ถอดบทเรียน การสื่อสารช่วงเลือกตั้ง 2569 : เวทีดีเบตกร่อย – อินฟลุฯ เด่น – IO เฟกนิวส์เป็นระบบ

การเลือกตั้ง สส. ทั่วประเทศ พร้อมกับประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ผ่านไป ท่ามกลาง ‘พลวัตในการสื่อสาร’ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างน่าสนใจไม่ว่าการสื่อสารนั้นจะทำไปด้วยวัตถุประสงค์ใด ทั้งเพื่อรณรงค์ให้คนตื่นตัวออกมาใช้สิทธิ, พยายามให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง, ช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมือง, ตรวจสอบการทำงานองค์กรที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงตั้งคำถามถึงการเลือกตั้งว่า เป็นไปโดยสุจริต โปร่งใส ชอบด้วยกฎหมาย และเที่ยงธรรมมากน้อยแค่ไหน

และไม่ว่าผู้ที่สื่อสารนั้นจะมีบทบาทสถานะใด ทั้งจากภาครัฐ, พรรคการเมือง, ผู้สนับสนุน, สื่อมวลชน ภาคประชาสังคม หรือประชาชนทั่ว ๆ ไป

หากเทียบการเลือกตั้ง สส. 3 ครั้งหลังสุด คือในปี พ.ศ. 2562, 2566 และ 2569 (อาจรวมถึงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในปี พ.ศ. 2565 ด้วย) จะเห็นพัฒนาการในการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารที่ชวนจับตา ในช่วงเวลาไม่ถึงสิบปี บางอย่างเปลี่ยนไปมหาศาล บางอย่างเปลี่ยนไปจากหน้าเป็นหลังมือ ทั้งในเชิงประเด็น วิธีการ และพื้นที่ ไปจนถึงตัวผู้เล่น

SPRiNG และ Media Alert อยากสรุปสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกการสื่อสารคอนเทนต์ช่วงเลือกตั้ง สส. และประชามติ ปี พ.ศ. 2569 เพื่อบันทึกไว้ว่า เกิดอะไรขึ้นบ้างในอีเวนต์ใหญ่การเมืองครั้งนี้ ให้เห็นภาพรวมภูมิทัศน์ในการสื่อสาร และเพื่อเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ไว้สำหรับเป็นฐานข้อมูลสำหรับการศึกษาต่อไปในอนาคต

โดยสรุปสิ่งที่พบเห็นออกมาเป็น 5 ประเด็นดังนี้

  1. แคมเปญสื่อสารเชิงสร้างสรรค์
  2. ข้อมูล(เท็จ)ที่ถูกปล่อยอย่างเป็นระบบ
  3. บทบาทสื่อบุคคลโดดเด่น
  4. สื่อองค์กรร่วมกันทำงาน
  5. วิธีการสื่อสารที่อาจไม่ได้ผลอีกต่อไป?

โดยเราได้นำข้อสังเกตเบื้องต้นไปพูดคุยกับ รศ.ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม จากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมชาติ ที่ช่วงเลือกตั้งปี พ.ศ. 2569 มีบทบาททั้งเป็นผู้สังเกตการณ์ภูมิทัศน์การสื่อสาร และเป็นหัวหน้าโครงการ Fact-Check Thailand 2026 เพื่อข้อความเห็นละข้อเสนอแนะ ที่มีทั้งเห็นด้วย เห็นต่าง และเห็นต่อยอดในบางเรื่อง

แคมเปญสื่อสารเชิงสร้างสรรค์

ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น การเลือกตั้ง สส. ครั้งนี้ เกิดพร้อมกันกับการทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นผลให้ในวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ผู้มีสิทธิทุกคนจะต้องไปกาบัตรลงคะแนนถึง 3 ใบ ทั้งบัตรเลือก สส.แบบแบ่งเขต, บัตรเลือก สส.แบบบัญชีรายชื่อ และบัตรประชามติ ที่จากการสำรวจข้อมูลโดยสื่อมวลชนและผู้เกี่ยวข้อง พบว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งหลายคนยังสับสนการ ‘กาบัตร 3 ใบ’ จำนวนมากไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีบัตรใบที่สาม (ประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่) ให้กาด้วย

นำไปสู่การทำแคมเปญเพื่อให้ความรู้เรื่องการบัตรใบที่สาม ทั้งจากภาคประชาชนและสื่อมวลชน โดยหลายฝ่ายเลือกใช้วิธีการที่สร้างสรรค์เพื่อให้เข้าถึงคนในวงกว้าง เช่น สำนักข่าว The101.world ทำคลิปอธิบายขั้นตอนการลงคะแนนคล้ายคำแนะนำความปลอดภัยบนเครื่องบิน หรือกรณีกลุ่มดารา-นักแสดงมารวมตัวกันเฉพาะกิจทำแคมเปญ ‘ปากุมแภด’ ด้วยเนื้อหาสนุก ๆ จนแต่ละคลิป ได้ยอดวิวหลักแสนไปจนถึงหลักหลายล้าน หรือการจัดกิจกรรมวิ่งรณรงค์ให้คนไปเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ Yes We Run ที่ล้อกับกระแสวิ่งเพื่อสุขภาพซึ่งกำลังฮิตอยู่ในเวลาเดียวกัน

อีกเทรนด์การสื่อสารจากพรรคการเมืองที่ถูกหยิบมาใช้ คือ ‘ละครแนวตั้ง’ ที่เป็นคลิปวิดีโอบทสนทนาสั้นไม่กี่นาที บางครั้งใช้นักแสดงคนเดียวกันคุยกันเอง ทั้งเพื่อสื่อสารวิธีการเลือกตั้ง เรื่องราวน่าสนใจระหว่างหาเสียง ไปจนถึงนโยบายที่น่าสนใจของแต่ละพรรค

รศ.ดร.วิไลวรรณ ระบุว่า การเลือกตั้งปี พ.ศ. 2569 หนึ่งในผู้คิดแคมเปญการสื่อสารโดดเด่น คือรณรงค์ให้ความรู้เรื่องประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นำโดยทีม iLaw ที่มียิ่งชีพ อัชฌานนท์ เป็นผู้อำนวยการ ที่ทำเรื่องเข้าใจยากอย่างปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2560 ไปจนถึงขั้นตอนการประชามติต่าง ๆ อันซับซ้อน ให้กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย และถูกแพร่กระจายในวงกว้าง พร้อมขยายคอนเทนต์จาก online ไปสู่งาน on ground เช่น การวิ่งรณรงค์ที่จับกระแสดูแลสุขภาพของคนในยุคปัจจุบันได้อย่างเหมาะเจาะ

“ผลจากการรณรงค์เรื่องประชามติที่ประสบความสำเร็จ ก็นำไปสู่ความตื่นตัวเรื่องการเลือกตั้ง สส. ในเวลาเดียวกัน” รศ.ดร.วิไลวรรณระบุ

 

ข้อมูลเท็จที่ถูกปล่อยอย่างเป็นระบบ

คู่ขนานกันกับความพยายามในการให้ข้อมูล ‘ที่ถูกต้อง’ ก็มีฝ่ายที่พยายามให้ข้อมูลสร้างความ ‘เข้าใจผิด’ ที่น่าสนใจ ดูเหมือนจะทำอย่างเป็นระบบ หนึ่งในข้อมูลที่แชร์กันในวงกว้าง คือการระบุว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2560 จะกระทบต่อการปราบปรามการคอร์รัปชั่น ทำให้ข้อกำหนดเรื่องคดีทุจริตไม่มีอายุความ, โกงกินต้องประหารชีวิต, เมื่อมีคดีความห้ามออกนอกประเทศ หรือห้ามนักการเมืองโดยสารเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาส ฯลฯ หายไปทั้งหมด ทั้งที่ข้อความดังกล่าว ‘ไม่ได้อยู่’ ในรัฐธรรมนูญ แต่ถึงจะมีแย้งหลายครั้งว่าข้อมูลดังกล่าว ‘ไม่เป็นความจริง’ ก็ยังมีคนบางกลุ่ม นำไปพูดถึงซ้ำ ๆ โดยบางฝ่ายชัดเจนว่า สนับสนุนบางพรรคการเมืองที่มีจุดยืนว่า ไม่เห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ

จากข้อมูลของ Cofact และ Thai PBS Verify องค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบเนื้อหาเท็จและข่าวลวง พบว่า ในช่วงของการเลือกตั้ง มีจำนวนข้อมูลข่าวสารที่ถูกตรวจ แล้วพบว่าเป็นเท็จหรือถูกบิดเบือนจำนวนมาก โดย Thai PBS Verify ระบุว่า ระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 – กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ได้ตรวจสอบรวม 33 ข่าว เป็นข่าวที่ถูกระบุว่าบิดเบือน 14 เรื่อง เป็นข่าวปลอม 5 เรื่อง ในจำนวนนี้มี 5 เรื่องสร้างจาก AI พร้อมข้อสรุปว่า “การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ส่งผลให้เกิดข่าวบิดเบือนหรือข่าวปลอมเกี่ยวกับการเมืองเพิ่มสูงขึ้น”

ช่วงเวลาเดียวกัน Cofact ก็ตรวจสอบรวม 33 ข่าวเช่นกัน โดยพบว่ามีถึง 27 ข่าวเกี่ยวกับการเมือง ที่เป็นข้อกล่าวหา-เนื้อหาเท็จ เช่น โควทปลอม, คลิป/ภาพตัดต่อ หรือใช้ AI, นำภาพจริงมาให้บริบทเท็จ ฯลฯ  พร้อมกับให้ข้อสรุปสถานการณ์ข่าวเท็จ-ข่าวปลอมในช่วงเลือกตั้งปี พ.ศ. 2569 ไว้ 8 ข้อ อาทิ มักผลิตขึ้นมาชิ้นเดียวกระจายให้มากที่สุด เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ, เป็น Cheapfake มากกว่า Deepfake, เอาประเด็นเดิม ๆ เช่น มาตรา 112, ไม่รักชาติ รับเงินต่างชาติ มาวนซ้ำร่วมกับประเด็นใหม่ความขัดแย้งชายแดน, มีการสร้างเพจใหม่ ๆ ขึ้นมาโจมตีบางพรรคโดยเฉพาะ, กกต. แม้จะขยับชี้แจงข้อเท็จจริงมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อปกป้องตัวเอง ฯลฯ ขณะที่การใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือที่เรียกกันติดปากว่า IO (Information Operation) แม้จะมีการตั้งข้อคำถามว่า มีพรรคการเมืองใดที่ใช้วิธีสื่อสารลักษณะนี้บ้าง แต่การตรวจสอบก็ทำได้ยากลำบากมากขึ้น เนื่องจากหลายแพลตฟอร์มเพิ่มข้อกำหนดเรื่องความเป็นส่วนตัว (Privacy) ของผู้ใช้งาน และไม่เปิดให้เข้าถึง API

อีกสิ่งที่น่าจับตา และชวนวิเคราะห์ต่อไปก็คือยอดดูไลฟ์สดเวทีปราศรัยใหญ่ของบางพรรคการเมืองในโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง ที่มีตัวเลขผู้ชมสดหลักแสนคน มากกว่าพรรคการเมืองสำคัญอื่นทั้งหมด แต่เมื่อการไลฟ์สดจบลงยอดดูรวมจริง ๆ กลับไม่สอดคล้องกับตัวเลขดังกล่าว หลายคนวิเคราะห์กันว่า น่าจะใช้ Bot ช่วยสร้างยอดคนดูสด เมื่อตัวเลขจริงปรากฏจึงออกมาไม่สอดคล้องกัน รศ.ดร.วิไลวรรณ ระบุว่า ปัญหาใหญ่ของ IO คือจะทำให้คนไม่เชื่ออะไรบนอินเทอร์เน็ต  กระทบต่อการสื่อสารข้อมูลข่าวสาร สิ่งที่พบจากการเลือกตั้งครั้งนี้คือ IO มีการทำงานอย่างเป็นระบบอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งผสมกับบริบทที่เกิดความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ขณะที่ปัญหาข่าวเท็จ-ข่าวปลอม ก็มีพัฒนาการที่น่าสนใจ คือไปทำงานกับคนเฉพาะกลุ่มมากขึ้น ที่หากสอดคล้องกับอคติ (bias) ของคนกลุ่มนั้น ๆ พวกเขาก็พร้อมจะเชื่อ ไม่ว่าข่าวดังกล่าวจะจริงหรือไม่

อาจารย์คณะวารสารฯ รายนี้ อธิบายเพิ่มว่า ปัญหาข่าวเท็จ-ข่าวปลอมไม่มีทางหมดจากในสังคมไทย เพราะเกิดมาก่อนที่โลกออนไลน์จะบูมด้วยซ้ำ แต่โซเชียลมีเดียทำให้แพร่กระจาย ได้เร็วและกว้างขึ้น ที่สำคัญคือข้อมูลประเภทนั้นเป็นสิ่งที่อัลกอริทึ่มชอบ และเราแทบไม่เคยเห็นความรับผิดชอบใด ๆ จากแพลตฟอร์ม ไปจนถึงไม่เคยเห็นผู้เกี่ยวข้องในภาครัฐลงมาแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง เช่น เรียกแพลตฟอร์มทั้งหมดมาคุย

 

“ส่วนตัวคิดว่า วันนี้แค่ Debunk อย่างเดียวอาจจะไม่พอ ต้อง Prebunk และเพิ่มความรู้ทันการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร (Media Literacy) ให้กับประชาชน นี่คือสิ่งที่เราพอทำได้ ในขณะที่ภาพใหญ่ยังไม่ขยับอะไร” รศ.ดร.วิไลวรรณกล่าว

 

บทบาท ‘สื่อบุคคล’ โดดเด่น

หากการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2562 เป็นปีที่พื้นที่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook มีบทบาทสำคัญในการรณรงค์หาเสียงของพรรคการเมืองต่าง ๆ การเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2566 เป็นปีที่ TikTok เสริมบทบาท ‘หัวคะแนนธรรมชาติ’ จนเกิดคอนเทนต์แนว UGC (User-Generated Content) ที่บรรดาแฟนคลับของพรรคการเมืองต่าง ๆ ผลิตขึ้นมา เพื่อให้ข้อมูลและเรียกคะแนนนิยมให้กับพรรคหรือบุคคลที่ต้องเองชื่นชอบ

การเลือกตั้ง-ประชามติในปี พ.ศ. 2569 ก็น่าจะเป็นปีทองของเหล่า ‘ผู้มีอิทธิพลบนโลกออนไลน์’ หรือ Influencer ที่จะมาผลิตคอนเทนต์สร้างสรรค์แข่งขันกัน โดยหนึ่งในอินฟลูฯ ที่โดดเด่นที่สุด คือเพจเฟซบุ๊ก ‘แม่แนน น้องสมาร์ท’ ของพี่น้องเพ็ชรโยธิน ปวีณาและศุภฤกษ์ ที่ทำคอนเทนต์แนวสวมบทบาทสมมุติ (Role Play) พูดถึงข้อมูลสำคัญต่าง ๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้ง-ประชามติ โดยบางคลิปมีการแสดงความเห็น และทัศนคติส่วนตัวไปด้วย กระทั่ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สั่งให้ลบเนื้อหาบางคลิป แม้จะถูกโต้แย้งเรื่องไม่มีอำนาจ

การทำหน้าที่ของ ‘สื่อบุคคล’ ก็ยังบทบาทสำคัญ เช่น คลิปแม่ค้าขายข้าวโพดวนรถจักรยานยนต์มาจับมือให้กำลังใจกับผู้สมัคร สส. บางพรรคการเมืองด้วยสายตามุ่งมั่น ที่เพจเฟซบุ๊ก Friend’s Talk จับภาพไว้ได้ระหว่างตามถ่ายทอดสดการลงพื้นที่ จนกลายเป็นหนึ่งในซีนที่หลายคนจดจำจากการเลือกตั้งรอบนี้ หรือเหตุการณ์เรียกร้องให้นับคะแนนการเลือกตั้ง สส.ชลบุรี เขต 1 ใหม่ที่ชุมนุมประท้วงพักค้างคืนในสนามแบดมินตัน เทศบาลเมืองชลบุรี ที่เพจเฟซบุ๊ก Live Real ถ่ายทอดสดต่อเนื่อง กระทั่งเป็นไวรัลในออนไลน์ และกลายเป็นหนึ่งในข่าวใหญ่ที่สุดภายหลังวันลงคะแนน

รศ.ดร.วิไลวรรณ เห็นด้วยว่า หลังจากนี้ บทบาทสื่อบุคคลจะยิ่งทวีความสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ช่วงกลางปี พ.ศ. 2569 เนื่องจากเป็นการเลือกตั้งที่มีฐานเสียงคือคนเมืองที่ติดการเสพรับข้อมูลข่าวสาร ที่ผลแพ้ชนะอาจวัดกันด้วยตัวตนของผู้สมัคร แตกต่างจากการเลือกตั้งทั่วไปที่ปัจจัยชี้ขาดการแพ้ชนะมีความซับซ้อน โดยสื่อบุคคลจะมีวิธีในการสื่อสารที่เข้าถึงคนหมู่มาก ที่บางเรื่องทำได้ดีกว่าสื่อองค์กร

 

‘สื่อองค์กร’ จับมือร่วมกันทำงาน

ในอดีต ด้วยธรรมชาติที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ทำให้สื่อองค์กรต่าง ๆ หากไม่อยู่ภายใต้ร่วมของบริษัทเดียวกัน ก็ยากที่จะมาจับมือร่วมมือกันทำงาน แต่สำหรับการเลือกตั้งพร้อมประชามติครั้งนี้ กลับพบเห็นการจับมือร่วมกันทำงานของสื่อองค์กร โดยเฉพาะสำนักข่าว ในหลายกรณี ถือเป็นปรากฎการณ์ที่น่าสนใจ

 

อาทิ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์และเครือมติชนร่วมกันจัดทำงานโพลออนไลน์ ที่เป็นการต่อยอดจากความร่วมมือในการเลือกตั้ง สส. ปี พ.ศ. 2566 หรือกรณีสถานีโทรทัศน์ TNN ร่วมจัดเวทีดีเบตกับหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ และอีกเวทีใหญ่ คือกรณี 8 สื่อ ได้แก่ เครือมติชน, PPTV, ThaiPBS, Thairath, The101.world, The Reporters, The STANDARD และ TODAY ร่วมกันจัดเวทีดีเบต โดยทั้งหมดรับปากว่า พร้อมจะทำงานร่วมกัน หากมีวาระสำคัญ ๆ ของประเทศอื่นในอนาคต

และเช่นเดียวกับการเลือกตั้งสำคัญครั้งก่อน ๆ การเลือกตั้ง สส. และประชามติ ปี พ.ศ. 2569  สื่อมวลชน 24 องค์กร ร่วมกับจัดทำการรายงานผลนับคะแนนแบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องจากการเลือกตั้ง สส. ปี พ.ศ. 2566 ที่มี 38 องค์กร, การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี พ.ศ. 2565 ที่มี 32 องค์กร และการเลือกตั้ง สส. ปี พ.ศ. 2562 ที่มี 30 สำนัก แม้แทบทุกครั้งจะประสบปัญหาในการรับข้อมูลจากภาครัฐเพื่อนำมาใช้รายงานสด ทั้งถูกดึงท่อข้อมูลออกในบางช่วงเวลา (แต่อ้างภายหลังว่าถูกแฮก) หรือไม่ส่งข้อมูลให้เป็นเวลาหลายชั่วโมง กระทั่งเกิดคำถามเรื่องข้อมูลรายงานผลคะแนนเลือกตั้ง จะถูกใครบางคน ‘เข้าไปจัดการ’ หรือไม่

อีกกลุ่มที่ทำงานร่วมกันโดดเด่น อันเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างคนทำงานสื่อสารและภาคประชาชน ก็คือทีม Vote62 ที่ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มให้ประชาชนร่วมรายงานผลการเลือกตั้งเพื่อจับตาการทำงานขององค์กรที่เกี่ยวข้อง ที่ทำงานลักษณะนี้มาตั้งแต่การเลือกตั้ง สส. ในปี พ.ศ. 2562

“ส่วนตัวอยากเห็นการจับมือร่วมกันทำงานในเหตุการณ์สำคัญ ๆ ของสื่อองค์กรมากขึ้น ให้เหมือนกับการเลือกตั้งในต่างประเทศ แต่สื่อไทยวันนี้ยังจับมือร่วมกันทำงานน้อยมาก แม้จะเริ่มเห็นความพยายาม แต่ก็ยังอยากเห็นมากกว่านี้ เพื่อให้การทำงานของสื่อองค์กรมีพลังมากขึ้น ในเหตุการณ์สำคัญที่ประชาชนต้องการข้อมูลซึ่งจำเป็นต่อการประกอบการตัดสินใจ” รศ.ดร.วิไลวรรณ เสนอแนะ

 

วิธีการสื่อสารที่อาจไม่ได้ผลอีกต่อไป

‘เวทีดีเบต’ หรือรายการประชันวิสัยทัศน์ในลักษณะคล้ายเกมโชว์ เคยเป็นสิ่งแปลกใหม่ในการเลือกตั้ง สส. ปี พ.ศ. 2562 รวมไปถึงการเลือกตั้งสำคัญหลาย ๆ ครั้งหลังจากนั้น ทั้ง สส. ผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้ว่าฯ กทม. จึงไม่แปลกใจที่ ในการเลือกตั้ง สส. ปี พ.ศ. 2569 หลายสื่อจะใช้วิธีนำเสนอคอนเทนต์ดังกล่าวมาใช้ซ้ำอีกครั้ง

‘ยามเฝ้าจอ’ เพจเฟซบุ๊กที่ติดตามการทำงานของสื่อมวลชน รวบรวมจำนวนเวทีดีเบตในการเลือกตั้ง ที่จัดโดยสื่อ พบว่ามีอย่างน้อย 74 เวที ที่แม้ในเชิงจำนวนอาจจะไม่ได้มากที่สุด เพราะถึงจะมากกว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อปี พ.ศ. 2565 ซึ่ง Media Alert รวบรวมที่มีอย่างน้อย 51 เวที แต่ยังน้อยกว่าการเลือกตั้ง สส. เมื่อปี พ.ศ. 2562 ที่สำนักข่าวออนไลน์ The MATTER เคยรวบรวมไว้ว่ามีอย่างน้อย 108 เวที แต่ก็มีจำนวนมากพอที่จะผู้บริหารหรือผู้สมัคร สส. ของแต่ละพรรค จะสะท้อนว่า มีมากจนไม่สามารถรับขึ้นเวทีได้ทั้งหมด แม้พรรคสำคัญ ๆ จะวางตัวบุคคลที่จะขึ้นเวทีดีเบตของสื่อฯ ไว้ล่วงหน้าก็ตาม โดยแบ่งตามประเด็น เช่น การเมือง, เศรษฐกิจ, สังคม, การศึกษา, การต่างประเทศ, เทคโนโลยี, การกระจายอำนาจ, สิ่งแวดล้อม ฯลฯ หรือตามพื้นที่ภูมิภาคต่าง ๆ กระทั่งตามช่วงวัย หรือเจนเนอเรชั่น

แม้หลายเวทีดีเบตจะพยายามใช้วิธีนำเสนอแบบใหม่ ๆ เช่น สถานีโทรทัศน์ช่อง One31 นำ AI ‘น้องวันวัน’ มาช่วยในการตั้งคำถาม สำนักข่าวออนไลน์ The Momentum ใช้วิธีให้คนรุ่นใหม่มาล้อมวงตั้งคำถามกับผู้สมัคร สส. ด้วยกติกาที่น่าสนใจ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ แม้จะมีเวทีดีเบตจำนวนมาก ข้อความ (Message) ที่ปรากฎบนสารพัดเวที กลับไม่ได้สร้าง Impact มากนัก ภายใต้ข้อสังเกตเรื่องจำนวนเวทีที่ดูจะมากเกินไปจนเกิดภาวะข้อมูลล้นเกิน (Information Overload) ไปจนถึงกรณีที่บางพรรคการเมืองตัดสินใจไม่ส่งบุคคลสำคัญขึ้นเวที

ข้อมูลจาก Wisesight บริษัทที่ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลบนโซเชียลมีเดีย พบว่า ระหว่างวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568 (ยุบสภา) จนถึงวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569 (ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่) มีจำนวนข้อความเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สส.และประชามติ ปรากฏบนโลกออนไลน์ไทย จำนวน 1,782,051 ล้านข้อความ สร้างเอนเกจเมนต์ได้ถึง 874,338,879 เอนเกจเมนต์ โดย Top Message แต่ละแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียดัง มักเป็นการสื่อสารจากตัวแทนพรรคการเมืองสู่ประชาชน (เช่น ข้อความของณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือรักชนก ศรีนอกจากพรรคประชาชน หรือข้อความคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์จากพรรคไทยสร้างไทย กรณีที่มีใช้ความไม่เหมาะสมกับบุตรสาวที่มาช่วยหาเสียงเลือกตั้ง), จากอินฟลูฯ ที่พูดถึงการเลือกตั้ง (เช่น ซีเคเจิง หรือพอล-ภัทรพล ศิลปาจารย์), จากภาคประชาสังคมที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับกระบวนการจัดการเลือกตั้ง (เช่น การให้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าที่มีเงื่อนไขมาก), หรือจากแฟนคลับพรรคการเมืองต่าง ๆ ซึ่งโพสต์สิ่งที่โดนใจแล้วมีคนแชร์ต่อจำนวนมาก โดยแทบไม่พบว่ามีข้อมูลข่าวสารบนเวทีดีเบตใดติดอยู่ในลำดับต้น ๆ

รศ.ดร.วิไลวรรณ ให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า อีกปรากฎการณ์ที่น่าสนใจ จากเลือกตั้ง-ประชามติ ปี พ.ศ.2569 คือการที่ผู้ทำงานสื่อสารที่มีอิทธิพลบางคน ออกมาประกาศว่าจะกาเลือกพรรคการเมืองใด หรือ Endorsement ที่ในต่างประเทศถือเป็นเรื่องปกติ แต่ในไทยกลับไม่ใช่สิ่งที่คุ้นเคยนัก โดยมองว่า การประกาศจุดยืนเช่นนี้ ไม่ใช่ปัญหา ในทางกลับกัน จะยิ่งทำให้บุคคลเหล่านั้นต้องทำงานแบบมืออาชีพ เพราะประชาชนจะคอยจับตามองว่า มีการเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่

สารพัดโจทย์ และพลวัตการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงไปในอีเวนต์ใหญ่ทางการเมืองแต่ละครั้ง ชวนให้คิดว่า สำหรับการเลือกตั้งหรือประชามติครั้งหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง และสื่อบุคคล สื่อองค์กร พรรคการเมือง ผู้สมัคร แฟนคลับ หรือประชาชนทั่วไป จะมีบทบาทมากน้อยเพียงใด ต่อกิจกรรมที่ส่งผลต่อชะตากรรมของคนทั้งประเทศนี้

Loading

แชร์ลิงก์
Facebook
LinkedIn
X
Threads

บทความล่าสุด

การค้นหา

บทความล่าสุด :

การค้นหา

บทความล่าสุด :

นายปราโมทย์ บุญนำสุข

รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

  • ปริญญาตรี การบริหาร และการจัดการ สาขา การตลาด มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ
  • ปริญญาโท การบริหาร และการจัดการวิทศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ
  • ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายยุทธศาสตร์ และวิจัย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
  • หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ธุรกิจใหม่ บริษัทไทยคม จำกัด มหาชน
  • ผู้จัดการทั่วไป บริษัทไทย แอดวานซ์ อินโนเวชั่น จำกัด
  • ผู้จัดการฝ่ายการตลาดบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านดาวเทียม บริษัทไทยคม จำกัด มหาชน
  • ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ซีเอสล็อกอินโฟร์ จำกัด มหาชน

ดร. ชำนาญ งามมณีอุดม

รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

  • ปริญญาตรี การจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค)
  • ปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ (การตลาด) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค)
  • ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาบริหารธุรกิจ (Commerce) Magadh University, India
  • ตัวแทนประเทศไทยในการเข้าร่วมเป็นวิทยากร การประชุม และเจรจาระหว่างประเทศ
  • กรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2564
  • ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการจัดตั้งหน่วยงานเพื่อบริหารการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก และขนาดย่อย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
  • นักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการพาณิชย์ และทรัพย์สินทางปัญญา
  • ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการเขตเศรษฐกิจพิเศษ กรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน
  • หัวหน้าภาควิชาการจัดการธุรกิจโลก (Global Business Management)
  • หัวหน้าศูนย์พัฒนาสมรรถนะทรัพยากรมนุษย์ วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
  • อาจารย์ ผู้สอน และกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาโท และปริญญาเอก หลายมหาวิทยาลัย อาทิ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นต้น
  • ที่ปรึกษาด้านการจัดทำแผนแม่บท ด้านธุรกิจระหว่างประเทศ ด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม

ดร.ธนกร ศรีสุขใส

ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

  • นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (พัฒนาสังคม) คณะพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
  • ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (เศรษฐศาสตร์การเมือง) คณะเศรษฐศาสตร์
  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (สื่อสารมวลชน)
    คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สมัยที่ 2
  • คณะกรรมการประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • อนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการกระจายเสียง สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • ผู้ปฏิบัติงานประจำ กสทช. พลโท ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการเรียกคืนคลื่นความถี่และเยียวยาคลื่นความถี่ 700 MHz สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการส่งเสริมการกำกับดูแลกันเองของผู้ประกอบกิจการด้านการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการกำหนดลักษณะและประเภทของการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี (TITV) ก่อนเปลี่ยนผ่านเป็น Thai PBS สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
  • ผู้บริหารและผู้ดำเนินรายการกลุ่มบริษัท สำนักข่าว  INN
  • หัวหน้าคณะทำงานโครงการประชาสัมพันธ์เชิงรุกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย
  • อบรมหลักสูตร นักบริหารการเงินการคลังภาครัฐ (บงส.) รุ่นที่ 9
  • เป็นผู้แทนสำนักงาน กสทช. ร่วมคณะกับกระทรวงการต่างประเทศศึกษาแนวทางการต่อต้านแนวคิดสุดโต่งที่นิยมความรุนแรงและการสร้างเรื่องเล่าโต้ตอบ (Counter-Narratives) ณ ประเทศสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ ระหว่างวันที่ 30 กันยายน- 3 ตุลาคม 2561
  • อบรมหลักสูตร Boardcast and Content Regulation จัดโดยสำนักงาน กสทช. ร่วมกับ Thomson Foundation ประเทศสหราชอาณาจักร และ intitute for Defense & Business ประเทศสหรัฐอเมริกา

การค้นหา

บทความล่าสุด :

ร้อยโท ดร.ธนกฤษฏ์ เอกโยคยะ

รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

  • ปริญญาตรี (นบ.) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
  • ปริญญาโท (Master of Laws) จาก The University of Auckland ประเทศนิวซีแลนด์
  • ปริญญาเอก (Doctor of Philosophy) ด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและเทคโนโลยีสารสนเทศ จาก The University of Southampton ประเทศอังกฤษ
  • อุปนายกสมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย
  • รักษาการผู้อำนวยการสำนักเครื่องหมายการค้า
  • หัวหน้ากลุ่มงานจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศ
  • หัวหน้ากลุ่มงานความร่วมมืออาเซียน เอเปค และจีน ณ กรมทรัพย์สินทางปัญญา
  • เข้าร่วมคณะทำงานเจรจา FTA ไทย-อินเดีย และ WTO ขณะดำรงตำแหน่งนักวิชาการพาณิชย์ ณ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
  • ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์ ณ กรุงบรัสเซลส์
  • รับผิดชอบการจัดตั้งบริษัทลูกของ AOT เพื่อดำเนินการด้านการขนส่งสินค้าเน่าเสียง่ายผ่านช่องทางพิเศษ
  • อาจารย์พิเศษและกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกหลายมหาวิทยาลัย อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นต้น

ดร. ชำนาญ งามมณีอุดม

รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

  • ปริญญาตรี การจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค)
  • ปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ (การตลาด) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค)
  • ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาบริหารธุรกิจ (Commerce) Magadh University, India
  • ตัวแทนประเทศไทยในการเข้าร่วมเป็นวิทยากร การประชุม และเจรจาระหว่างประเทศ
  • กรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2564
  • ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการจัดตั้งหน่วยงานเพื่อบริหารการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก และขนาดย่อย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
  • นักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการพาณิชย์ และทรัพย์สินทางปัญญา
  • ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการเขตเศรษฐกิจพิเศษ กรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน
  • หัวหน้าภาควิชาการจัดการธุรกิจโลก (Global Business Management)
  • หัวหน้าศูนย์พัฒนาสมรรถนะทรัพยากรมนุษย์ วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
  • อาจารย์ ผู้สอน และกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาโท และปริญญาเอก หลายมหาวิทยาลัย อาทิ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นต้น
  • ที่ปรึกษาด้านการจัดทำแผนแม่บท ด้านธุรกิจระหว่างประเทศ ด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม

ดร.ธนกร ศรีสุขใส

ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

  • นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (พัฒนาสังคม) คณะพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
  • ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (เศรษฐศาสตร์การเมือง) คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (สื่อสารมวลชน) คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สมัยที่ 2
  • คณะกรรมการประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • อนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการกระจายเสียง สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • ผู้ปฏิบัติงานประจำ กสทช. พลโท ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการเรียกคืนคลื่นความถี่และเยียวยาคลื่นความถี่ 700 MHz สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการส่งเสริมการกำกับดูแลกันเองของผู้ประกอบกิจการด้านการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการกำหนดลักษณะและประเภทของการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี (TITV) ก่อนเปลี่ยนผ่านเป็น Thai PBS สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
  • ผู้บริหารและผู้ดำเนินรายการกลุ่มบริษัท สำนักข่าว  INN
  • หัวหน้าคณะทำงานโครงการประชาสัมพันธ์เชิงรุกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย
  • อบรมหลักสูตร นักบริหารการเงินการคลังภาครัฐ (บงส.) รุ่นที่ 9
  • เป็นผู้แทนสำนักงาน กสทช. ร่วมคณะกับกระทรวงการต่างประเทศศึกษาแนวทางการต่อต้านแนวคิดสุดโต่งที่นิยมความรุนแรงและการสร้างเรื่องเล่าโต้ตอบ (Counter-Narratives) ณ ประเทศสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ ระหว่างวันที่ 30 กันยายน- 3 ตุลาคม 2561
  • อบรมหลักสูตร Boardcast and Content Regulation จัดโดยสำนักงาน กสทช. ร่วมกับ Thomson Foundation ประเทศสหราชอาณาจักร และ intitute for Defense & Business ประเทศสหรัฐอเมริกา