เลือกหน้า

ใครฆ่าคุณค่าข่าว ข่าวไร้คุณค่าฆ่าสังคม

ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างช่องทางสื่อสารที่เปิดกว้าง และเปิดทางให้ทุกคนสามารถเลือกเสพหรือเป็นผู้ผลิตสื่อผ่านแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อใคร ๆ ก็สามารถเป็นสื่อได้จึงเกิดปรากฎการณ์การนำเสนอข่าวหรือคอนเทนต์บนสื่อออนไลน์ที่ยากต่อการกำกับดูแลให้เป็นไปตามมาตรฐานหรือจริยธรรมสื่ออย่างที่ควรเป็น อาทิ การนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่มุ่งความบันเทิง เน้นความตื่นเต้นเร้าอารมณ์ วางคุณค่าข่าวไว้กับความเป็นดราม่าเพื่อเรียกเรตติ้ง ยอดการมองเห็น ยอดจำนวนผู้ชมที่มีส่วนร่วมหรือตอบสนองต่อโพสต์ข่าวนั้น ๆ ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจลงโฆษณาของแบรนด์ ที่น่าตั้งคำถามคือ ทำไมสื่อมวลชนกระแสหลักจึงปรับตัวตามสื่อออนไลน์เพื่อให้แข่งขันได้ จนไปถึงการเสนอข่าวปลอมหรือข่าวบิดเบือนเกลื่อนพื้นที่สังคมออนไลน์

คุณสมชัย สุวรรณบรรณ อดีตกรรมการนโยบาย และอดีตผู้อำนวยการ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ ไทยพีบีเอส เปรียบเทียบการนำเสนอคอนเทนต์บนหน้าสื่อทุกวันนี้ว่าไม่ต่างจากการบริโภคอาหารที่ผิดอย. คือบริโภคแล้วท้องเสีย แต่ยังบริโภคต่อไปเพราะว่ารสชาติอร่อย การนำเสนอข่าวของสื่อก็เช่นกัน ที่อ้างว่าทำไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่จริง ๆ แล้วประชาชนไม่ได้ประโยชน์จากข่าวนั้นมากกว่าอารมณ์ความรู้สึก หน่วยงานที่รับผิดชอบก็นิ่งเฉย ไม่ตรวจตราดูแล ปล่อยให้สังคมบริโภคคอนเทนต์ที่เป็นพิษสะสมไปเรื่อย ๆ เพราะติดใจรสชาติจัดจ้าน แต่สุขภาพของผู้บริโภคเสื่อมลง และไม่ใช่แค่ความเสื่อมของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความเสื่อมของสุขภาพสังคมโดยรวม ทั้งนี้เป็นเพราะไม่มีใครเตือนว่าการบริโภคคอนเทนต์ที่ด้อยคุณภาพไปนาน ๆ จะทำให้กระบวนการทางความคิด กระบวนการทางตรรกะผิดเพี้ยนไปหมด ส่วนผู้ผลิตและขายคอนเทนต์ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เพราะรวยไปแล้ว

“ก่อนจะถามว่ามีคุณค่าข่าวไหม ต้องแยกแยะก่อนว่าสิ่งที่นำเสนออยู่นั้นเป็นข่าวหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ข่าวก็ไม่ต้องพูดถึงเรื่องคุณค่าข่าว ตัวอย่างกรณีข่าวลุงพล และข่าวอื่น ๆ ที่วนเวียนในสื่อสังคมออนไลน์และบนสื่อกระแสหลัก หลายครั้งไม่ใช่ข่าว”

ข่าว คือ “ความถูกต้อง” และ “ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้”

คุณสมชัย กล่าวว่า คำจำกัดความของคอนเทนต์ประเภทข่าว ประกอบด้วยคุณลักษณะสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ “Accuracy” การนำเสนอที่มีความถูกต้องเที่ยงตรงต่อประเด็นที่เกิดขึ้น และ “Verifying Fact” ข้อมูลที่เป็นข่าวต้องพิสูจน์ตรวจสอบได้ว่า เป็นความจริง เป็นข้อเท็จจริง

แต่คอนเทนต์ที่ปรากฎตามแพลตฟอร์มสื่อต่าง ๆ ซึ่งผสมความเป็นดราม่าเข้าไป ไม่ใช่ทั้งข่าวและไม่ใช่ข้อเท็จจริง แต่เป็นการแสดงความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์ (Comment) เป็นจำนวนมาก อาทิ ความคิดเห็นของคนที่ไม่รู้จริงแต่อยากแสดงความคิดเห็น ความคิดเห็นของผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องยึดโยงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือเข้าข้างกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การคาดเดาไปต่าง ๆ นานา (Speculative) ซึ่งพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นข้อเท็จจริง หรือ ความคิดเห็น เช่น ในข่าวแนววิถีเหนือธรรมชาติที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาตร์

ดังนั้น เมื่อเอาหลักความเป็นข่าวไปจับคอนเทนต์ใน(บาง)สื่อกระแสหลักหรือสื่อสังคมออนไลน์ จะพบว่ามีจำนวนมากเลยที่ไม่ใช่ข่าว แล้วจะวัดคุณค่าข่าวกันตรงไหน หรือถึงเป็นข่าวตามนิยามแล้ว ก็ยังต้องผ่านขั้นตอนการจัดลำดับคุณค่าข่าว ซึ่งอยู่ในดุลยพินิจของกองบรรณาธิการ หรือบรรณาธิการอาวุโสในการพิจารณาว่า สมควรนำเสนอสู่สาธารณะหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ยังคงเป็นข้อต่อสู้กันมาตลอด คือ การแยกแยะว่าข่าวใดเป็นประโยชน์สาธารณะ (Public Interest) ที่กระทบต่อผู้คนจำนวนมาก ข่าวใดเป็นเพียงความสนใจใคร่รู้ส่วนบุคคลหรือเฉพาะคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง (Human Interest) หรือบางครั้งเรื่องราวแบบ Human Interest อาจกลายเป็น Public Interest ได้ จึงเป็นหน้าที่ของบรรณาธิการอาวุโสอีกเช่นกัน หากต้องการรักษาภาพลักษณ์ของแบรนด์ในฐานะความเป็นสื่อคุณภาพ จะต้องระแวดระวังในการพิจารณาว่า อะไรคือข่าวเพื่อประโยชน์สาธารณะ อะไรเป็นเพียงความสนใจของคนเฉพาะกลุ่ม เพื่อแยกแยะสิ่งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าวออกจากกัน

“นิยามความเป็นข่าวในประเทศไทยถูกใช้อย่างผิดเพี้ยนและไม่ถูกต้อง สิ่งที่คุยกันทางหน้าจอทีวีหรือบนสื่อสังคมออนไลน์ หลายครั้งไม่สามารถพิสูจน์ถึงข้อเท็จจริงได้ เป็นเพียงการคาดเดา ให้ความเห็น และถึงแม้การแสดงความคิดเห็นของคนบางคนเป็นข่าวได้ เช่น กรณีข่าวอาชญากรรม ความเห็นของผู้บัญชาการตำรวจนครบาล อัยการ ทนายความฝ่ายจำเลย เป็นข่าวได้ แต่จะให้จำเลยมาพูดออกสื่อไม่ได้” คุณสมชัย กล่าว 

ในประเทศอังกฤษ ยุโรป สหรัฐอเมริกา เหตุการณ์หรือคอนเทนต์ที่ปรากฎในสื่อกระแสหลักหรือสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะช่าวอาชญากรรมที่มีประชาชนสนใจจำนวนมาก การไต่สวนคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งยึดหลักอ้างอิงผลทางนิติเวช การสอบสวนที่มีความหลากหลายและเป็นมืออาชีพ จะมีกฎหมายคุ้มครองเฉพาะ เช่น “Perverting the course of justice” ของประเทศอังกฤษ หรือ “Obstruction of justice” ของประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อกำกับดูแลการทำงานของสื่อไม่ให้ไปยุ่งเหยิงหรือเบี่ยงเบนกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนป้องปรามการรายงานข่าวของสื่อมวลชนที่อาจทำให้รูปคดีบิดเบี้ยว สังคมเกิดความเอนเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งไม่เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

ยกตัวอย่าง คดีแม่ลูกหนึ่งจมน้ำตายในอังกฤษ ปกติสื่อมวลชนจะรายงานสถานการณ์ข่าวพื้น ๆ โดยทั่วไป แต่จะมีกลุ่มยูทูบเบอร์และสื่อสังคมออนไลน์เริ่มไปรายงาน ณ ที่เกิดเหตุ บรรยายเรื่องราวให้เกิดปมดราม่าต่าง ๆ ทั้งที่ตัวเองไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเตือนให้ยุติ ไม่เช่นนั้นจะโดนคดีไปยุ่งเหยิงกระบวนการไต่สวนของตำรวจ

นอกจากนี้ ในประเทศอังกฤษยังมีหน่วยงานกำกับดูแลสื่อวิทยุโทรทัศน์ เรียกว่า Ofcom เปรียบได้กับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ของไทย ซึ่งวางแนวทางการสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรมตามหลักของกระบวนการยุติธรรม ประกอบด้วย ตำรวจ อัยการ เจ้าหน้าที่นิติเวช ทนายความฝ่ายจำเลย เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปตามครรลองที่ถูกต้อง ไม่มีกระแสกดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสังคมส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่น จากญาติพี่น้องของผู้เสียหายหรือผู้ตาย จากญาติพี่น้องของจำเลย

ดังนั้น สื่อมวลชนในอังกฤษจะไม่สัมภาษณ์ญาติพี่น้อง หรือ บุคคลใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีแต่อ้างว่ารู้เห็นเหตุการณ์ ขณะที่พยานซึ่งเห็นเหตุการณ์ต้องไปให้การกับตำรวจ ไม่ใช่มาให้การกับสื่อมวลชน ไม่เช่นนั้นพยานคนนั้นอาจโดนคดี และสื่อมวลชนจะโดนข้อหา Perverting the course of justice ไปด้วย

“ซึ่งต่างจากการรายงานข่าวอาชญากรรมของสื่อมวลชนไทยที่ค่อนข้างเลอะเทอะเปรอะเปื้อน มีความเป็นดราม่าสูง เข้าใจว่า กสทช. ไทย น่าจะมีกรอบควบคุมการนำเสนอข่าวอาชญากรรม เพียงแต่ปฏิบัติได้ตามขั้นตอนหรือไม่” คุณสมชัย กล่าว

อย่างไรก็ตาม คุณสมชัย กล่าวว่า เป็นความลำบากใจในการนำเสนอความคิดเรื่องการออกกฎหมายป้องกันความบิดเบี้ยวของกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเกิดโดยการกระทำของใคร เพราะที่ผ่านมา ความเป็นมืออาชีพของตำรวจหรือสื่อมวลชนก็มีปัญหาอยู่เหมือนกัน เช่น มีทั้งสื่อคุณภาพซึ่งสามารถเปิดโปงกระบวนการยุติธรรมที่บิดเบี้ยวโดยสุจริต และสื่อที่ตรวจสอบกระบวนการยุติธรรมโดยรับวาระจากใครบางคน เพื่อทำให้กระบวนการยุติธรรมบิดเบี้ยว หรือมีผลต่อความไว้วางใจในกระบวนการยุติธรรม และความเป็นมืออาชีพของตำรวจ

ที่ผ่านมามีกระบวนการขับเคลื่อนให้มีกฎหมายควบคุมเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ เกิดหน่วยงานกสทช. มาทำหน้าที่กำกับดูแล แต่เมื่อมีสื่อสังคมออนไลน์เกิดขึ้น กลับยังไม่มีความชัดเจนว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานใดในการกำกับดูแลสื่อเหล่านี้ ซึ่งได้ประโยชน์จากการขายโฆษณาเช่นกัน ดังนั้น การเคลื่อนไหวผ่านพรรคการเมืองเพื่อให้มีมาตรการทางกฎหมายมาจัดการกับแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ที่ไม่ปฏิบัติตามกรอบจริยธรรมที่ดีงาม ถือเป็นสิ่งใหม่ ขนาดในประเทศอังกฤษยังต้องออกกฎหมายเพิ่มเติมในการคุ้มครองผู้เยาว์ เมื่อพบแพลตฟอร์มออนไลน์ที่นำเสนอคอนเทนต์ไม่เหมาะสม จะโดนกฎหมายเล่นงานตรงไปที่ตัวแพลตฟอร์ม เช่น ยูทูบ เฟซบุ๊ก ติ๊กต็อก ให้ต้องถอดคอนเทนต์นั้นออกไป

“ถึงจะยังไม่รู้ว่า การออกกฎหมายเหล่านี้มาจะช่วยได้มากน้อยแค่ไหน แต่ถือว่ายังดีที่มีการเคลื่อนไหวเพื่อเริ่มต้นอะไรบางอย่าง เป็นการต่อจิ๊กซอว์ให้แต่ละองค์กรมีกระบวนการปรับเปลี่ยนตัวเองให้เป็นมืออาชีพมากขึ้น”

การลงโทษโดยผู้บริโภคสื่อ เมื่อกฎหมายยังเอื้อมไมถึง

แม้ในประเทศอังกฤษมี Ofcom ประเทศไทยมีกสทช. ในการกำกับดูแลการทำงานของสื่อ แต่ก็ครอบคลุมเฉพะสื่อวิทยุโทรทัศน์ที่ใช้คลื่นความถี่ซึ่งเป็นทรัพยากรสาธารณะ แต่ยังขาดกลไกในการตรวจสอบดูแลสื่อประเภทอื่น เช่น สื่อสังคมออนไลน์ที่ไม่มีองค์กรใดมารวบรวมและกำหนดมาตรฐานจริยธรรมร่วมกัน ส่วนสื่อสิ่งพิมพ์ซึ่งถูกแทนที่ด้วยสื่อดิจิทัล ก็มีแค่กฎหมายปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เป็นเครื่องมือกำกับ หรือเป็นเพียงสมาคมสื่อที่ตั้งขึ้นมากำกับดูแลกันเอง ดังนั้น สิ่งที่เห็นว่าเกิดขึ้นได้จริงจังพอประมาณแม้จะไม่เกิดผล 100% คือ “การกำหนดมาตรการลงโทษโดยสังคมหรือผู้บริโภคสื่อ (Social Sanction หรือ Consumer Sanction)”

ตัวอย่างบรรดาสื่อสิ่งพิมพ์หัวสี สื่อแทบลอยด์ในอังกฤษที่นิยมลงข่าวหวือหวาจนขาดมาตรฐานจริยธรรมความเป็นสื่อ สร้างความเสียหายกับเหยื่ออาชญากรรม สื่อสังคมออนไลน์ที่ไม่ได้อยู่ในกำกับดูแลของ Ofcom หรือตัวสื่อมวลชนเองที่ได้ประโยชน์จาการขายขยะออกมาทางหน้าสื่อสิ่งพิมพ์หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ สมาคมผู้บริโภคจะรวมตัวกันอย่างแข็งขันเพื่อรณรงค์กิจกรรมอย่างเปิดเผย (High Campaign) โดยพุ่งเป้าไปที่แบรนด์ดัง หรือผู้โฆษณารายใหญ่ กดดันให้ยุติการลงโฆษณาสนับสนุนแพลตฟอร์มข่าวที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือสื่อที่อ้างว่าเป็นสื่อมวลชนแต่ไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานความเป็นสื่อ หากยังดื้อดึงเพียงเพื่อต้องการกระแสเรตติ้ง ผู้บริโภคจะหยุดซื้อสินค้าและบริการขององค์กรนั้น ๆ เพื่อให้ยอดขายตก ชื่อเสียงของแบรนด์เริ่มเสียหายจนต้องค่อย ๆ ทยอยถอดโฆษณาออกจากสื่อ กระทั่งสื่อต้องเปลี่ยนพฤติกรรม หรือเลิกกิจการไปในที่สุด

“เหตุที่ขบวนการ High Campaign เลือกรณรงค์กับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ซื้อสื่อโฆษณาซึ่งถือแบรนด์ดัง ๆ ธุรกิจยักษ์ใหญ่ เช่น บริษัทรถยนต์ สายการบิน ห้างค้าปลีก แทนที่จะเป็นสื่อมวลชนโดยตรง เพราะรู้ดีว่าสื่อบางรายไม่สนใจอยู่แล้วเนื่องจากเรตติ้งสูง การเล็งเป้าไปที่ผู้ซื้อสื่อโฆษณา ซึ่งต้องระวังเรื่องมูลค่าของแบรนด์ ภาพลักษณ์ของแบรนด์ หากเกิดความเสียหายจะทบทวนว่า การลงโฆษณาต่อไปจะคุ้มไหม ทั้งหมดต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรและต้องทำไปเรื่อย ๆ จึงจะเห็นผลสำเร็จในการใช้มาตรการทางสังคมควบคุมสื่อ”

คุณสมชัย กล่าวว่า การคาดหวังการกำกับดูแลแค่เฉพาะจากภาครัฐ หรือสมาคมสื่ออาจเป็นได้ยาก แต่หากผู้บริโภคลองเริ่มต้นทำ High Campaign ทำนองนี้ไปเรื่อย ๆ โดยร่วมกับสมาคมผู้บริโภค มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค ต่อต้านสื่อที่ทำข่าวที่ไม่มีคุณค่ามาขาย ผลิตคอนเทนต์ที่สร้างความสับสนยุ่งเหยิงกับสังคม ก็น่าจะได้ผลเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในประเทศอื่น

รวมไปถึงการทำงานควบคู่ไปกับสื่อมวลชนน้ำดี เพื่อจุดประเด็นล็อบบี้พรรรคการเมืองให้ออกกฎหมายป้องกันการเข้าไปยุ่งเหยิงกับกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของ perverting หรือ obstruction ก็ได้ ขณะเดียวกันสื่อมวลชนที่ต้องการให้คุณภาพวงการสื่อดีขึ้น อาจจุดประกายเรียกร้องหาเพื่อนร่วมวิชาชีพมาร่วมดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอน แม้ว่าจะยังมีสื่อที่ออกนอกลู่นอกทาง และได้ประโยชน์จากการขายเรตติ้งอยู่ก็ตาม

ทักษะการรู้เท่าทันสื่อ เป็นเรื่องจำเป็น 

คุณสมชัย กล่าวว่า การสอนสังคมให้รู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) เป็นเรื่องต้องใช้เวลาพอสมควร เท่าที่สังเกตดูจากสื่อสังคมออนไลน์ เวลามีข่าวหรือคอนเทนต์ข่าวที่ขายความเป็นดราม่า มันยากที่จะชี้ประเด็นให้สังคมเรียนรู้และเท่าทัน ซึ่งอาจจะไม่สำเร็จด้วย แต่ถ้าเริ่มจากทำมาตรการลงโทษทางสังคมให้สำเร็จสักหนึ่งแคมเปญ จะเกิดโดมิโนกระทบไปส่วนอื่นได้

“หลายครั้งเวลาผมเห็นข่าวที่ลงในสื่อสังคมออนไลน์หรือกลุ่มไลน์ที่มีเยอะแยะไปหมด พอเปิดดูก็รู้ว่าบางเรื่องเป็นการชวนเชื่อ (Propaganda) ที่ถูกชี้นำมาแล้ว เช่น ด้านการเมืองบ้าง ด้านสังคมบ้าง คนอ่านก็เชื่อแล้วคล้อยตาม เพราะวิธีการเขียนค่อนข้างเป็นมืออาชีพ พอเราไปตั้งคำถามว่าคอนเทนต์นี้มาจากไหน ก็ถูกตำหนิว่าทำไมต้องตั้งคำถาม หรือถ้าไปให้ความเห็นอะไรที่แตกต่างออกไปบนสื่อสังคมออนไลน์ จะมีคนมาทะเลาะกับเรา” 

คุณสมชัย แนะว่าการรู้เท่าทันสื่อที่สังคมทำได้เลยคือให้ความระมัดระวังในการเปิดรับและคอยตรวจสอบที่มาที่ไปของข่าวหรือแหล่งข่าว การตั้งคำถามกับข่าวหรือคอนเทนต์ที่ปล่อยมาลอย ๆ โดยไม่รู้ว่ามาจากไหน ใครเป็นคนเขียน ใครให้ข้อมูล เพื่อดูว่ามีความน่าเชื่อถือแค่ไหน ถ้าเป็นข่าวที่มาจากสำนักข่าว อาทิ ซีเอ็นเอ็น บีบีซี อัลจาซีร่า อย่างน้อยก็มีหลักประกันในความเป็นแบรนด์ว่าข่าวหรือคอนเทนต์เหล่านี้ผ่านกระบวนการทางวารสารศาสตร์ในการตรวจสอบจากองค์กรสื่อ ส่วนกรณีแอบอ้างชื่อสำนักข่าวมาทำให้คอนเทนต์ของตัวเองน่าเชื่อถือ ก็ควรตรวจสอบข้อมูลกับเว็บไซต์สำนักข่าวว่านำเสนอข่าวนี้ออกไปจริงหรือไม่   

“คนยุคเบบี้บูมเมอร์อย่างผมอายุ 60-70 ปี ที่เชื่อโดยไม่ตรวจสอบก็มี เยอะมากด้วย ทั้งที่ควรต้องระแวดระวัง แล้วการไปสอนให้คนปูนนี้เข้าใจเรื่องการรู้เท่าทันสื่อนั้นยาก เผอิญผมอยู่ในวงการสื่อจึงมีทักษะพอตรวจสอบได้ สามารถใช้ความเป็นมืออาชีพตรวจสอบคนที่นำเสนอคอนเทนต์แบบมีวาระได้ตามหลักมาตรฐานสากล แต่เพื่อนผมที่ไม่ได้อยู่วงการสื่อ จะระอาเวลาที่ผมพยายามบอกเขาเรื่อง Media Literacy เราจึงต้องสอนคนรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโตขึ้นมาให้เรียนรู้ทักษะการตรวจสอบข่าว ไม่ใช่เฉพาะกับสื่อกระแสหลัก แต่รวมถึงการตรวจสอบข่าวที่มีมากมายเป็นร้อยเป็นพันบนสื่อสังคมออนไลน์ด้วย”  

คุณสมชัย สรุปสั้น ๆ อย่างน่าสนใจว่า “สื่อใดที่ไม่สามารถสร้างแบรนด์ให้มีความน่าเชื่อถือ เป็นสื่อที่ไม่น่าเชื่อถือ” และขยายต่อว่าสื่อยักษ์ใหญ่สะสมความน่าเชื่อถือของแบรนด์มานานนับสิบ ๆ ปี ส่วนสื่อสังคมออนไลน์ เช่น ยูทูบเบอร์ หรือ อินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งใช้ตัวเองเป็นแบรนด์ วันหนึ่งเมื่อทำผิดพลาด มีคนทักท้วงโต้แย้งจนเขาอยู่ไม่ได้ ก็ต้องปรับตัวให้อยู่ในร่องในรอย และสร้างความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น แต่เป็นเรื่องตลกร้ายที่มีคนจำนวนหนึ่งยังเลือกเชื่อถือสำนักข่าวซึ่งไม่เคยได้ยินชื่อ นำคอนเทนต์ที่ไม่มีที่มาที่ไปมาบอกว่า เป็นความจริง

“ผมเห็นอสมท ทำแคมเปญ “ชัวร์ก่อนแชร์” คือ ถ้ามีสื่อยักษ์ใหญ่ที่แบรนด์น่าเชื่อถือ ช่วยกันทำเรื่องนี้บ้างก็ดี อย่างบีบีซีเองก็ตั้งหน่วยงานชื่อ BBC Verify คอยตรวจสอบข่าวเฟคนิวส์ไม่ว่าจะมาจากสื่อใด จากนั้นนำมาลงในแพลตฟอร์มของตัวเอง เพื่อให้ผู้อ่านตรวจสอบว่าข่าวที่บริโภคไปเมื่อ 2 อาทิตย์ก่อนและเชื่อไปแล้ว สุดท้ายไม่ใช่ข่าวจริง”

ทำอย่างไรเมื่อการสร้างคุณค่าข่าวต้องเผชิญกับการแข่งขันช่วงชิงเรตติ้ง

คุณสมชัย ให้ความเห็นว่า ต้องเริ่มจากจุดที่มีคนบ่นกันมากก่อน ซึ่งคือ ข่าวอาชญากรรม แต่ถามว่า ข่าวอื่นมีปัญหาไหม ก็มีปัญหาเหมือนกันหมด อย่างเวลาพูดเรื่องข่าวการเมือง จะมีประเด็นเรื่องพวกใครพวกมัน แต่พอเป็นข่าวอาชญากรรม สังคมคิดตรงกันว่า ยอมให้นำเสนอข่าวอาชญากรรมแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว จำเป็นต้องหาแนวทางกำกับดูแล ทีนี้การจับปลาหลายมือก็อาจหลุดมือหมด ดังนั้น ต้องเริ่มแคมเปญจากจุดที่คนบ่นเยอะ จัดลำดับความสำคัญแล้วดูว่า ขับเคลื่อนไปได้แค่ไหน ซึ่งแค่การเคลื่อนไหวในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของดาราที่ไปอ่านข่าวหน้าจอ ผู้ประกาศข่าวหน้าจอ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ไม่ต้องนับถึงกลุ่มที่ไปรับวาระมาเพื่อโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการกันต่อไป

ส่วนความอยู่รอดของสื่อในกลไกของระบอบทุนนิยม ซึ่งบังคับให้สื่อต้องสร้างเรตติ้งให้สูง มียอดการมอง ยอดเข้าชม หรือ Engagement มาก ๆ ทำให้โฆษณาเข้าก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่เข้าไปดูจะเชื่อในคอนเทนต์ทั้งหมด อาจแค่ดูสนุก ผ่อนคลายไปวัน ๆ แล้วเรื่องแบบนี้ ไม่สามารถเอากฎหมายไปบังคับได้ ดีไม่ดีสื่อจะท้วงว่า ไปควบคุมสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนเสียอีก แต่ถ้าเป็นมาตรการลงโทษทางสังคม จะเห็นว่าไม่ได้เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพสื่อ แต่เราไม่บริโภคสินค้าคุณเพราะเราไม่ชอบคุณ

แม้จะยากอยู่สักหน่อยในการตามหาผู้ที่จะมานำประเด็นเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน แต่การขยับของหน่วยหนึ่งในสังคมที่มีเป้าประสงค์ชัดเจน มีความตั้งใจจริงอย่างชัดเจน แม้เป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ก็ขยายผลได้ คุณสมชัย เห็นว่าน่าจะเริ่มต้นจากสมาคมคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งมีการขับเคลื่อนอยู่หลายโครงการ เช่น การเคลื่อนไหวต่อประเด็นการควบรวมค่ายมือถือ ตลอดจนมูลนิธิต่าง ๆ หรือ เอ็นจีโอที่เคลื่อนไหวเรื่องสิทธิเสรีภาพสื่อ คุณภาพสื่อ มาตรฐานจริยธรรมสื่อ จะร่วมมือกันเป็นกลุ่มก้อน หรือต่างคนต่างทำก็ได้แต่ขอให้มีเป้าหมายเดียวกัน

“เมื่อถึงจุดหนึ่งจะมีแรงกดดันกลับไปหาสื่อเอง หากสังคมมุ่งเป้าไปยังแพลตฟอร์มที่ถึงแม้จะมีโฆษณาเข้าเยอะ ๆ แต่นำข่าวหรือคอนเทนต์ดราม่าที่ไม่มีคุณค่ามาขาย แล้วทำแคมเปญบอยคอตสินค้าของบริษัทที่ไปลงโฆษณาในแพลตฟอร์มนั้นอย่างชัดเจน เปิดเผย ถึงเริ่มแรกจะไม่ได้ผล แต่ถ้าทำต่อไปเรื่อย ๆ ก็น่าจะได้ผลเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในประเทศอื่น ๆ ” คุณสมชาย กล่าวในที่สุด

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดเสวนาบทบาทสื่อมวลชนในการขับเคลื่อนสังคม ย้ำจุดยืนรักษาจรรยาบรรณ ยึดถือวิชาชีพ ใส่ใจประเด็นสังคม เพื่อเป็นกระบอกเสียง สะท้อนปัญหาต่างๆ ในสังคมตามความเป็นจริง

(19 ก.พ. 2567) กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมกับสำนักข่าว The Reporters จัดเสวนาบทบาทสื่อมวลชนในการขับเคลื่อนสังคม ในโครงการอบรม “We Are The Reporters สื่อเพื่อขับเคลื่อนสังคม”
ที่ห้องประชุม ชั้น 3 อาคารฝึกประสบการณ์วิชาชีพเชิงบูรณาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า ในฐานะคนทำข่าว
ที่มีจิตวิญญาณ เรากำลังชวนทุกท่านให้ใช้ทักษะวิชาชีพของการเป็นสื่อมวลชนในการขับเคลื่อนสังคม หากเรา
ไม่ใส่ใจประเด็นสังคม คงมองไม่เห็นปัญหา แต่ถ้าสนใจก็จะเห็นมากขึ้นเปรียบเหมือนแม่น้ำ ที่บางวันสกปรก บางวันใส หากน้ำใสก็เป็นน้ำที่เราปรารถนา ในฐานะคนทำข่าวต้องดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับแม่น้ำสายนี้ เราจะปล่อยให้เน่าไปกว่านี้อีกหรือไม่ หรือจะทำให้มันสะอาด ให้มีชีวิตชีวา ทำให้ทุกคนมีความสุข สิ่งที่อยู่ในแม่น้ำ หรือใต้น้ำที่เขายังไม่เห็น หรือมีการปกปิดเอาไว้ จะทำอย่างไรให้น้ำสะอาด

“ความเป็นสื่อ ใครที่ไม่อยู่ในวงการนี้อาจไม่อิน นี่ไม่ใช่แค่อาชีพ แต่เป็นวิชาชีพ ถ้าใจไม่รัก ทำไม่ได้ ถ้าทำแล้วความสุข คือใช่เลย การทำงานที่ต่อยอดให้คนอื่น วันที่ได้ต่อสู้ให้คนอื่น แล้วผลสัมฤทธิ์เกิดจากการทำงานข่าวของคุณ ความรู้สึกมันยิ่งกว่าได้รางวัล ซึ่งจริต จิตวิญญาณแบบนี้ เป็นหัวใจสำคัญ ถ้ามีจิตวิญญาณที่รักความเป็นธรรม เห็นปัญหาแล้วอยากจะพูด เห็นคนลำบากแล้วอยู่นิ่งไม่ได้ ใครไม่สนใจก็ได้ แต่ฉันต้องสนใจ ไม่ชอบการทุจริต มันจะผลักดันไปสู่การเป็นสื่อมวลชน เป็นผู้สื่อข่าว ตนเองจึงเชื่อว่าจิตวิญญาณแบบนี้ยังมีอยู่ การโตขึ้น ก็ต้องบริหารจัดการสภาพแวดล้อมตัวแปรมากมาย ต้องใช้ความอดทน ใช้สติปัญญา ความรอบคอบมากขึ้น” ดร.ธนกร กล่าว

ดร.ธนกร ยังได้ยกตัวอย่างสื่อที่มีความสมดุล และนำเสนอสิ่งที่คนสนใจ และเรื่องที่ควรสะท้อนสังคมไปควบคู่กัน เช่น ไทยรัฐออนไลน์ มีการนำเสนอข่าวหวยที่คนสนใจ แต่ก็นำเสนอประเด็นสังคม และเรื่องราวสาระอื่นๆ ที่ประชาชนควรรู้ไปควบคู่กัน หรือ ข่าวสามมิติ ที่ชัดเจนในประเด็นทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน เรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น และเรื่องที่อาจมีอะไรอยู่เบื้องหลัง โดย ดร.ธนกร ย้ำว่า เราตั้งข้อสงสัย ตั้งข้อสังเกตได้ แต่จะไม่ด่วนตัดสินเด็ดขาด ไม่ตั้งธงไว้ล่วงหน้า จึงเป็นการทำงานข่าวในเชิงสืบสวนสอบสวนที่ดี

“การทำงานอย่างมีความสุข เราจะไม่ถามว่าเราได้อะไร เพราะเราได้ความสุข แต่ที่สุดเมื่อถึงจุดหนึ่งจะทำให้งานของเรากลับมาดูแลเรา ฝีมือกลับมาดูแลเรา แต่ตอนลงทุนสร้างงานเราไม่คิดว่าได้ค่าตอบแทนเท่าไหร่ แต่พอสักพัก เมื่อผลงานมันเกิดตัวตนในทางการงาน มันจะมาเป็นรางวัลให้เรา“ ดร.ธนกร กล่าว

นายอนุวัต เฟื่องทองแดง ช่องวัน 31 ยกตัวอย่างรายการอนุวัติทั่วไทย ที่ไม่ใช่แค่รายการท่องเที่ยวอย่างเดียว
แต่คือการนำเสนอวิถีชาวบ้าน โดยเฉพาะเทปข้าวหลามดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ยอดดูล่าสุดเกือบล้าน มีเทคนิคการทำที่ไม่เหมือนที่ใด ซึ่งมีคนจาก TikTok ไปซื้อตาม สะท้อนว่าพลังโซเชียลเป็นพลังบวกมหาศาล ทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราทำแล้วสนุก ช่วยสร้างเศรษฐกิจชุมชน หรือย้อนกลับไปเมื่อช่วงโควิด-19 ที่มีการประชาสัมพันธ์น้อย เราในฐานะสื่อจึงนำข้อมูลเหล่านั้นมาย่อยให้ประชาชนเข้าใจง่าย เราต้องคิดว่ากลุ่มเป้าหมายเราคือใคร จะนำเสนออย่างไรแล้วคนดูดจะได้อะไรจากเรา

นายอนุวัต กล่าวถึงบทบาทการขับเคลื่อนสังคม โดยมองว่าปัจจุบันกลไกรัฐไม่สามารถแก้ปัญหาสังคมได้ แต่การขับเคลื่อนสังคมเกิดขึ้นจากเพจ สื่อ และมูลนิธิต่าง ๆ ที่ไม่ใช่กลไกของฝ่ายปกครอง สื่อในปัจจุบันทำหน้าที่เหมือน
พี่อ้อย พี่ฉอด ส่งข้อความขอเงิน ฝากขายที่เข้ามาในช่องทางส่วนตัว เพราะประชาชนมองว่าสื่อเป็นทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนคนในครอบครัว เราจึงต้องช่วยเขาเท่าที่ช่วยได้ แต่ขอตั้งคำถามว่านี่คือหน้าที่ของสื่อใช่หรือไม่

ส่วนบทบาทของช่องวัน 31  ในการนำเสนอข่าวเพื่อขับเคลื่อนสังคมคือ การนำความบันเทิงและสาระความรู้กลมกล่อมเข้าด้วยกัน คนดูข่าวช่องวัน 31 ก็จะได้วิธีคิด และความประเทืองปัญญาด้วย โดย อนุวัตมองว่า แต่ละสื่อมีกลุ่มคนดู และความชอบที่แตกต่างกันไป บางช่องคนดูชอบข่าวอาชญากรรมมาก บางช่องชอบการเมือง
อย่างช่องวัน คนดูชอบข่าวที่ดูแล้วรู้สึกดี เป็นพลังบวก เรื่องของคนดี หรือเรื่องราวดี ๆ

นางสาวอรพิณ ยิ่งยงค์พัฒนา บรรณาธิการบริหารไทยรัฐออนไลน์ ระบุว่าไทยรัฐมีหลายแพลตฟอร์ม แต่ข่าวจะไปทิศทางเดียวกันหมด ซึ่งเป้าหมายของหลายสื่อคือช่วยคน สำนักข่าวของไทยรัฐก็เช่นกัน อยากทำให้ชีวิตของคนไทยดีขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จะเห็นได้ว่าแต่ละส่วน เช่น แพลตฟอร์มออนไลน์ กลุ่มคนดู หรือคนเสพข่าวออนไลน์เปลี่ยนไป มีทั้งโตขึ้น และกลุ่มเด็กใหม่ ๆ ที่กำลังเติบโตขึ้น ดังนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องปรับโฉมภาพลักษณ์
ไม่ใช่เพียงปรับปลี่ยนแต่ภายนอก แต่เป็นเรื่องเลือกประเด็นข่าวด้วย

ส่วนประเด็นสิทธิมนุษยชน อาจจะดูเป็น Concept ที่จับต้องยาก ไม่เข้าใจ ขายไม่ได้ และเป็นโจทย์ที่ใหญ่มาก แต่ในความที่เป็นแพลตฟอร์มใหญ่ ซึ่งมีคนเข้าชมเยอะ และมีความหลากหลายทั้งชาวบ้านทั่วไป จนถึงผู้กำหนดนโยบาย ฉะนั้นการออกแบบเนื้อหาในแต่ละวันจะต้องครบทุกอย่าง เราจะอยู่รอดได้ต้องเป็นข่าวที่ตอบสนองความสนใจใคร่รู้ของผู้คนที่จะต้องทำให้สนุก และบันเทิง แต่สุดท้ายแล้วทั้งหมดที่ทำไปจะต้องสร้างปัญญา และต้องทบทวนตนเองว่าสิ่งที่ทำไปทำให้ชีวิตคนดีขึ้นหรือไม่

ข่าวที่ให้ความรู้จะมีจุดที่ยากคือเรื่องที่ประชาชนมีฉันทามติ และอินไปด้วยกัน แต่จะมีอีกจำพวกหนึ่งที่ไม่ได้มี
ฉันทามติคิดเห็นไม่ตรงกัน ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของการรายงานข่าว เป็นการรายงานตามความคิดเห็นของสังคม ในสังคมที่ขัดแย้งกันอยู่สูงมาก คือจุดทดสอบความเป็นมืออาชีพในการทำงาน ส่วนเรื่องการโดนทัวร์ลงก็โดนบ่อย เพราะเป็นเรื่องปกติที่ประชาชนรู้สึกและให้ความสนใจ หากเป็นทัวร์ลงที่มาจากประชาชนปกติเราก็ใส่ใจ และพร้อมที่จะแก้ไข แต่หากเป็น IO ก็ขำดี เพราะมีอยู่ทุกวัน

นางสาวอรพิณ ได้ยกตัวอย่างข่าวที่ล่อแหลม และทำยาก คือประเด็นเกี่ยวกับเยาวชนกับคดีมาตรา 112 ซึ่งล่าสุด
ทำสกู๊ปน้องหยก ผู้ต้องหา โดยเราไม่ได้มีสิทธิพูดว่าสิ่งที่เขาทำนั้นถูกหรือผิด แต่สิ่งที่เราสนใจคือกระแสสังคมที่มองต่อเด็กคนหนึ่ง ในช่วงที่มีความเกลียดชัง สะท้อนว่าเราจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยความเกลียดชังต่อเด็กไม่ได้ และเราคิดว่าจะนำเสนออย่างไรเพื่อให้คนเปิดใจ สุดท้ายแล้วน้องจะทำผิดหรือไม่ เราไม่รู้ได้ อยู่ที่กระบวนการที่จะตัดสิน แต่อย่าพึ่งไปมีความคิดที่จะเข่นฆ่า ทำร้าย หรือเอาความเกลียดชังเข้านำได้หรือไม่ เพราะสังคมต้องการความเรียนรู้ว่าความเป็นมนุษย์ และการเติบโตในสังคมที่ไม่เหมือนกัน หรือเราเองที่ไม่เห็นด้วยในความคิดเห็นของคนอื่น และเราจัดการความรู้สึกของตัวเราได้อย่างไร ซึ่งมองว่าเป็นบทบาทของนำเสนอข่าว
เช่นกัน ที่จะสร้างบรรยากาศการสนทนาที่มีคุณภาพ

สำหรับบทบาทสื่อต่อการขับเคลื่อนสังคม เราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น แต่ตอนนี้เกิดปัญหาอีกหลายอย่าง เช่น ทัศนคติทางการเมือง และปัญหาทางเศรษฐกิจ ว่าจะแก้ไขอย่างไร เราจะมีบทบาทอย่างไร ที่จะนำกลับไปสู่ความคิดตั้งต้น ที่จะให้ชีวิตของคนนั้นดียิ่งขึ้น เป็นการทำงานที่คาดหวังให้เห็นการเปลี่ยนแปลงโดยจะต้องมีการตอบสนองจากภาครัฐ คือนักข่าวจะต้องเกาะติด ไม่ไปให้เรื่องจบไป ซึ่งเราต้องทำข้อมูล เก็บข้อมูลในรอบด้าน และถึงวันนึงเราก็ต้องไปพูดคุยกับหน่วยรัฐที่เกี่ยวข้อง ว่าปัญหาเกิดขึ้นมาแล้ว และภาครัฐจะแก้ปัญหาอย่างไร และ
นำไปสู่การตอบสนองหรือแก้ไขให้กับประชาชน เป็นเรื่องที่เราต้องช่วยกันสอดส่ายสายตา และตรวจสอบให้มากขึ้น ซึ่งหากอยู่ในวิสัยที่เขาทำได้เขาก็จะแก้ไข

นายมนตรี อุดมพงษ์ ข่าวสามมิติ กล่าวว่า โอกาสในการเปิดโลกทัศน์ เห็นมุมมองกว้างขึ้นจากคนมีประสบการณ์ มันยาก เพราะวิธีที่ฉลาดสุดคือการเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่น เมื่อเรียนรู้ไปแล้วก็จะสนุกตามวัย นกที่มันอ้วน ก็จะไม่สามารถลอดช่องกรงขังได้ นกที่มีอิสรภาพ อยากออกก็ได้ เข้าก็ได้ เพราะเข้าได้กับช่องที่มีกรอบกติกา แต่ถ้ากินจุ ก็จะทำไม่ได้ เปรียบเสมือนการเป็นนักข่าวที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ทำให้ไม่สามารถพูดถึง หรือนำเสนอเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ แตะไม่ได้ เมื่อคุณกินจนอ้วน คุณจะบินไม่ขึ้น แล้วคุณจะอิสรภาพมาจากไหน ตอนนี้เป็นช่วงวัยของการเรียนรู้ ดังนั้น จึงมีอิสระที่จะคิดไม่มีกรอบมากำหนด ขอแค่ไม่ผิดกฎหมาย

สำหรับบทบาทในข่าวสามมิติ ปณิธานของทีมสามมิติ หรือกองบรรณาธิการ คือรายการเรามันดึก เราไม่สามารถเล่าเรื่องให้ทุกคนฟังได้ จึงต้องเจาะกลุ่มคน ในตอนต้นจึงเป็นกลุ่มคนนอนดึก คนวัยทำงาน ข้าราชการ เพื่อ
ขับเคลื่อนประเด็นที่เป็นวาระทางสังคม เอาประเด็นหลัก แต่ก็ไม่ทิ้งความบันเทิง บางเรื่องอาจมีเรื่องที่ต้องอธิบายเพิ่มเติมให้สังคมเข้าใจ เช่น หมูเถื่อน คนอาจเข้าใจว่าดีแล้วที่หมูถูก จึงต้องทำความเข้าใจว่าการที่มีของนอกเข้ามาทำให้กลไกในประเทศเปลี่ยนไป ราคาหมูในไทยไม่ขึ้น ถูกกกต่ำลง และทำให้ผู้เลี้ยงคนไทยหายไปจากระบบ ส่วนหมู
ที่นำเข้ามาแบบผิดกฎหมาย หากคนเลิกเลี้ยงหมู ไปรอกินหมูนำเข้า ก็ต้องเพิ่มภาษี ทำให้ราคาหมูที่นำเข้ามาจะแพงกว่าหมูที่ขายในประเทศไทยดังนั้น รัฐบาลจึงต้องมองเห็นมิติแบบนี้ ไม่ใช่ประโยชน์เฉพาะหน้า ต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ให้ความไม่ชอบธรรมของคนเปลี่ยนแปลงไป

นายมนตรี ยังเล่าถึงเหตุการณ์การทำข่าวในอดีตว่า มีผู้หญิงคนหนึ่งมาขอความเป็นธรรมที่ช่องสาม จากโดน
เจ้าหน้าที่ตำรวจจับ เพราะพบหลักฐานที่มียาบ้าอยู่ในห้องพัก จึงไปดูว่าใครคือผู้เช่า และออกหมายจับ ซึ่งเมื่อผ่านกระบวนการในการทำข่าว จนรู้ว่าชื่อนี้มีอยู่ในประเทศไทยกว่า 7 คน ที่เหมือนกันทั้งชื่อ และนามสกุล การขยายเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องของคนคนเดียว แต่ให้เป็นเรื่องที่มีการขยายให้มีการตรวจสอบมากขึ้น ไม่ให้ใครโดนแบบนี้

ทุกวันนี้พฤติกรรมของผู้รับสารไม่ได้เป็นแบบเดิมแล้ว ที่ต้องรอเวลาข่าว แต่อยากดูต้องได้ดู ซึ่งทุกวันนี้เนื้อหาเปลี่ยนไปไวมาก ดังนั้น จุดยืนของข่าวสามมิติ ท่ามกลางปัญหาที่เรามี สภาพเศรษฐกิจโดยปัจจุบัน โครงสร้าง เพียงพอที่จะดำรงชีวิต แต่ไม่มากพอที่จะพลิกชีวิตได้ จุดยืนของสื่อ ต้องแก้โครงสร้าง รถที่ขับเคลื่อน ไม่ได้มาจากที่ปัดน้ำฝน ไม่ใช่จากที่ปัดกระจก แต่คือล้อ แต่ส่วนอื่นคือโครงสร้าง รายการข่าวก็เหมือนกัน ถ้าเรามุ่งแก้โครงสร้างของสังคม ปัญหาจุกจิกก็ต้องยอม มันมีองค์ประกอบหลายอย่าง ต้องทำหลายอย่างพร้อมกัน
กว่าจะสอนคนว่ายน้ำได้ก็ต้องผ่านการจมมาก่อน สถานีก็ต้องมีจุดยืน และต้องเป็นจุดยืนของวิชาชีพสื่อด้วย
มันไม่ใช่แค่เราเลือกอาชีพ แต่อาชีพก็เลือกเราด้วย และการทำข่าวตอนนี้วิธีคิดเหมือนเดิม แม้จะเปลี่ยนวัฒนธรรม ช่องทางไปยังไงก็ได้ แต่เนื้อหาไม่ได้เปลี่ยน

นายมนตรี กล่าวทิ้งท้ายว่า ความท้าทายของเนื้อหาอยู่ตรงที่ในวันที่กราฟมันตก ถ้ามันขึ้นทุกคนแฮปปี้ ในวันที่มันตก ยังมีความสุขอยู่ไหม แต่เราได้ตอบสนองต่อวิชาชีพแล้วหรือไม่ ถ้ายังคงมีอยู่ ก็ไม่ทำให้วิชาชีพสื่อเราสิ้นไร้
ไม้ตอก

กองทุนสื่อปลื้ม ภาพยนตร์ “A time to fly” ได้รับรางวัล Golden Elephant honor จากงานสัปดาห์ภาพยนตร์นานาชาติล้านช้าง-แม่โขง ครั้งที่ 5

(23 ธันวาคม 2566) ภาพยนตร์แห่งความภาคภูมิใจ “A Time To Fly” บินล่าฝัน ผลงานของผู้รับทุนกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ คว้ารางวัลช้างทองเชิดชูเกียรติภาพยนตร์ดีเด่น ครั้งที่ 5 ในงานสัปดาห์ภาพยนตร์นานาชาติล้านช้าง – แม่โขง (Golden Elephant Honor for Outstanding Film to the 5 th
Lancang – Mekong International Film week.) ณ นครคุนหมิง มณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน)
ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

งานสัปดาห์ภาพยนตร์นานาชาติล้านช้าง-แม่โขง จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2559 มีเป้าหมายจัดฉายภาพยนตร์
และ ประชุมการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านภาพยนตร์ ส่งเสริมการฉายภาพยนตร์ในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำ
ล้านช้าง-แม่โขง เพื่อจัดตั้งกลไกการทำงานระยะยาวเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเชิงประสานของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในภูมิภาค และเป็นดังสะพานวัฒนธรรมที่ส่งเสริมการสื่อสารและความเข้าใจระหว่างผู้ชมทั่วโลกผ่าน “ภาษาภาพยนตร์” และล่าสุดครั้งที่ 5 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-26 ธันวาคม 2566 โดยมีผู้คนในแวดวงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของกลุ่มประเทศลุ่มน้ำล้านช้าง-แม่โขง จำนวนมากกว่า 200 คน จัดฉายภาพยนตร์จากประเทศไทย
จีน กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม จำนวน 20 เรื่อง นับเป็นอีกหนึ่งโอกาสดีที่ช่วยให้ประเทศไทยได้นำเสนอภาพยนตร์ในงานดังกล่าว ได้แก่เรื่อง “A Time To Fly บินล่าฝัน” และ “DEEP โปรเจกต์ลับ หลับ เป็น ตาย”

สำหรับภาพยนตร์เรื่อง “A Time To Fly บินล่าฝัน” โดยบริษัท อิเมจิแมกซ์ จำกัด ฝีมือการกำกับของ
คุณโส่ย-ศักดิ์ศิริ คชพัชรินทร์ บอกเล่าเรื่องราวล่าฝันของ “หม่อง ทองดี” เด็กไร้สัญชาติในจังหวัดเชียงใหม่
ผู้มีชื่อเสียงจากการแข่งขันเครื่องบินกระดาษจนคว้าแชมป์ระดับประเทศ แต่ไม่สามารถเดินทางไปร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติที่ญี่ปุ่นเพราะปัญหาไร้สัญชาติ ทางการออกพาสปอร์ตให้ไม่ได้ จึงเกิดการรวมตัวของอาจารย์
นักวิชาการ นักกฎหมาย และสื่อมวลชน ที่พยายามช่วยผลักดันให้น้องหม่อง ได้ไปแข่งขันภายใต้เวลาอันจํากัด
ที่กําลังจะหมดลง

กองทุนสื่อ ลงพื้นที่เชียงใหม่จัด “โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตสื่อ (บ่มเพาะ) ปีที่ 2”มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตสื่อในเขตภาคเหนือ

(17-18 กุมภาพันธ์ 2567) กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดอบรม “โครงการพัฒนาศักยภาพ
ผู้ผลิตสื่อ (บ่มเพาะ) ปีที่ 2” ณ ห้องดอยหลวง โรงแรมดวงตะวัน จังหวัดเชียงใหม่ โดยโครงการดังกล่าว
มีผู้เข้าร่วมอบรมเป็นผู้ประกอบการสื่อดั้งเดิมและสื่อใหม่ ผู้สร้างสรรค์เนื้อหา และผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการผลิตสื่อ ซึ่งอาศัยอยู่ ในพื้นที่เขตภาคเหนือ จำนวน 41 คน เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งผู้เข้าอบรมได้มีการฝึกปฏิบัติการ
ในการเขียนโครงการสำหรับการผลิตสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

โดยมี ดร.ชำนาญ งามมณีอุดม รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เป็นวิทยากรร่วมกับทีมนักวิชาการด้านสื่อและการสื่อสารที่คอยให้คำแนะนำผู้เข้าอบรมในการเขียนโครงการที่สามารถสร้างผลกระทบ
ทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมรับฟังประสบการณ์ตรงจากผู้ที่เคยได้รับทุนจากกองทุนสื่อ ในช่วงท้ายของกิจกรรมยังได้มีการนำเสนอโครงการพร้อมรับคำแนะนำเพื่อปรับปรุงข้อเสนอโครงการ (Pitching Project) อีกด้วย

ถามหามาตรฐาน จริยธรรม และความรับผิดชอบของสื่อที่รายงานข่าวแบบดราม่า

หลายครั้งที่สื่อมวลชนไทยถูกตั้งคำถามถึงธรรมาภิบาล (Good Governance) ขององค์กรสื่อ ความรับผิดรับชอบ (Good Accountability) ตามกรอบจรรยาบรรณวิชาชีพและจริยธรรมส่วนบุคคล เช่น ปรากฎการณ์ลุงพล-น้องชมพู่ การรายงานสถานการณ์การสู้รบระหว่างอิสราเอล-ฮามาส ระหว่างรัสเซีย-ยูเครน การยิงใส่ฝูงชนที่สยามพารากอน ประเด็นมาตรา112 และในอีกหลายประเด็นสะท้อนการรายงานข้อเท็จจริงที่ปนเปไปด้วยการปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึกและความคิดเห็น ทั้งจากบุคคลในข่าว ผู้ประกาศข่าว หรือ ผู้รายงานข่าวในพื้นที่ ซึ่งบางครั้งเกินเลยเสียจนบดบังข้อเท็จจริงที่ควรนำเสนอ ทำให้ผู้รับสารหรือสังคมโดยรวมมองประเด็นปัญหาคลาดเคลื่อน มีมุมมองหรือความเข้าใจไม่รอบด้านต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น สับสนระหว่างความคิดเห็นเป็นข่าว หรือข้อเท็จจริงเป็นข่าว

The Story Thailand ได้มีโอกาสสนทนากับ ผศ.ดร.พรรษาสิริ กุหลาบ อาจารย์ประจำภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อชวนคลี่ปมความเป็นละครในข่าว (News Dramatization) หรือ การใส่ “ความเป็นดราม่า” ลงไปในการรายงานข่าว หรือการเล่าข่าว ทั้งในสื่อกระแสหลัก และสื่อสังคมออนไลน์ที่หยิบประเด็นในกระแสมานำเสนอโดยอิสระ เช่น อินฟลูเอนเซอร์ ยูทูบเบอร์ อันส่งผลต่อการตระหนักรู้และการให้ทางออกที่ถูกควรกับสังคม

เติมเต็มสังคมแห่งปัญญามากกว่าย้ำซ้ำปมเร้าอารมณ์

“การนำเสนอข่าวในปัจจุบัน ดูเหมือนเป็นการบอกเล่า ณ ปลายทางของความขัดแย้ง แต่สิ่งที่สื่อมวลชนควรอธิบายต่อ คือ ที่มาที่ไปของเหตุการณ์ เพื่อให้สังคมได้ประโยชน์จากความเข้าใจภาพรวมของสถานการณ์ทั้งหมด” ผศ.ดร.พรรษาสิริ กล่าว

ไม่ว่าจะเป็นการรายงานความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง หรือปมปัญหาจากความขัดแย้งส่วนบุคคลที่นำไปสู่การทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ชีวิต อาจไม่ได้พาสังคมไปสู่การหยั่งลึกถึงรากของปัญหา หากสื่อนิยมรายงานเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า เช่น เกิดสงคราม เกิดเหตุฆาตกรรม คนนี้เป็นคนทำ คนนั้นถูกทำร้าย ใครที่ถูกตัดสิน สนใจกับการผูกปมว่าฝ่ายที่ทุกข์ทรมานรู้สึกอย่างไร ซึ่งเข้าใจได้ว่า อารมณ์ ความรู้สึก ความคิดเห็น การได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ เป็นข้อเท็จจริงอย่างหนึ่ง แต่การนำเสนอย้ำ ๆ ซ้ำ ๆ แค่ความขัดแย้งหรือความรู้สึกของคนไม่กี่ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้ช่วยให้สังคมรับรู้และเข้าใจจุดเริ่มต้นของปัญหาหรือพบคำตอบร่วมกันในการจัดการแก้ไขอย่างเป็นระบบเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยอีก อาทิ การให้ปูมหลังของสงครามที่ยาวนานมาตั้งแต่ครั้งประวัติศาสตร์ หรือเป็นสงครามเพื่อธำรงความเป็นรัฐชาตินั้น สภาพแวดล้อม ความขัดแย้งเป็นอย่างไร ทำไมจึงเลือกใช้ความรุนแรงในการจัดการปัญหา หรือเป็นความขัดแย้งที่เกิดจากความบิดเบี้ยวของสังคม หรือกระบวนการยุติธรรมถูกดำเนินการอย่างไม่เป็นธรรม เป็นต้น หลายกรณีจึงจบตรงการรับรู้แค่ว่าถ้าคุณไปยิงคน ๆ นี้ตาย ก็ฆ่าให้ตายตกไปตามกัน ถ้ากลุ่มนี้ก่อสงครามจนมีประชาชนล้มตาย ก็ฆ่าคนกลุ่มนี้ให้สิ้นซาก แต่จริง ๆ แล้วทุกคนก็รู้ว่ามันไม่จบ ปัญหายังคงอยู่และดำเนินต่อไป

“ไม่ได้ห้ามการรายงานความรู้สึกหรืออารมณ์แต่อย่างได แต่สื่อมวลชนไม่ควรละเลยการฉายภาพกว้างให้เห็นที่มาที่ไปด้วยว่าความรู้สึกหรืออารมณ์ของสังคมที่ปรากฏอย่างนี้มาจากสาเหตุใด เพื่อไม่ให้เกิดกรณีที่ 2-3-4 ตามมา แล้วเราต้องมาคุยกันอยู่เรื่อย ๆ ว่า ทำไมสื่อไม่นำเสนอข่าวในมุมอื่น ๆ เลย จดจ่อแต่เรื่องการนำเสนอข่าวเร้าอารมณ์” ผศ.ดร.พรรษาสิริ กล่าว                 

ข่าวเร้าอารมณ์ทำได้ง่าย ประเมินผลได้เร็ว ขณะที่การทำงานข่าวเชิงลึกรอบด้าน ต้องทุ่มเทและใช้เวลา

ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า อารมณ์เป็นความรู้สึกขั้นพื้นฐานของมนุษย์ และการชูอารมณ์ว่าใครรู้สึกอย่างไรในเรื่องใดเป็นปัจจัยเชื่อมให้เกิดการมีส่วนร่วมและการเข้าถึงของผู้คนในสังคมได้ง่ายกว่า นอกจากนี้ การที่สื่อมวลชนเลือกสนใจการรายงานข่าวเชิงเร้าอารมณ์เพราะไม่มีต้นทุน เมื่อเปรียบเทียบกับการนำเสนอข่าวเชิงลึกที่ต้องค้นคว้าข้อมูลจากงานวิจัยต่าง ๆ หรือการนำเสนอบทสัมภาษณ์ของนักวิชาการ เพื่อขยายผลว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ตรงไหน อะไรที่ไม่ชอบธรรม เช่น การทำความเข้าใจต่อประวัติศาสตร์ของอิสราเอล-ฮามาส รัสเซีย-ยูเครน ให้ลึกซึ้ง การสัมภาษณ์นักวิชาการที่อาจจะมีไม่กี่คน แล้วนักวิชาการมีเวลาให้หรือไม่ การอ่านงานวิจัย การค้นคว้าหาเอกสาร คนทำงานมีเวลาหรือไม่ เพียงใด กองบรรณาธิการให้เวลาในการทำสิ่งเหล่านี้หรือไม่ บางครั้งจึงง่ายและประหยัดเวลากว่าที่จะโยนคำถามธรรมดาพื้น ๆ ไปให้แหล่งข่าวสักคนที่คุยง่าย ยอมคุย เพื่อให้ได้ชิ้นข่าวที่นำเสนอได้รวดเร็ว สามารถแข่งขันกับองค์กรสื่ออื่น ๆ ได้

ทั้งการเกิดขึ้นของสื่อใหม่บนสังคมออนไลน์ทำให้ภูมิทัศน์ของสื่อกระแสหลัก (Traditional Media) เปลี่ยนไป ในอดีตเป็นที่รู้กันว่าจำนวนผู้อ่าน ยอดการจำหน่ายของสื่อสิ่งพิมพ์ จำนวนผู้รับชม หรือเรตติ้งในสื่อโทรทัศน์ เป็นตัวชี้วัดความนิยมที่เอเจนซีนำมาประกอบการพิจารณาให้งบโฆษณา แต่ทุกวันนี้ สื่อกระแสหลักต้องเปลี่ยนผ่านเนื้อหา รูปแบบการผลิต และวิธีการนำเสนอที่ไม่ใช่แค่บนสื่อสิ่งพิมพ์ หรือหน้าจอทีวี แต่ต้องเหมาะเจาะกับการเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อช่วงชิงรายได้จากการโฆษณาเช่นกัน ทำให้การลงทุนทั้งเวลาและกำลังคนของสื่อกระแสหลักจึงไม่ได้อยู่ที่การหาข้อมูลให้ลึกขึ้น หรือ กว้างขึ้น แต่ต้องคำนึงถึงการนำข้อมูลมาผลิตคอนเทนต์ เพื่อนำเสนอในสื่อสังคมออนไลน์ไปพร้อมกัน หรือ สามารถแตกต่อข้อมูลจากแพลตฟอร์มใหญ่ไปใช้กับแพลตฟอร์มอื่น ๆ

“เหตุที่สื่อมวลชนหันไปนำเสนอโดยเน้นอารมณ์ ความรู้สึก หรือ ข้อมูลเบื้องต้นที่รู้กันอยู่แล้ว เพราะ หนึ่ง อย่างไรก็มีคนอ่านคนดู เพราะเป็นสิ่งที่ยึดโยงกับความรู้สึกของคนได้ง่ายอย่างที่กล่าวไป และ สอง ไม่ได้มีเวลาในการหาข้อมูลอะไรมาก หรือ บริษัทไม่ได้เห็นความสำคัญว่าต้องให้เวลาผู้สื่อข่าวไปทำงานเชิงลึกมาก เพราะต้องแข่งขันกับสื่อเจ้าอื่นเพื่อชิงพื้นที่ข่าว ไม่อย่างนั้นโฆษณาจะไม่เข้า” ผศ.ดร.พรรษาสิริ กล่าว

เมื่อคน (เล่า) ข่าวอยากดราม่า ต้องพร้อมรับผิดชอบผลกระทบที่ตามมา

แม้ประเด็นข่าวจะเป็นหัวใจหลักในเรื่องที่นำเสนอ แต่วิธีการนำเสนอให้อ่านง่าย ฟังง่าย ย่อยง่าย เข้าใจง่าย ก็มีความสำคัญ การเล่าข่าวที่ตัดเฉพาะคำคม ภาพที่สะเทือนใจ การนำเสนอความคิดเห็นและอารมณ์ความรู้สึกของคนในข่าว กระทั่งการเล่าเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายผ่านการเลือกใช้ถ้อยคำ น้ำเสียง การใส่ความคิดเห็นที่เจือด้วยอารมณ์ของผู้ประกาศข่าว หรือผู้รายงานข่าว ซึ่งทำให้ประเด็นนำเสนอแหลมคมกว่าเดิม หรือย้ำให้ประชาชนเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องให้ความสนใจ แต่ในทางกลับกัน อาจกลายเป็นการเน้นองค์ประกอบของอารมณ์มากกว่าข้อเท็จจริง

“มันไม่ได้เป็นจริยธรรมหรือแนวปฏิบัติที่ดีในการใส่ความคิดเห็นลงไป แต่ผู้ดำเนินรายการเล่าข่าวโดยเฉพาะในทีวีอาจคิดว่าต้องเล่าให้เข้าใจง่าย แต่การเล่าให้เข้าใจง่ายหมายถึงการเลือกใช้ถ้อยคำ การเรียบเรียงเรื่องราว หรือเลือกแหล่งข่าวคนไหนเป็นตัวดำเนินเรื่อง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการใส่อารมณ์ความคิดเห็น” ผศ.ดร.พรรษาสิริ กล่าว

ในมุมนักวิชาการจึงไม่ฟังธงว่าสื่อมวลชนทำได้หรือไม่ได้ แต่บอกได้แค่ว่าการใส่ความคิดเห็นของผู้เล่าข่าวลงไปทำให้ผู้รับสารมีโอกาสคล้อยตามความคิดเห็นของผู้เล่าข่าว หรือมีผลชี้นำให้สังคมคิดไปในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งอาจตรงหรือแย้งกับสิ่งที่สื่อกำลังเสนอ ตลอดจนแนวทางที่สื่อนำเสนอก็ไม่ได้การันตีว่าจะเป็นวิธีคิดที่นำไปสู่การคลี่คลายความขัดแย้งหรือป้องกันความรุนแรงได้ ดีไม่ดีอาจทำให้เกิดการใช้ความรุนแรงซ้ำหรือเป็นการสื่อสารที่สร้างความเกลียดชังก็ได้

“หากคิดจะเลือกใส่ความคิดเห็นผ่านถ้อยคำ ภาพ น้ำเสียงใด ๆ เพื่อเล่าข่าว ก็ต้องตระหนักรู้ว่ากำลังทำอะไรกับสังคมอยู่ และต้องยอมรับผลที่จะเกิดขึ้น ถ้าในวันหนึ่งข้างหน้าเกิดสิ่งที่เป็นไปในทิศทางตรงข้ามกับที่คุณหวัง ไม่ว่าจะเป็นความต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี หรือบรรเทาความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในสังคม” ผศ.ดร.พรรษาสิริ กล่าว

สื่อติดกับดักการเสนอข่าวแบบปิงปอง วนเวียนกับแหล่งข่าวที่ทำให้คอนเทนต์ขายได้

ปรากฎการณ์ลุงพล-น้องชมพู่ คดีฆาตกรรมอำพรางที่สังคมให้ความสนใจ เป็นหนึ่งกรณีศึกษาเกี่ยวกับการเลือกแหล่งข่าว ผู้ให้สัมภาษณ์ หรือผู้ให้ข้อมูล ซึ่งมีส่วนสนับสนุนประเด็น หรือแง่มุมที่ต้องการสื่อให้สังคมได้เห็น ผศ.ดร.พรรษาสิริ กล่าวว่า การเลือกแหล่งข่าวต้องทำความเข้าใจก่อนว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความขัดแย้งส่วนบุคคลหรือไม่ เช่น ถ้ามองว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างลุงพลกับบ้านน้องชมพู่ สื่อจะวนเวียนอยู่กับการสัมภาษณ์คนกลุ่มนี้จนพวกเขากลายเป็นแหล่งข่าว หรือบุคคลสาธารณะไปโดยไม่ได้ตั้งใจ และการสัมภาษณ์ก็ไม่ได้นำไปสู่ข้อเท็จจริงเพื่อการคลี่คลายคดี หรือแก้ปัญหาภาพรวมไม่ให้เกิดคดีฆาตกรรมเด็กขึ้นอีก

ตราบใดที่สื่อมองว่าคดีที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของคนไม่กี่กลุ่ม เช่น ฆาตกร ผู้ถูกกล่าวหา ครอบครัวผู้ตกเป็นเหยื่อ ซึ่งไม่ได้ให้คำตอบอะไรมากนักแก่สังคม แต่กลับส่งผลต่อชีวิตของคนเหล่านั้นไม่ว่าทางบวกหรือลบ ทั้ง “การถูกนำมาเป็นตัวละคร เป็นสินค้า เป็นเรื่องราวที่ขายได้” สื่อมวลชนซึ่งหมายรวมถึงคนทำงานหน้างาน กองบรรณาธิการ เจ้าขององค์กรสื่อ ต้องระลึกรู้ว่ากำลังนำเสนอข่าวเพื่อต้องการพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงนั้นจริง ๆ หรือแค่ต้องการผลิตคอนเทนต์ มีคีย์เวิร์ดให้สืบค้นไว้เรียกเรตติ้ง ทั้งที่เนื้อหาอาจไม่มีอะไรก็ได้ 

ดังนั้น หลังจากรู้ว่านี่คือประเด็นสำคัญต้องติดตาม แต่เมื่อตามแล้วไม่ได้ข้อเท็จจริงจากการสัมภาษณ์ สื่อควรมุ่งสืบเสาะจากข้อมูลสาธารณะซึ่งเป็นที่เปิดเผย เช่น ข้อมูลหลักฐานที่เกี่ยวข้องได้ถูกนำมาพิจารณาในคดีแล้วหรือยัง ดังตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาที่การนำสืบข้อมูลสาธารณะของสื่อมวลชน นำไปสู่การคลี่คลายคดีที่เดิมปิดคดีไม่ได้ เป็นปิดคดีได้ในที่สุด

“สื่ออาจพูดว่ากำลังพยายามหาข้อเท็จจริง แต่ขึ้นอยู่กับคุณหาข้อเท็จจริงจากอะไร ด้วยวิธีการแบบไหน ที่ทำให้เราเข้าใจเรื่องนี้ได้มากกว่าแค่ความไม่ดีของบุคคล ความขัดแย้งของสองบ้าน แต่อาจมีตัวแปรเหตุอื่น ๆ เช่น ความเปราะบางของสังคม การไม่มีพื้นที่และกลไกในการดูแลเด็กเล็ก กระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้า เป็นต้น ทำให้แหล่งข่าวขยายไปได้มากกว่าครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ หรือถูกกล่าวหา แต่สามารถเชื่อมโยงไปถึงประเด็นการจัดการความรุนแรงในครอบครัว การพิจารณาคดีที่โปร่งใส การขยายผลจากแหล่งข่าวบุคคลไปเป็นแหล่งข่าวสาธารณะอื่น ๆ โดยไม่ไปละเมิดความเป็นส่วนตัว หรือเปิดเผยอัตลักษณ์โดยไม่ได้รับการยินยอม หรือสร้างคนบางกลุ่มให้กลายเป็นคนโด่งดังทั้งที่ยังควรอยู่ภายใต้การจับตามองของสังคม” ผศ.ดร.พรรษาสิริ กล่าว

นอกจากนี้ หลายครั้งที่การเล่าเรื่องให้เป็นบันเทิงหรือละคร ทำให้สื่อหลุดจากการจับตาสาระสำคัญในข่าว เช่น การนำเสนอข่าวนโยบายสาธารณะให้มีความเป็นดราม่า การหยิบประเด็นไขว้กันไปมาของพรรคการเมืองมานำเสนอ โดยไม่ได้ลงไปในสาระที่แท้จริงของความขัดแย้ง รวมทั้งละเลยการตามติดนโยบายที่แต่ละพรรคการเมืองหาเสียงว่าเกิดผลในเชิงรูปธรรมแล้วหรือไม่ การเปลี่ยนหัวหน้าพรรคสะท้อนทิศทางของพรรคหรือการปรับเปลี่ยนนโยบายอย่างไร ฯลฯ ประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประชาชนไม่ค่อยได้รับรู้สักเท่าไร

ท้ายที่สุด จึงกลายเป็นการให้แสง ให้ความสำคัญกับความขัดแย้งของคนไม่กี่กลุ่มที่ตอบโต้กันไปมาแบบปิงปอง แหล่งข่าวที่มาวิเคราะห์ก็เป็นแหล่งข่าวหน้าเดิมที่กระจุกตัวอยู่แค่นั้น ซึ่งบางครั้งไม่สามารถอธิบายผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชน เพราะมัวจับตาอยู่แค่ความขัดแย้งเฉพาะหน้าที่เห็น หรือคอนเทนต์จากแหล่งข่าวเฉพาะหน้าที่เห็น โดยไม่มีข้อมูลจากแหล่งอื่นมาประกอบเลย อย่างการนำเสนอข่าวการเมืองที่วนเวียนอยู่กับประเด็นว่า พรรคโน้นพรรคนี้จะเป็นอย่างไร รัฐบาลจะล่มหรือไม่ล่ม ทั้งที่ประชาชนต้องการรู้มากกว่านั้น เช่น ถ้ารัฐบาลล่มจะเกิดอะไรกับชีวิตของเรา ถ้าต้องเลือกตั้งไหม่จะเสียงบประมาณอีกเท่าไร นโยบายที่หาเสียงยังไม่เกิดผลอย่างใดต่อประชาชน

“นอกจากแหล่งข่าวบุคคลที่คุ้นชิน ก็ควรมีแหล่งข่าวอื่น ๆ เพิ่มเติม ซึ่งตัวสื่อมวลชนเองควรเรียกร้องการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะต่าง ๆ จากภาครัฐ โดยไม่ต้องมีกระบวนการที่ยุ่งยากในการขอหรือค้นหาข้อมูล หรือทำให้เป็นข้อมูลเปิด (Open Data) ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและเอาไปวิเคราะห์ต่อได้ ไม่ใช่เพียงแค่การยื่นไมค์ถามนักการเมืองที่เกี่ยวข้องแล้วไม่ได้คำตอบอะไรนอกจากโยนกันไปมา” ผศ.ดร.พรรษาสิริ กล่าว

ทำอย่างไร (ได้) เมื่อข่าวแนวบันเทิง ดราม่า ใส่อารมณ์ เป็นที่นิยม   

เมื่อชวนตั้งคำถามจากมุมมองของนักวิชาการว่ายังมีปัจจัยใดที่ผลักดันให้เกิดการรายงานข่าวปนดราม่าของสื่อ แน่นอนว่าปัจจัยหนึ่งคือ “การหารายได้” ซึ่งเป็นปัญหาคลาสสิกของวงการสื่อ โดยเฉพาะสื่อเชิงพาณิชย์ที่ต้องแสวงหาผลกำไร ยิ่งเป็นองค์กรสื่อที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ยิ่งต้องแสดงถึงตัวเลขผลประกอบการที่ดี ซึ่งเป็นเรื่องที่รู้กันอยู่ว่า รายได้หลักของสื่อมาจากโฆษณา แต่ปัจจุบันช่องทางสร้างรายได้มีรูปแบบที่หลากหลายและเปลี่ยนแปลงไป จากการขายโฆษณาเป็นชิ้น การขายพื้นที่สื่อเพื่อลงเนื้อหาเชิงโฆษณาประชาสัมพันธ์ (Advertorial) ไปสู่การเสนอพื้นที่ในการขาย หรือลงแคมเปญโฆษณาบนหน้าสื่อสังคมออนไลน์ผ่านระบบอัตโนมัติ (Programmatic Advertising) เป็นต้น

ในอดีตมีองค์กรสื่อหลักใหญ่ ๆ ที่แข่งขันกันอยู่ไม่กี่รายและต้นทุนประกอบการก็สูง เช่น สื่อทีวีก็จะมีค่าสัมปทานการออกอากาศ มีเรื่องของเทคโนโลยี สื่อหนังสือพิมพ์ก็ต้องมีโรงพิมพ์ แต่พอเกิดสื่อสังคมออนไลน์ด้วยต้นทุนประกอบการที่ถูกลง แต่ทำกำไรได้มากขึ้น มีผู้เล่นรายใหม่เกิดขึ้น เราจึงเห็นปรากฎการณ์การลดคนในองค์กรข่าวใหญ่ ๆ ที่หมุนเวียนไปอยู่ในองค์กรสื่อเกิดใหม่ที่เล็กกว่า เมื่อคู่แข่งเพิ่มขึ้น เม็ดเงินรายได้ลดลง ทำให้การแข่งขันยิ่งสูง ยิ่งต้องช่วงชิงรายได้ เมื่อช่องทางเพิ่มรายได้จากโฆษณาขึ้นมาอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ เว็บไซต์ การโฆษณาผ่านระบบอัตโนมัติ หรือโซเชียลมีเดียอื่น ๆ สื่อหลักที่ไม่สามารถอยู่กับต้นทุนแบบเดิมได้ ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการนำสื่อที่เคยเผยแพร่ผ่านช่องทางปกติ ขึ้นสู่ช่องทางออนไลน์ ในแง่กระบวนการผลิตจึงต้องคัดเลือกประเด็น ปรับแต่งตัดทอนเนื้อหาข่าวทั้งรายการให้สั้นลงให้เหมาะสมกับการเผยแพร่ในทุกแพลตฟอร์มเพื่อตามติดผู้รับสารไปทุกที่ ทั้งผู้รับสารเดิมจากหน้าจอ และผู้รับสารใหม่จากช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ จนทำให้เนื้อหาขาดความลึกหรือตกหล่นบริบทบางอย่าง

“แล้วสูตรสำเร็จในการหารายได้ก็จะย้อนกลับไปที่ว่าคนสนใจเรื่องประเภทไหน เช่น เรื่องที่คนทั่วไปสนใจ (Human Interest) ซึ่งมักเป็นเรื่องง่าย ๆ ใกล้ตัว เนื้อหาที่ใส่ความดราม่า บันเทิงเริงอารมณ์” ผศ.ดร.พรรษาสิริ กล่าว

อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของผู้ประกอบการสื่อออนไลน์มีข้อดีตรงที่ทำให้มีประเด็นข่าวในการนำเสนอที่หลากหลายขึ้น มีแง่มุมต่าง ๆ ให้เลือกติดตาม เช่น ช่วงเลือกตั้งที่ประชาชนให้ความสนใจกับนโยบายพรรคการเมือง สื่อก็แข่งขันด้วยการนำเสนอนโยบาย แต่ถ้าเห็นว่า การนำเสนอด้วยสูตรดราม่าเร้าอารมณ์ได้ผลดีกว่า ก็หันไปเสนอแง่มุมนั้นเพื่อเรียกความสนใจ หรือบางรายที่เลี้ยงตัวได้แล้ว อาจมีจุดยืนในการไม่เสนอประเด็นบันเทิงหรือปลุกเร้าอารมณ์ เพราะมีกลุ่มติดตามที่ต้องการข้อมูลเชิงลึกมากกว่าบันเทิง   

“เห็นได้ว่าไม่ใช่แค่องค์กรสื่อ แต่เรายังมีผู้ผลิตคอนเทนต์อิสระ เช่น อินฟลูเอนเซอร์ ยูทูบเบอร์ ที่ไม่ได้เรียกตัวเองว่าสื่อ แต่มาเล่าข่าวในสไตล์การสื่อสารด้วยอารมณ์ มียอดเข้าชมเป็นล้าน ซึ่งรับประกันว่าสื่อก็อยากทำให้ได้เช่นนี้ ไป ๆ มา ๆ เลยจับต้นชนปลายไม่ถูกว่า ใครเริ่มก่อน ใครเลียนแบบใคร แต่ที่แน่ ๆ คือ วิธีการแข่งขันหรือสูตรสำเร็จในการหารายได้บนพื้นที่ออนไลน์ มันเป็นไปในแนวทางบันเทิง ดราม่า การใส่อารมณ์ แล้วคนก็นิยมดูเพราะถูกจริตโดยธรรมชาติของมนุษย์” ผศ.ดร.พรรษาสิริ กล่าว

รอการผลัดใบโดยคนรุ่นใหม่ คุณค่าใหม่ เพื่อการสื่อข่าวที่แตกต่างจากที่เคยเป็นมา  

อย่างไรก็ตาม การรายงานข่าวโดยมุ่งรูปแบบการนำเสนอที่เน้นความดราม่า หรือปลุกเร้าอารมณ์โดยอ้างว่าผู้รับสารนิยมเสพ อาจเป็นการด่วนสรุปเกินไป

ทั้งนี้ เพราะข้อแรก ตัวเลือกในการรายงานข่าวคุณภาพมีเพียงพอให้ผู้รับสารเลือก เป็นข่าวแบบไหน เร้าอารมณ์ไหม จะตามต่อข้อมูลเชิงลึกได้จากไหนหรือไม่ ยิ่งเป็นการแข่งขันบนสื่อออนไลน์ ข้อมูลจะไหลบ่าสู่หน้าฟีดหรือหน้าไทม์ไลน์อย่างรวดเร็ว หากมีประวัติการเข้าดูข่าวแบบเร้าอารมณ์ อัลกอริธึมของแต่ละแพลตฟอร์มก็พร้อมส่งเฉพาะข้อมูลลักษณะนั้นมาให้ จึงแลดูเหมือนสังคมสนใจเรื่องราวอยู่ไม่กี่เรื่อง    

ข้อสอง การที่ประชาชนนิยมเสพข่าวแบบบันเทิงมากกว่า เพราะข้อมูลเชิงลึกบางอย่าง เช่น นโยบายสาธารณะต่าง ๆ ประชาชนทำได้แค่รับรู้แต่ไม่สามารถทำอะไรต่อได้ ไม่ได้ทำให้เสียงของเขาต่อประเด็นดังกล่าวมีความหมาย หรือสร้างการเปลี่ยนแปลงบางอย่างให้กับสังคม ดังนั้น การโทษผู้รับสารเพียงอย่างเดียวจึงดูง่ายเกินไป แต่มักถูกใช้เป็นข้ออ้างที่ธุรกิจสื่อมักจะพูดว่าทำเรื่องดี ๆ ไป คนก็ไม่สนใจ ซึ่งต้องยอมรับว่าการนำเสนอข่าวที่เน้นข้อมูลเชิงลึก อาจไม่ได้ยอดเรตติ้ง ยอดการมองเห็น (Eyeballs) หรือยอด Engagement มากเท่าการนำเสนอเรื่องราวปนความดราม่าที่เสพง่ายกว่า ย่อยง่ายกว่า

“ต้องย้อนกลับไปถามว่าแล้วพันธกิจของสื่อมวลชนคืออะไร ถ้าคิดว่าธุรกิจสื่อต้องทำเพื่อความอยู่รอดก็ทำไป แต่สังคมอาจไปไม่ถึงไหน แล้วอีก 10 ปีข้างหน้าก็ต้องวนเวียนกลับมาพูดเรื่องนี้กันอีก แต่ยังมีความหวังว่า คงมีสักวันที่ผู้รับสารรู้สึกว่า ต้องการข้อมูล ต้องการการบอกกล่าวอย่างจริงจัง เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจที่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า สื่อต้องให้ทางเลือกแก่ผู้รับสารด้วย”

ส่วนอินฟลูเอนเซอร์ ผู้ผลิตคอนเทนต์อิสระ บุคคลทั่วไปที่ใช้ติ๊กต็อก (TikTok) หรือโซเชียลมีเดียต่าง ๆ คงไม่สามารถไปกล่าวถามถึงจริยธรรมวิชาชีพ เพราะไม่ใช่อาชีพ การกำหนดแบบแผนหรือรวมตัวจัดตั้งเป็นสมาคมยังเป็นเรื่องยาก เพราะพื้นที่บนออนไลน์นั้นกว้างมาก นอกจากจะอาศัยมาตรฐานของชุมชนในแต่ละแพลตฟอร์มเป็นแนวปฏิบัติ รวมถึงความมุ่งหวังของสังคมว่า อยากได้พื้นที่สื่อสารที่มีคุณภาพบนสื่อสังคมออนไลน์แบบไหน เช่น ไม่เสนอเนื้อหาที่เป็นเท็จ บิดเบือน สนับสนุนความรุนแรง การแลกเปลี่ยนข้อมูลด้วยความเข้าใจ ให้ความเคารพซึ่งกันและกัน แต่หากต้องการสื่อเรื่องราวด้วยอารมณ์ ใช้คำด่าทอ หรือข้อความที่สร้างความเกลียดชัง ก็ต้องรับรู้ถึงผลของการสื่อสารแบบนั้นด้วย

“ฟังดูอุดมคติอยู่สักหน่อยถ้าจะพูดว่า ต้องตระหนักรู้ด้วยตัวคุณเองสิ แต่อย่างน้อยมาตรฐานของชุมชนบนพื้นที่ออนไลน์น่าจะเป็นตัวกำหนดเบื้องต้น หากละเมิดความเป็นส่วนตัว ใช้ข้อความดูถูกเหยียดหยาม ก็ให้กฎหมายจัดการ หรือการใช้มาตรการลงโทษทางสังคม โดยไม่สนับสนุนสื่อที่เลือกแง่มุมการนำเสนอข่าว หรือวิธีสื่อสารที่ไม่เหมาะสม สุดท้ายเขาจะเลือนหายไปจากพื้นที่ตรงนี้เอง เพราะการเกิดขึ้นดับไปของสื่อออนไลน์มีอยู่ตลอดเวลา” ผศ.ดร.พรรษาสิริ กล่าว

ตัดภาพมาที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ แบรนด์หรือผู้สนับสนุนรายได้ ผศ.ดร.พรรษาสิริ เล่าว่า มีความพยายามขององค์กรระดับนานาชาติในการจัดทำรายชื่อเว็บไซต์ที่ประเมินดูแล้วมีความเสี่ยงเผยแพร่ข้อมูลเป็นเท็จ บิดเบือน หรือสร้างความความเกลียดชัง ส่งให้กับแบรนด์ เอเจนซี ผู้ซื้อสื่อโฆษณาไว้พิจารณาว่าสมควรจะนำแบรนด์ไปพัวพันกับองค์กรสื่อที่มีแนวโน้มกระทำเช่นนี้หรือไม่ ถ้าพวกเขาเห็นความสำคัญจะช่วยลดทอนท่อน้ำเลี้ยงไปยังองค์กรสื่อที่ใช้วิธีการด้อยคุณภาพหรือเน้นความดราม่าเสียจนไม่ให้ข้อมูลด้านอื่น ๆ แก่ผู้รับสารเลย เว้นเสียแต่ว่าแบรนด์ เอเจนซี หรือผู้ซื้อสื่อโฆษณาจะมองแค่ชื่อเสียง เรตติ้งขององค์กรสื่อ โดยไม่ได้มองที่วิธีการนำเสนอ

อีกด้านหนึ่งคือเม็ดเงินสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งควรดำเนินการตามพันธกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะด้วยการอุดหนุนสื่อที่เน้นการตอบสนองประโยชน์ต่อสาธารณะเช่นกัน แทนที่จะพิจารณาสื่อที่มียอดผู้อ่านผู้ชมสูง มียอด engagement มาก แต่ใช้วิธีการนำเสนอข่าวที่ละเมิดสิทธิผู้อื่น เน้นการเล่าประเด็นดราม่า แต่ไม่ได้ให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ซึ่งไม่ตอบโจทย์การใช้งบประมาณที่มาจากภาษีประชาชน

หากสุดท้ายแล้วคือการที่ทุกฝ่ายต่างมี Good Governance และ Good Accountability ที่ดี คุณต้องรับผิดรับชอบกับสิ่งที่สื่อสารออกไป และนึกถึงการตอบสนองต่อประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ มากกว่าการมองแค่ตัวเลขการติดตาม ปริมาณการเข้าถึงของผู้รับสาร แต่ถูกต่อว่าเรื่องการละเมิดจริยธรรมมาตลอดโดยปราศจากการแก้ไข

ผศ.ดร.พรรษาสิริ ทิ้งท้ายว่า เราอาจไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแบบปัจจุบันทันด่วน เพียงแต่ต้องให้ความเชื่อมั่นกับสังคมประมาณหนึ่งว่า “ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ อย่างน้อยการผลัดใบโดยคนรุ่นใหม่ หรือการยึดถือคุณค่าใหม่ ๆ ที่อาจมองเห็นความสำคัญของการสื่อข่าวในอีกรูปแบบหนึ่งที่แตกต่างจากที่เคยเป็นมาในอดีตก็ได้”