ทางลำบาก “ข่าวเจาะ-ข่าวสืบสวน” งานล้น ทุนถอน เสี่ยงถูกฟ้อง

ในปี ค.ศ. 1974 ริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) ได้เขียนประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐอเมริกาขึ้นใหม่ หลังจากที่เขาตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีแทนที่จะรอให้หมดวาระ กลายเป็นประมุขของอเมริกาเพียงคนแรกและคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่ตัดสินใจเช่นนั้น

การลาออกของนิกสันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ บ็อบ วูดเวิร์ด (Bob Woodward) และ คาร์ล เบิร์นสไตน์ (Carl Bernstein) นักข่าวของหนังสือพิมพ์เดอะวอชิงตันโพสต์ (The Washington Post) ได้ติดตามทำข่าวการบุกรุกและติดเครื่องดักฟังสำนักงานใหญ่ของคณะกรรมการแห่งชาติพรรคเดโมแครต ณ อาคารวอเตอร์เกตคอมเพล็กซ์ ใน วอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 1972 อย่างใกล้ชิด

รายงานของทั้งคู่ เปิดเผยหลักฐานสำคัญที่ทำให้เชื่อว่า ผู้ก่อเหตุบุกรุกดังกล่าวเกี่ยวข้องโดยตรงกับ คณะกรรมการเพื่อการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง (Committee to Re-elect the President-CRP) จากพรรครีพับลิกัน ของประธานาธิบดีนิกสัน

กรณีที่เกิดขึ้นนี้ถูกเรียกว่า คดีวอเตอร์เกต (The Watergate Scandal) และนับเป็นหนึ่งในหลายร้อยตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของความสำเร็จในการทำข่าวสืบสวน ที่ช่วยเปิดโปงพฤติกรรมไม่ถูกต้องของผู้มีอำนาจ

หลายข่าวสืบสวน ยังมีส่วนช่วยประหยัดเงินภาษีของชาติ เป็นปากเสียงให้กับชาวบ้าน เรียกร้องความยุติธรรม ทำให้เกิดความเป็นธรรมขึ้นในสังคม หรือไปสกัดกั้นการสูบกินทรัพยากร เอื้อประโยชน์แก่คนบางกลุ่ม

แต่ถึงทุกวันนี้ ในยุคอินเทอร์เน็ต ยุคที่ทุกคนเป็นสื่อได้ ยุคที่คนสามารถใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence-AI) อย่างสะดวกสบาย ยุคที่คนมีสมาธิจดจ่อกับอะไรได้สั้นลง ท่ามกลางข้อมูลมากมายมหาศาล คำถามที่เกิดขึ้นคือ ข่าวสืบสวน-ข่าวเจาะ ที่คนข่าวมองว่าสำคัญมากในอดีตนั้น ยังจำเป็นกับสังคมไทยอยู่หรือไม่ ?

(ริชาร์ด นิกสัน)

“ในความคิดของผม ทุกวันนี้ ข่าวสืบสวนมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะสังคมมีความซับซ้อน มีปัญหาหลายอย่างที่ข่าวรายวันไม่สามารถอธิบายปรากฎการณ์ได้ ข่าวสืบสวนจำเป็นมาก ในฐานะเครื่องมือของนักข่าวในการขุดคุ้ย และปกป้องประโยชน์สาธารณะ” มนตรี จุ้ยม่วงศรี บรรณาธิการ (บก.) ข่าวสืบสวน สำนักข่าวอิศรา กล่าว

ในหนังสือ ข่าวสืบสวน ของสำนักพิมพ์ Openbook นิยามข่าวสืบสวนว่าคือ การแสวงหาข้อเท็จจริงจนยากปฏิเสธว่า มิได้เป็นอย่างนั้น เพื่อนำมาเปิดเผย เผยแพร่ต่อสาธารณชน เป็นข่าวที่มีพลัง และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

ขณะที่ สมหมาย ปาริจฉัตต์ อดีตบรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์มติชน เคยระบุองค์ประกอบของข่าวเจาะ 8 ประการ ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้ คือ 1. มีความลึก ไม่ใช่เพียงคำบอกเล่า 2. มีความกว้างมากกว่าข่าวปกติ และสังคมสนใจ 3. มีความซับซ้อนในประเด็น และแง่มุม 4. มีความแรง สะท้อนการต่อสู้ และมีผลกระทบในวงกว้างมากกว่าข่าวปกติ 5. มีความต่อเนื่อง นำเสนอต่อกันเป็นเวลานาน และมีลักษณะกัดไม่ปล่อย 6. ควรเป็นข่าวเดี่ยว คือ ไม่ซ้ำกับสำนักข่าวอื่น หรือนำเสนอก่อนแล้วสำนักอื่นทำตามหลัง 7. มีลักษณะเปิดโปง ขุดคุ้ย ไม่จำนนต่อการบิดเบือน และปิดบังข้อเท็จจริง และ 8. มีบทสรุป คือ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น การเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง แก้ไขสิ่งผิด และนำมาสู่ความโปร่งใส

“สำหรับอิศรา เราเปิดกว้างในการทำประเด็นต่าง ๆ แต่ภารกิจหลักคือ ประเด็นทุจริต และผลประโยชน์สาธารณะ ในหนึ่งวันเรายังมีข่าวรายวัน บทความ มีความคิดเห็น สกู๊ป เพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวในหน้าเว็บ แต่กำลังในการข่าว 70 % ยังเป็นข่าวทุจริต” มนตรี อธิบาย

แต่เดิมอิศรามีสถานะเป็น ศูนย์ข่าวซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2548 จากการรวมตัวของผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์หลายฉบับ เพื่อปฏิบัติหน้าที่นำเสนอข่าวสารในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในสถานการณ์ความไม่สงบ

ต่อมาได้เพิ่มบทบาทการกำกับดูแล และจัดอบรมพัฒนาทักษะการทำงานข่าว กระทั่งก่อตั้งเว็บไซต์ และผลิตข่าวของตัวเองในปี พ.ศ. 2554 ถูกจดจำในฐานะสำนักข่าวที่เด่นเรื่องการทำข่าวสืบสวน และเปิดเผยข้อมูลโครงการพัฒนาของภาครัฐ และบัญชีทรัพย์สินของบุคคลสำคัญทางการเมือง รวมถึงผู้บริหารภาคเอกชน

“ในการทำข่าวสืบสวน เรามักหาข้อมูลเพื่อความครบถ้วน แล้วปล่อยทีละตอนเพื่อให้ข้อมูลถูกนำเสนอในแง่มุม หรือขยายประเด็นไปในทิศทางต่าง ๆ และเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องชี้แจง เราพยายามเจาะข้อมูลลึกเข้าไปเรื่อย ๆ เพื่อตรวจสอบหลักฐาน และทุกวันนี้ เราก็พยายามปรับตัว โดยทำอินโฟกราฟฟิก ทำภาพ ทำคลิป เพื่อให้คนตามข่าวเข้าใจง่ายขึ้น” มนตรี เล่า

ในมุมมองของมนตรี เห็นว่า กระบวนการทำข่าวสืบสวนยังเป็นรูปแบบหนึ่งที่สำนักข่าวต่าง ๆ เลือกใช้ เพียงแค่สำนักข่าวต่าง ๆ เลือกติดตามประเด็นที่ต่างออกไปจากในอดีต

“กระบวนการทำข่าวสืบสวนยังคงอยู่ แต่ถูกใช้กับประเด็นที่เปลี่ยนไป นักข่าวสืบสวนประเด็นข่าวทุจริตข่าวการเมืองน้อยลง แต่ไปใช้กระบวนการนี้กับประเด็นข่าวเบา หรือ Human Interest (ประเด็นที่สังคมสนใจ-แปลโดยผู้เขียน) มากขึ้น รวมทั้งใช้กับข่าวอาชญากรรมหลายกรณี” มนตรี ระบุ

‘ประโยชน์สาธารณะ’ คือสิ่งที่นักข่าวสืบสวนหลายคน (เช่นเดียวกับมนตรี) พูดกันจนติดปาก แต่การที่สื่อยุคปัจจุบัน ถูกกดดันให้แข่งขันกันด้วยยอดวิวและเรตติ้ง กระบวนการทำข่าวแบบเจาะลึก จึงถูกนำไปใช้กับข่าวที่ไม่ได้มุ่งเป้าเพื่อประโยชน์สาธารณะ หากเป็นข่าวที่เน้นตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นเป็นหลัก จนทรัพยากรที่จะนำไปใช้ทำข่าวที่มุ่งเป้าประโยชน์ส่วนรวมมีน้อยลง ซึ่งนับเป็นสิ่งที่น่าเสียดาย  นอกจากนี้ แรงกดดันดังกล่าว ยังอาจส่งผลให้สังคมคาดหวังกับการทำงานเชิงสืบสวนของสื่อน้อยลง หรืออาจทำให้สังคมจดจำว่าการเจาะลึกในเรื่องที่ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนรวมอย่างที่เป็นอยู่นั้น คือเรื่องที่ควรจะเป็น

(ตัวอย่างข่าวสืบสวน ของสำนักข่าวอิศรา)

นอกจากสำนักข่าวอิศราแล้ว ในปี พ.ศ. 2554 ปีเดียวกันนั้น สำนักข่าว Thaipublica (ไทยพับลิก้า) ก็ถูกก่อตั้งขึ้น โดยมีเป้าหมายในการนำเสนอข่าวสืบสวนเรื่องความโปร่งใสของภาครัฐ เอกชน และการพัฒนาที่ยั่งยืน

“ถ้าเราเชื่อว่า นักข่าวมีหน้าที่หลักคือตีแผ่ความจริง ข่าวเจาะก็ยังจำเป็นสำหรับ ความจริงชนิดที่ซับซ้อน ถูกซ้อนไว้ลึกมาก และไม่สามารถตีแผ่ด้วยกระบวนการทำข่าวรายวัน แต่ทุกวันนี้โลกของสื่อถูกกดดันทางการเงิน เป้าหมายของข่าวเจาะคือการตีข่าวที่คนไม่อยากให้รู้ ซึ่งข่าวแบบนี้ก็ทำให้หาโฆษณาหรือหารายได้ได้ยากด้วยตัวมันเอง” สฤณี อาชวานันทกุล นักวิจัยด้านธุรกิจที่ยั่งยืน และผู้ร่วมก่อตั้งไทยพับลิก้า กล่าว

“ในไทย ข่าวสืบส่วนโดยเฉพาะการตรวจสอบภาคธุรกิจ และการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ค่อยมี เช่น การตรวจสอบบริษัทที่อ้างว่ารักษ์โลก ทำโครงการปลูกป่า หรือสร้างฝาย ความจริงแล้วหลายโครงการไม่เวิร์ค ป่าไม่เกิด ถ้าเรามีภูมิทัศน์สื่อที่มีคุณภาพ และมีข่าวเจาะที่มาช่วยให้คนแยกระหว่างเขียวจริงกับปลอมจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ เพราะทำให้บริษัทที่เป็นเขียวจริงแข่งขันได้ดีขึ้น แต่น่าเสียดายมาก เพราะทุกวันนี้ โลกธุรกิจเป็นการประชาสัมพันธ์ 99.99 %” สฤณี อธิบาย

ด้วยภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนไป ทำให้การทำข่าวเจาะ-ข่าวสืบสวนลดลง เพราะความต้องการของสำนักข่าวต่อตัวนักข่าวในปัจจุบัน กระทบอย่างมากต่อกระบวนการทำข่าวเจาะ-ข่าวสืบสวน

“ข่าวเจาะที่ดีต้องทำงานอย่างมีวินัย รัดกุม และต่อเนื่อง เพราะนักข่าวต้องรีดเอาทักษะทั้งหมดออกมา ทั้งการปกป้องแหล่งข่าว และยืนยันข้อเท็จจริง แต่ทุกวันนี้ นักข่าวถูกคาดหวังให้ทำทุกอย่าง ทั้งวิ่งทำข่าว เขียนข่าว ถ่ายรูป ทำวิดีโอ ผลิตชิ้นงานให้เยอะ ๆ วันละเป็น 10 ชิ้น เพื่อนำเสนอหลายช่องทาง ทำให้ไม่สามารถจมจ่อมกับข้อมูล และวิเคราะห์ข้อเท็จจริง สิ่งที่เกิดขึ้นคล้ายว่า คนทำข่าวเจาะไม่เป็นที่ต้องการของสำนักข่าวในปัจจุบันแล้ว” สฤณี ระบุ

ในประเด็นเดียวกัน มนตรี ชี้ว่า สภาพการทำงานที่บีบคั้น คือตัวแปรสำคัญที่ทำให้ปริมาณข่าวสืบสวนลดลง

“สมัยก่อน ทุกคนจะแข่งขันกันหาประเด็นดี ๆ ถ้าสื่อคนไหนตรวจสอบข่าวทุจริตได้ ล้มนักการเมืองได้ก็เป็นฮีโร่ แต่ปัจจุบัน นักข่าวต้องแข่งขันกันที่ความเร็ว ทำให้การแข่งกันทำข่าวสืบสวนเชิงทุจริตน้อยลง ผมมองว่า ถ้านักข่าวอยากทำข่าวสืบสวน อยากปกป้องสาธารณะ สุดท้ายแม้จะมีข่าวรายวันต้องทำเยอะแยะ เขาก็จะพยายามรีบทำให้เสร็จ แล้วกลับมาทำข่าวทุจริตต่อ ถ้านักข่าวมีความพร้อม องค์กรก็ควรสนับสนุน โดยให้พื้นที่ ให้เวลา ให้อุปกรณ์ ไม่ใช่ปล่อยตามยถากรรม” มนตรี กล่าว

ในปี พ.ศ. 2556 ไทยพับลิก้า เป็นสำนักข่าวที่เปิดประเด็นการยักยอกเงินของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น มูลค่าร่วม 10,000 ล้านบาท ทำให้ ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานคณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์ฯ และพวกถูกดำเนินคดี

กระทั่งมีการสืบสวนจนพบความเชื่อมโยงในเส้นทางการเงินของสหกรณ์ฯ กับวัดพระธรรมกาย นำไปสู่เหตุการณ์ที่สังคมน่าจะจดจำได้ดีในปี พ.ศ. 2560 คือ การปิดล้อมวัดเพื่อนำตัวพระธัมมชโย เจ้าอาวาส มาดำเนินคดีตามกฎหมาย

หลายปีที่ผ่านมา ไทยพับลิก้า เสนอข่าวเกี่ยวกับกรณีการยักยอกเงินของสหกรณ์ฯ หลายครั้ง ซึ่งทำให้ถูก สหกรณ์ฯ และศุภชัย ฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท อย่างไรก็ตามมีการถอนฟ้องในภายหลัง ซึ่งการฟ้องหมิ่นประมาท หรือฟ้องปิดปาก (SLAPP) นี่เองก็เป็นความท้าทายของการทำข่าวสืบสวนด้วยเช่นกัน

(คดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ที่ไทยพับลิก้าเป็นผู้เปิดประเด็นและตามต่อเนื่อง)

“ทุกวันนี้ เกิดสิ่งที่เรียกว่าการ ‘ยึดรัฐ’ คือ กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ สามารถครอบงำหน่วยงานกำกับดูแลของภาครัฐ สิ่งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อการทำข่าวเจาะ เพราะเมื่ออำนาจรัฐกับทุนอยู่ฝั่งเดียวกัน ทำให้การขุดคุ้ยหรือวิจารณ์บริษัทเอกชน-รัฐ ยากขึ้น ปิดข่าวง่ายขึ้น ปิดปากก็ง่ายขึ้น นำไปสู่การฟ้องดำเนินคดีกับสื่อง่ายขึ้นด้วย” ผู้ร่วมก่อตั้งไทยพับลิก้า กล่าว

การฟ้องดำเนินคดีกับนักข่าว เป็นอุปสรรคหนึ่งที่นักข่าวสืบสวนต้องเผชิญ เพราะการทำข่าวเจาะ เป็นการตีแผ่เรื่องที่คนไม่ต้องการเปิดเผย แม้จะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ แต่ก็สร้างเสื่อมเสียให้กับผู้ถูกเปิดโปง ซึ่งสำนักข่าวอิศราเอง ก็นับเป็นสำนักข่าวที่ต้องเผชิญกับการฟ้องร้องเช่นกัน

“การฟ้องคดีเยอะมาก โดนมา 10 กว่าข่าวแล้ว บางข่าวยังไม่มีประเด็นก็ฟ้องปิดปากแล้ว แม้คดีส่วนใหญ่จะหลุด แต่ก็ทำให้เสียเวลา ค่าเฉลี่ยของอิศราคือ 6 เดือนจะถูกฟ้อง 1 คดี คดีหนึ่งใช้เวลาประมาณ 2 ปีหากต่อสู้ถึงชั้นศาล ผมเข้าใจว่ามันเป็นสิทธิของโจทก์ที่จะฟ้อง เราเป็นสื่อก็ไม่ได้ไปร้องแรกแหกกระเชอทุกครั้ง เรากลับมาดูจุดอ่อนว่า ทำไมเขาถึงฟ้อง เราจะแก้ไขยังไงเพื่อให้ทำข่าวได้อย่างปกติสุข เราเพียงคิดเสมอว่า เราอย่าล้ำเส้นเอาเรื่องสาธารณะมาเป็นเรื่องส่วนตัว” บก. ข่าวสืบสวน สำนักข่าวอิศรา เปิดเผย

กรณีที่น่าสนใจเกี่ยวกับผลกระทบของการนำเสนอข่าวเจาะ-ข่าวสืบสวน คือ เมื่อปี พ.ศ. 2557 ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (Thai Civil Rights and Investigative Journalism -TCIJ) ได้รายงานข่าวว่า บริษัทอาหารยักษ์ใหญ่จ่ายเงินให้กับสื่อมวลชน 19 ราย โดยมีเป้าหมายเพื่อการปรับภาพลักษณ์ของบริษัท ซึ่งข่าวดังกล่าว TCIJ อ้างอิงหลักฐานในการนำเสนอจากเอกสารภายในของบริษัทที่มีแหล่งข่าวมอบให้

หลังการนำเสนอข่าวดังกล่าว TCIJ  ซึ่งเคยมีสำนักงานอยู่ในกรุงเทพฯ และมีนักข่าวกว่า 10 คน ได้ลดขนาดลง และย้ายสำนักงานไปอยู่ที่เชียงใหม่ ซึ่งภายหลัง TCIJ เปิดเผยว่า เป็นผลกระทบมาจากรายงานชิ้นนี้ เพราะหลังการนำเสนอข่าวดังกล่าว TCIJ ถูกตัดทุนสนับสนุน

ปัจจุบัน เมื่อถามว่า นอกจากอิศราและไทยพับลิก้าแล้ว ในภูมิทัศน์สื่อมวลชนไทยเหลือพื้นที่ให้ข่าวเจาะมากน้อยแค่ไหน สฤณีสามารถระบุเพิ่มเติมอีก 2 ชื่อคือ รายการโทรทัศน์เช่น SEE TRUE ของช่องไทยรัฐทีวี และข่าวสามมิติ ของช่อง 3

นอกจากปัญหาเรื่องคดีความแล้ว เงินทุนสนับสนุนก็เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงอยู่ของสำนักข่าวสืบสวนเช่นกัน โดยสำหรับอิศรา ปัจจุบัน ยังคงดำรงสถานะอยู่ได้ด้วยเงินสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐ และเอกชน ค่าโฆษณา และการทำโครงการฝึกอบรมสื่อมวลชน อย่างไรก็ตาม กติกาที่ชัดเจนของอิศราคือ องค์กรที่ให้เงินสนับสนุนจะต้องไม่ก้าวกายการทำงานของกองบรรณาธิการเด็ดขาด

(ปัญหาการฟ้องปิดปาก หรือ SLAPP ที่สื่อไทยหลายแห่งต้องเผชิญ)

สฤณี ชี้ว่า การหาเงินเพื่อทำข่าวเจาะ-ข่าวสืบสวน เป็นความท้าทายที่สำนักข่าวต้องเผชิญ ซึ่งในต่างประเทศมีตัวอย่างที่ประเทศไทยอาจนำมาปรับใช้ได้เช่นกัน

“ตัวอย่างของ สำนักข่าว Propublica (โปรพับลิก้า) ใช้การรับเงินจากองค์กร หรือมูลนิธิที่ต้องการสนับสนุนข่าวเจาะ รวมทั้งเปิดรับบริจาคโดยตรงจากผู้อ่าน ขณะเดียวกันในหลายประเทศก็มีการเสนอว่า ข่าวเจาะซึ่งมีความจำเป็นควรเป็นสินค้าสาธารณะ คือ ได้รับการสนับสนุน โดยที่ตัวสำนักข่าวเองไม่ต้องมาปวดหัวเรื่องการหาทุน” สฤณี กล่าว

ผู้ร่วมก่อตั้งไทยพับลิก้า ระบุว่า “สำนักข่าวใหญ่ๆ อย่าง The Wall Street Journal (เดอะวอลสตรีทเจอร์นัล) หรือ The New York Times (เดอะนิวยอร์กไทม์) ก็มีข่าวสืบสวนคดีทางเศรษฐกิจดี ๆ ที่ใช้เวลาทำนาน ๆ ซึ่งเขาก็ให้เวลานักข่าวในการทำเรื่องแบบนี้ บางข่าวยังวิจารณ์สปอนเซอร์ของตัวเองได้ แต่สำหรับไทยกลับเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ไม่มีกำแพงกั้นระหว่างพนักงานขายโฆษณากับนักข่าว ทำให้ บก. ข่าวหลายคนยอมรับสภาพว่า ทำอะไรไม่ได้ โดยอ้างว่า เพราะเราอยู่ในโลกทุนนิยม ซึ่งการพูดแบบนี้ เป็นเรื่องที่แย่มาก”

ในต่างประเทศ ยังมีสำนักข่าวหลายแห่งที่ทำงานข่าวสืบสวน และเป็นที่ยอมรับระดับสากล ซึ่งไทยสามารถนำรูปแบบการทำงานมาเป็นตัวอย่างได้ เช่น International Consortium of Investigative Journalists (ICIJ) ของสหรัฐอเมริกา, Bellingcat ของเนเธอร์แลนด์, Rappler และ Philippine Center for Investigative Journalism (PCIJ) ของฟิลิปปินส์, Newstapa ของเกาหลีใต้, Malaysiakini ของมาเลเซีย และอื่น ๆ อีกมากมาย

“คำถามว่า ทำยังไงให้ข่าวสืบสวนป๊อบ เป็นคำถามที่ไม่ดีเท่าไหร่ เพราะข่าวเจาะ-ข่าวสืบสวนมันเซ็กซี่โดยตัวมันเองอยู่แล้ว ถ้าเลือกทำข่าวประเด็นที่สำคัญจริง ๆ มันต้องป๊อบ คนต้องสนใจ แล้วสื่ออื่น ๆ ก็จะนำไปขยาย ขุดคุ้ยต่อในมุมของเขา ถ้าคนไม่สนใจ ต้องกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองแล้วว่า เรื่องนี้มันสำคัญกับสังคมจริงหรือไม่” สฤณี กล่าว

Loading

แชร์ลิงก์
Facebook
LinkedIn
X
Threads

บทความล่าสุด

การค้นหา

บทความล่าสุด :

นายปราโมทย์ บุญนำสุข

รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

  • ปริญญาตรี การบริหาร และการจัดการ สาขา การตลาด มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ
  • ปริญญาโท การบริหาร และการจัดการวิทศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ
  • ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายยุทธศาสตร์ และวิจัย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
  • หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ธุรกิจใหม่ บริษัทไทยคม จำกัด มหาชน
  • ผู้จัดการทั่วไป บริษัทไทย แอดวานซ์ อินโนเวชั่น จำกัด
  • ผู้จัดการฝ่ายการตลาดบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านดาวเทียม บริษัทไทยคม จำกัด มหาชน
  • ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ซีเอสล็อกอินโฟร์ จำกัด มหาชน

ดร. ชำนาญ งามมณีอุดม

รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

  • ปริญญาตรี การจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค)
  • ปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ (การตลาด) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค)
  • ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาบริหารธุรกิจ (Commerce) Magadh University, India
  • คณะกรรมการประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ตัวแทนประเทศไทยในการเข้าร่วมเป็นวิทยากร การประชุม และเจรจาระหว่างประเทศ
  • กรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2564
  • ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการจัดตั้งหน่วยงานเพื่อบริหารการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก และขนาดย่อย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
  • นักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการพาณิชย์ และทรัพย์สินทางปัญญา
  • ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการเขตเศรษฐกิจพิเศษ กรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน
  • หัวหน้าภาควิชาการจัดการธุรกิจโลก (Global Business Management)
  • หัวหน้าศูนย์พัฒนาสมรรถนะทรัพยากรมนุษย์ วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
  • อาจารย์ ผู้สอน และกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาโท และปริญญาเอก หลายมหาวิทยาลัย อาทิ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นต้น
  • ที่ปรึกษาด้านการจัดทำแผนแม่บท ด้านธุรกิจระหว่างประเทศ ด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม

ดร.ธนกร ศรีสุขใส

ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

  • นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (พัฒนาสังคม) คณะพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
  • ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (เศรษฐศาสตร์การเมือง) คณะเศรษฐศาสตร์
  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (สื่อสารมวลชน)
    คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สมัยที่ 2
  • คณะกรรมการประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • อนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการกระจายเสียง สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • ผู้ปฏิบัติงานประจำ กสทช. พลโท ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการเรียกคืนคลื่นความถี่และเยียวยาคลื่นความถี่ 700 MHz สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการส่งเสริมการกำกับดูแลกันเองของผู้ประกอบกิจการด้านการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการกำหนดลักษณะและประเภทของการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี (TITV) ก่อนเปลี่ยนผ่านเป็น Thai PBS สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
  • ผู้บริหารและผู้ดำเนินรายการกลุ่มบริษัท สำนักข่าว  INN
  • หัวหน้าคณะทำงานโครงการประชาสัมพันธ์เชิงรุกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย
  • อบรมหลักสูตร นักบริหารการเงินการคลังภาครัฐ (บงส.) รุ่นที่ 9
  • เป็นผู้แทนสำนักงาน กสทช. ร่วมคณะกับกระทรวงการต่างประเทศศึกษาแนวทางการต่อต้านแนวคิดสุดโต่งที่นิยมความรุนแรงและการสร้างเรื่องเล่าโต้ตอบ (Counter-Narratives) ณ ประเทศสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ ระหว่างวันที่ 30 กันยายน- 3 ตุลาคม 2561
  • อบรมหลักสูตร Boardcast and Content Regulation จัดโดยสำนักงาน กสทช. ร่วมกับ Thomson Foundation ประเทศสหราชอาณาจักร และ intitute for Defense & Business ประเทศสหรัฐอเมริกา

ร้อยโท ดร.ธนกฤษฏ์ เอกโยคยะ

รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

  • ปริญญาตรี (นบ.) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
  • ปริญญาโท (Master of Laws) จาก The University of Auckland ประเทศนิวซีแลนด์
  • ปริญญาเอก (Doctor of Philosophy) ด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและเทคโนโลยีสารสนเทศ จาก The University of Southampton ประเทศอังกฤษ
  • อุปนายกสมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย
  • รักษาการผู้อำนวยการสำนักเครื่องหมายการค้า
  • หัวหน้ากลุ่มงานจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศ
  • หัวหน้ากลุ่มงานความร่วมมืออาเซียน เอเปค และจีน ณ กรมทรัพย์สินทางปัญญา
  • เข้าร่วมคณะทำงานเจรจา FTA ไทย-อินเดีย และ WTO ขณะดำรงตำแหน่งนักวิชาการพาณิชย์ ณ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
  • ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์ ณ กรุงบรัสเซลส์
  • รับผิดชอบการจัดตั้งบริษัทลูกของ AOT เพื่อดำเนินการด้านการขนส่งสินค้าเน่าเสียง่ายผ่านช่องทางพิเศษ
  • อาจารย์พิเศษและกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกหลายมหาวิทยาลัย อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นต้น

ดร. ชำนาญ งามมณีอุดม

รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

  • ปริญญาตรี การจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค)
  • ปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ (การตลาด) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค)
  • ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาบริหารธุรกิจ (Commerce) Magadh University, India
  • คณะกรรมการประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ตัวแทนประเทศไทยในการเข้าร่วมเป็นวิทยากร การประชุม และเจรจาระหว่างประเทศ
  • กรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2564
  • ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการจัดตั้งหน่วยงานเพื่อบริหารการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก และขนาดย่อย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
  • นักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการพาณิชย์ และทรัพย์สินทางปัญญา
  • ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการเขตเศรษฐกิจพิเศษ กรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน
  • หัวหน้าภาควิชาการจัดการธุรกิจโลก (Global Business Management)
  • หัวหน้าศูนย์พัฒนาสมรรถนะทรัพยากรมนุษย์ วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
  • อาจารย์ ผู้สอน และกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาโท และปริญญาเอก หลายมหาวิทยาลัย อาทิ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นต้น
  • ที่ปรึกษาด้านการจัดทำแผนแม่บท ด้านธุรกิจระหว่างประเทศ ด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม

ดร.ธนกร ศรีสุขใส

ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

  • นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (พัฒนาสังคม) คณะพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
  • ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (เศรษฐศาสตร์การเมือง) คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (สื่อสารมวลชน) คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สมัยที่ 2
  • คณะกรรมการประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • อนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการกระจายเสียง สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • ผู้ปฏิบัติงานประจำ กสทช. พลโท ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการเรียกคืนคลื่นความถี่และเยียวยาคลื่นความถี่ 700 MHz สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการส่งเสริมการกำกับดูแลกันเองของผู้ประกอบกิจการด้านการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการกำหนดลักษณะและประเภทของการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี (TITV) ก่อนเปลี่ยนผ่านเป็น Thai PBS สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
  • ผู้บริหารและผู้ดำเนินรายการกลุ่มบริษัท สำนักข่าว  INN
  • หัวหน้าคณะทำงานโครงการประชาสัมพันธ์เชิงรุกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย
  • อบรมหลักสูตร นักบริหารการเงินการคลังภาครัฐ (บงส.) รุ่นที่ 9
  • เป็นผู้แทนสำนักงาน กสทช. ร่วมคณะกับกระทรวงการต่างประเทศศึกษาแนวทางการต่อต้านแนวคิดสุดโต่งที่นิยมความรุนแรงและการสร้างเรื่องเล่าโต้ตอบ (Counter-Narratives) ณ ประเทศสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ ระหว่างวันที่ 30 กันยายน- 3 ตุลาคม 2561
  • อบรมหลักสูตร Boardcast and Content Regulation จัดโดยสำนักงาน กสทช. ร่วมกับ Thomson Foundation ประเทศสหราชอาณาจักร และ intitute for Defense & Business ประเทศสหรัฐอเมริกา