สำรวจการจัดระดับความเหมาะสมและการขึ้นคำเตือนในทีวีดิจิทัล Netflix และ Prime Video : พบการจัดเรตต่างกันของละครที่ออกอากาศข้ามแพลตฟอร์ม

สำรวจการจัดระดับความเหมาะสมและการขึ้นคำเตือนในทีวีดิจิทัล Netflix และ Prime Video : พบการจัดเรตต่างกันของละครที่ออกอากาศข้ามแพลตฟอร์ม

เลือดสาด ซอมบี้คลั่ง ข่มขืน เสียงปืนที่ดังลั่น จะทำอย่างไรเมื่อละครเรื่องนี้มีความรุนแรงเกินกว่าที่จะให้เด็กดู ปฏิเสธไม่ได้ว่าซีรีส์ส่วนใหญ่ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน มักมีเนื้อหาตื่นเต้น เร้าใจ เรียล ๆ แสนฟินนี้มีการรับชมร่วมกันของครอบครัว ที่มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่

ด้วยปัจจุบันผู้บริโภคสื่อโทรทัศน์มีทางเลือกในการรับชมได้หลากหลาย ทั้งช่องทาง เนื้อหา เวลา วิธีการรับชม จึงมีความห่วงใยการเลือกรับเนื้อหารายการของเด็กและเยาวชน ดังนั้น การจัดระดับความเหมาะสมของรายการโทรทัศน์จึงมีความสำคัญจำเป็นต่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน ทั้งเป็นเครื่องมือปกป้องเด็กและเยาวชนจากเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมกับช่วงวัย

MEDIA ALERT กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จึงสนใจการศึกษาการจัดระดับความเหมาะสมของรายการ (การจัดเรต) ระหว่างทีวีดิจิทัลไทย และบริการ OTT 2 แพลตฟอร์ม ได้แก่ Netflix และ Prime Video ว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่อย่างไร ผลการสำรวจพบความแตกต่างในการจัดระดับความเหมาะสมและการขึ้นคำเตือนของรายการในทีวีดิจิทัลกับ Netflix และ Prime Video อีกทั้งยังพบการจัดระดับความความเหมาะสมของละครที่ออกอากาศข้ามแพลตฟอร์มถึง 4 เรื่องจากทั้งหมด 6 เรื่องที่เป็นหน่วยการศึกษา

การสำรวจในครั้งนี้ เป็นการมุ่งเปรียบเทียบให้เห็นถึงความเหมือนและความแตกต่างระหว่าง 1) การจัดระดับความเหมาะสมในภาพรวม 2) การขึ้นคำเตือน 3) เปรียบเทียบการจัดระดับความเหมาะสมของละครที่เผยแพร่ข้ามแพลตฟอร์ม ทั้งในทีวีดิจิทัลของไทย Netflix และ Prime Video โดยรายการที่สุ่มตัวอย่างเพื่อการสำรวจ เป็นละครที่เผยแพร่ในระหว่างวันที่ 15-30 ธันวาคม 2566

กรอบการอ้างอิงในการสำรวจ คือ

  • · แนวทางการจัดระดับความเหมาะสมของรายการโทรทัศน์ ตามประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดทำผังรายการสำหรับการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ พ.ศ. 2556
  • ระดับความเหมาะสมของรายการทีวีและภาพยนตร์ใน Netflix
  • การจัดเรตติ้งตามกลุ่มอายุของ Prime Video

จากการเปรียบเทียบ พบว่า ทั้ง 3 แพลตฟอร์ม มีการกำหนดผู้รับชมในทุกช่วงอายุ โดยทางทีวิดิจิทัลใช้สัญลักษณ์ ท (ทั่วไป) Netflix ใช้สัญลักษณ์ ทุกวัย ในขณะที่ Prime Video ใช้สัญลักษณ์ ALL

สำหรับการจัดช่วงอายุผู้รับชมในกลุ่มรายการสำหรับเด็กนั้นมีความแตกต่างกัน โดยทีวีดิจิทัลไทยจะแบ่งเป็น ป 3+ (3-5 ปี) และ ด 6+ (6-12 ปี) แต่ใน Netflix และ Prime Video พบว่ามีการแบ่งระดับความเหมาะสมของเนื้อหารายการสำหรับเด็กที่ต่างออกไป โดยใน Netflix จะแบ่งรายการสำหรับเด็กเป็น 2 ช่วงอายุ ได้แก่ 7-9 ปี (7+) และ 10-12 ปี (10+) ในขณะที่ Prime Video พบว่ามีการกำหนดช่วงอายุ 7-12 ปี (7+) ไว้เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ทั้งใน Netflix และ Prime Video จะมีช่องทาง Kid Safe หรือมุมเด็ก ซึ่งในโหมดนี้จะเป็นการแบ่งเนื้อหารายการสำหรับเด็กไว้โดยเฉพาะ เช่น ภาพยนตร์แอนนิเมชัน การ์ตูน ฯลฯ โดยใน Netflix พบว่าเป็นรายการที่สามารถรับชมได้ทุกช่วงวัย (ทุกวัย) รวมถึงกลุ่ม 7-9 ปี (7+) และ 10-12 ปี (10+) ส่วน Prime Video พบว่าเป็นรายการที่มีสามารถรับชมได้ทุกช่วงวัย (All) และกลุ่ม 7-9 ปี (7+)

ในขณะที่กลุ่มรายการสำหรับวัยรุ่น พบว่า ทีวีดิจิทัลไทย และ Netflix มีการแบ่งช่วงอายุการรับชมของวัยรุ่นที่เหมือนกันคือ เป็นรายการที่เหมาะกับอายุ 13 ปีขึ้นไป ทั้ง 2 แพลตฟอร์ม (น 13+ และ 13+) ต่างจาก Prime Video ที่กำหนดช่วงอายุวัยรุ่นไว้ที่ 2 ช่วง ได้แก่ 13 ปีขึ้นไป (13+) และ 16 ปีขึ้นไป (16+)

สำหรับการจัดระดับความเหมาะสมของช่วงอายุการรับชมของผู้ใหญ่ พบว่า ทีวีดิจิทัลไทย และ Prime Video จะมีความเหมือนกันในการกำหนดช่วงอายุคือ เป็นรายการสำหรับผู้ชมอายุ 18 ปีขึ้นไป (น 18+ และ 18+) นอกจากนี้ ในทีวีดิจิทัลไทย ยังมีการจัดเนื้อหาเฉพาะ (ฉ) สำหรับรายการที่รับชมได้เฉพาะผู้ใหญ่ ที่ออกอากาศได้แต่ 12.00-05.00 น. ในขณะที่ Netflix มีการจัดช่วงอายุผู้ชมในรายการสำหรับผู้ใหญ่ ไว้ 2 ช่วงอายุคือ 16 ปีขึ้นไป (16+) และ 18 ปีขึ้นไป (18+)

ทั้งนี้ กลุ่มฟรีทีวีหรือทีวีดิจิทัลไทยนั้นเป็นการออกอากาศรายการตามผัง ในขณะที่กลุ่ม OTT เป็นลักษณะการเลือกรับชมแบบ On Demand อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าการจำแนกกลุ่มช่วงอายุที่ต่างกันนั้น ถือเป็นข้อสังเกตสำคัญประการหนึ่ง ในการพิจารณาทบทวนการจัดระดับความเหมาะสมของเนื้อหารายการ ที่นอกจากควรครอบคลุมกลุ่มผู้รับชมทุกช่วงวัยแล้ว ยังควรต้องมีความสอดคล้องกับความเฉพาะของกลุ่มช่วงอายุผู้รับชมนั้น ๆ โดยคำนึงถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องอื่น ๆด้วย เช่น พัฒนาการด้านต่าง ๆ แนวโน้มความชื่นชอบ ฯลฯ

จากการเปรียบเทียบระบบการขึ้นคำเตือนของทั้ง 3 แพลตฟอร์ม พบความแตกต่างที่น่าสนใจ ดังนี้

1. ทีวีดิจิทัลไทย ใช้สัญลักษณ์และเสียงบรรยายในการบอกระดับความเหมาะสมของอายุคนดู ตามความแตกต่างของกลุ่มรายการ โดยใช้คำเตือนหรือคำชี้แจงก่อนเข้าเนื้อหารายการในลักษณะเดียวกันทั้งหมด โดยไม่มีการจำแนกให้เห็นความเฉพาะของเนื้อหานั้น ๆ ตัวอย่างเช่น การใช้เสียงบรรยายเตือนว่า “รายการ

ต่อไปนี้เหมาะสำหรับผู้ชมที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป อาจมีภาพ เสียง หรือเนื้อหา ที่ไม่เหมาะสมด้านพฤติกรรม ความรุนแรง เพศ และการใช้ภาษา ซึ่งต้องใช้วิจารณญาณในการรับชม ผู้ชมที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี ควรได้รับคำแนะนำ”

2. ใน Netflix และ Prime Video มีมากกว่า 1 คำเตือนในแต่ละตอน เช่น การอ้างอิงถึงเซ็กซ์ที่รุนแรง ทารุณกรรมเด็ก การฆ่าตัวตาย ฯลฯ ที่ปรากฏในเนื้อหารายการนั้น ๆ เป็นการเฉพาะ เพื่อเตือนให้ได้รับทราบก่อนตัดสินใจรับชม

3. ใน Prime Video มีการจัดระดับความเหมาะสมทุกตอนของรายการหรือละครที่ออกอากาศ โดยแต่ละตอนอาจมีระดับความเหมาะสมที่แตกต่างกัน ตามลักษณะของเนื้อหาที่ปรากฏจริง จึงทำให้ระดับความเหมาะสมของแต่ละตอนที่ออกอากาศนั้นแตกต่างกัน อย่างไรก็ตามเนื้อหาที่ยังไม่มีการกำหนดระดับจะขึ้นสัญลักษณ์ NR และคำเตือน เรตติ้งอายุ NR (Not Rated) ในรายการตอนนั้น ๆ

จากการเปรียบเทียบตัวอย่างละครที่มีการออกอากาศทั้งในทีวีดิจิทัลไทย และใน Netflix หรือ Prime Video จำนวน 6 เรื่อง พบว่า 4 เรื่อง มีการจัดระดับความเหมาะสมแตกต่างกัน ดังนี้

  1. เรื่องพรหมลิขิต เป็นระดับ ท (ทั่วไป) ในช่อง 3 แต่เป็นระดับ 13+ ใน Netflix
  2. เรื่องพนมนาคา เป็นระดับ ท (ทั่วไป) ในช่อง ONE แต่เป็นระดับ 16+ ใน Netflix
  3. เรื่องรากแก้ว เป็นระดับ น 13+ (น้อยกว่า 13 ควรได้รับคำแนะนำ) ในช่อง 3 แต่เป็นระดับ 16+ ใน Netflix
  4. เรื่อง Home School นักเรียนต้องขัง เป็นระดับ น 13+ (น้อยกว่า 13 ควรได้รับคำแนะนำ) ในช่อง GMM25 แต่เป็นระดับ 16+ใน Prime Video

 

จากผลการสำรวจ พบว่า ทั้งใน Netflix และ Prime Video มีการจัดระดับความเหมาะสม หรือจัดเรตในกลุ่มช่วงอายุที่สูงกว่าทีวีดิจิทัล ทั้ง 4 เรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ละครเรื่อง พรหมลิขิต และพนมนาคา ซึ่งทางทีวีดิจิทัล จัดให้เป็นระดับทั่วไป (ท)  แต่ใน Netflix จัดให้เป็นระดับ 13+ และ 16+ ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นถึงการใช้เกณฑ์ มาตรฐาน และแนวทางในการพิจารณาระดับความเหมาะสมของเนื้อหารายการที่แตกต่างกันของทั้ง 2 แพลตฟอร์ม

จากการสำรวจยังพบว่า Prime Video มีแนวทางการจัดระดับความเหมาะสมของเนื้อหารายการที่แตกต่างจากทีวีดิจิทัล และ Netflix กล่าวคือ โดยทั่วไปในทีวีดิจิทัลและ Netflix จะให้วิธีการจัดระดับความเหมาะสมของรายการหนึ่ง ๆ ในภาพรวม แต่ Prime Video จะมีการระบุระดับความเหมาะสมของรายการหนึ่งๆ ทั้งในภาพรวม และรายตอน (Episode) โดยหากตอนใดตอนหนึ่งในรายการนั้น ๆ มีเนื้อหาที่มีแนวโน้มมีความรุนแรง เพศ และภาษา ที่เข้มข้นต่างจากตอนอื่น ๆ ก็จะมีการระบุระดับที่สูงขึ้น เป็นต้น

สรุปผลการศึกษา   

จากข้อค้นพบทั้ง 3 ข้อข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิด และการจัดระดับความเหมาะสมเนื้อหารายการที่แตกต่างกันของทีวีดิจิทัลไทย Netflix และ Prime Video  3 ประการ ได้แก่  1)  การจำแนกกลุ่มช่วงอายุผู้รับชมที่สะท้อนวิธีการมองและให้ความสำคัญของช่วงวัยที่แตกต่างกัน  2) การให้ความสำคัญกับระบบการขึ้นคำเตือนที่แตกต่างกันของแต่ละแพลตฟอร์ม และ 3) การจัดระดับความเหมาะสมของเนื้อหารายการที่มีมาตรฐานแตกต่างกัน

การสำรวจเปรียบเทียบการจัดระดับความเหมาะสมจากทั้ง 3 แพลตฟอร์มในครั้งนี้ จึงอาจนำไปสู่ข้อเสนอแนะให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มีการทบทวนการจัดระดับความเหมาะสม ตลอดจนมีการบังคับใช้ระเบียบ ข้อบังคับ ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องกับทีวีดิจิทัลของไทยอย่างเคร่งครัด แต่ในขณะเดียวกันก็มีความทันสมัย เท่าทันความเปลี่ยนแปลง สอดคล้องกับแนวปฏิบัติที่เป็นสากล และเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับบริการ OTT

แชร์ลิงก์
Facebook
LinkedIn
X
Threads

บทความล่าสุด

การค้นหา

บทความล่าสุด :

การค้นหา

บทความล่าสุด :

นายปราโมทย์ บุญนำสุข

รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

  • ปริญญาตรี การบริหาร และการจัดการ สาขา การตลาด มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ
  • ปริญญาโท การบริหาร และการจัดการวิทศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ
  • ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายยุทธศาสตร์ และวิจัย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
  • หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ธุรกิจใหม่ บริษัทไทยคม จำกัด มหาชน
  • ผู้จัดการทั่วไป บริษัทไทย แอดวานซ์ อินโนเวชั่น จำกัด
  • ผู้จัดการฝ่ายการตลาดบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านดาวเทียม บริษัทไทยคม จำกัด มหาชน
  • ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ซีเอสล็อกอินโฟร์ จำกัด มหาชน

ดร. ชำนาญ งามมณีอุดม

รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

  • ปริญญาตรี การจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค)
  • ปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ (การตลาด) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค)
  • ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาบริหารธุรกิจ (Commerce) Magadh University, India
  • ตัวแทนประเทศไทยในการเข้าร่วมเป็นวิทยากร การประชุม และเจรจาระหว่างประเทศ
  • กรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2564
  • ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการจัดตั้งหน่วยงานเพื่อบริหารการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก และขนาดย่อย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
  • นักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการพาณิชย์ และทรัพย์สินทางปัญญา
  • ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการเขตเศรษฐกิจพิเศษ กรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน
  • หัวหน้าภาควิชาการจัดการธุรกิจโลก (Global Business Management)
  • หัวหน้าศูนย์พัฒนาสมรรถนะทรัพยากรมนุษย์ วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
  • อาจารย์ ผู้สอน และกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาโท และปริญญาเอก หลายมหาวิทยาลัย อาทิ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นต้น
  • ที่ปรึกษาด้านการจัดทำแผนแม่บท ด้านธุรกิจระหว่างประเทศ ด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม

ดร.ธนกร ศรีสุขใส

ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

  • นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (พัฒนาสังคม) คณะพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
  • ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (เศรษฐศาสตร์การเมือง) คณะเศรษฐศาสตร์
  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (สื่อสารมวลชน)
    คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สมัยที่ 2
  • คณะกรรมการประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • อนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการกระจายเสียง สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • ผู้ปฏิบัติงานประจำ กสทช. พลโท ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการเรียกคืนคลื่นความถี่และเยียวยาคลื่นความถี่ 700 MHz สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการส่งเสริมการกำกับดูแลกันเองของผู้ประกอบกิจการด้านการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการกำหนดลักษณะและประเภทของการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี (TITV) ก่อนเปลี่ยนผ่านเป็น Thai PBS สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
  • ผู้บริหารและผู้ดำเนินรายการกลุ่มบริษัท สำนักข่าว  INN
  • หัวหน้าคณะทำงานโครงการประชาสัมพันธ์เชิงรุกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย
  • อบรมหลักสูตร นักบริหารการเงินการคลังภาครัฐ (บงส.) รุ่นที่ 9
  • เป็นผู้แทนสำนักงาน กสทช. ร่วมคณะกับกระทรวงการต่างประเทศศึกษาแนวทางการต่อต้านแนวคิดสุดโต่งที่นิยมความรุนแรงและการสร้างเรื่องเล่าโต้ตอบ (Counter-Narratives) ณ ประเทศสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ ระหว่างวันที่ 30 กันยายน- 3 ตุลาคม 2561
  • อบรมหลักสูตร Boardcast and Content Regulation จัดโดยสำนักงาน กสทช. ร่วมกับ Thomson Foundation ประเทศสหราชอาณาจักร และ intitute for Defense & Business ประเทศสหรัฐอเมริกา

การค้นหา

บทความล่าสุด :

ร้อยโท ดร.ธนกฤษฏ์ เอกโยคยะ

รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

  • ปริญญาตรี (นบ.) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
  • ปริญญาโท (Master of Laws) จาก The University of Auckland ประเทศนิวซีแลนด์
  • ปริญญาเอก (Doctor of Philosophy) ด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและเทคโนโลยีสารสนเทศ จาก The University of Southampton ประเทศอังกฤษ
  • อุปนายกสมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย
  • รักษาการผู้อำนวยการสำนักเครื่องหมายการค้า
  • หัวหน้ากลุ่มงานจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศ
  • หัวหน้ากลุ่มงานความร่วมมืออาเซียน เอเปค และจีน ณ กรมทรัพย์สินทางปัญญา
  • เข้าร่วมคณะทำงานเจรจา FTA ไทย-อินเดีย และ WTO ขณะดำรงตำแหน่งนักวิชาการพาณิชย์ ณ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
  • ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์ ณ กรุงบรัสเซลส์
  • รับผิดชอบการจัดตั้งบริษัทลูกของ AOT เพื่อดำเนินการด้านการขนส่งสินค้าเน่าเสียง่ายผ่านช่องทางพิเศษ
  • อาจารย์พิเศษและกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกหลายมหาวิทยาลัย อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นต้น

ดร. ชำนาญ งามมณีอุดม

รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

  • ปริญญาตรี การจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค)
  • ปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ (การตลาด) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค)
  • ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาบริหารธุรกิจ (Commerce) Magadh University, India
  • ตัวแทนประเทศไทยในการเข้าร่วมเป็นวิทยากร การประชุม และเจรจาระหว่างประเทศ
  • กรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2564
  • ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการจัดตั้งหน่วยงานเพื่อบริหารการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก และขนาดย่อย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
  • นักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการพาณิชย์ และทรัพย์สินทางปัญญา
  • ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการเขตเศรษฐกิจพิเศษ กรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน
  • หัวหน้าภาควิชาการจัดการธุรกิจโลก (Global Business Management)
  • หัวหน้าศูนย์พัฒนาสมรรถนะทรัพยากรมนุษย์ วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
  • อาจารย์ ผู้สอน และกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาโท และปริญญาเอก หลายมหาวิทยาลัย อาทิ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นต้น
  • ที่ปรึกษาด้านการจัดทำแผนแม่บท ด้านธุรกิจระหว่างประเทศ ด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม

ดร.ธนกร ศรีสุขใส

ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

  • นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (พัฒนาสังคม) คณะพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
  • ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (เศรษฐศาสตร์การเมือง) คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (สื่อสารมวลชน) คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สมัยที่ 2
  • คณะกรรมการประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • อนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการกระจายเสียง สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • ผู้ปฏิบัติงานประจำ กสทช. พลโท ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการเรียกคืนคลื่นความถี่และเยียวยาคลื่นความถี่ 700 MHz สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการส่งเสริมการกำกับดูแลกันเองของผู้ประกอบกิจการด้านการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการกำหนดลักษณะและประเภทของการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี (TITV) ก่อนเปลี่ยนผ่านเป็น Thai PBS สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
  • ผู้บริหารและผู้ดำเนินรายการกลุ่มบริษัท สำนักข่าว  INN
  • หัวหน้าคณะทำงานโครงการประชาสัมพันธ์เชิงรุกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย
  • อบรมหลักสูตร นักบริหารการเงินการคลังภาครัฐ (บงส.) รุ่นที่ 9
  • เป็นผู้แทนสำนักงาน กสทช. ร่วมคณะกับกระทรวงการต่างประเทศศึกษาแนวทางการต่อต้านแนวคิดสุดโต่งที่นิยมความรุนแรงและการสร้างเรื่องเล่าโต้ตอบ (Counter-Narratives) ณ ประเทศสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ ระหว่างวันที่ 30 กันยายน- 3 ตุลาคม 2561
  • อบรมหลักสูตร Boardcast and Content Regulation จัดโดยสำนักงาน กสทช. ร่วมกับ Thomson Foundation ประเทศสหราชอาณาจักร และ intitute for Defense & Business ประเทศสหรัฐอเมริกา