ช่วงที่ผ่านมานับเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของเทรนด์ความงามหรือบิวตี้ (beauty) ไปสู่เวลเนส (wellness) คือมีการขยับจากเนื้อหาเรื่องแต่งหน้า การดูแลผิว ไปสู่การดูแลร่างกาย และความรู้สึกจากข้างใน เป็นการมองแบบองค์รวม และใกล้กับชีวิตของผู้คนมากขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นความเข้าใจใหม่ว่าความสวยไม่ใช่เฉพาะจากการแต่งเติม แต่ต้องสวยมาจากภายใน ด้วยเทรนด์ความสวยแบบปัจจุบันนี้ ผู้บริโภคควรเข้าใจเรื่องความสวยความงามอย่างไร
อัพเดทเทรนด์ความงาม เพราะความสวยหยุดไม่ได้
กระแสของบิวตี้ยุคนี้ให้ความสำคัญกับเรื่องร่างกายและจิตใจ (body and mind) เช่น การบำบัดด้วยเสียง พีลาทีส รวมถึงกีฬาที่ช่วยเรื่องข้างใน เช่น การต่อยมวย การวิ่ง โดยเทรนด์เหล่านี้อาจเกิดจากกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ที่ทำตามกันและกลายเป็นกระแสขึ้นมา แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่าเนื้อหาหรือคอนเทนต์ที่ปรากฏนั้นมีทั้งแบบที่มีคุณภาพและที่ยังต้องตั้งคำถาม เพราะในยุคสื่อสังคมออนไลน์นั้น เราจะเห็นคนลุกขึ้นมาทำคอนเทนต์จำนวนมาก ดังนั้นในฐานะคนเสพสื่อจึงต้องมีวิจารณญาณ พิจารณาคุณภาพของข้อมูลและผู้ให้ข้อมูล ว่ามีความจริงใจในการสื่อสารหรือไม่ ในทางกลับกันอินฟลูเอนเซอร์หรือสื่อเองก็ต้องช่วยสังคมในการเติมเต็มข้อมูลที่ถูกต้อง ทั้งเรื่องสินค้า บริการและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นด้วย
ข้อมูลหนึ่งที่ผู้บริโภคควรแยกให้ชัดคือบทบาทของ KOL (Key Opinion Leader) ที่อาจจะขายคอนเทนต์ทั้งไลฟ์สไตล์ รูปร่างผิวพรรณ ความงามส่วนตัว การรีวิวสินค้า และข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์ ซึ่งอาจไม่ได้ลงลึกรอบด้าน แต่สำหรับสื่อมวลชนข้อมูลตรงนี้จะแตกต่างเพราะเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ การอ้างอิงข้อมูลจากแบรนด์ จากผู้เชี่ยวชาญ เป็นเรื่องของข้อเท็จจริงที่ต้องทำให้ปรากฏ ดังนั้น การข้อมูลที่ผลิตจาก KOL และสื่อจึงมีความแตกต่างกันอยู่
ข้อมูลที่ควร ‘เอ๊ะ!’ สำหรับผู้บริโภคมีหลายเรื่อง อาทิ เรื่องการออกกำลังกายซึ่งเป็นประเด็นหนึ่งที่ผู้คนให้ความสนใจ ณ เวลานี้ สังคมเห็นคนสวยหรือคนรูปร่างดีมาแชร์วิธีการออกกำลังกาย หรือแนะนำเรื่องอาหารการกิน ผู้รับสารต้องพิจารณาให้ดี เพราะหลายครั้งพบว่าคำแนะนำที่เห็นอาจไม่เหมาะกับทุกคน ควรต้องมีผู้เชี่ยวชาญหรือผู้รู้ให้คำแนะนำเชิงเทคนิค เพราะสิ่งที่ทำอาจกระทบร่างกายโดยตรง เช่น ท่าออกกำลังกายกระชับสัดส่วนในบางท่าก็อาจไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ หรือมีข้อจำกัดเรื่องโรคประจำตัว อายุ ข้อจำกัดเชิงสรีระ เป็นต้น หากทำตามอาจได้ผลร้ายมากกว่าผลดี
ความท้าทายของสื่อและ Content Creator คือผู้ชมมีความรู้มากขึ้น หาคำตอบได้ด้วยตัวเองมากขึ้น ดังนั้นจึงสำคัญมากที่การนำเสนอเนื้อหาต้องมีหลักฐาน มีการอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ ต้องดูแลทั้งเรื่องปริมาณเนื้อหาและคุณภาพของงานที่ออกไป คนที่เรียกตัวเองว่าเป็นอินฟลูเอนเซอร์อาจมีวิธีการทำงานที่แตกต่างกันไป เช่น การรีวิวของบางท่านไม่ได้ให้ความสำคัญกับข้อมูลผลิตภัณฑ์ คือเล่าสู่กันฟังว่าใช้แล้วดีไม่ดีอย่างไร ในขณะที่บางท่านที่มีพื้นฐานความรู้ เช่น เภสัชกร แพทย์ ก็จะระวังมากขึ้นในการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง
Check List สำคัญสำหรับผู้บริโภคก่อนซื้อผลิตภัณฑ์และบริการกลุ่มบิวตี้
หนึ่ง ให้ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้ชัดเจน เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจะมีการระบุข้อความไว้ว่าผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของบุคคล แต่ถ้าเป็นเครื่องสำอางจะไม่มี ดังนั้นจะพบว่ามีผู้บริโภคที่เห็นอินฟลูเอนเซอร์ใช้แล้วสีสวย แต่พอซื้อมาใช้กลับไม่เป็นแบบนั้น ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับโทนสีผิวและประเภทผิวที่ต่างกัน ส่วนกลุ่มของการศัลยกรรม การยกหน้า ยกกระชับ ก็ต้องศึกษาข้อมูลความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการเหล่านั้นเป็นอย่างดี
สอง มีข้อมูลพื้นฐานติดตัวไว้เสมอ เช่น ส่วนผสมที่เหมาะกับสภาพผิวแต่ละแบบ ผิวแห้ง ผิวมัน มีสิว ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกันอย่างไร ศัพท์เฉพาะของผลิตภัณฑ์ความงามมีอะไรบ้าง มีความหมายว่าอะไร เช่น สารต้านอนุมูลอิสระ เวลาอ่านส่วนผสมจะได้เข้าใจ
สาม ตระหนักเสมอว่าความสวยที่เห็นในยุคนี้อาจใช้เอไอทำได้ทุกอย่าง คนในคอนเทนต์ที่เราเห็นว่าสวยว่าเป๊ะนั้นอาจมีเอไออยู่เบื้องหลัง ซึ่งปัจจุบันมี ‘ความเนียน’ มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม ในด้านภาษาอาจจะพอจับได้บ้างว่าไม่ใช่ภาษาแบบที่มนุษย์สื่อสารกัน ยังมีความแตกต่างกันอยู่ ตรงนี้ผู้บริโภคต้องระวัง
ชวนเท่าทันคอนเทนต์ยอดนิยมสายบิวตี้
คอนเทนต์เปรียบเทียบผลลัพธ์แบบก่อน-หลัง (Before-After) เป็นกลุ่มคอนเทนต์ที่ทำเงินได้มากหากคิดเชิงธุรกิจ เพราะเห็นผล มีหลักฐานชัด แต่จริงๆ แล้วคลินิกหัตถการต่างๆ ไม่สามารถทำคอนเทนต์ลักษณะนี้ได้ ผู้เสพสื่อจึงต้องตั้งคำถามให้มากว่าจริงหรือ เป็นไปได้หรือ และอย่าลืมว่าถ้าเป็นเรื่องรูปหน้า ผิวหน้า แอปพลิเคชันช่วยปรับได้ ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ ควรหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้รู้ ก่อนตัดสินใจ
เรื่องการโฆษณาเกินจริงเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับมุมของผู้ผลิตสื่อ การมีกฎหมายกำหนดเป็นการปกป้องผู้บริโภคด้วยชั้นหนึ่ง เช่น คำว่า ‘กระจ่างใส’ ก็ไม่สามารถใช้ได้ ต้องปรับเป็น ‘แลดูกระจ่างใส’ เพื่อเป็นการทำให้ผู้บริโภคทราบว่าเห็นผลลัพธ์จากแค่การมองดู ไม่ได้ทำให้กระจ่างใสได้จริงๆ หรือคำว่า ‘เรียบเนียนเป็นธรรมชาติมาก เห็นผลทันที เห็นผลแน่นอน สวยแน่นอน ขาวแน่นอน เรียวขึ้น’ คำกลุ่มนี้ใช้ไม่ได้ จะต้องปรับให้เป็นคำว่า ‘ดูเป็นธรรมชาติ ดูขาวขึ้น ดูสวยขึ้น ดูเรียวขึ้น’ กระทั่งคำว่าสถานบริการครบวงจร ก็มีความสุ่มเสี่ยงต่อการใช้เช่นกัน
รับมือกับ Beauty Burnout
ชวนกลับมาทบทวนความหมายของความสวยของแต่ละคน เพราะยุคนี้ความสวยมีหลายแบบ เช่น ช่วงหลังโควิด แนวโน้มความสวยคือ ความสวยแบบธรรมชาติ ผิวโกลว์ (Glow) ผิวฉ่ำ ผิวกระจก (Glass Skin) และต่อยอดด้วยหัตถการงานผิวที่เสริมการผลิตคอลลาเจนใต้ผิว ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมาก การเปลี่ยนแปลงไปของรูปแบบความสวยเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นสัญญาณที่ทำให้เกิดความเครียดจากความอยากสวย (Beauty Burnout) ความสวยที่ดูเหมือนเป็นธรรมชาติและไม่ต้องใช้ความพยายามนั้น จริงๆ แล้วใช้ทั้งเงิน เวลา และแรง ซึ่งทำให้เกิดการ Burnout ได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น คำว่าสวยเป็นธรรมชาติอาจจะไม่ได้เกิดจากธรรมชาติจริงๆ เพราะกว่าจะสวยได้ต้องจ่ายเงิน อาจต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลให้ร่างกายเก็บกักสารพิษอันก่อให้เกิดโรคร้าย หรือเรื่องผิวที่ทดลองมาทุกรูปแบบจนเกินแก้
ผลกระทบด้านสุขภาพจิตก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่ากังวล เพราะผู้คนรู้สึกไม่พึงพอใจในรูปร่างหรือความสวยของตัวเองจากมาตรฐานความงามที่กำกับความคิดอยู่ ซึ่งไม่ได้มีเพียงแบบแผนเดียว ทุกคนมีปัญหาความงามที่แตกต่างและวิ่งหาตัวช่วย จนสุดท้ายเกิดความรู้สึกว่า ‘ทำไมไม่สวยสักที’ ผู้บริโภคอาจต้องปรับจูนวิธีคิดใหม่ให้พอใจในความเป็นตัวเองมากขึ้น (ไม่ได้พูดในบริบทศัลยกรรม) แต่เป็นเรื่องการดูแลตัวเองจากข้างใน เป็นเวอร์ชั่นใหม่ของตัวเองที่จะมีความสุขกว่าเดิม
How To Love Yourself ผ่านความเข้าใจเรื่องความสวย
คำว่า ‘Lovegevity’ (ความงามยั่งยืน) ต่อยอดมาจากคำว่า ‘Longevity’ (อายุยืนยาว) ดังนั้น สิ่งสำคัญคือความเข้าใจตัวเองว่าเราต้องการอะไร เช่น เรื่องความสวย บางคนอยากดูผิวกระจ่างขึ้น บางคนอยากหน้าไม่มีสิว เมื่อรู้ความต้องการแล้วก็กลับมาถามตัวเองว่าแล้วเรายังรักตัวเองได้ไหม ถ้าความสวยของเรายังไม่ไปถึงจุดนั้น
ความสวยเป็นเรื่องความมั่นใจ เป็นเรื่องของการรู้จักตัวเองควบคู่ไปกับการเสพสื่ออย่างเหมาะสม ถ้าตามกระแส ตามสื่อมากเกินไป เมื่อเวลาผ่านไปก็อาจกลับไปแก้ไขอะไรได้ยาก
ท้ายที่สุดความสวยควรเป็นสิ่งที่ต้องมาจากข้างใน (Beauty Inside Out) ถ้าเราอยากเป็นคนสวย ก็จำเป็นต้องเข้าใจเรื่อง Inside Out คือค้นหาให้พบว่าอะไรข้างในตัวเราที่สำคัญ เช่น ความมั่นใจ ความรู้รอบเรื่องผลิตภัณฑ์ ความเข้าใจเรื่องความงามรวมถึงการมีสติในการเสพสื่อ
………………………………………………………………..
สรุปข้อมูลจากโครงการผลิตสื่อวิดีโอพอดแคสต์เชิงวิชาการ ‘มีเดียมีเรื่อง’ เพื่อขับเคลื่อนการสื่อสารสาธารณะเรื่องทักษะการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและสื่อดิจิทัล (MIDL) โดย Media Alert กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมกับกลุ่มวิชาวารสารศาสตร์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน EP6 เมื่อความสวยหยุดไม่ได้ โดย ธีรชยา พิมพ์กิติเดช (บรรณาธิการความงามโว้คดิจิทัล ประเทศไทย) และปวีณา นิลบุตร (สื่อมวลชน)
![]()