โลกยุคดิจิทัลพัฒนาไปอย่างรวดเร็วและไร้ขีดจำกัด ทุกปฏิสัมพันธ์ในโลกออนไลน์ได้รับการออกแบบและปรับเพื่อดึงการเข้าถึงและสร้างการมีส่วนร่วม ผ่านการคลิก การไลก์ การแชร์ และแสดงความเห็นต่าง ๆ การเข้ามาของเอไอส่งผลกระทบกับผู้ใช้สื่ออย่างทั่วถึง แล้วสำหรับคนรุ่นใหม่นั้น เอไอมีความหมายต่อการใช้ชีวิตของพวกเขาอย่างไร
รอยต่อของการพัฒนาเทคโนโลยีสู่ยุคเอไอ
ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา หลังจากโซเชียลมีเดียเกิดขึ้น สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ที่เห็นชัดเจนคือเรื่องข้อมูลบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งนำไปสู่ปัญหาข้อมูลล้นเกินและยากที่จะตรวจสอบ กลายเป็นปัญหาข่าวลวง ข่าวปลอม ต่อเนื่องมาสู่ยุคเอไอดังเช่นปัจจุบัน เกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘อัลกอริทึมที่ท่วมท้น’ โดยอัลกอริทึมคือกลไกทำงานที่กำกับการมองเห็นของผู้ใช้สื่อ ว่าจะเห็นอะไร ช่วงใด และอย่างไร รวมทั้งเป็นตัวกำหนดวิธีที่ผู้คนจะโต้ตอบกับข้อมูลเหล่านั้นด้วย อัลกอริทึมมีผลต่อชีวิตประจำวันของคนโดยตรง ตัวอย่างเช่น แม้ว่าจะรับข้อมูลเกี่ยวกับกาซา-อิสราเอล เหมือนกัน แต่ก็ไม่แปลกหากผู้รับสารจะมีความเห็นที่แตกต่างกันจากการรับข้อมูลที่มาจากแหล่งข้อมูลคนละแหล่ง นี่จึงนับเป็นช่องว่างของการสื่อสารที่เกิดขึ้นได้ เพราะต่างคนต่างโต้เถียงจากจุดยืนคนละมุม ในขณะที่อัลกอริทึมก็ค่อย ๆ พัฒนา เรียนรู้และทำความรู้จักเราได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ตามระยะเวลาที่เราใช้ในโซเชียลมีเดีย
น่าสนใจว่าก่อนการเข้ามาของยุคเอไอนั้น หากมองในภาพรวมของการใช้สื่อจะเห็นว่ายังพอจะมีพื้นที่สาธารณะให้ถกเถียงเรื่องต่างๆ และพอมองออกด้วยว่าต้นทางของข้อมูลนั้นอยู่ตรงไหน แต่ปัจจุบันค่อนข้างยากที่จะระบุได้ นำมาสู่ความท้าทายที่จะแยกแยะข่าวเท็จ ข่าวปลอม ซึ่งมีรูปแบบที่แตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่น่ากังวลและเป็นประเด็นที่ต้องเท่าทันกันให้มากคือเรื่องอคติที่แฝงฝังอยู่ในการประมวลผลข้อมูล ซึ่งยากที่จะตรวจสอบได้ว่าข้อมูลเหล่านั้นมาจากไหน คำถามสำคัญที่ผู้ใช้สื่อต้องหมั่นถามเสมอคือ ข้อมูลที่ได้มานั้นมาจากแหล่งใด ใครเป็นผู้ควบคุมเรื่องเล่าเหล่านั้น ใครเป็นคนกำลังบอกว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด ผู้ใช้งานควรต้องคอยระวังและตรวจสอบข้อมูลอยู่เสมอ แม้กระทั่งการใช้เอไอเพื่อช่วยในการทำโจทย์ ทำการบ้านของนักเรียน นิสิตนักศึกษา ผู้ใช้ก็จำเป็นจะต้องเข้าใจการทำงานของเอไอและอัลกอริทึม รวมทั้งฝึกใช้เอไอให้สร้างสิ่งที่มีคุณค่า ในขณะที่ต้องตั้งคำถามกับผลลัพธ์ด้วยว่า ทำไมเราจึงมองเห็นข้อมูลคำตอบชุดนี้ ถ้าผู้รับสารเข้าใจได้ว่าใครจะได้ประโยชน์จากเนื้อหาเหล่านั้น ก็จะสามารถตัดสินได้ว่าควรจะเชื่อหรือไม่เชื่อข้อมูลนั้นได้ด้วยตัวเอง
อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงงานวารสารศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับงานเชิงลึก รายละเอียดที่ลึกซึ้ง และต้องการความคิดสร้างสรรค์ ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าเอไอจะเข้ามาแทนที่ได้หรือไม่ หากเป็นระดับการสรุปข่าว การเรียบเรียง เอไอก็อาจมีส่วนเข้ามาช่วยให้งานสำเร็จได้เร็วขึ้น แต่หากข้อเขียนนั้นต้องการมุมมองที่ลึกซึ้ง ข้อมูลที่ต้องได้มาจากแหล่งข่าวเชิงลึก และการยกระดับข้อมูลสถานการณ์สู่การวิเคราะห์วิพากษ์ ซึ่งเอไออาจยังมีข้อจำกัดในส่วนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการเข้าใจ ‘บริบท’ ที่ต้องเป็นมนุษย์จึงจะสามารถเชื่อมโยงและตีความได้ตามความเป็นจริงของสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา
นานาทัศนะ เอไอ vs คนรุ่นใหม่
สำหรับคนรุ่นใหม่ เอไอกลายเป็นส่วนหนึ่งของความสะดวกสบายในชีวิต โดยเฉพาะในมิติของการค้นหาข้อมูลเพื่อตอบโจทย์ด้านต่าง ๆ ผู้คนใช้เอไออย่างหลากหลายในฐานะผู้ช่วยอัตโนมัติ ทั้งเรื่องการจัดการข้อมูล การทำภาพประกอบ วิดีโอ พอดแคสต์ ฯลฯ เสียงสะท้อนของคนรุ่นใหม่กล่าวถึงเอไอว่าช่วยให้งานเสร็จได้เร็วขึ้น และทำให้มีเวลาไปทุ่มเทกับเรื่องอื่นๆ ได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้คนคุ้นชินกับการทำอะไรอย่างต่อเนื่องก็จะขาดการตั้งคำถามกับสิ่งที่ทำอยู่ โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับเอไอ การใช้และการเชื่อเอไอจึงเป็นเรื่องธรรมชาติ เหมือนกับที่คนรุ่นหนึ่งเชื่อหนังสือพิมพ์ อีกรุ่นหนึ่งเชื่อเฟสบุ๊ก เป็นต้น เช่น เด็กเจเนอเรชั่นอัลฟ่าอาจใช้เอไอโดยไม่เคยถามตัวเองหรือแม้แต่ตั้งข้อสงสัยเลยว่าทำไม Chat GPT ถึงให้คำแนะนำแบบนี้ เป็นต้น
ในประเด็นสุขภาพจิต น่าสนใจว่าเอไอกระทบกับสุขภาพจิตของผู้ใช้ได้ในหลายระดับ ซึ่งผู้เกี่ยวข้องมองว่าอาจให้ผลความรุนแรงมากกว่าโซเชียลมีเดียด้วยซ้ำ เนื่องจากเอไอทำงานด้วยอัลกอริทึมที่มีความสามารถในการปรับตัวเร็ว โดยเฉพาะให้มีความเป็นส่วนตัวสำหรับผู้ใช้แต่ละคนตามความชอบ ความต้องการ ไลฟ์สไตล์ และรสนิยม ในวงการตลาดจะมีคำว่า ‘Hyperpersonalization’ กล่าวคือทุกเนื้อหาจะถูกปรับมาเพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้สื่อแต่ละคน ถึงแม้ว่าสังคมอาจสนใจเรื่องอะไรคล้ายกัน แต่สิ่งที่เห็นผ่านหน้าจอก็อาจแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และเนื้อหาเหล่านั้นก็สะท้อนอารมณ์ที่เกิดขึ้นของผู้ใช้สื่อด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้ใช้สื่อรู้สึกอารมณ์ไม่ดีและอยู่กับคอนเทนต์เชิงลบอยู่ แทนที่สิ่งที่ปรากฏจะเป็นการหาทางออก แต่กลับจะเห็นแต่ข้อมูลความเศร้าซ้ำวนไปมาในเรื่องรอบตัว งานศึกษาจำนวนหนึ่งระบุว่าเอไอสามารถกลายเป็น ‘ห้องเสียงสะท้อน’ (Echo Chamber) ได้กล่าวคือคล้อยตามผู้ใช้และทำให้สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นข้อเท็จจริงที่ถูกเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น ดังนั้นหากผู้ใช้งานบอกว่า ‘โลกนี้มันแย่ ไม่มีใครรักฉันเลย’ เอไออาจตอบโต้ว่า ‘ผมเข้าใจ บางทีคุณอาจจะมีเหตุผลนะ’ แล้วเอไอก็จะสร้างห้องเสียงสะท้อนนั้นขึ้นมา ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตได้ต่อไป ในขณะที่ขนาดของห้องเสียงสะท้อนจะเล็กลงและเสียงสะท้อนนั้นจะดังขึ้นเรื่อยๆ เป็นชนวนให้เกิดความแตกแยกและช่องว่างทางความคิด เช่น เรื่องการเมืองหรือสังคมตามมา
ช่องว่างทางจริยธรรมในการใช้เอไอ
ประเด็นจริยธรรมของการนำข้อมูลจากเอไอไปใช้ที่จะนำไปสู่ข้อบังคับด้านกฎหมายยังไม่ได้มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนนัก และยังคงเป็นคำถามใหญ่ภายใต้ความสงสัยว่า ‘ถ้าฉันสร้างคอนเทนต์ด้วย AI ฉันจะเอาไปใช้ได้ไหม เอาไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้หรือเปล่า มันโอเคไหม’ หรือถ้าคนอื่นเอาคอนเทนต์ของฉันไป แล้ว AI มาเก็บข้อมูลเอาไปใช้เป็นแรงบันดาลใจต่อ ‘ฉันจะได้อะไรตอบแทนไหม’ ‘ฉันมีสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาหรือเปล่า’ เป็นต้น
ดังนั้น การใช้เอไอจึงน่าจะต้องเป็นวิจารณญาณจากผู้ใช้เป็นหลัก กล่าวคือใช้เอไอเพื่อให้ความช่วยเหลือในการสร้างสรรค์งาน แต่สุดท้ายแล้วความคิดหลักก็ควรมาจากผู้ใช้งาน เอไอในปัจจุบันนั้นมีเครื่องมือจำนวนมาก และเครื่องมือแต่ละตัวก็ให้ผลและประสิทธิภาพที่แตกต่างกัน มีทั้งแบบให้ทดลองใช้ฟรีและแบบเป็นสมาชิกที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน ประเด็นนี้หากมองในมุมของความเหลื่อมล้ำ ก็อาจทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าช่องว่างทางดิจิทัลมากขึ้นในสังคมด้วย นอกจากนั้น ในการเลือกใช้เครื่องมือเอไอ ผู้ใช้ต้องใช้ด้วยความรอบคอบ รวมทั้งต้องตระหนักด้วยว่ากำลังให้ข้อมูลแบบใดเข้าสู่ระบบ เต็มใจแชร์หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลของคุณกับเอไอหรือไม่ และรู้ทันด้วยไหมว่าข้อมูลที่อยู่ในเอไอเหล่านั้นจะถูกเอาไปใช้ทำอะไรต่อบ้าง เหล่านี้ล้วนเป็นชุดคำถามตั้งต้นเพื่อให้ผู้ใช้สื่อเข้าใจและเท่าทันการทำงานของเอไอในระดับชีวิตประจำวัน
………………………………………………………………..
สรุปข้อมูลจากโครงการผลิตสื่อวิดีโอพอดแคสต์เชิงวิชาการ ‘มีเดียมีเรื่อง’ เพื่อขับเคลื่อนการสื่อสารสาธารณะเรื่องทักษะการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและสื่อดิจิทัล (MIDL) โดย Media Alert กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมกับกลุ่มวิชาวารสารศาสตร์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน EP4 เตรียมตัวอย่างไรในยุค ‘Everything AI’ โดย Sascha Funk (หัวหน้าภาควิชาสื่อศึกษา โครงการบีเจเอ็ม คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปวีณา นิลบุตร (สื่อมวลชน)
![]()