช้ UCEP ของผู้ป่วยโควิด 19 หรือ USEP Plus ดังนี้

 

USEP PLUS คืออะไร

UCEP พลัส คือ ระบบที่รองรับผู้ป่วยโควิด 19 ที่เข้าข่ายตามเกณฑ์ที่กำหนด สามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้ทุกแห่ง ตามสิทธิ UCEP พลัสได้ กล่าวคือ 

  • ผู้ป่วยสีเขียวเข้ารับการรักษาที่บ้านหรือชุมชนเป็นหลัก (HI/CI First) โดยจะต้องติดตามประเมินอาการอย่างสม่ำเสมอ หากพบว่า มีอาการเปลี่ยนแปลงเป็นเหลืองหรือแดง ก็จะส่งต่อเข้าสู่โรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาทันที

การแบ่งกลุ่มผู้ป่วย

  • ผู้ป่วยสีเขียวที่อาการของโรคโควิดไม่ได้รุนแรง แต่มีโรคร่วมที่ควบคุมไม่ได้ ให้สามารถเข้ารับการรักษาได้ทุกที่เช่นเดียวกัน ภายใต้นโยบาย UCEP พลัส
  • ผู้ป่วยสีเหลืองที่เริ่มมีอาการปอดอักเสบทั้ง 2 ระดับ คือ ต้องใช้เครื่องให้ออกซิเจนแคนนูลา และต้องใช้ออกซิเจนแบบไฮโฟลว์ ให้เข้าสู่การรักษาได้ทุกที่ทั้งโรงพยาบาลของรัฐและเอกชน
  • ผู้ป่วยสีแดง ที่เป็นผู้ป่วยวิกฤติในไอซียูหรือจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ บุคลากรจะมีเกณฑ์ในการประเมินอาการเพื่อนำเข้ารักษาในโรงพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชนด้วยเช่นกัน

 

การรักษาตามสิทธิ

  1. ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตเข้าโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด
  2. โรงพยาบาลประเมินอาการและคัดแยกระดับความฉุกเฉิน
  3. ศูนย์ประสานคุ้มครองสิทธิ ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูล
  4. กรณีเข้าเกณฑ์ฉุกเฉินวิกฤต จะได้รับความคุ้มครองตามสิทธิ UCEP ทันทีแต่ไม่เกิน 72 ชั่วโมง
  5. กรณีไม่เข้าเกณฑ์ฉุกเฉินวิกฤตให้รีบประสานโรงพยาบาลตามสิทธิหากประสงค์รักษาต่อต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง

 

เกณฑ์การประเมินคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติกรณีโรคติดเชื้อโควิด 19 ใหม่

USEP Plus โดยผู้ป่วยตรวจที่มีผลตรวจ ATK หรือ RT-PCR มีผลเป็นบวก ร่วมกับมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้

  1. หัวใจหยุดเต้น หายใจลำบากเฉียบพลัน มีภาวะช็อค ภาวะโคม่า มีอาการซึมลงเมื่อเทียบกับระดับความรู้ตัวเดิม หรือกำลังชักเมื่อแรกรับที่จุดคัดแยก
  2. มีอาการไข้สูงกว่า 39 องศาเซลเซียสนานกว่า 24 ชั่วโมง หรือหายใจเร็วกว่า 25 ครั้งต่อนาทีในผู้ใหญ่ ปริมาณออกซิเจนปลายนิ้วน้อยกว่า 94% หรือมีโรคประจำตัวที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือจำเป็นต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิดตามดุลพินิจของแพทย์ หรือ ในเด็กหากมีอาการหายใจลำบาก ดื่มนมหรือทานอาหารได้น้อยลง
  3. มีอาการเหนื่อยหอบ หายใจเร็ว มีปัจจัยเสี่ยงอาการรุนแรง หรือโรคร่วม เช่น อายุมากกว่า 60 ปี โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคปอดเรื้อรังอื่น  ๆ ไตเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวานที่คุมไม่ได้ ภาวะอ้วน น้ำหนักเกิน 90 กิโลกรัม หญิงตั้งครรภ์ ตับแข็ง ภูมิคุ้มกันต่อ หรือเม็ดเลือดขาวน้อยกว่า 1 พันเซลล์ต่อไมโครลิตร อื่น ๆ หรือตามดุลพินิจของผู้คัดแยก

 

ทั้งนี้ ผู้ป่วยเหล่านี้ต้องเข้าสู่ระบบการรักษาให้เร็วที่สุด ไม่ควรรอ โดยช่องทางแบบผู้ป่วยนอกอย่างใกล้ชิด หรือ OPD ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านได้ แต่สำหรับผู้ป่วยสีเขียวควรเก็บเตียงให้ผู้ป่วยที่มีความจำเป็น

ข้อมูลเบื้องต้นที่มีการเปลี่ยนแปลงนั้น ก็พอจะทราบกันแล้วว่าถึงการรักษาผู้ป่วยฉุกเฉิน UCEP จะรักษาฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ก็มีข้อจำกัดหลายอย่างเพื่อเป็นหลักประกันว่า ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาจะเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินที่แท้จริงตามการวินิจฉัยของแพทย์ในโรงพยาบาลแรกรับ ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนควรให้ความใส่ใจและศึกษารายละเอียดให้แน่ชัดก่อนใช้บริการทุกครั้ง ดังนั้นหากต้องการใช้สิทธิ์ก็ต้องศึกษารายละเอียดให้ดีก่อน

ผู้จัดการกองทุนสื่อ ร่วมยินดี 70 ปี อสมท คู่สังคมไทย

ผู้จัดการกองทุนสื่อ ร่วมยินดี 70 ปี อสมท คู่สังคมไทย

วันนี้ 8 เมษายน 2565 ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมแสดงความยินดีในโอกาสวันครบรอบการจัดตั้ง อสมท “70 ปี อสมท คู่สังคมไทย”
โดย บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หรือ ช่อง 9 อสมท ได้ดำเนินการสื่อสารมวลชนในธุรกิจสื่อที่สร้างสรรค์สังคมไทยให้สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างเท่าเทียม ทันสถานการณ์ มาเป็นเวลาครบ 70 ปี ณ ชั้น 1 อาคารปฏิบัติการวิทยุและโทรทัศน์ บมจ. อสมท