“นั่นไงๆ เจ้าเต่าปูลู ดูสิหัวมันโต แต่แหลมเหมือนนกแก้วเลย แถมหางยาวและปีนต้นไม้ได้ด้วย”
เสียงอุทานด้วยความตื่นเต้นของเป้ เด็กหญิงวัย 10 ขวบ ตัวเล็ก ๆ หน้าตาน่ารัก หลังได้เห็นเจ้าเต่าปูลูตัวเป็น ๆ นอนเล่นอาบแดดอยู่บนหินข้างลำธารใสแจ๋ว พร้อมกับน้อง ๆ และเพื่อน ๆ วัย 6-12 ปี รวม 60 คน จากโรงเรียนเย็นศิระบ้านหมากแข้ง บริเวณเทือกเขาเพชรบูรณ์ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ซึ่งเดินสำรวจธรรมชาติพร้อมกับลุงป้าน้าอาในป่าใกล้หมู่บ้าน ซึ่งเป็นหนึ่งในบ้านของเต่าปูลูในไทย เพื่อให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ธรรมชาติของเต่าปูลู ที่กำลังใกล้จะสูญพันธุ์ ทั้งที่มันเป็นเหมือนดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของระบบนิเวศของป่าไม้และแม่น้ำได้เป็นอย่างดี ซึ่งกิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “กาลครั้งหนึ่งกับเจ้าเต่าปูลู” ซึ่งเจนณรงค์ ดิษฐ์เหมือน มือผลิตสื่อและงานโปรดักชัน สายสิ่งแวดล้อมตั้งใจจัดกิจกรรมขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประเภทเชิงยุทธศาสตร์ ปี 2567
“เต่าปูลู เป็นตัวชี้วัดระบบนิเวศเทือกเขาในจังหวัดเพชรบูรณ์และจังหวัดเลย เป็นไอเดียแรกเริ่มของการทำโครงการ เพื่อเล่าเรื่องให้เห็นว่า เต่าปูลูมีความสำคัญอย่างไรกับสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศต่าง ๆ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่มันเปลี่ยนแปลงและรุนแรงขึ้นทุกปี เราก็สนใจและเป็นห่วงคนรุ่นหลัง โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ก็เลยอยากทำโครงการนี้ขึ้นมาเพื่อให้คนในพื้นที่ รวมถึงทุกคนเห็นถึงความสำคัญของเต่าปูลู ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนลดน้อยลงเรื่อย ๆ เนื่องจากโดนล่า และโดนจับมากิน”
โดยโครงการกาลครั้งหนึ่งกับเจ้าเต่าปูลู มีทั้งการจัดกิจกรรม สอนแต่งนิทาน และผลิตแอนิเมชัน หลังเด็ก ๆ ได้ดูเจ้าเต่าปูลูตัวเป็น ๆ เรียนรู้ลักษณะพิเศษ วิถีชีวิตและเมนูโปรดของเจ้าเต่าปูลูแล้ว ยังได้เรียนรู้และสร้างสรรค์ผลงานตามฐานต่าง ๆ ทั้งนิทาน กวี สต็อปโมชัน และการสร้างสื่อ ตลอด 3 วัน โดยเฉพาะฐานนิทานที่เด็ก ๆ ได้วาดภาพความน่ารักของเจ้าเต่าปูลู โดยมีครูปรีดา ปัญญาจันทร์ นักแต่งนิทานและวาดภาพประกอบนิทานระดับบรมครู คอยช่วยแนะนำ ซึ่งพบว่าเด็ก ๆ หลายคนมีลายเส้นที่สวยงาม ทีมงานจึงคัดเอาภาพเต่าปูลูที่เด็ก ๆ วาด ให้ครูปรีดานำภาพตัวเต่าปูลูจากเค้าโครงลายเส้นฝีมือเด็ก ๆ ไปใช้เป็นภาพประกอบนิทานเต่าปูลู ใน 3 เรื่อง ทั้ง ผมชื่อปูลู, อาหารปูลู, และ บ้านของปูลู โดยจัดพิมพ์นิทานทั้ง 3 เล่ม ออกมา 3,000 เล่ม แจกจ่ายไปตามห้องสมุดของศูนย์เด็กเล็ก และหน่วยงานต่าง ๆ ในหลายภาคส่วน รวมทั้งผลิตเป็น E-book ออกเผยแพร่ด้วย
“พอเด็ก ๆ ได้เห็นรูปเล่มนิทานที่ผลิตเสร็จแล้ว ได้เห็นลายเส้นของตัวเอง และได้เห็นชื่อของตัวเองทั้ง 60 คนอยู่ที่ท้ายเล่มนิทานด้วย เขาก็ดีใจและภูมิใจกันมาก พวกเขาต่างขอบคุณที่เราเข้าไปจัดกิจกรรมให้ความรู้และประสบการณ์ในการเล่าเรื่องนิทานและอนุรักษ์เต่าปูลู บางคนบอกว่าเขาอยู่ในพื้นที่นี้มาตั้งนานยังไม่เคยเห็นเต่าปูลูเลย เพิ่งมารู้จักก็วันนี้ว่ามันคือเต่าปูลู มันก็ทำให้ทีมงานอิ่มใจเหมือนกันว่าสิ่งที่ทำไปก็เห็นผลนะ ทุกคนเห็นก็มารุม อ๋อ นี่เต่าปูลู ๆ ซึ่งมันก็เป็นเต่าอีกชนิดที่เด็กในพื้นที่ตรงนั้นเห็นแล้วต้องร้องอ๋อแน่นอน มีหลายคนที่นำไปบอกเล่าต่อกับเพื่อนและคนในครอบครัวด้วย ช่วยกระตุ้นให้เกิดการอนุรักษ์ได้มากขึ้น แทนที่จะจับมาขาย”
เจนณรงค์ เล่าด้วยรอยยิ้มจากความภูมิใจ หลังสิ่งที่เขาลงแรงไปช่วยให้เด็ก ๆ ได้รู้จักและเห็นความสำคัญของเจ้าเต่าปูลู ซึ่งจะนำไปสู่การอนุรักษ์ในอนาคต
“สวัสดีครับ ผมชื่อปูลูนะครับ ผมเป็นเต่าชนิดหนึ่งที่แตกต่างจากเพื่อน ผมมีหัวที่โตมาก จนหดเข้ากระดองไม่ได้ ส่วนปากผม มีคนบอกว่าเหมือนนกแก้ว หลายคนจึงเรียกผมว่าเต่าปากนกแก้ว”
ภาพของเจ้าเต่าปูลู ท่าทางต้วมเตี้ยมน่ารัก จากภาพวาดลายเส้นในหนังสือนิทาน ต่อยอดสู่ภาพเคลื่อนไหว ที่เจ้าเต่าปูลูกำลังแนะนำตัวเองผ่านแอนิเมชัน เรื่องเล่าเต่าปูลู ทั้ง 3 ตอน ทั้ง ผมชื่อปูลู, ปูลูอยู่ที่ไหน, และเมนูที่ปูลูชอบ ออกเผยแพร่ทางยูทูบและเฟซบุ๊กด้วย ซึ่งได้รับการตอบรับดีมากจากเด็ก ๆ และผู้ชม
โดยโครงการนี้จัดทั้งกิจกรรม ทำหนังสือนิทานและแอนิเมชัน ใช้เวลาผลิต 12 เดือนเต็ม แม้จะต้องเจอกับความท้าทายและกรอบของเวลา แต่เจนณรงค์และทีมงานก็ทุ่มเทกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้ผู้คนได้เรียนรู้เรื่องราวของเต่าปูลูในไทยที่ใกล้จะสูญพันธุ์ได้มากขึ้น
“เรามีความสุขที่ได้ทำ แม้ว่าโครงการนี้จะจบลงแล้วก็ตาม ภูมิใจที่มีเครือข่ายมาร่วมแรงร่วมใจช่วยกันผลักดันอย่างเต็มที่ ทำงานนี้จนสำเร็จ และได้รับผลตอบรับที่ดีมาก ๆ ทั้งจากเด็ก ๆ ที่มาร่วมกิจกรรม ผู้ชมที่ได้อ่านนิทานและได้ดูแอนิเมชันชุดนี้ รวมถึงมีคำชื่นชมจากคณะกรรมการของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ มันทำให้ทีมงานอิ่มเอมใจ รู้สึกหายเหนื่อย”
เจนณรงค์ เล่าทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง หลังผลงานที่ตั้งใจผลิตขึ้น เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ชาวบ้านและเยาวชนในพื้นที่บ้านของเต่าปูลู รวมทั้งคนทั่วไป หันมาสนใจทำความรู้จักกับเจ้าเต่าปูลูที่ใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งจะนำไปสู่การหยุดล่าและหันมาอนุรักษ์เจ้าเต่าปูลู ให้อยู่ในบ้านกลางป่าได้อย่างมีความสุขและมีประชากรเต่าปูลูในไทยเพิ่มขึ้นในอนาคต
![]()