ข้อพิพาทระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา มีสาเหตุสำคัญจากการปักปันเขตแดนที่ยังไม่แล้วเสร็จ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่โบราณสถาน อาทิ ปราสาทพระวิหาร ปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาควาย เป็นต้น เส้นเขตแดนที่ไม่ชัดเจนจากแผนที่สมัยอาณานิคม ทำให้เกิดการตีความที่ไม่ตรงกัน ก่อให้เกิดความตึงเครียดระหว่างสองประเทศมายาวนาน เหตุการณ์ความขัดแย้งครั้งล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากมีรายงานว่าทหารกัมพูชาเข้ามาวางกำลังในพื้นที่ที่ไทยอ้างสิทธิ ซึ่งภายหลังได้ลุกลามเป็นความขัดแย้ง และนำไปสู่การปะทะกันทางทหารระหว่างวันที่ 24 – 29 กรกฎาคม 2568 ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน และการสูญเสียทั้งประชาชนและกำลังพลของทั้งสองฝ่าย
ตลอดระยะเวลาที่มีการสู้รบ สื่อสังคมออนไลน์ได้มีการเผยแพร่ และรายงานสถานการณ์ดังกล่าวอย่างแพร่หลาย โดยเนื้อหาที่พบเป็นการรายงานข่าวเหตุการณ์ปะทะ และความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งจากฝั่งไทยละกัมพูชา การเผยแพร่คลิปเหตุการณ์ การสัมภาษณ์กำลังพล และประชาชนในพื้นที่เกิดเหตุ ตลอดจนการวิเคราะห์สถานการณ์จากผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ นอกจากนี้มีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ผ่านการใช้แฮชแท็ก อาทิ #ไทยกัมพูชา #CambodiaOpenfire และ #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด เพื่อสื่อถึงความรักชาติ การสนับสนุนกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ทหาร และประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่
จากการศึกษาการสื่อสารออนไลน์ โดย Media Alert กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมกับ WISESIGHT พบว่า ประเด็นสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ได้รับความสนใจจากสื่อสังคมออนไลน์มากที่สุด เป็นลำดับที่ 1 จากจำนวน 10 อันดับประเด็นที่มีการกล่าวถึงสูงสุด ติดต่อกันถึง 3 เดือน ตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน – สิงหาคม 2568
อย่างไรก็ตาม สำหรับการศึกษาครั้งนี้ จะมุ่งวิเคราะห์ข้อมูลที่ปรากฎเฉพาะช่วงระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม เวลา 00.00 ถึงวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 เวลา 24.00 ซึ่งครอบคลุมช่วงระยะเวลาที่มีการเปิดฉากการสู้รบจนถึงการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง โดยการใช้เครื่องมือ ZocialEye เก็บข้อมูลจาก 5 แพลตฟอร์มการสื่อสาร ได้แก่ 1) Facebook 2) X 3) Instagram 4) YouTube และ 5) TikTok
จำนวน Engagement และปริมาณการสนทนาประเด็นสถานการณ์ไทย – กัมพูชา ตั้งแต่เริ่มเหตุปะทะจนถึงการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง
จากการศึกษาพบว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 24 – 29 กรกฎาคม 2568 สื่อสังคมออนไลน์ได้ให้ความสนใจต่อสถานการณ์ความขัดแย้งไทย–กัมพูชาอย่างกว้างขวาง ทั้งในด้านระดับการมีส่วนร่วม (Engagement) และปริมาณการสนทนา (Conversation) ดังแสดงในภาพ
จากแผนภูมิ แสดงให้เห็นว่า สถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยในด้านค่าการมีส่วนร่วม (Engagement) พบว่ามีการเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเป็นวันแรกของการปะทะ มีจำนวนประมาณ 136 ล้านครั้ง โดยสาเหตุมาจากสื่อสังคมออนไลน์ต่างตื่นตระหนกในการเปิดฉากยิงครั้งแรกของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งเป็นการปะทะกันครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2554 ที่บริเวณปราสาทเขาพระวิหาร ส่งผลให้มีการแบ่งปันข้อมูล รวมถึงการรายงานสถานการณ์ การร่วมแสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จากนั้นมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง และปรากฏว่าหลังจากมีการทำข้อตกลงหยุดยิง ค่าการมีส่วนร่วมได้ปรับสูงขึ้นเล็กน้อย ผลการศึกษาในส่วนของปริมาณการสนทนา (Conversation) พบว่ามีลักษณะของกราฟสอดคล้องกันกับค่า Engagement ข้างต้น และเมื่อเปรียบเทียบกับประเด็นอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน พบว่าสื่อสังคมออนไลน์ให้ความสนใจกับสถานการณ์ไทย–กัมพูชามากที่สุด
สัดส่วนแพลตฟอร์ม-ผู้สื่อสาร ในช่วง “ปะทะ-หยุดยิง” ระหว่าง “ไทย-กัมพูชา”
จากการวิเคราะห์ข้อมูลในช่วงที่ศึกษา พบว่า ประเด็นสถานการณ์ความขัดแย้งไทย – กัมพูชา ได้รับความสนใจจากผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์มากถึง 394.11 ล้าน Engagement โดยส่วนใหญ่มาจาก TikTok 198.28 ล้าน Engagement (50.31%) ตามด้วย Facebook 158.56 ล้าน Engagement (40.23%), X 26.45 ล้าน Engagement (6.71%), Instagram 5.95 ล้าน Engagement (1.51%) และ YouTube 4.87 ล้าน Engagement (1.24%) สาเหตุที่ TikTok ได้รับ Engagement สูง เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถสร้าง Engagement ได้ง่าย นอกจากนั้นเนื้อหาบน TikTok มักกระตุ้นอารมณ์ผู้ชมโดยอาศัยการตัดต่อวิดีโอที่ดึงดูด เช่น การใช้เพลง การเปลี่ยนฉากที่รวดเร็ว เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการปะทะกัน และการปลุกกระแสชาตินิยมที่มีการแสดงออกชัดเจน เช่น การโพสต์ที่เกี่ยวกับสงคราม ทำให้ TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่รองรับการมีส่วนร่วมจากผู้ใช้ที่หลากหลายกลุ่ม ไม่จำกัดแค่ประเภทเนื้อหาหนึ่งเดียว
ด้าน กลุ่มผู้สื่อสาร พบว่า ส่วนใหญ่มาจากผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ 231.02 ล้าน Engagement คิดเป็น 58.62% รองลงมาได้แก่ สื่อ สำนักข่าว 130.83 ล้าน Engagement (33.20%) ผู้ใช้งานทั่วไป 18.86 ล้าน Engagement (4.79%) อื่น ๆ ได้แก่ ภาครัฐ และ พรรคการเมือง รวม 13.4 ล้าน Engagement (3.39%)
สื่อ สำนักข่าว และผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ สื่อสารอย่างไร ในช่วง “ปะทะ-หยุดยิง” ระหว่าง “ไทย-กัมพูชา”
เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบผู้สื่อสารเฉพาะกลุ่มสื่อ สำนักข่าว และผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ พบว่า ผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ สามารถสร้าง Engagement ได้มากที่สุด โดยบัญชีที่สร้าง Engagement ได้สูง 3 อันดับแรก ได้แก่ อนุวัต จัดให้ 9.1 ล้าน Engagement (Facebook) สรยุทธ สุทัศนจินดา กรรมกรข่าว 8.71 ล้าน Engagement (Facebook) และ Sparkupdate 6.67 ล้าน Engagement (TikTok)
ส่วนสื่อ สำนักข่าว พบว่า บัญชีที่สร้าง Engagement มากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ โหนกระแส 12.66 ล้าน Engagement (Facebook) ตามด้วย Khaosod – ข่าวสด 11.52 ล้าน Engagement (Facebook) และ AmarintvHD 11.48 ล้าน Engagement (TikTok)
จากข้อมูลยังพบว่า หากนับเฉพาะผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ และสื่อ สำนักข่าว พบว่า ทั้ง 2 กลุ่มมี Engagement ทั้งหมด 361.85 ล้าน ครั้ง หรือคิดเป็น 91.82% ของ Engagement ทั้งหมด โดยลักษณะโพสต์ของ ผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ จะเน้นไปในการโพสต์เชิงปลุกเร้าอารมณ์ผ่านการนำเสนอสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น บัญชี อนุวัต จัดให้ ที่นอกจากจะโพสต์อัพเดทสถานการณ์แล้ว ยังมีบางโพสต์ที่ปลุกเร้าอารมณ์ ทำให้มี Engagement รวมสูงถึง 9.1 ล้านครั้ง กัน จอมพลัง โพสต์อัพเดทสถานการณ์และภาพเหตุการณ์ทำให้มียอด Engagement รวมสูงถึง 2.2 ล้านครั้ง เป็นต้น
ส่วน สื่อ สำนักข่าว พบว่า เป็นการรายงานสถานการณ์จากพื้นที่ และการวิเคราะห์สถานการณ์โดยมีผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ มาวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน แต่ก็พบการนำเนื้อหาเชิงปลุกเร้าที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์มารายงาน ผ่านการพาดหัว และการใช้ภาษาเร้าอารมณ์ด้วยเช่นกัน เช่น โพสต์ข่าว จาก AmarintvHD ซึ่งมียอด Engagement รวมสูงถึง 12.1 ล้านครั้ง ได้แก่ “ระเบิดลงตั้งแต่ตี 5 ทหารเขมรไร้ปราณี” “2 เขมรปากแจ๋วอัดคลิปพล่ามด่าคนไทย” เป็นต้น
กลุ่มคำ (Word Cloud) ที่โลกออนไลน์ใช้สื่อสาร/สนทนาในช่วง “ปะทะ-หยุดยิง” ระหว่าง “ไทย-กัมพูชา”
จากผลการวิเคราะห์ Word Cloud พบว่า การสนทนาในสื่อสังคมออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ไทย–กัมพูชา มีการใช้กลุ่มคำผ่านแฮชแท็กที่หลากหลาย โดยกลุ่มคำที่พบมากที่สุด ได้แก่ #ไทยกัมพูชา (81.59 ล้าน Engagement), #ชายแดนไทยกัมพูชา (70.41 ล้าน Engagement), #กัมพูชายิงก่อน (53.35 ล้าน Engagement), #CambodiaOpenedfire (47.26 ล้าน Engagement) โดยสามารถจำแนกเป็นกลุ่มต่าง ๆ ได้ดังนี้
จำแนกตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น #CambodiaOpenedfire, #กัมพูชายิงก่อน, #สงคราม โดยจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่กัมพูชาได้เปิดการยิงใส่พื้นที่ของไทย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ดึงดูดความสนใจในระดับนานาชาติ โดยแฮชแท็กนี้บ่งชี้ถึงสถานการณ์ที่รุนแรงหรือสำคัญที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และกระตุ้นให้เกิดการพูดถึง และกระจายข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ไปทั่วโลก
จำแนกตามสถานที่ เช่น #ชายแดนไทยกัมพูชา, #ปราสาทตาเมือนธม, #กัมพูชา, #ประเทศไทย, กัมพูชาเป็นแฮชแท็กที่เกี่ยวข้องกับสถานที่เช่น ชายแดนไทยกัมพูชา และปราสาทตาเมือนธม เป็นการเน้นถึงพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หรือสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ส่งผลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การใช้แฮชแท็กเหล่านี้ช่วยสร้างความเข้าใจว่ามีการกระทบกระเทือนหรือปัญหาที่เกิดขึ้นในสถานที่เหล่านี้
จำแนกตามชื่อ สื่อ สำนักข่าว เช่น #ไทยรัฐทีวี32, #ข่าวออนไลน์7HD, #เรื่องร้อนอมรินทร์, #ข่าวTikTok, #ไทยรัฐนิวส์โชว์ เป็นต้น แฮชแท็กเหล่านี้อ้างอิงถึงช่องข่าวหลักของไทย เช่น CH7HD และ ไทยรัฐนิวส์โชว์ การใช้แฮชแท็กเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์หรือข่าวที่เกิดขึ้นได้รับการเผยแพร่ผ่านช่องทางเหล่านี้ ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารแบบเรียลไทม์ โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์นั้นเป็นข่าวด่วนที่ต้องการการเผยแพร่และการรายงานอย่างรวดเร็ว
จำแนกตามองค์กร หน่วยงาน บุคคล เช่น #กองทัพบก, #กองทัพภาคที่2, #แม่ทัพภาคที่2, #กองทัพภาค1, #ฮุนเซน, #กองทัพอากาศ เป็นต้น แฮชแท็กเหล่านี้เกี่ยวข้องกับองค์กร หน่วยงานหรือบุคคล ที่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในพื้นที่ชายแดน โดยส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับข่าว หรือการแสดงความคิดเห็นต่อหน่วยงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง
จำแนกตามการกระตุ้นอารมณ์ (Emotional Appeal) เช่น #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด, #SaveThailand, #TruthFromThailand เป็นต้น แฮชแท็กเหล่านี้มีลักษณะการกระตุ้นอารมณ์และการแสดงจุดยืนของคนในชาติ เช่น ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด ที่แสดงถึงความภาคภูมิใจในความรักชาติและความพร้อมที่จะปกป้องประเทศ หรือ #SaveThailand และ #TruthFromThailand ที่กระตุ้นให้คนไทยร่วมกันสนับสนุนและเผยแพร่ความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์เหล่านี้ โดยใช้ความรู้สึกของความเป็นชาติ และความปรารถนาในการรักษาความเป็นเอกภาพและความสงบ
จาก Word Cloud ที่เกิดขึ้น แสดงถึงการมีส่วนร่วมและการเคลื่อนไหวในสื่อสังคมออนไลน์ของไทยต่อสถานการณ์ไทย – กัมพูชา โดยมีการใช้สื่อและโซเชียลมีเดียเพื่อเผยแพร่ข้อมูล เช่น #CambodiaOpenedfire, #กัมพูชายิงก่อน เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าประเทศกัมพูชาเปิดฉากโจมตีก่อน และกระตุ้นความรู้สึกทางอารมณ์ การแสดงจุดยืนของตนเอง เช่น #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด, #SaveThailand, และ #TruthFromThailand ที่ช่วยสะท้อนถึงการแสดงจุดยืนหรือการเคลื่อนไหวที่เน้นการปกป้องชาติและเผยแพร่ความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นที่น่าสังเกตว่ามีการกล่าวถึงอุปกรณ์ทางการทหารที่ใช้งานในการปะทะครั้งนี้ เช่น เครื่องบิน F16 ของไทย และจรวด BM-21 ของกัมพูชา เป็นต้น
โซเชียลมีเดียในสถานการณ์ไทย-กัมพูชา: เมื่ออินฟลูเอนเซอร์และสื่อจุดกระแสชาตินิยมเหนือข้อเท็จจริง
จากข้อมูลชุดเดียวกัน เมื่อเลือกวิเคราะห์เฉพาะ 100 โพสต์ที่มียอด Engagement สูงสุด พบว่า ส่วนใหญ่ เป็นโพสต์ข้อความจากผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ หรืออินฟลูเอนเซอร์ จำนวน 53 โพสต์ รวม 25,411,043 Engagement รองลงมาเป็นโพสต์จากสื่อ สำนักข่าว 39 โพสต์ รวม 21,993,489 Engagement โพสต์ข้อความจากหน่วยงานรัฐ 6 โพสต์ รวม 2,806,476 Engagement และผู้ใช้งานทั่วไป 2 โพสต์ รวม 104,144 Engagement
เมื่อพิจารณาเฉพาะโพสต์จากสื่อ สำนักข่าว จำนวน 39 โพสต์ พบว่า เป็นโพสต์จากช่องและรายการข่าวในกลุ่มไทยรัฐมากที่สุด 11 โพสต์ รองลงมาเป็นโพสต์จากช่องและรายการข่าวในกลุ่มอมรินทร์ทีวี 7 โพสต์ กลุ่มรายการข่าวจากช่อง 3 ได้แก่ รายการโหนกระแส และเรื่องเล่าเช้านี้ 5 โพสต์ ผู้จัดการออนไลน์ 4 โพสต์ ช่อง 7 และ The Room 44 อย่างละ 2 โพสต์ และ ช่อง PPTVHD ข่าวสด ช่อง TopNews เนชั่นสุดสัปดาห์ รายการข่าวเวิร์ค์พอยท์ Sanook.com รายการเรื่องใหญ่รายวัน ช่อง ONE และอีจัน อย่างละ 1 โพสต์
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลพบว่า โพสต์ที่ได้ Engagement มากที่สุด 3 อันดับแรกในช่วงเวลาที่เก็บข้อมูล คือ อันดับ 1 โพสต์ TikTok ของสำนักข่าว The Room 44 ซึ่งเป็นคลิปที่ทหารไทยบันทึกภาพตัวเองระหว่างใช้ปืนยิงสู้รบกับทหารกัมพูชา โพสต์ในวันที่ 24 ก.ค. 68 ซึ่งเป็นวันแรกของการปะทะ ความยาวคลิป 59 วินาที อันดับ 2 ยังคงเป็น TikTok ของสำนักข่าว The Room 44 ซึ่งเป็นคลิปจากกล้องวงจรปิดของบ้านหลังหนึ่งแสดงให้เห็นภาพของไรเดอร์ส่งของฝ่าดงเสียงปืน และระเบิดมาส่งพัสดุถึงบ้านลูกค้า โพสต์ในวันที่ 25 ก.ค. 68 ความยาวคลิป 59 วินาที ในขณะที่อันดับ 3 เป็น TikTok จากอินฟลูเอนเซอร์ เพจลงไปเรื่อย ซึ่งเป็นคลิปสัมภาษณ์ชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์สู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชา และเลียนเสียงระเบิดให้นักข่าวฟัง ซึ่งเป็นการนำเสนอในเชิงขบขัน คลิปนี้ตัดมาจากรายการลุยชนข่าว ช่อง 8 โพสต์ในวันที่ 27 ก.ค. 68 ความยาวคลิป 9 วินาที
จากการจำแนกแพลตฟอร์ม เฉพาะ 100 โพสต์ที่มียอด Engagement สูงสุด พบว่า มาจาก 2 แพลตฟอร์มเท่านั้น คือ TikTok จำนวน 67 โพสต์ รวม 35,354,463 Engagement ที่เหลือมาจาก Facebook จำนวน 33 โพสต์ 15,897,989 Engagement โดยสามารถแบ่งลักษณะโพสต์ข้อความเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ โพสต์ที่เป็นภาพเคลื่อนไหว พร้อมเสียง และ/หรือข้อความ จำนวน 82 โพสต์ และโพสต์ที่เป็นข้อความ และ/หรือภาพนิ่ง จำนวน 18 โพสต์
เมื่อลองวิเคราะห์เนื้อหาโพสต์ข้อความ 100 อันดับแรก โดยพิจารณาจากองค์ประกอบทั้งภาพ เสียง ข้อความ ลักษณะการใช้ภาษา น้ำเสียง ฯลฯ รวมถึงบริบทที่เกี่ยวข้อง โดยอ้างอิงจากกรอบการวิเคราะห์ความรู้สึก (Sentiment Analysis) พบว่า สามารถแบ่งเป็นกลุ่มโพสต์ที่มุ่งสื่อสาร/แสดงอารมณ์ในลักษณะต่าง ๆ 6 กลุ่ม ดังนี้
กลุ่มโพสต์ที่มุ่งสื่อสาร/แสดงอารมณ์โกรธ เกลียด แค้น สะใจ พบมากที่สุด จำนวน 30 โพสต์ ส่วนใหญ่เป็นโพสต์วิดีโอ หรือข้อความที่สื่อหรือแสดงความไม่พอใจต่อกรณีที่กัมพูชาเป็นฝ่ายรุกล้ำหรือโจมตีฝั่งไทย ที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน การรายงานข่าวการตอบโต้ระหว่างชาวไทยและกัมพูชาต่อกรณีดังกล่าว ที่มีการตัดต่อ ใส่ดนตรี ใช้ภาษา หรือการพาดหัวเร้าอารมณ์ ตัวอย่างเช่น โพสต์คลิปรายงานข่าวจาก AmarintvHD ทาง TikTok ที่เป็นส่วนหนึ่งของรายการข่าวของทางสถานี ซึ่งมีการพาดหัวว่า “2 เขมรปากแจ๋วอัดคลิปพล่ามด่าคนไทย มารับด้วยประชาชนของพวกมึงที่ตายไปแล้ว – พวกมึงสู้ทหารเขมรไม่ได้หรอก” อีกทั้งยังมีการบรรยายอย่างใส่อารมณ์จากผู้ประกาศ โดยมียอด Engagement สูงเป็นอันดับ 4 หรือโพสต์ของ “กัน จอมพลัง” ทาง Facebook “F16 ไทยจัดบู้มเขมรกลายเป็นโกโกครั้น” ที่โพสต์ภาพทหารไทยตอบโต้กลับกัมพูชา ซึ่งสะท้อนอารมณ์สะใจ โดยมียอด Engagement สูงเป็นอันดับ 6 เป็นต้น
รองลงมาเป็นกลุ่มโพสต์ที่มุ่งสื่อสาร/แสดงอารมณ์โศกเศร้า เสียใจ สงสาร เห็นใจ จำนวน 28 โพสต์ ซึ่งมีทั้งการรายงานข่าว/สัมภาษณ์ความรู้สึกญาติของทหารผู้เสียชีวิต โพสต์คลิปทหารแนวหน้าจากฝั่งไทยขอกำลังใจจากประชาชน ภาพเหยื่อผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุปะทะหรือการโจมตี และความสูญเสียจากฝั่งไทย ตัวอย่างเช่น โพสต์คลิปทหารอัดวิดีโอขอกำลังใจจากประชาชน “สุดซึ้ง! ข้อความจากทหารแนวหน้าส่งถึงทุก ๆ คน ขอร่วมส่งกำลังใจ ให้เหล่าฮีโร่ของแผ่นดินไทย” โดยไทยรัฐนิวส์โชว์ โดยมียอด Engagement สูงเป็นอันดับ 7 หรือโพสต์เรื่องเล่าของสุนัขพันธุ์ทางสีขาวอมเทา ที่อยู่เคียงข้างทหารชาวไทยที่ภูมะเขือ แต่ถูกกระสุนจากฝั่งตรงข้ามยิงเสียชีวิต ซึ่งถูกแชร์ต่อๆ กันในหลายแพลตฟอร์ม เป็นต้น
กลุ่มโพสต์แนวตลก ขบขัน จำนวน 15 โพสต์ เช่น โพสต์คลิปจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพเจ้าหน้าที่ส่งพัสดุขี่รถจักรยานยนต์ส่งของ โดยมีเสียงระเบิดตามไล่หลัง โดยใช้แคปชั่นข้อความว่า “สงครามส่งด่วน! ระเบิดจะลงก็ลงไป แต่’แฟลช’จะส่งของ” จาก The Room 44 ที่มียอด Engagement สูงสุดเป็นอันดับ 2 รวมไปถึงโพสต์คลิปวิดีโอสั้นที่ทำขึ้นจาก AI ซึ่งมีเนื้อหาล้อเลียนเสียดสีทหาร/ผู้บังคับบัญชาฝั่งกัมพูชา จากหลายบัญชีใน TikTok เป็นต้น
กลุ่มโพสต์ที่มุ่งสื่อสาร/แสดงอารมณ์ชื่นชม ภาคภูมิใจ ฮึกเหิม พบ จำนวน 11 โพสต์ เช่น โพสต์ภาพทหารไทยปักธงชาติ ร้องเพลงชาติไทย หลังจากยึดคืนพื้นที่ภูมะเขือได้สำเร็จ โพสต์ขอบคุณทหาร โพสต์ชื่นชมและขอบคุณทหารทั้ง 3 เหล่าทัพที่ช่วยปกป้องแผ่นดินไทย เป็นต้น
ที่เหลือเป็นกลุ่มที่มีการสื่อสารแสดงอารมณ์ที่ไม่ชัดเจน จำนวน 16 โพสต์ เช่น โพสต์ข้อความที่เน้นการรายงานข้อเท็จจริง การให้ข้อมูล ฯลฯ โดยไม่สามารถระบุอารมณ์ความรู้สึกหลักจากเนื้อหาโพสต์ได้
จากการวิเคราะห์พบว่า โพสต์ข้อความที่มีการสื่อสาร/แสดงอารมณ์ที่ชัดเจน (Emotionally Loaded) ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์โกรธ เศร้า ตลก/ขบขัน ภูมิใจ ตื้นตันใจ มักมีแนวโน้มที่จะมาพร้อมกับจุดยืนด้านอุดมการณ์ (Ideologically Loaded) ที่ชัดเจน โดยจุดยืนที่พบมักเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนให้มีการรักษาอธิปไตย การปกป้องชายแดน การตอบโต้ การสนับสนุนหรือให้กำลังใจทหารฝั่งไทย เป็นต้น ซึ่งสะท้อนแนวคิดแบบชาตินิยมในสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ที่มีแนวโน้มทำให้เกิดการวางกรอบความคิดและการเล่าเรื่อง (Framing) ที่แบ่งแยกความเป็นเรา (Us) และเขา (Them) ที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์ยังพบว่า แม้กระทั่งโพสต์ข้อความที่ไม่สามารถระบุอารมณ์ความรู้สึกได้ชัดเจน ก็อาจแฝงจุดยืนหรือสะท้อนแนวคิดดังกล่าวได้เช่นกัน เช่น การเน้นรายงานข่าวเรื่องที่กัมพูชาเป็นฝ่ายยิงก่อน การนำเสนอข้อมูลจากฝั่งไทยเพียงด้านเดียว หรือการติดแฮชแท็ก #savethailand #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด เป็นต้น
ทั้งนี้ จากทั้ง 100 ข้อความ พบว่า มีเพียง 5 โพสต์เท่านั้น ที่มีเนื้อหาแสดงความรู้สึกสงสาร หรือเห็นอกเห็นใจชาวกัมพูชา ได้แก่ กรณีชายชาวกัมพูชาที่เคยช่วยค้นหาร่างผู้สูญหายจากเหตุการณ์ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินถล่มอัดคลิปขอร้องคนไทยอย่าทำร้ายชาวกัมพูชา ซึ่งมีทั้งสื่อ และอินฟลูเอนเซอร์ นำมารายงานและเล่าต่อ และกรณีการเปิดเผยจดหมายนักเรียนแลกเปลี่ยนจากกัมพูชาที่หวังว่าทั้งสองประเทศจะหันหน้ามาเจรจาและหยุดการสู้รบ รวมถึงกรณีการนำเสนอข่าวจากสำนักข่าวเวียดนามที่สัมภาษณ์ความรู้สึกทหารกัมพูชาที่ไม่อยากเห็นเพื่อนต้องล้มตายในการสู้รับ
กล่าวโดยสรุป จากผลการศึกษา พบว่าในสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ โซเชียลมีเดียมีบทบาทสำคัญในการเป็นช่องทางหลักของการสื่อสาร โดยมี TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมสูงสุดและมีผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์เป็นกลุ่มผู้สื่อสารหลัก เนื้อหาที่นำเสนอส่วนใหญ่เน้นการสร้าง อารมณ์ร่วม และกระตุ้น แนวคิดชาตินิยม อย่างเข้มข้นมากกว่าการให้ข้อมูลเชิงข้อเท็จจริง ดังนั้น สังคมควรจึงควรมีกลไกใน การรู้เท่าทันสื่อ รวมถึงการรู้เท่าทันในอคติของตนเอง โดยไม่หลงเชื่อหรือแชร์ข้อมูลที่เร้าอารมณ์ในทันที ขณะที่สื่อ และสำนักข่าวควรยึดมั่นในการ รายงานข้อเท็จจริง อย่างรอบด้าน และอินฟลูเอนเซอร์ควรตระหนักถึงความรับผิดชอบทางสังคมในการนำเสนอเนื้อหาที่ส่งเสริม ความเข้าใจ และ สันติภาพ มากกว่าการปลุกปั่นความขัดแย้ง
![]()