สิทธิ์ที่ต้องรู้ของผู้บริโภคยุคดิจิทัล

หลังจากโลกเริ่มเข้าใจและให้ความสำคัญกับเรื่องความหลากหลายและความเท่าเทียมมาอย่างต่อเนื่อง สังคมไทยก็ได้เริ่มตื่นตัวกับเรื่อง ‘สิทธิ์’ ในภาพใหญ่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสิทธิมนุษยชน สิทธิเด็ก สิทธิของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ฯลฯ สำหรับผู้บริโภค มีสิทธิ์เรื่องใดที่ต้องรู้และควรรู้บ้าง ทำความเข้าใจสิทธิผู้บริโภคผ่านกรณีศึกษาต่างๆ เพื่อเพิ่มความตระหนักรู้เรื่องการเท่าทันสิทธิ์ และเรียนรู้แนวทางการทำงานด้านพิทักษ์สิทธิ์ของผู้บริโภคไปพร้อมกัน

เข้าใจเรื่องสิทธิ์ผู้บริโภคฉบับเริ่มต้น

          ผู้บริโภคไม่ได้หมายถึงเพียงผู้ซื้อสินค้าและบริการเท่านั้น แต่ ‘ผู้รับของ’ ก็เข้าข่ายผู้บริโภคด้วย เช่น ผู้รับของขวัญ พระรับบิณฑบาตจากญาติโยม หากเปิดหีบห่อแล้วไม่เหมือนกับที่ควรเป็น หรือแม้แต่การเห็นสื่อโฆษณา ในทางกฎหมายนับว่าเป็นผู้บริโภคแล้ว

          สิทธิ์ผู้บริโภคตามกฎหมายมี 5 ข้อ ได้แก่ 1. สิทธิ์ในการได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเที่ยงตรง เช่น ซื้อสินค้าที่ติดป้ายลดราคา แต่เมื่อไปจ่ายเงินพบว่าเป็นราคาเต็ม เนื่องจากร้านค้าติดราคาไว้ก่อนล่วงหน้า ก็นับเป็นการละเมิดสิทธิ์แล้ว 2. สิทธิ์ในการมีอิสระที่จะเลือกสินค้าและบริการโดยไม่ถูกกดดัน ข่มขู่ เช่น คลินิกเสริมความงามมีพนักงานห้อมล้อมเชิญชวนกดดันทำให้ต้องตัดสินใจซื้อบริการ ก็นับเป็นการละเมิดแล้ว 3. สิทธิ์ที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าและบริการ เช่น การซื้อของออนไลน์กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่มี มอก. และเกิดเหตุไฟไหม้ 4. สิทธิ์ที่จะได้รับความเป็นธรรมจากการสัญญา เช่น สินค้าไม่ตรงปก บ้านที่ตกลงซื้อแต่สร้างไม่เสร็จ และ 5. หากมีปัญหาจากสี่ข้อข้างต้น ผู้บริโภคมีสิทธิ์ได้รับการชดเชย เยียวยา

          ความสำคัญของการเข้าใจเรื่องสิทธิ์ คือหากเราต้องการการคุ้มครองและเรียกร้องสิทธิ์ของผู้บริโภคได้ถูกต้อง เราต้องเป็นผู้บริโภคที่เข้มแข็งและเข้าใจปัญหา ต้องรู้ว่ากำลังถูกละเมิดสิทธิ์อยู่ เช่น หน่วยงานราชการตรวจพบว่านมผงที่ขายอยู่นั้นไม่ได้คุณภาพ หรือค่ายมือถือที่ควบรวมกันทำให้คุณภาพช้าลง อินเทอร์เน็ตแพงขึ้น แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้ทำอะไร คนที่จะไปเรียกร้องได้คือผู้บริโภค

การขยับความเข้าใจเรื่องสิทธิ์ผู้บริโภคจากอดีตสู่ปัจจุบัน

          หนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ทำให้ภาพความเข้าใจเรื่องสิทธิ์ชัดขึ้น ได้แก่การมาของสื่อสังคมออนไลน์ ที่ทำให้การสื่อสารปัญหาผู้บริโภคเร็วขึ้นมาก รวมทั้งการเกิดขึ้นของสภาองค์กรผู้บริโภค ซึ่งเป็นองค์กรที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญปี 60 โดยมีหน้าที่หลักคือการรับเรื่องราวร้องทุกข์และให้ข้อเสนอแนะหน่วยราชการ เช่น การส่งนโยบายในการแก้ไขให้กับหน่วยงานราชการจำนวนมาก และการทำรายงาน ‘ละเลยการกระทำ’ เช่น เมื่อมีการเสนอแนะแล้วแต่ไม่เกิดการขยับจากภาครัฐ สภาองค์กรของผู้บริโภคจะออกรายงานละเลยการกระทำเพื่อบอกสาธารณะได้ว่าหน่วยงานใดไม่ทำหน้าที่ เช่น กรณีการควบรวมค่ายมือถือที่กล่าวว่าจะทำให้เกิดการควบคุมคุณภาพและค่าใช้จ่ายถูกลง เป็นประโยชน์กับผู้บริโภค แต่ภายหลังการควบรวมไม่ได้เป็นเช่นนั้น สภาฯ จึงได้ทำรายงานขึ้นมาและยื่นไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

          สภาองค์กรผู้บริโภคจะทำงานใกล้ชิดกับผู้บริโภคในการรับเรื่องราวร้องเรียน ซึ่งแบ่งเป็นหลายประเภท เช่น ปัญหาสินค้าไม่ได้คุณภาพ สินค้าไม่เป็นไปตามที่โฆษณาไว้ ปัญหาที่มีการร้องเรียนมากที่สุด ได้แก่ 1. ได้ของไม่ตรงปกจากการซื้อสินค้าออนไลน์ รวมถึงสินค้าชำรุดเสียหาย 2. ปัญหาแอปเงินกู้ ทั้งแบบมิจฉาชีพ และให้กู้แบบผิดกฎหมาย ไม่ได้มีการลงทะเบียนไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทย 3. SMS กวนใจทำให้เสียเวลา และกลุ่มมิจฉาชีพดูดเงินจากลิงก์ ซึ่งปัญหาลักษณะนี้ต้องมีมาตรการในการป้องกันโดยผู้เกี่ยวข้อง และเรียกร้องให้ กสทช. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเข้ามาแสดงบทบาทในเรื่องเหล่านี้

ภาพความตื่นตัวเรื่องสิทธิ์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

          จำนวนผู้ร้องทุกข์จากสภาคุ้มครองผู้บริโภค ในปี 2566 มีประมาณ 16,000 ราย และสภาฯ สามารถเข้าไปช่วยให้เกิดการชดเชยเยียวยาได้ 71 ล้านบาท ในขณะที่ปี 2567 เพิ่มเป็น 17,000 ราย และมูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่า เป็นจำนวน 252 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนความตื่นตัวของผู้บริโภคที่มากขึ้น

          มีนวัตกรรมที่ชื่อว่า ‘ศาลคดีผู้บริโภค’ เป็นศาลที่สามารถพูดปากเปล่าได้ ศาลจะจัดเสมียนศาลมาทำคำร้องให้ เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภค ไม่ต้องมีทนายและค่าธรรมเนียมศาล มีกรณีศึกษาหนึ่งที่มีการร้องต่อศาลแล้วสำเร็จ คือกรณีสายการบินหนึ่งโฆษณาว่าหากเครื่องล่าช้าเกิน 2 ชั่วโมง จะมีการค่าเยียวยาให้ผู้โดยสารเป็นเงิน 1,800 บาท แต่สุดท้ายไม่จ่ายด้วยเหตุผลว่าการล่าช้านั้นอยู่เหนือการควบคุม ผู้บริโภคจึงไปขอคำปรึกษาจากมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และฟ้องศาลคดีผู้บริโภค เมื่อสืบหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วก็ไม่ได้ขึ้นศาล เพราะมีการไกล่เกลี่ย และได้รับการเยียวยาจากสายการบินได้ในที่สุด

ก้าวต่อไปในการทำงานเรื่องสิทธิ์

          หน้าที่ของสภาองค์กรผู้บริโภคด้านหนึ่งคือการให้คำแนะนำหรือมาตรการให้กับหน่วยงานหรือรัฐบาล ซึ่งในระยะที่ผ่านมามีการรณรงค์หรือเสนอแนะนโยบายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายเรื่อง เช่น การได้สินค้าไม่ตรงปก ก็เกิดมาตรการเปิดก่อนจ่าย หรือภัยทุจริตการเงินซึ่งมีค่าเสียหายจำนวนมาก ทางธนาคารแห่งประเทศไทยก็มีมาตรการห้ามธนาคารแนบลิงก์ การไล่ปิดบัญชีม้า หรือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดสายด่วนภัยออนไลน์ 1441 รวมทั้งการกดดันให้บริษัทโทรศัพท์มือถือเอาแอปเงินกู้ที่ติดตั้งไว้โดยอัตโนมัติออกจากโทรศัพท์

          สภาองค์กรผู้บริโภคเป็นหน่วยงานหนึ่งที่อยู่ตรงกลางและจะทำงานเมื่อได้ยินเสียงเรียกร้องจากประชาชน ดังนั้น เพื่อออกมาตรการ ข้อเสนอแนะ หรือให้ข้อแนะนำต่างๆ ผู้บริโภคจึงต้องมีความเข้มแข็งเพื่อสะท้อนปัญหาออกมา โดยมีสโลแกนที่ใช้กันว่า ‘ฟ้องร้องเรียนหนึ่งครั้ง ดีกว่าบ่นพันครั้ง’ เพราะการร้องเรียนจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและทำให้ผู้ประกอบการมีธรรมาภิบาล

………………………………………………………………..

สรุปข้อมูลจากโครงการผลิตสื่อวิดีโอพอดแคสต์เชิงวิชาการ ‘มีเดียมีเรื่อง’ เพื่อขับเคลื่อนการสื่อสารสาธารณะเรื่องทักษะการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและสื่อดิจิทัล (MIDL) โดย Media Alert กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมกับกลุ่มวิชาวารสารศาสตร์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน EP5 สิทธิ์ที่ต้องรู้ของผู้บริโภคยุคดิจิทัล โดยรองศาสตราจารย์รุจน์ โกมลบุตร (คณะวารสารศาสตร์ฯ ธรรมศาสตร์) และอนรรฆพร ลายวิเศษกุล (ไทยรัฐพลัส)

Loading

แชร์ลิงก์
Facebook
LinkedIn
X
Threads

บทความล่าสุด

การค้นหา

บทความล่าสุด :

นายปราโมทย์ บุญนำสุข

รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

  • ปริญญาตรี การบริหาร และการจัดการ สาขา การตลาด มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ
  • ปริญญาโท การบริหาร และการจัดการวิทศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ
  • ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายยุทธศาสตร์ และวิจัย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
  • หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ธุรกิจใหม่ บริษัทไทยคม จำกัด มหาชน
  • ผู้จัดการทั่วไป บริษัทไทย แอดวานซ์ อินโนเวชั่น จำกัด
  • ผู้จัดการฝ่ายการตลาดบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านดาวเทียม บริษัทไทยคม จำกัด มหาชน
  • ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ซีเอสล็อกอินโฟร์ จำกัด มหาชน

ดร. ชำนาญ งามมณีอุดม

รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

  • ปริญญาตรี การจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค)
  • ปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ (การตลาด) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค)
  • ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาบริหารธุรกิจ (Commerce) Magadh University, India
  • คณะกรรมการประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ตัวแทนประเทศไทยในการเข้าร่วมเป็นวิทยากร การประชุม และเจรจาระหว่างประเทศ
  • กรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2564
  • ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการจัดตั้งหน่วยงานเพื่อบริหารการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก และขนาดย่อย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
  • นักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการพาณิชย์ และทรัพย์สินทางปัญญา
  • ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการเขตเศรษฐกิจพิเศษ กรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน
  • หัวหน้าภาควิชาการจัดการธุรกิจโลก (Global Business Management)
  • หัวหน้าศูนย์พัฒนาสมรรถนะทรัพยากรมนุษย์ วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
  • อาจารย์ ผู้สอน และกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาโท และปริญญาเอก หลายมหาวิทยาลัย อาทิ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นต้น
  • ที่ปรึกษาด้านการจัดทำแผนแม่บท ด้านธุรกิจระหว่างประเทศ ด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม

ดร.ธนกร ศรีสุขใส

ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

  • นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (พัฒนาสังคม) คณะพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
  • ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (เศรษฐศาสตร์การเมือง) คณะเศรษฐศาสตร์
  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (สื่อสารมวลชน)
    คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สมัยที่ 2
  • คณะกรรมการประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • อนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการกระจายเสียง สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • ผู้ปฏิบัติงานประจำ กสทช. พลโท ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการเรียกคืนคลื่นความถี่และเยียวยาคลื่นความถี่ 700 MHz สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการส่งเสริมการกำกับดูแลกันเองของผู้ประกอบกิจการด้านการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการกำหนดลักษณะและประเภทของการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี (TITV) ก่อนเปลี่ยนผ่านเป็น Thai PBS สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
  • ผู้บริหารและผู้ดำเนินรายการกลุ่มบริษัท สำนักข่าว  INN
  • หัวหน้าคณะทำงานโครงการประชาสัมพันธ์เชิงรุกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย
  • อบรมหลักสูตร นักบริหารการเงินการคลังภาครัฐ (บงส.) รุ่นที่ 9
  • เป็นผู้แทนสำนักงาน กสทช. ร่วมคณะกับกระทรวงการต่างประเทศศึกษาแนวทางการต่อต้านแนวคิดสุดโต่งที่นิยมความรุนแรงและการสร้างเรื่องเล่าโต้ตอบ (Counter-Narratives) ณ ประเทศสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ ระหว่างวันที่ 30 กันยายน- 3 ตุลาคม 2561
  • อบรมหลักสูตร Boardcast and Content Regulation จัดโดยสำนักงาน กสทช. ร่วมกับ Thomson Foundation ประเทศสหราชอาณาจักร และ intitute for Defense & Business ประเทศสหรัฐอเมริกา

ร้อยโท ดร.ธนกฤษฏ์ เอกโยคยะ

รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

  • ปริญญาตรี (นบ.) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
  • ปริญญาโท (Master of Laws) จาก The University of Auckland ประเทศนิวซีแลนด์
  • ปริญญาเอก (Doctor of Philosophy) ด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและเทคโนโลยีสารสนเทศ จาก The University of Southampton ประเทศอังกฤษ
  • อุปนายกสมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย
  • รักษาการผู้อำนวยการสำนักเครื่องหมายการค้า
  • หัวหน้ากลุ่มงานจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศ
  • หัวหน้ากลุ่มงานความร่วมมืออาเซียน เอเปค และจีน ณ กรมทรัพย์สินทางปัญญา
  • เข้าร่วมคณะทำงานเจรจา FTA ไทย-อินเดีย และ WTO ขณะดำรงตำแหน่งนักวิชาการพาณิชย์ ณ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
  • ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์ ณ กรุงบรัสเซลส์
  • รับผิดชอบการจัดตั้งบริษัทลูกของ AOT เพื่อดำเนินการด้านการขนส่งสินค้าเน่าเสียง่ายผ่านช่องทางพิเศษ
  • อาจารย์พิเศษและกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกหลายมหาวิทยาลัย อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นต้น

ดร. ชำนาญ งามมณีอุดม

รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

  • ปริญญาตรี การจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค)
  • ปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ (การตลาด) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค)
  • ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาบริหารธุรกิจ (Commerce) Magadh University, India
  • คณะกรรมการประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ตัวแทนประเทศไทยในการเข้าร่วมเป็นวิทยากร การประชุม และเจรจาระหว่างประเทศ
  • กรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2564
  • ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการจัดตั้งหน่วยงานเพื่อบริหารการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก และขนาดย่อย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
  • นักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการพาณิชย์ และทรัพย์สินทางปัญญา
  • ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการเขตเศรษฐกิจพิเศษ กรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน
  • หัวหน้าภาควิชาการจัดการธุรกิจโลก (Global Business Management)
  • หัวหน้าศูนย์พัฒนาสมรรถนะทรัพยากรมนุษย์ วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
  • อาจารย์ ผู้สอน และกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาโท และปริญญาเอก หลายมหาวิทยาลัย อาทิ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นต้น
  • ที่ปรึกษาด้านการจัดทำแผนแม่บท ด้านธุรกิจระหว่างประเทศ ด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม

ดร.ธนกร ศรีสุขใส

ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

  • นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (พัฒนาสังคม) คณะพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
  • ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (เศรษฐศาสตร์การเมือง) คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (สื่อสารมวลชน) คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สมัยที่ 2
  • คณะกรรมการประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • อนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการกระจายเสียง สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • ผู้ปฏิบัติงานประจำ กสทช. พลโท ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการเรียกคืนคลื่นความถี่และเยียวยาคลื่นความถี่ 700 MHz สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการส่งเสริมการกำกับดูแลกันเองของผู้ประกอบกิจการด้านการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการกำหนดลักษณะและประเภทของการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี (TITV) ก่อนเปลี่ยนผ่านเป็น Thai PBS สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
  • ผู้บริหารและผู้ดำเนินรายการกลุ่มบริษัท สำนักข่าว  INN
  • หัวหน้าคณะทำงานโครงการประชาสัมพันธ์เชิงรุกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย
  • อบรมหลักสูตร นักบริหารการเงินการคลังภาครัฐ (บงส.) รุ่นที่ 9
  • เป็นผู้แทนสำนักงาน กสทช. ร่วมคณะกับกระทรวงการต่างประเทศศึกษาแนวทางการต่อต้านแนวคิดสุดโต่งที่นิยมความรุนแรงและการสร้างเรื่องเล่าโต้ตอบ (Counter-Narratives) ณ ประเทศสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ ระหว่างวันที่ 30 กันยายน- 3 ตุลาคม 2561
  • อบรมหลักสูตร Boardcast and Content Regulation จัดโดยสำนักงาน กสทช. ร่วมกับ Thomson Foundation ประเทศสหราชอาณาจักร และ intitute for Defense & Business ประเทศสหรัฐอเมริกา