‘เกย์ระทม’ ‘ทอมช้ำรัก’ ‘สาวสองถูกฆ่าเหตุหึงโหด’ ฯลฯ ที่ผ่านมา เมื่อใดก็ตามที่ประเด็นเพศสภาพและความหลากหลายทางเพศถูกนำเสนอผ่านข่าว ก็ดูเหมือนจะตอกย้ำให้เห็นแต่ภาพลบเสมอมา ทว่าในปัจจุบันที่สังคมเปิดกว้างขึ้น มีการเรียกร้องเรื่องความหลากหลายและความเท่าเทียมในหลากรูปแบบ สื่อควรปรับตัวเองให้เป็นส่วนหนึ่งในสร้างพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันได้อย่างไร
ความหลากหลายทางเพศและการนำเสนอที่เปลี่ยนไป: จากเทรนด์โลกสู่เทรนด์ไทย
ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ปรากฏการณ์การถ่ายทอดเรื่องความหลากหลายทางเพศผ่านสื่อเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด เรื่องราวของกลุ่มความหลากหลายทางเพศได้รับความสนใจจากผู้คนมากขึ้น จากสมัยก่อนมีคำพูดว่า ‘Bury Your Gays’ ซึ่งเป็นวลีที่แฝงไว้ด้วยมายาคติว่า เมื่อใดที่สื่อนำเสนอเรื่อง LGBTQ+ ก็มักตกร่องเดิมคือนำเสนอผ่านทัศนคติเชิงลบเสมอ เช่น ต้องถูกนอกใจ ไม่สมหวังในรัก ทุกข์ทรมาน และจบด้วยความตาย แต่ปัจจุบันโครงเรื่องแบบนี้เริ่มหายไป ความหลากหลายทางเพศกลายเป็นเรื่องทั่วไป มีการนำเสนอที่รอบด้านมากขึ้น เช่นในซีรีส์ Heart Stopper หรือ Sex Education ที่สนุกและเป็นที่สนใจของสาธารณะได้ อีกตัวอย่างหนึ่งคือซีรีส์คลาสสิคเรื่อง Sex and the City ที่อดีตนำเสนอเนื้อหาที่มักไม่ค่อยพูดถึงกัน อย่างเรื่องความสัมพันธ์และเพศ และในปัจจุบัน เมื่อมีภาคต่อ ก็ได้ขยายการนำเสนอไปถึงเรื่องของความหลากหลายทางเพศ อาทิ ประเด็น Queer (ความหลากหลายทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศที่ไร้กรอบ) ในมุมที่เกี่ยวข้องกับสังคม อันนับเป็นเทรนด์ทั่วโลกที่ส่งผลกระทบมาถึงประเทศไทยด้วย
สำหรับสังคมไทย จุดเชื่อมที่เห็นได้ชัดคือการเติบโตของกลุ่มซีรีส์คือซีรีส์วาย ทั้งกระแสบอยเลิฟ (Boy Love-BL) เกิร์ลเลิฟ (Girl Love-GL) ซึ่งได้รับความนิยมมาก โดยก่อนหน้านี้สังคมอาจรับรู้ว่ามีเพียงซีรีส์ที่เน้นเรื่องราวความรักแบบชายรักชาย แต่ตอนนี้เกิร์ลเลิฟ หรือหญิงรักหญิงก็เข้ามาอยู่ในพื้นที่หลักของสื่อมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าทั้งบอยเลิฟและเกิร์ลเลิฟจะยังติดอยู่ในกรอบการนำเสนอเดิมอยู่ กล่าวคือ เป็นเรื่องความรักที่ยังไม่สะท้อนความหลากหลายและยังบรรจุมายาคติที่เกี่ยวกับกลุ่ม LGBTQ+ ไว้มาก เช่น พวกเขาต้องตลก ชอบแสดงออก และต้องมีความสามารถมากกว่าคนทั่วไปเพื่อให้ได้รับการยอมรับ ไปถึงการจำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองก่อนจึงจะมีใครเห็นตัวตนได้ จุดนี้ทำให้เห็นว่ากลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศยังถูกผลิตซ้ำภาพเดิมที่ยังไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจในระดับบุคคล
การนำเสนอภาพจำของกลุ่ม LGBTQ+ ที่ขาดความหลากหลายจึงอาจมองได้ว่า ‘ไม่ยุติธรรม’ ส่งผลกระทบให้พวกเขาต้องถูกกดดัน หรือกลายเป็นความคาดหวังที่ทำร้ายกันได้ในมุมที่สังคมอาจคิดไม่ถึง
อินฟลูเอนเซอร์ ไลฟ์สไตล์ และคอนเทนต์เรื่องเพศ
นอกจากปรากฏการณ์บอยเลิฟ-เกิร์ลเลิฟแล้ว วิธีนำเสนอประเด็นเพศผ่านสื่อในปัจจุบันยังแตกต่างจากอดีตด้วย กล่าวคือ มีรายการประเภทเรียลลิตี้ รายการสัมภาษณ์เรื่องเพศ รายการแนวจีบกัน ฯลฯ เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนแนวทางของคอนเทนต์ที่ก้าวข้ามเรื่องความรักไปสู่เรื่อง Sex และได้รับความนิยมอย่างมากจากผู้ชม โดยเฉพาะในวิดีโอขนาดสั้นที่เห็นอยู่ในหน้าสื่อ จุดนี้ทำให้เห็นว่าเรื่องเพศพูดกันได้อย่างเปิดเผยมากขึ้นในสังคมไทย อย่างไรก็ตาม ไม่ได้แปลว่าสมัยก่อนไม่มีหรือไม่ได้พูดถึง เพราะหากศึกษาวรรณกรรมในอดีตก็จะเห็นว่ามีการนำเสนอเรื่องนี้อยู่อย่างชัดเจน แต่เพราะสังคมออนไลน์และการนำพาโลกด้วยเครือข่ายสื่อปัจจุบันได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า Micro Influencer (ผู้มีอิทธิพลบนโซเชียลมีเดียที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะและมีผู้ติดตามระหว่าง 1,000-100,000 คน) ผู้ผลิตเนื้อหาเรื่องเพศจึงเห็นได้ทั่วไป กลายเป็นไลฟ์สไตล์ที่เปิดเผยและเข้าถึงง่ายในแบบที่ใครๆ ก็พูดได้ การเปลี่ยนแปลงในทิศทางนี้ทำให้เราเห็นคอนเทนต์เรื่องนี้ปรากฏตัวมากขึ้น ในขณะที่สังคมเองก็มีความเห็นสะท้อนไปมาอยู่ว่าเนื้อหาเหล่านั้นนำเสนอได้เหมาะสมแล้วหรือไม่
การเท่าทันสื่อกับประเด็นเพศและความหลากหลายทางเพศ
ภายใต้ข้อถกเถียงถึงขอบเขตในการพูดเรื่องเพศในสังคมไทย สิ่งสำคัญคือหลักคิดว่าควรต้องนำเสนอให้รอบด้านและหลายโทนเสียง เนื่องจากผู้รับสารบางคนอาจต้องการรู้เรื่องเพศแบบตรงไปตรงมา เข้าถึงข้อมูลที่อธิบายได้อย่างชัดแจ้ง ในขณะที่บางคนอาจมองว่าไม่จำเป็นที่จะต้องเปิดเผยขนาดนั้น เหล่านี้นำมาสู่ข้อกังวลหนึ่ง คือการที่เด็กและเยาวชนจะสามารถเข้าถึงเนื้อหาเรื่องเพศในสื่อได้อย่างอิสระ โดยเมื่อพิจารณาผลกระทบในมุมนี้ การเท่าทันสื่อ หรือ Media Literacy จึงเป็นแนวคิดสำคัญของยุคสมัย
แม้การ ‘เท่าทันสื่อ’ อาจเป็นคำที่มีความนามธรรมซึ่งทำให้นึกถึงว่าการมีวิจารณญาณในการใช้สื่อ แต่คำถามที่จับต้องได้ก็คือ เราจะสามารถทำให้ทักษะการเท่าทันสื่อกลายเป็นวัฒนธรรมได้อย่างไร รายการที่นำเสนอคอนเทนต์เรื่องเพศอาจไม่น่ากังวลเท่ากับว่าเนื้อหาเรื่องเพศถูกวางไว้ในสื่อแบบไหน เช่น เป็นเนื้อหาบนสื่อกระแสหลักที่มีการนำเสนอประเด็นที่เป็นประโยชน์รอบด้าน หรือเป็นคอนเทนต์เสนอความคิดเห็นที่ปราศจากการตรวจสอบในยุคที่ใครๆ ก็เป็นสื่อได้ เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเนื้อหาจำนวนมากยังขาดการคิดอย่างรอบคอบและอาจส่งผลกระทบด้านลบกับเด็กและเยาวชนได้ ดังนั้น การอธิบายและให้ความกระจ่าง จึงเป็นกลไกสำคัญของการสร้างวิจารณญาณกับสื่อที่จะช่วยทำให้เกิดความรอบด้านของการนำเสนอข้อมูล รวมถึงพ่อแม่ผู้ปกครองที่จะสามารถใช้เนื้อหาเหล่านี้เปิดบทสนทนาเพื่ออธิบายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในยุคที่ยากจะควบคุมเนื้อหาออนไลน์ได้ดังปัจจุบัน
ในมุมของการนำเสนอข่าว ปรากฏภาพการต่อต้านและเหมารวมกลุ่มความหลากหลายทางเพศค่อนข้างชัด เช่น หากเป็นข่าวเกี่ยวกับเกย์และยาเสพติดก็อาจปรากฏคำว่ามั่วสุมอยู่ในเนื้อหา ซึ่งนับเป็น ‘แผลใหญ่’ ของสื่อ เช่น เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวของผู้หญิงข้ามเพศท่านหนึ่งถูกฆาตกรรมที่พัทยา มิติของข่าวนี้มีหลายมุม อาทิ คนร้ายมีความซับซ้อน ทั้งเรื่องการเป็นนักท่องเที่ยวจีน มีปัญหาทางจิตวิทยา มีการทำร้ายร่างผู้เสียชีวิต กระทั่งการที่ผู้เสียชีวิตทำงานบริการแบบไม่ถูกกฎหมาย แต่สุดท้ายเราก็จะเจอการรายงานข่าวที่สรุปเพียงว่า ‘สาวสองโดนฆ่าโหด’ โดยสื่อจะเน้นย้ำมุมนี้เสมอและไม่ได้ขยายบริบทที่เกี่ยวข้องให้เห็นข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน
สำหรับเนื้อหากลุ่ม บอยเลิฟและเกิร์ลเลิฟก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เช่นเดียวกัน ว่ายังขาดความหลากหลาย เนื้อหายังไม่ครอบคลุมเพียงพอ รวมถึงมีการตั้งคำถามว่าการนำเสนอนั้นเป็นการพูดเพื่อกลุ่มหรือ Community ของผู้มีความหลากหลายทางเพศอย่างแท้จริงหรือไม่ หรือยังคงผลิตซ้ำภาพเดิมของซีรีส์ที่ต้องมีฝ่ายรุก ฝ่ายรับ หรือแม้แต่การย้ำภาพความเป็นผู้ชาย ความเป็นผู้หญิงโดยไม่รู้ตัว
เข้าใจ BL GL ในฐานะผู้บริโภค
ผู้บริโภคต้องเข้าใจเรื่องกระแสว่า เมื่อใดที่ประเด็นข่าวหรือเนื้อหาในสื่อกลายเป็นกระแสแล้ว หมายความว่าเรื่องนั้นจะกลายเป็นเรื่องที่ทุกคนพูดถึง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องตั้งคำถามด้วยว่า เรื่องที่ถูกพูดถึง เช่นความหลากหลายทางเพศนั้น ถูกนำเสนออย่างจำกัดหรือไม่ เช่น กรณีของเนื้อหาบอยเลิฟและเกิร์ลเลิฟที่กำลังได้รับความนิยม ที่เมื่อมองอีกมุมหนึ่งก็จะเห็นการ ‘ปิดโอกาส’ ที่สาธารณะจะเห็นข้อเท็จจริงอื่นของกลุ่มความหลากหลายทางเพศ เช่น ประเด็น Transgender หรือ Non-Binary หรือกระทั่งการอธิบายว่าแซฟฟิก (Sapphic) คืออะไร
ผู้บริโภคหรือผู้ใช้สื่อในยุคนี้จึงจำเป็นต้องเข้าใจกระบวนการผลิตสื่อที่มีทุน ธุรกิจ และเศรษฐกิจเป็นเหตุผลเข้าไปกำหนดทิศทางการนำเสนอเนื้อหาความหลากหลายทางเพศด้วย ยิ่งในปัจจุบันที่ซีรีส์บอยเลิฟและเกิร์ลเลิฟกลายเป็นสินค้าส่งออกทางวัฒนธรรม สามารถเพิ่ม ‘อินเตอร์แฟน’ หรือฐานผู้ชมต่างประเทศ มากขึ้น เป็นกระแสที่ไปพร้อมกับนิยายวาย และตลาดสินค้าที่ต่อยอดมาจากนิยายหรือซีรีส์ เหล่านั้นล้วนเป็นเหตุผลให้การผลิตเนื้อหาเฉพาะสำหรับกลุ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
อีกส่วนหนึ่งที่ควรทำความเข้าใจไปพร้อมกันคือ ข้อเท็จจริงที่ว่า แม้ประเทศไทยมีภาพลักษณ์ของความเป็นสวรรค์ของ LGBTQ+ และมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมแล้ว แต่ก็ต้องตั้งคำถามกลับไปด้วยว่าสิทธิต่างๆ ของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศนั้นมีครบถ้วนหรือไม่ และความเข้าใจของสังคมในเรื่องนี้ได้ขยับไปจากเดิมอย่างไร
ท้ายที่สุดแล้ว เสียงจากรายการ ‘มีเดียมีเรื่อง’ คือความเชื่อว่าสื่อสามารถนำเสนอข้อเท็จจริงเรื่องความหลากหลายทางเพศให้รอบด้านได้ รวมทั้งนำเสนอประเด็นนี้ให้ปรากฏชัดขึ้นได้ว่าเป็นเรื่องของสังคม ในขณะที่ช่วยลดระยะของ ‘ความเป็นเรา’ และ ‘ความเป็นคนอื่น’ ออกไป โดยให้ความบันเทิงควบคู่กับการแสดงความตั้งใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งเพื่อสร้างสังคมที่ไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง หรือ Inclusive Society ที่แท้จริง นอกเหนือจากประโยชน์กับสังคมในการให้การรับรู้ (Awareness) เพื่อสื่อสารกับผู้บริโภคว่าเรื่องเพศและความหลากหลายทางเพศเป็นประเด็นที่มีความสำคัญ
………………………………………………………………..
สรุปข้อมูลจากโครงการผลิตสื่อวิดีโอพอดแคสต์เชิงวิชาการ ‘มีเดียมีเรื่อง’ เพื่อขับเคลื่อนการสื่อสารสาธารณะเรื่องทักษะการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและสื่อดิจิทัล (MIDL) โดย Media Alert กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมกับกลุ่มวิชาวารสารศาสตร์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน EP2 รักหลากหลายในโลกของสื่อ Love Story and LGBTQ+ โดยศุภาวรรณ คงสุวรรณ์ (ไทยรัฐพลัส) และ ปวีณา นิลบุตร (สื่อมวลชนและศิษย์เก่าคณะวารสารศาสตร์ฯ)
![]()