เลือกหน้า

เมื่อรายได้จากธุรกิจสื่อออนไลน์ ปะทะ ความคาดหวังของผู้ทำงาน

กลายเป็นกระแสในสื่อออนไลน์ เมื่อ #kyutaeoppa ติดเทรนด์ทวิตเตอร์ หลังจากที่ คิวเท โอปป้า ยูทูบเบอร์ชื่อดัง ที่มีผู้ติดตามกว่า 7.71 ล้านคน เปิดเผยเรื่องราวที่อดีตทีมงานแจ้งขอลาออก โดยขอต่อรองเรียกร้องวันหยุด และเงินเดือนเพิ่มขึ้น ทั้งที่เขาให้ค่าตอบแทนทีมงานมากกว่าที่อื่น เพราะคิดว่าทุกคนเป็นครอบครัว และที่ผ่านมาตนดูแลทุกคนเป็นอย่างดี พร้อมยกตัวอย่างกรณีทีมงานตัดต่อวัย 19 ปี ที่ไม่มีประสบการณ์ แต่เจ้าตัวก็สอนงานและให้เงินเดือน 3 หมื่นบาท

หลังจากที่คิวเทออกมาให้ข่าว ก็เกิดเป็นกระแสดราม่า “เสียงแตก” ในสื่อสังคมออนไลน์ โดยฝั่งหนึ่งมองว่าการทำงานตัดต่อ ฐานเงินเดือนควรจะมากกว่านี้ แต่อีกฝ่ายมองว่า ทีมงานคนนี้เป็นเด็กที่ไม่ได้มีพื้นฐานมาก่อน การให้เงินเดือน 3 หมื่นบาท จึงถือว่าเป็นค่าตอบแทนที่ค่อนข้างสูง

ค่าตอบแทน ต้องเท่าไร? จึงเหมาะสม

จากกระแสดราม่าที่เกิดขึ้น ทำให้โลกออนไลน์ออกมาแสดงความเห็นในเรื่องเงินเดือนของคนทำสื่อในแง่มุมที่หลากหลาย   โดยบทความเรื่อง “วิเคราะห์มุม Digital Labour จากดราม่ายูทูบเบอร์ คิวเท” ของเวิร์คพ้อยทูเดย์เมื่อ 18 มีนาคม 2565 ดีเจเพชรจ้า ได้กล่าวว่า เงินเดือนขั้นต่ำของคนตัดต่อคลิปจะอยู่ที่ประมาณ 15,000 บาท ซึ่งถ้าผลงานมีความโดดเด่น หรือสร้างผลงานออกมาได้ดี ก็จะได้รับค่าแรงเพิ่มขึ้น หรือได้โอทีเพิ่มเติมถ้าต้องทำงานล่วงเวลา แต่ในบางบริษัทที่เป็นโปรดักชั่นเฮ้าส์ (Production House) จริงจัง คนตัดต่ออาจจะได้รับค่าแรงถึง 70,000-80,000 บาท/เดือนเลยทีเดียว ในกรณีของ คิวเท โอปป้าที่มีการให้ค่าแรงคนตัดต่อคลิปอยู่ที่ 30,000 บาท ก็ถือว่าค่อนข้างสูง เพราะเงินเดือนในระดับนี้ บางครั้งอยู่ในการศึกษาระดับปริญญาโทด้วยซ้ำ

บทความเรื่อง “อีกมุมดราม่า คิวเท เห็นรายได้ แต่ไม่เข้าใจต้นทุนแฝง – ชัดเจน เงินเดือน 30,000 เยอะหรือไม่” จากเว็ปไซต์กระปุก เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2565 ได้ยกโพสต์ของ Pornthep Peter Benjasirimongkol กล่าวไว้ว่า สำหรับเงินเดือน 30,000 เพื่อทำงานตัดต่อนั้น ไม่ถือว่าถูกหรือแพง เพราะอยู่ที่งานและฝีมือ เรื่องวุฒิไม่เกี่ยว หากคุณเห็นว่าจ้างถูกเกินไป ก็เจรจาได้ ถือเป็นเรื่องปกติ

ขณะที่บทความเรื่อง “ถล่มเละ! รัฐจ้างตัดต่อ – กราฟิก เงินเดือน 7,900 บาท” ในเว็บไซต์ข่าวชาวบ้าน เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 ได้นำเสนอรูปภาพรับสมัครงานของ สำนักงานจัดหางานจังหวัดมุกดาหาร ประกาศรับสมัคร ลูกจ้างเหมาบริการ 1 อัตรา คุณสมบัติ เพศชายและหญิง อายุ 21-35 ปี วุฒิการศึกษา ปวส. ขึ้นไป โดยระบุทักษะ ความสามารถ ความรับผิดชอบ ประกอบด้วย งานตัดต่อวิดีโอ (Adobe Premiere Pro) ความสามารถในการใช้ Photoshop ทำอินโฟกราฟิก ถ่ายภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว กรอกรายงานในระบบ บิ๊กดาต้า เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และ จัดทำรายงานที่ได้รับมอบหมาย โดย นางวันวิภา แพงแก้ว ประชาสัมพันธ์จังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า ตำแหน่งงานดังกล่าว เป็นการจ้างเหมารายวัน ปฏิบัติงานวันจันทร์-ศุกร์ ในเวลาราชการ 08.30-16.00 น. อัตราค่าจ้างวันละ 350 บาท ชำระค่าจ้างเป็นรายเดือนทุกวันสิ้นเดือน (ปฏิบัติงานเดือนละ 22 วัน) ทั้งนี้เป็นไปตามระเบียบกฎหมายแรงงาน และยังกล่าวเพิ่มเติมว่า บุคลากรในสำนักงานทุกคน ต้องมีความรู้พื้นฐานด้านการออกแบบและตัดต่องานอยู่แล้ว เนื่องจากบุคคลากรมีจำนวนจำกัด จึงต้องการบุคลากรที่มีความรู้เบื้องต้นในโปรแกรมตัดต่อโฟโต้ชอป เพื่อออกแบบตัดต่อในระดับพื้นฐาน เพื่อผลิตงานสร้างความรู้ความเข้าใจกับประชาชน และเผยแพร่ได้อย่างทันเหตุการณ์

ค่าตอบแทนและความต้องการอื่นของคนทำงาน

ผลการสำรวจคนทำงานสื่อ โดยสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย เมื่อปี 2561 มีการตอบแบบสอบถามจำนวน 95 ราย แบ่งเป็นเพศชาย 69.5% เพศหญิง 30.5% ผู้ตอบมีทุกช่วงอายุและระดับการศึกษาตั้งแต่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอก เป็นผู้ทำงานสื่อประเภทโทรทัศน์มากที่สุด จำนวน 47.4% รองลงมาคือหนังสือพิมพ์ 33.7% เว็บไซต์และสื่อออนไลน์ 14.7% ส่วนอีก 4.2% เป็นสื่อมวลชนอิสระและวิทยุกระจายเสียง ผลสำรวจพบว่า อันดับหนึ่งของความต้องการมากที่สุด คือ ต้องการการปรับเงินเดือนประจำปีตามความสามารถ อันดับสอง ต้องการให้มีสวัสดิการคุ้มครองอุบัติเหตุและรักษาพยาบาลครอบครัว อันดับสาม ต้องการให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนฌาปนกิจ สหกรณ์ออมทรัพย์ อันดับสี่ มีอุปกรณ์การทำงานที่ทันสมัยให้ใช้

“ความนิ่ง”ของอัตราค่าตอบแทน

บทความเรื่อง “นักเขียนฟรีแลนซ์ไทย กับ 20 ปีที่ค่าแรงไม่เคยขยับ” โดย สุดารัตน์ พรมสีใหม่ (2565) เผยแพร่ในเว็ปไซต์ the101.world เปิดเผยว่า อาชีพนักเขียนฟรีแลนซ์ในสื่อนิตยสารและสื่อออนไลน์ไทย ยังได้รับค่าตอบแทนคงอยู่ในอัตราเดิมมานับ 20 ปี ทั้ง ๆ ที่ ภูมิทัศน์สื่อทุกวันนี้ได้เปลี่ยนจากหน้ากระดาษสู่โลกออนไลน์ที่โครงสร้างต้นทุนและโมเดลธุรกิจต่างจากสื่อในอดีตอย่างสิ้นเชิง คำถามจึงเกิดขึ้นว่า ในยุคที่ใครก็เป็นสื่อได้ ทำไมค่าต้นฉบับนักเขียนฟรีแลนซ์ ถึงคงราคาเท่าเดิมอยู่?”

เมื่อผลงานความสามารถของคนทำงาน ที่มีส่วนสร้างผลประกอบการของเจ้าของกิจการหรือผู้ว่าจ้าง สวนทางกับค่าตอบแทนที่คาดหวังจึงกลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันในโลกออนไลน์มากขึ้น

ฮอลลีวูดก็ประท้วง

เรื่องราวดราม่าของคิวเท ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในต่างประเทศก็มักมีการออกมาประท้วงของกลุ่มผู้ทำงานอยู่เบื้องหลังวงการบันเทิงอยู่บ่อยครั้ง  ยกตัวอย่างเช่น กรณี การหยุดงานประท้วงของสมาชิกสมาคมนักเขียนแห่งอเมริกา (The Writers Guild of America)  ประกาศหยุดงานและออกมาเปิดประท้วงเรียกร้องสิทธิ์ของพวกตน เพื่อขอขึ้นค่าตอบแทนจากรายการโทรทัศน์, ภาพยนตร์, ยอดขายดีวีดี และการดาวน์โหลดรายการผ่านอินเตอร์เน็ต จากกลุ่มผู้อำนวยการสร้างรายการโทรทัศน์และภาพยนตร์ เมื่อช่วงปี 2007

หรืออย่างล่าสุดกับกรณีที่ International Alliance of Theatrical and Stage Employees (IATSE) สหภาพแรงงานที่ใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมหนังฮอลลีวูด ด้วยเครือข่ายสมาชิกกว่า 50,000 คน ประกอบด้วยช่างกล้อง ช่างทำพร็อพประกอบฉาก ช่างทำผม ฯลฯ ตัดสินใจลงมติโหวตคะแนนเสียง 98%  เพื่อร่วม “สไตรค์” เรียกร้องสิทธิของตัวเอง เมื่อช่วงปีที่ผ่านมา โดยต้องการชั่วโมงทำงานที่น้อยลง และค่าจ้างที่เป็นธรรม จากปัจจุบันต้องทำงานกันถึง 70-80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคโควิดที่ทำให้กระแสธุรกิจสตรีมมิ่งซีรีส์และภาพยนตร์กำลังเติบโต

ทางออกของความขัดแย้งในเรื่อง“ค่าตอบแทน”

บทความเรื่อง ““เงินเดือนเรื่องใหญ่ ปัญหาที่นายจ้างไม่เข้าใจว่าทำไมคนรุ่นใหม่จึงเรียกเงินเดือนสูง” จากเว็ปไซต์ Brand inside เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2563 พบว่า นายจ้างที่มักเป็นคนที่มีอายุมากกว่า ควรให้ความสนใจกับคุณค่า ความสามารถของคนรุ่นใหม่ แม้จะยังไม่มีประสบการณ์ แต่ความสามารถที่มีก็เป็นสิ่งที่สามารถการันตีได้ว่าคนรุ่นใหม่คนนั้นจะสามารถทำงานได้ เงินเดือนจึงควรมีความเหมาะสมไม่มากไป หรือน้อยไป จนคนรุ่นใหม่ใช้ชีวิตลำบาก ส่วนในมุมของคนรุ่นใหม่ก็ต้องพิจารณาตัวเองด้วยว่า ความสามารถ ประสบการณ์ และทักษะของตัวเอง เหมาะสมกับการทำงานจริง ๆ หรือไม่ ซึ่งยุคนี้ ทักษะที่คนรุ่นใหม่เคยฝึกมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย หรือในขณะทำงานที่เก่า ก็อาจไม่เพียงพอกับโลกในยุคปัจจุบันอีกแล้ว

ในกรณีข้างต้นของคิวเทโอปป้า นั้น ดร.เสาวรัจ รัตนคำฟู ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน TDRI  หรือ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย  ได้ให้ข้อมูลความเห็นในรายการ “ตอบโจทย์” ประเด็น “ดราม่า “คิวเท โอ็ปป้า” ปมสะท้อน “โลกทำงาน เด็กยุคใหม่” เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2565 ทาง ThaiPBS โดยกล่าวถึง 10 ทักษะการทำงานในโลกยุคใหม่ อ้างอิงข้อมูลจาก World Economic Forum1 เช่น Analytical thinking, Active learning, Complex problem-solving, Critical thinking, Leadership and social influence, etc. เช่นเดียวกับ ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เสริมอย่างย้ำประเด็นทักษะในการอยู่กับคน (Soft Skill) ที่นายจ้างและลูกจ้างควรมีทักษะในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่นและตัวเอง โดยการสรุปในรายการนี้กรณีของคิวเทโอปป้า นั้น ทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง ประสบปัญหาการไม่สามารถปรับเข้าหากันได้ เพราะขาดทักษะการสื่อสาร การแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม และทักษะความเป็นผู้นำ

แต่หากมองข้ามในเรื่องความขัดแย้งระหว่างคนต่างรุ่น หรือกระทั่งความขัดแย้งของคนรุ่นราวคราวเดียวกันที่อาจเกิดขึ้นได้แล้วนั้น ต้องยอมรับว่า ปัญหาความไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำ ระบบสังคมแบบทุนนิยม ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรื่องค่าตอบแทนที่เหมาะสมนั้น ดูเหมือนจะเป็นเรื่องคลาสสิกที่ถกเถียงกันได้ไม่จบสิ้น ไม่ว่าจะในสังคมไหน ยุคไหนก็ตาม

บทสรุป

ไม่ผิดนักหากจะสรุปว่า ค่าตอบแทนที่เหมาะสม จะยังคงเป็นประเด็นคำถามที่ไม่มีใครสามารถตอบได้อย่างแน่ชัด ตราบใดที่ยังไม่มีงานวิจัย หรือการกำหนดมาตรฐานกลางในแต่ละกลุ่มอาชีพรองรับ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ค่าตอบแทนของคนในวงการสื่อสารมวลชน หรือกระทั่งผู้ผลิตสื่อออนไลน์ในปัจจุบัน  ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว สามารถแบ่งการกำหนดค่าตอบแทนตามบทบาท และตำแหน่งหน้าที่ที่แตกต่างกัน ทั้งกลุ่มผู้ที่ทำงานอยู่เบื้องหน้าที่มักรับบทเป็นแม่เหล็กดึงดูดกลุ่มเป้าหมายผู้รับสื่อ กลุ่มผู้ที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง และผู้ทำงานฝ่ายบริหาร หรือเจ้าของธุรกิจ ซึ่งมีอำนาจในการกำหนดราคาค่าตอบแทนของคนทำงานแต่ละกลุ่มให้มีความแตกต่างกันอย่างปฏิเสธไม่ได้  

อย่างไรก็ตาม  อาจกล่าวได้ว่า ค่าตอบแทนที่เหมาะสมนั้น อย่างน้อยควรต้องมาจากการพิจารณาทักษะความสามารถที่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ความรับผิดชอบโดยตรง (Hard Skills) ควบคู่ไปกับทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น (Soft Skills) อาทิ การเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่นและตนเอง การสื่อสาร การแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม รวมทั้งทักษะความเป็นผู้นำ ที่ทั้งนายจ้างและลูกจ้างต่างต้องมี

ที่สำคัญคือควรตั้งอยู่บนพื้นฐานสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์ที่เป็นธรรม โดยมีกฎหมายรองรับ อย่างคำนึงถึงความเหมาะสมกับภาระงาน ภาวะการดำรงชีวิต ค่าครองชีพ การเติบโตของชีวิตตามช่วงวัย และประสบการณ์ที่สะสมเพิ่มพูนของผู้ทำงาน เพื่อภาวะการทำงานที่ราบรื่น ด้วยการให้และการรับของทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง เพื่อร่วมสร้างผลงาน ผลผลิต ที่พอใจและภูมิใจร่วมกัน