เลือกหน้า

A Time to Fly “บินล่าฝัน” ภาพยนตร์แห่งชีวิตพิชิตฝัน

A Time to Fly “บินล่าฝัน” ภาพยนตร์แห่งชีวิตพิชิตฝัน

เมื่อห้องเรียน ห้องสมุด หรือแม้แต่โรงอาหาร ของโรงเรียนเล็ก ๆ ในพื้นที่ห่างไกล ทั้งชายขอบ กลางหุบเขา และบนดอยสูง เกือบ 30 โรงเรียน ในพื้นที่เชียงใหม่และเชียงราย กลายเป็นโรงภาพยนตร์เล็ก ๆ สำหรับฉายภาพยนตร์เรื่อง A Time to Fly “บินล่าฝัน” ให้เด็ก ๆ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเด็กด้อยโอกาสและไร้สัญชาติได้ชม สายตาที่จดจ่ออยู่กับภาพและเสียงที่เคลื่อนไหวอยู่ในจอ ส่งต่อความรู้สึกถึงพวกเขา เห็นได้จากแววตาที่เต็มไปด้วยความหวัง จากการชมเรื่องราวจากเค้าโครงชีวิตจริงของ “หม่อง ทองดี” เด็กไร้สัญชาติ ที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย หลังคว้ารางวัลในการแข่งขันเครื่องบินกระดาษพับที่ประเทศญี่ปุ่น และหลังภาพยนตร์จบลง เด็ก ๆ หลายคนถึงกับน้ำตาไหลด้วยความรู้สึกจากเรื่องราวที่แทบไม่ต่างกับชีวิตจริงของพวกเขา

“เด็กส่วนใหญ่ หลังดูภาพยนตร์เสร็จ เขาเข้าใจมันมากเลย เขาร้องไห้ เขารู้สึกว่าอันนี้เป็นเหมือนชีวิตของเขา เหมือนกับว่ากระดาษแผ่นเล็ก ๆ ที่ไม่มีมูลค่าสักสลึงหนึ่ง มันสามารถเปลี่ยนชีวิตคน ๆ หนึ่งให้กลายเป็นฮีโร่ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก และในที่สุดก็ได้บัตรประชาชนไทย เพราะโดยกฎหมายแล้ว กว่าที่เด็กไร้สัญชาติอย่างพวกเขา จะได้สิทธิความเป็นคนไทย ก็ต่อเมื่อทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศ หรือ เรียนจบชั้น ม.6 ซึ่งน้อยคนนักที่จะมีโอกาส”

ศักดิ์ศิริ คชพัชรินทร์ คนเขียนบทและผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ เล่าด้วยแววตาเปื้อนยิ้ม เมื่อพูดถึงความรู้สึกของเด็ก ๆ ที่มีโอกาสได้ชมภาพยนตร์ ที่เขาและทีมงานตั้งใจทุ่มเทถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตเด็กชายขอบลงบนแผ่นฟิล์ม และตระเวนนำไปฉายให้เด็ก ๆ ด้อยโอกาส ซึ่งหลายคนไร้สัญชาติอยู่บนผืนแผ่นดินไทย ที่อยู่ตามโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลได้มีโอกาสชมก่อนฉายในโรงภาพยนตร์ แม้บางโรงเรียนจะอยู่ไกลมาก ใช้เวลาเดินทางหลายชั่วโมง หลายครั้งฉายไปได้ครึ่งเรื่อง ไฟฟ้าเกิดดับ แต่เด็ก ๆ ก็ยังรอดูไม่ยอมกลับบ้าน

“เราไปฉายหนังเย็นวันศุกร์ เปิดเรียนมาวันจันทร์ ครูโทรมาเล่าว่าเด็ก ๆ พากันพับเครื่องบินกระดาษ ปากันเต็มดอยเลย พอให้เขียนฟีดแบ็ก เขาเขียนบอกว่า เขาเข้าใจ ขอบคุณประเทศไทยที่ทำให้เขาได้เรียนฟรี มีครูคอยดูแลช่วยเหลือ คนไทยมีน้ำใจ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่สามารถไปปาเครื่องบินกระดาษแล้วได้บัตรประชาชนไทยเหมือนกับ “พี่หม่อง ทองดี” ก็ตาม แต่เขาก็ซาบซึ้งในสิ่งที่ประเทศไทยให้กับพวกเขา”

แต่กว่าจะมาเป็น A Time to Fly บินล่าฝัน ภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ ได้ชมแบบนี้ ศักดิ์ศิริ และทีมงานบริษัท อิเมจิแมกซ์ จำกัด ก็ต้องล่าฝันและฝ่าฟันอุปสรรคมาไม่น้อย หลังขอทุน จนได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ในประเภทเชิงยุทธศาสตร์ ประจำปี 2562 นอกจากต้องพัฒนาบทใหม่ ผูกเรื่องให้มีข้อคิดเกี่ยวกับปัญหาเด็กติดเกมส์ตามเงื่อนไขของทุนแล้ว ยังต้องเจอกับพิษโควิด 19 ที่ระบาดหนักอีก 3 รอบ ทั้งการประกาศล็อกดาวน์ห้ามออกจากบ้าน ห้ามเดินทางข้ามจังหวัด ต้องเลื่อนการถ่ายทำออกไปเรื่อย ๆ จนสถานการณ์เริ่มดีขึ้น และเมื่อทีมงานวางแผนจะไปถ่ายทำใหม่ ก็เจอประกาศล็อกดาวน์รอบสองอีก สุดท้ายต้องทิ้งตั๋วเครื่องบินกันทั้งคณะ

“พอเลื่อนรอบนี้ มีปัญหาเรื่องภาพที่เราวางไว้ จากที่ช่วงเวลาดังกล่าวจะได้ถ่ายภาพท้องฟ้าสีฟ้าสวย ๆ ก็ถ่ายไม่ได้ ต้องเลื่อนไปถ่ายทำช่วงเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่เขาเผาป่า ฉากในหนังภาพขาวไปหมดเลย คนดูนึกว่าหมอก แต่ความจริงไม่ใช่ มันคือควันไฟ”

ส่วนนักแสดงในเรื่อง น้อง ๆ ที่มาเข้าฉาก ตอนแรกเขาตัวเล็ก แต่พอเลื่อนคิวถ่ายไปเกือบ 8 เดือน และมีโควิดรอบ 3 น้องก็ตัวโตขึ้น ผมยาวขึ้น ทำให้ถ่ายทำลำบาก แต่เด็ก ๆ และและนักแสดงทุกคน ทั้งเด็กชายศุภัช ท้าวสกุล ที่รับบทน้องหม่อง และ มณีรัตน์ คำอ้วน นักแสดงมืออาชีพที่มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราว ทุกคนต่างเต็มที่กับหนังเรื่องนี้มาก เช่นเดียวกับฉากที่ใช้ในการแข่งขันกีฬาทั้งหมด เดิมมีโลเคชั่น 3-4 แห่ง ทั้งที่เชียงใหม่ กรุงเทพฯ และที่โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น แต่ในช่วงนั้นสนามกีฬาส่วนใหญ่ไม่อนุญาตให้เข้าไปถ่ายทำ เพราะเกรงจะเกิดการแพร่เชื้อ จึงต้องปรับแผนมาถ่ายที่สนามกีฬาแห่งเดียว แต่ปรับให้ดูเป็นโลเคชั่น 2 แห่ง 2 สนาม ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก ยากพอ ๆ กับการถ่ายทำในฉากแข่งขันกีฬาให้ดูมีกองเชียร์ เพราะของจริงคือโล่งไม่มีคน เนื่องจากติดข้อห้ามกองถ่ายมีทีมงานเกิน 20 คน

ด้วยข้อจำกัดที่เหมือนมรสุมที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุด A Time to Fly “บินล่าฝัน” ภาพยนตร์แนวดราม่า & feel good ความยาว 98 นาที จึงใช้เวลาถ่ายทำนานเกือบ 2 ปีเต็ม ก่อนเข้าฉายครั้งแรกในงานเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพ ครั้งที่ 15 (World Film Festival of Bangkok) ไปเมื่อปลายปี 2565 ที่ผ่านมา และเตรียมเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ภายในปีนี้ รอชมกันได้กับภาพยนตร์แห่งชีวิตที่ส่งต่อความกล้า ความหวัง และแรงบันดาลใจ ให้กับเด็กไร้สัญชาติด้อยโอกาส และทุกคนที่ตั้งเป้าหมายชีวิตในการพิชิตฝันของตนเอง

#กองทุนสื่อ #ATimetoFly #บินล่าฝัน #ภาพยนตร์
#เล่าสื่อกันฟัง #บทความเล่าสื่อกันฟัง
#ผลงานผู้รับทุนกองทุนสื่อ
#สื่อสร้างสรรค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม
#กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

ติดตาม “กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” ได้ที่
Website : www.thaimediafund.or.th
Facebook : www.facebook.com/ThaiMediaFundOfficial
Youtube : www.youtube.com/c/ThaiMediaFund
Line Official : @thaimediafund

A Time to Fly “บินล่าฝัน” พุ่งสู่ความหวัง

A Time to Fly “บินล่าฝัน” พุ่งสู่ความหวัง

“โรงเรียนของเรา ได้รับจดหมายรับเชิญให้ส่งตัวแทนนักเรียน เข้าร่วมการแข่งขันเครื่องบินกระดาษพับ ระดับภูมิภาค”
“เขามีแข่งอะไรแบบนี้ด้วยเหรอครับครู” เสียงเด็กนักเรียนตัวน้อยไถ่ถามอย่างสนใจ
“มีสิ เพราะถ้าเราเกิดฟลุกชนะขึ้นมา เราจะได้เป็นตัวแทนของภาคเหนือ ไปแข่งที่กรุงเทพฯ เลยนะ”

สิ้นเสียงประกาศหน้าเสาธงของคุณครู พร้อม ๆ กับเสียงเฮลั่นด้วยความดีใจของเด็ก ๆ ที่แทบจะดังไปทั่วดอย หลังรู้ว่าโรงเรียนบ้านห้วยทราย โรงเรียนเล็ก ๆ กลางหุบเขา บนดอยสูง ที่เชียงใหม่ของพวกเค้า ได้รับเชิญเข้าร่วมแข่งขันเครื่องบินกระดาษพับระดับภูมิภาค ทำให้แววตาของเด็ก ๆ เต็มไปด้วยประกายแห่งความหวัง ที่อยากไปกรุงเทพฯ สักครั้ง หลังจากรู้จักแค่ในหนังสือ กระดาษบาง ๆ ถูกพับกลายเป็นเครื่องบินกระดาษ ที่แบกความฝันและความหวังของเด็ก ๆ ที่นี่มาเต็มลำ กลายเป็นฉากหนึ่งในภาพยนตร์เรื่อง A Time to Fly “บินล่าฝัน” ที่สร้างมาจากเค้าโครงชีวิตจริงของ “หม่อง ทองดี” เด็กไร้สัญชาติ ที่ไปชนะเลิศการแข่งขันเครื่องบินกระดาษพับที่ประเทศญี่ปุ่น

ศักดิ์ศิริ คชพัชรินทร์ ซึ่งเป็นคนเขียนบทและผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าว่า เขาเริ่มพัฒนาโปรเจกต์นี้มาตั้งแต่ 5 ปีก่อน โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวของ “น้องหม่อง ทองดี” และน้อง ๆ ทีมฟุตบอลหมูป่า อะคาเดมี ที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ซึ่งล้วนเป็นเด็กไร้สัญชาติที่ด้อยโอกาส และยิ่งพบสิ่งที่น่าสนใจมากขึ้น เมื่อเขามีโอกาสได้ไปพูดคุยกับน้องหม่อง ทองดี ด้วยตัวเอง

“เราติดตามข่าวและได้ยินเรื่องของน้องหม่องมานาน แต่ยังไม่เคยรู้ว่าเรื่องราวชีวิตที่แท้จริงของเขาเป็นยังไง เขาบอกว่าการเป็นเด็กไร้สัญชาติ มีข้อจำกัดเยอะไปหมด ด้อยโอกาสในหลายเรื่อง เข้าไม่ถึงสวัสดิการต่าง ๆ และไม่สามารถเดินทางออกนอกพื้นที่ได้”

ชีวิตที่ยากลำบาก ด้อยโอกาสของเด็ก ๆ ชายขอบ เหมือนเป็นแรงขับให้ ศักดิ์ศิริ และทีมงานบริษัท อิเมจิแมกซ์ จำกัด ออกล่าฝันที่อยากผลิตภาพยนตร์ ถ่ายทอดชีวิต ความหวังและความฝันของเด็ก ๆ ไร้สัญชาติเหล่านี้ จากฝันของทีมงานก้าวสู่ความจริง หลังเสนอขอทุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ในประเภทเชิงยุทธศาสตร์ ประจำปี 2562 จนได้รับทุนให้ผลิตภาพยนตร์เรื่องนี้ โอกาสมาพร้อมกับความท้าทาย เพราะเงื่อนไขของทุนประเภทเชิงยุทธศาสตร์ จะต้องนำเสนอไอเดียหรือนวัตกรรม ที่นำไปสู่การแก้ปัญหาเด็กติดเกม ผู้สูงอายุ และคนพิการ ด้วย

ศักดิ์ศิริ จึงต้องพัฒนาบทภาพยนตร์ใหม่ ให้เกิดความบาลานซ์ ผูกเรื่องใน 3 ประเด็นหลักเข้าด้วยกัน ทั้งเรื่องความฝันของเด็กไร้สัญชาติ ปัญหาเด็กติดเกม และการแข่งขันกีฬาเครื่องบินกระดาษพับ

“ดีเฟนกันอยู่นาน ในมุมมองของโปรดิวเซอร์หลายคน ตอนต้นเขามองว่า เคสของน้องหม่อง ทองดี ต้องเป็นเรื่องของเด็กชาติพันธุ์ด้อยโอกาส ที่พยายามต่อสู้เพื่อให้ได้สิทธิ์ความเป็นคนไทย แล้วจะไปเกี่ยวอะไรกับปัญหาเด็กติดเกม กระทั่งไปคุยกับน้องหม่องอีกครั้ง ปรากฎว่าเขาก็เคยแอบหยิบเงินที่บ้านไปเล่นเกม จนไม่เหลือเงินซื้อข้าวกลับมาให้ที่บ้านกินเช่นกัน จึงปลดล็อก และเป็นอีกปมสำคัญ ที่ถูกถ่ายทอดอยู่ในโปรเจกต์ A Time to Fly “บินล่าฝัน” เวอร์ชันนี้”

ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าถึงเส้นทางบินล่าฝันของเด็กชายหม่อง ทองดี” ในช่วงวัย 7-8 ขวบที่ได้เป็นตัวแทนโรงเรียนบ้านห้วยทราย ที่ จ.เชียงใหม่ ไปร่วมแข่งขันเครื่องบินกระดาษพับ ระดับภูมิภาค จนชนะได้ไปแข่งระดับประเทศ และได้แชมป์ประเทศไทยไปแข่งระดับนานาชาติที่ประเทศญี่ปุ่น แต่มาติดปัญหาตรงที่เขาเป็นเด็กไร้สัญชาติ ทางการออกพาสปอร์ตให้ไม่ได้ จึงเกิดการรวมตัวของอาจารย์ นักวิชาการ นักกฎหมาย และสื่อมวลชน ที่พยายามช่วยผลักดันให้น้องหม่อง ได้ไปแข่งขันภายใต้เวลาอันจำกัดที่กำลังจะหมดลง

“เราอยากให้เรื่องราวของน้องหม่อง เป็นตัวแทนของเด็กไร้สัญชาติ เด็กด้อยโอกาสคนอื่น ๆ ที่มีอยู่อีกหลายแสนคนในประเทศไทย ซึ่งพวกเขาต่างก็มีความฝัน อยากได้สิทธิความเป็นคนไทยเหมือนกัน”

ระหว่างที่รอ A Time to Fly “บินล่าฝัน” เตรียมเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ภายในปีนี้ ศักดิ์ศิริ และทีมงาน ได้ตระเวนนำไปฉายตามโรงเรียนเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ในหุบเขาและบนดอยสูงเกือบ 30 แห่ง ทั้งที่เชียงใหม่ และเชียงราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กไร้สัญชาติ เด็ก ๆ หลายคนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ถึงกับน้ำตาไหลกับเรื่องราวที่กระทบใจและความรู้สึก แต่ตอนจบกลับสร้างพลัง ความหวัง และแรงบันดาลใจให้พวกเขากล้าที่จะตามล่าฝันในชีวิตจริงได้มากขึ้น

#กองทุนสื่อ #ATimetoFly #บินล่าฝัน #ภาพยนตร์
#เล่าสื่อกันฟัง #บทความเล่าสื่อกันฟัง
#ผลงานผู้รับทุนกองทุนสื่อ
#สื่อสร้างสรรค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม
#กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

ติดตาม “กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” ได้ที่
Website : www.thaimediafund.or.th
Facebook : www.facebook.com/ThaiMediaFundOfficial
Youtube : www.youtube.com/c/ThaiMediaFund
Line Official : @thaimediafund

ผลงาน “จันทโครพ” คว้ารางวัลชนะเลิศประกวดสื่อสร้างสรรค์ โครงการ “Digi Camp ค่ายเยาวชนไทยรู้เท่าทันสื่อ”

(20 ก.ค. 66) กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดงานประกาศผลและมอบรางวัล โครงการประกวดสื่อสร้างสรรค์ สำหรับกลุ่มมัธยมศึกษา ภายใต้หัวข้อ “Digi Camp ค่ายเยาวชนไทยรู้เท่าทันสื่อ”

โดย คุณเพชรรัตน์ สายทอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม ให้เกียรติร่วมมอบรางวัล
ณ โรงเเรม มิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า กองทุน ฯ จัดโครงการ
“Digi Camp ค่ายเยาวชนไทยรู้เท่าทันสื่อ” ขึ้นเนื่องจากตระหนักถึงภัยร้ายที่แฝงมากับสื่อและเทคโนโลยีการสื่อสารรูปแบบใหม่ จึงจำเป็นที่ต้องเพิ่มทักษะให้เด็กและเยาวชนมีทักษะการรู้เท่าทันสื่อ

การจัดประกวดตามโครงการดังกล่าว ได้ดำเนินการมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 โดยเปิดรับสมัคร ตั้งแต่วันที่
12 มกราคม – 28 กุมภาพันธ์ 2566 โดยมีเป้าประสงค์ที่จะเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนระดับชั้นมัธยมศึกษาจาก
ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ได้รับการส่งเสริมการผลิตสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เสริมสร้างทักษะการรู้เท่าทันสื่อ เพื่อรับมือกับข้อมูลข่าวสารที่ไม่เหมาะสม พร้อมกับส่งเสริมการใช้สื่อ เพื่อเป็นช่องทางในการศึกษา เรียนรู้ทักษะในการเข้าถึงสื่อ และสามารถ วิเคราะห์ ประเมินสื่อ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการผลิตสื่อเพื่อสร้างสรรค์สังคม ตามยุทธศาสตร์ของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

‘โครงการ “Digi Camp ค่ายเยาวชนไทยรู้เท่าทันสื่อ”ได้รับการตอบรับจากเยาวชนทั่วประเทศและส่งผลงานเข้าร่วมประกวดจำนวนกว่า 2,338 คน ทั้งนี้มีชิ้นงานเข้าร่วมโครงการจำนวน 135 ผลงาน ตลอดระยะเวลาในการดำเนินโครงการ ได้มีการจัดอบรมให้ความรู้ในหัวข้อการรู้เท่าทันสื่อ ให้กับผู้ที่สนใจตามภูมิภาคต่างๆ (ทั่วประเทศ) รวมถึงโครงการยังได้คัดเลือกผลงานในรอบระดับภูมิภาค จำนวน 30 ผลงาน เพื่อเข้ารับการอบรมเสริมศักยภาพสร้างความรู้ความเข้าใจในด้านการผลิตสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์’

ดร.ธนกร กล่าวว่า นอกจากนั้น การคิดวิเคราะห์แลกเปลี่ยนความรู้ เทคนิคการถ่ายทำ รวมถึงทักษะในการรู้เท่าทันสื่อ สามารถนำสื่อไปใช้ในการพัฒนาตนเอง อีกทั้งยังสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ทักษะที่ได้รับไปยังกลุ่มนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาต่อไป เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการผลิตชิ้นงาน เพื่อส่งเข้าประกวดในรอบระดับประเทศและสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ผลการตัดสินคัดเลือกผลงาน จนได้ผู้ชนะการประกวดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมทั้งสิ้น 17 รางวัล

พร้อมรับโล่รางวัลจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เงินรางวัลรวม 420,000 บาท ดังนี้

รางวัลชนะเลิศ จำนวน 1 รางวัลๆ ละ 100,000 บาท พร้อมโล่รางวัล ได้แก่
ผลงานชื่อ “จันทโครพ” จากทีม N.M.T ENTERTAINMENT ภาคใต้

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 2 รางวัลๆ ละ 50,000 บาท พร้อมโล่รางวัล ได้แก่
ผลงานชื่อ “Who dark” จากทีม Thungsong Hometown ภาคใต้

และ ผลงานชื่อ “Oh My Password” จากทีม HookHook Team ภาคตะวันออก

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 3 รางวัลๆ ละ 30,000 บาท พร้อมโล่รางวัล ได้แก่
ผลงานชื่อ “คุณเลือกได้ Choose Your Life” จากทีม 7-11 Team Studio ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

และ ผลงานชื่อ “ผีโพง” จากทีม Ckk Junior Studio ภาคเหนือ และ ผลงานชื่อ “เราอยู่ใกล้กัน” จากทีม BC Studio
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

รางวัลชมเชย จำนวน 10 รางวัลๆ ละ 10,000 บาท พร้อมโล่รางวัล ได้แก่
ผลงานชื่อ “นายฮ้อยคำผาน กับการป้องกันตัวจากศาสตร์มืด” จากทีม หลานสมเด็จย่า ภาคกลาง

ผลงานชื่อ “ADVISER” จากทีม COOL KIDS NEVER SLEEP ภาคกลาง

ผลงานชื่อ “อีโต้” จากทีม สมุยตุ้ย ภาคใต้

ผลงานชื่อ “เรื่องเล่า” จากทีม ๗๓๖ มุ้บมิ้บ STUDIO ภาคกลาง

ผลงานชื่อ “Outcast” จากทีม แป้งเย็น ภาคตะวันออก
ผลงานชื่อ “infoolencer (อินฟูลเอนเซอร์)” จากทีม The SMP ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ผลงานชื่อ “SMS SK1” จากทีม Engineer SK1 ภาคใต้
ผลงานชื่อ “kk game” จากทีม kangkangproduction ภาคกลาง

ผลงานชื่อ “สังคมที่ล่มสลาย” จากทีม Odlgos ภาคเหนือ

และ ผลงานชื่อ “อย่าเชื่อ Don’t Believe” จากทีม เยาวชนพลเมืองSKP ภาคเหนือ

ส่วน รางวัล Popular Vote จำนวน 1 รางวัลๆ ละ 30,000 บาท พร้อมโล่รางวัล ได้แก่
ผลงานชื่อ “กินกับก้อง” จากทีม ผักหวาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

YAKLAND : เมื่อหน้ายักษ์กลายเป็นน่ารักในยักษ์แลนด์ ตอนที่ 2

การเข้าวัดทำบุญไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป และไม่ได้เป็นเรื่องของผู้สูงวัย รุ่นลุงป้าน้าอา คุณตาคุณยาย เท่านั้น การเข้าวัดของคุณจะเปลี่ยนไปเมื่อดาวน์โหลดเกม YAKLAND เกมที่จะให้คุณสัมผัสความดุร้ายของหน้ายักษ์กลายเป็นน่ารักไปทันที
.
อย่างที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือที่รู้จักกันในชื่อวัดโพธิ์ วัดประจำรัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี แต่ละวันจะมีผู้คนที่ไปร่วมทำบุญ และชมความสวยงามของวัดจำนวนมาก แต่ช่วงนี้บรรยากาศการเที่ยวชมวัดคึกคักและสนุกสนานมากขึ้น หลังจากมีทั้งเด็ก ๆ วัยรุ่น และผู้สูงวัย รุ่นคุณตา คุณยาย อีกหลายคน ดาวน์โหลดเกม YAKLAND มาเล่นและร่วมผจญภัย ออกตามหาเหล่ายักษ์แสนน่ารักจากเกม YAKLAND เริ่มจากการเช็คอินที่วัด แล้วค่อยออกเดินตามหายักษ์น้อยใหญ่ ไปตามแผนที่จนเกือบทั่ววัด เพื่อเช็คพอยท์ให้ครบทั้ง 5 จุด ถึงจะมีโอกาสได้พบกับ “ยักษ์อัสนีย์” ยักษ์ผู้ว่องไวและมีความจริงใจ แล้วก็ต้องตอบคำถามให้ถูกต้อง จึงจะสามารถไล่จับและนำยักษ์อัสนีย์กลับไปเลี้ยงได้ เช่นเดียวกับที่วัดอรุณฯ วัดระฆัง วัดสุทัศน์ และวัดสระเกศ ซึ่งมีเหล่ายักษ์ภูผา ยักษ์เมฆา ยักษ์อัคคี และยักษ์วารีซ่อนตัวอยู่

สุนิสา ศรีพลทัศน์ ทีมผู้พัฒนาเกมและแอปพลิเคชัน จากบริษัท บราเธอร์ พิคเจอร์ จำกัด เล่าถึงบรรยากาศที่แสนประทับใจ ในวันที่ทีมงานไปออกบูธเปิดตัวเกมและแอปพลิเคชัน YAKLAND ที่วัดโพธิ์ ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก เช่นเดียวกับตอนไปโรดโชว์ที่วัดอรุณฯ วัดระฆัง วัดสุทัศน์ และวัดสระเกศ ที่มียักษ์อีก 4 ตน ซึ่งถูกปรับคาแรกเตอร์ใหม่ แปลงโฉมจากยักษ์ใหญ่ตัวร้าย หน้าตาน่ากลัวและน่าเกรงขาม จากหน้ายักษ์กลายมาเป็นเหล่ายักษ์ผู้น่ารัก ที่มีบุคลิกและนิสัยแตกต่างกัน ซึ่งแอบซ่อนตัวอยู่ ตามวัดทั้ง 5 แห่ง
.
“มีคนมาร่วมกิจกรรมเยอะมาก เขาโหลดแอปไปลองเล่น ถ่ายรูปกับยักษ์ แฮปปี้มากเลย หลายคนโหลดแอปได้ปุ๊บ ก็เดินไปหายักษ์ในวัดทันที ซึ่งเราก็แปลกใจที่คนให้ความสนใจกันขนาดนี้ หลังจากจับยักษ์ได้ เขาก็ดีใจเดินกลับมาบอกเราว่าจับยักษ์ได้แล้ว มันเกินความคาดหมายจริง ๆ”
.
และที่เกินความคาดหมายมากยิ่งขึ้นไปอีก ก็คือ กลุ่มผู้ใหญ่และผู้สูงวัยจำนวนมาก ที่ต่างตื่นเต้นเข้ามาสอบถามว่าเทคโนโลยี AR คืออะไร เขาต้องดาวน์โหลดและเล่นอย่างไร มาต่อคิวขอให้ทีมงานช่วยสอนกันอย่างคึกคัก
.
“ตอนแรกเราคิดว่า ผู้สูงอายุ คงไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายหลัก น่าจะสนใจกันน้อย เพราะมีความยากในเรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยี เขาอาจไม่เข้าใจ แต่กลับกลายเป็นว่า กลุ่มผู้สูงอายุที่มาวัด คุณป้า คุณน้า คุณอา ต่างยื่นโทรศัพท์ให้เราช่วยกดโหลดแอปให้เกือบทุกคนเลย จาก 100% เรียกได้ว่ามีถึง 80% ที่สนใจให้เราช่วยโหลดเกมให้”
.
ส่วนกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่ทีมงานอยากให้เกมนี้เป็นสื่อกลางชวนพวกเขามาเที่ยววัดให้มากขึ้น ก็ให้ความสนใจไม่น้อย เช่นเดียวกับกลุ่มเด็กเล็ก ที่ต่างขอให้คุณพ่อคุณแม่มาดาวน์โหลดเกม YAKLAND ซึ่งมีทั้งเวอร์ชันภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ไปเล่นไล่ตามจับยักษ์กันสนุกสนาน
.
สุนิสา บอกว่า เมื่อได้ฟังฟีดแบ็ก ทีมงานก็รู้สึกชื่นใจและหายเหนื่อย หลายคนบอกว่าไอเดียที่เราทำมันดีมาก ช่วยให้การมาวัดของเขาไม่น่าเบื่อ หลังไหว้พระทำบุญเสร็จ ก็ยังไม่อยากกลับ อยากอยู่เล่นเกมและทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่วัดต่อ ทำให้เขาได้ใช้เวลาอยู่ในวัดมากขึ้น และได้เดินดูสถาปัตยกรรมชมความงามภายในวัดได้นานขึ้น ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่วนใหญ่ก็ชอบคาแรกเตอร์ของยักษ์ที่ดูน่ารักแปลกตา หลายคนอยากได้ เข้ามาถามถึงวิธีการเล่นว่าต้องทำอย่างไร พอดาวน์โหลดสำเร็จเขาก็รู้สึกอะเมซิงมาก รีบออกไปตามจับยักษ์กันใหญ่ นอกจากนี้เขายังชอบฟีเจอร์แชทบอทช่วยตอบข้อสงสัย ที่เป็นเสมือนไกด์ช่วยให้เข้าถึงการท่องเที่ยวของไทยได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

จากกระแสตอบรับที่เกิดขึ้น ทำให้ตอนนี้เกมและแอปพลิเคชัน YAKLAND มียอดดาวน์โหลดทะลุกว่า 20,000 ราย และยังคงเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่กว่าที่จะมาถึงวันนี้ได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หลังทีมบราเธอร์ พิคเจอร์ฯ นำไอเดียการพัฒนาเกมพาท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแนวใหม่ ไปเสนอกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จนได้รับทุนประเภทเชิงยุทธศาสตร์ ประจำปี 2563 แล้วก็ต้องมาเจอกับพิษโควิด 19 สถานที่ท่องเที่ยว โดยเฉพาะวัดดังทั้ง 5 แห่งที่กำหนดไว้ในเกมก็ปิดทั้งหมด ทีมงานไม่สามารถลงพื้นที่ไปเช็กแผนที่ เทสระบบ พัฒนาจุด และปักหมุดโลเคชั่นได้
.
“ช่วงนั้นทำงานกันยากมาก เราลงพื้นที่จริงไม่ได้ ทำได้เพียงแค่ดู Google Map จากในออนไลน์ แต่ระยะต่าง ๆ ที่ไปวัดสเกลพื้นที่มันไม่ได้แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำให้การทำงานล่าช้าไปจากที่เราวางแผนไว้ ขยายเป็น 1 ปี 6 เดือน กว่าที่งานจะออกมาสมบูรณ์”
.
เกมและแอปพลิเคชัน YAKLAND จากฝีมือคนไทย จึงเป็นความภูมิใจที่ทีมผู้พัฒนา อยากให้ทุกคนได้ลองดาวน์โหลดมาเล่น เพราะนอกจากจะได้ผจญภัยสนุกกับการตามจับยักษ์แสนน่ารักในวัดดังของไทยทั้ง 5 แห่งแล้ว ยังได้เรียนรู้ได้ชมความงามของสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สำคัญ จากหน้ายักษ์เป็นน่ารักในยักษ์แลนด์ ของยักษ์ทั้ง 6 ตน จะช่วยดึงดูดผู้คนจากทุกมุมโลกให้มาสัมผัสความน่ารักของพวกเขา สัมผัสเสน่ห์ความเป็นไทยและส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบน่ารัก ๆ ได้อีกช่องทางหนึ่งด้วย
.
#กองทุนสื่อ #ยักษ์ไทย #YakLand #เกมออนไลน์
#โครงการส่งเสริมคุณค่าวัดไทยโดยยักษ์ไทย
#เล่าสื่อกันฟัง #บทความเล่าสื่อกันฟัง
#ผลงานผู้รับทุนกองทุนสื่อ
#สื่อสร้างสรรค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม
#กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

กองทุนสื่อ ร่วมจัดฉายสารคดี Duck Academy หลังกวาดหลายรางวัลในเวทีโลก

(18 ก.ค. 66) กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ร่วมสนับสนุน ในการเปิดตัวและจัดฉายสารคดี Duck Academy ที่เป็นสารคดีจากบริษัทป่าใหญ่ ครีเอชั่น จำกัด ผลิตเพื่อจำหน่ายในตลาดโลก

โดยได้รับรางวัล Best ASEAN Project Pitch จากเทศกาล Asian Side of the Docs (2561) และ Best Short Documentary จาก Devour! The Food Film Fest ที่ประเทศแคนาดา(2562)

นอกจากนี้ยังฉายในเทศกาลสารคดีนานาชาติและสถานีโทรทัศน์หลากหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี สวิสเซอร์แลนด์ โปแลนด์ โครเอเชีย เม็กซิโก แคนาดา ไอร์แลนด์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน

รวมทั้งสถานีโทรทัศน์ที่เผยแพร่ทั่วโลก เช่น Deutsche Welle และ NHK Worldฯลฯ

Duck Academy เป็นเรื่องราวของโรงเรียนกินนอนสอนเป็ด สารคดีที่เกี่ยวกับความมุ่งมั่นในการผลิตอาหารปลอดภัยของชาวนาไทยที่ไม่ยอมใช้สารเคมีในการทำนา แต่ฝึกเป็ดจำนวนกว่า 3,000 ตัว ให้เป็นผู้ช่วยกำจัดศัตรูพืชและให้ปุ๋ยอินทรีย์ ที่ผสานการเล่าเรื่องอย่างน่ารัก สนุกสนาน

จนได้รับคำชมจากคณะกรรมการเทศกาลสารคดีที่ประเทศแคนาดาว่า “มีเทคนิคเล่าเรื่องที่แปลกใหม่ “น่ารัก” และน่าทึ่ง”

คุณยุพา เพ็ชรฤทธ์ กรรมการสมาคมผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีไทย อดีตนักข่าวจาก บริษัท แปซิฟิกอินเตอร์คอมมิวนิเคชั่น Producer สารคดี Duck Academy กล่าวว่า ขอบคุณคนไทยที่ให้ความสนใจสารคดีเรื่องนี้ สารคดี Duck Academy ได้เผยแพร่ไปแล้วทั่วโลก ทั้งยุโรป อเมริกา และเอเชีย แต่ที่เกิดฮือฮาขึ้นมาอีกครั้งเพราะที่ประเทศญี่ปุ่นมีคนชอบเป็นจำนวนมาก จึงเกิดการทวิตจนเป็นกระแสโด่งดัง เราเห็นถึง

‘ความต้องการของผู้คนที่สนใจรับชมสารคดี จึงมีการจัดฉายสารคดีนี้ขึ้น ขอขอบคุณกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมในการจัดฉายสารคดี Duck Academy ในครั้งนี้’

คุณสุริยนต์ จองลีพันธ์ ผู้กำกับสารคดีเรื่องนี้ กล่าวว่า “Duck Academy” เป็นเรื่องราวของ food safety ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่มากในประเทศไทยและทั่วโลก เรื่องนี้เป็นเรื่องของลุงคนหนึ่งในจังหวัดลพบุรี ที่มีความคิดต่อต้านการใช้สารเคมีในการทำนา จึงได้เลี้ยงเป็ดเพื่อลงไปกำจัดแมลงศัตรูพืชแทนการใช้ยาฆ่าแมลง

‘วิธีการเลี้ยงเป็ดของลุงนั้นไม่เหมือนใครเพราะแกใช้นกหวีดมาช่วยดูแลเป็ดทำให้เรื่องนี้สนุกมาก เพราะการฝึกเป็ดตั้ง 3,000 ตัวนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ดูแล้วจะเห็นความน่ารักของเป็ดและความผูกพันของคนกับเป็ด เรื่องนี้เป็นที่ชื่นชอบทั้งในยุโรป อเมริกา รวมถึงเอเชีย หวังว่าคนไทยเจ้าของประเทศก็จะชื่นชอบด้วยเช่นกันครับ’

ทั้งนี้ สารคดีนี้ จะจัดฉายรอบทั่วไป 20 กค.-3 สค.66
ณ โรงภาพยนตร์ House (ชั้น 5) สามย่านมิตรทาวน์

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ช่องทางสื่อสาร

https://www.facebook.com/p/Duck-Academy-100067783624132/