ปรากฏการณ์ ‘ฟ้องปิดปาก’ (SLAPP) วิกฤต ‘เสรีภาพ’ สื่อมวลชนไทย

จากเหตุการณ์ที่มีรัฐมนตรีชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ช่วงปลายปี พ.ศ. 2568 กรณีที่ตนถูกอภิปรายพาดพิง จนเป็นเหตุทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ จึงได้ยื่นฟ้องคดีต่อประชาชนไปกว่า 200 คดี มาจนถึงข่าวใหญ่ ที่นักการเมืองภาคตะวันออกฟ้องคดีต่อผู้บริหารและบรรณาธิการ สื่อท้องถิ่นที่ติดตามทำข่าวคดีเรียกรับสินบนการส่งแรงงานไทยไปเก็บเบอร์รี่ในประเทศฟินแลนด์ ช่วงต้นปี พ.ศ. 2569 พร้อมเรียกค่าเงินหายเป็นเงิน 50 ล้านบาท

ทำให้ปัญหาเรื่องการ ‘ฟ้องปิดปาก’ หรือ SLAPP ถูกกลับมาพูดถึงอีกครั้ง

เส้นแบ่งระหว่างการฟ้องคดีเพื่อ ‘ปกป้องสิทธิ’ หรือใช้เป็นกลยุทธ์ ‘เพื่อปิดปาก’ หากลองทำความเข้าใจ จะเห็นถึงความแตกต่างกันอย่างชัดเจน เพราะไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจยากขนาดนั้น

ไม่เพียงเท่านั้น ยังทำให้เห็นถึงปัญหาของการ ‘ยืมมือ’ กระบวนการยุติธรรม เพื่อทำให้สื่อมวลชน นักการเมือง นักกิจกรรม หรือภาคประชาชนที่ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตัวเองและชุมชน ที่เรียกโดยรวมว่าเหล่า ‘คนเป่านกหวีด (Whistleblower)’ ผู้ออกมาเปิดโปงการทุจริตคอร์รัปชั่น การใช้อำนาจมิชอบ ไปจนถึงการทำลายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ‘เงียบเสียงลง’ จากภาระและเดิมพันทางกฎหมายอันหนักอึ้ง

บทความนี้กำลังจะพูดถึง ‘วิกฤต’ การฟ้องคดีปิดปาก หรือ SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นในสังคมไทย – จากแอบฟ้องกันเงียบ ๆ มาถึงวันที่กล้าประกาศว่า ฟ้องไปแล้วกี่ร้อยคดี หรือขู่จะฟ้องอีก ถ้าไม่หยุดพูดหรือหยุดตรวจสอบ

การตบปาก (Slap) คนที่พยายามส่งเสียงให้เห็นถึงความผิดปกติในสังคมไทย ทั้งจากฝีมือของผู้มีอำนาจและเหล่านายทุน ทำให้เรื่องราวฉาวโฉ่จำนวนมหาศาลเพียงใดถูกกลบฝังไว้อยู่ใต้ดิน – เป็นสิ่งที่ยากจะประเมิน

SLAPP กำลังพรากอะไรไปจากสังคมไทยบ้าง ? นี่ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะตัว หรือของอาชีพใดอาชีพหนึ่ง เพราะเหล่าคนที่ถูกฟ้องปิดปากเหล่านั้น ต่างเป็นผู้ที่พยายามออกมาส่งเสียงเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ไม่ใช่ประโยชน์ของส่วนตน

 

1.สถานการณ์ SLAPP ในไทย ทำไมเข้าขั้น ‘น่าเป็นห่วง’

  • นิยาม
  • ความแตกต่าง คดี SLAPP กับคดีหมิ่นประมาททั่วไป
  • จำนวนคดี

 

แม้การฟ้องคดีแบบใดถึงเข้าข่าย SLAPP จะมีหลากหลายนิยาม แต่โดยทั่วไปมักยึดจาก 3 องค์ประกอบสำคัญ ดังนี้ 1. มีการฟ้องคดีต่อศาล ไม่ว่าจะฟ้องตรงหรือผ่านพนักงานสอบสวน 2. ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อข่มขู่ ตอบโต้ ให้หยุดการกระทำ โดยเฉพาะการวิพากษ์วิจารณ์หรือคัดค้าน และ 3. ในประเด็นข้อพิพาท ที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน หรือ HRLA (Human Rights Lawyers Association) เคยจัดทำรายงานเกี่ยวกับปัญหา SLAPP เผยแพร่เมื่อปี พ.ศ. 2562 พร้อมระบุว่า คดี SLAPP จะมุ่งเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในการต่อสู้เพื่อประโยชน์สาธารณะ 3 เรื่อง

  • เปลี่ยนข้อพิพาท : จากข้อพิพาททางการเมืองไปสู่ข้อพิพาททางกฎหมาย
  • เปลี่ยนเวทีต่อสู้ : จากเวทีสาธารณะไปสู่กระบวนการยุติธรรม
  • เปลี่ยนประเด็น : จากความเสียหายที่กระทบต่อสาธารณะไปสู่ความเสียหายส่วนบุคคล

 

คดี SLAPP กับคดีปกป้องสิทธิทั่ว ๆ ไป ยังมีอีกข้อแตกต่างที่สำคัญ คือ ‘เป้าหมาย’ ในการฟ้องคดี ซึ่งโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย (UNDP Thailand) เคยให้ข้อสรุปไว้ในรายงานปัญหา SLAPP ที่เผยแพร่เมื่อปี พ.ศ. 2562 อย่างชัดแจ้ง ดังนี้

“ผู้ฟ้องคดี SLAPP ไม่ได้ต้องการแสวงหาความยุติธรรม ไม่ได้คาดหวังถึงผลของคดีว่าจะชนะคดี แต่มีเป้าหมายเพียงเพื่อข่มขู่ ปิดปาก หรือกลั่นแกล้งฝ่ายต่อต้านด้วยการดูดทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ผู้ถุูกฟ้องต้องใช้จ่ายเงินเพื่อต่อสู้คดีที่ไม่มีสาระ ลดทอนประสิทธิภาพในการทำงาน การทำกิจกรรม และกำลังใจ สร้างความกดดันทางอารมณ์ จนฝ่ายต่อต้านอ่อนแรงและหยุดวิพากษ์วิจารณ์หรือคัดค้านไป”

ปัจจุบัน มีอย่างน้อย 7 องค์กร ที่ออกรายงานสรุปสถานการณ์ SLAPP ในประเทศไทย แม้ว่าด้วยความยากในการเข้าถึงข้อมูล  การให้คำนิยามรวมถึงจุดเน้นที่แตกต่างกัน ไปจนถึงช่วงเวลาที่จัดเก็บ จะทำให้ ‘ตัวเลข’ จำนวนคดี SLAPP ที่แต่ละองค์กรรวบรวมออกมาแตกต่างกัน แต่พอลงไปในรายละเอียดจะเห็น ‘จุดร่วม’ บางอย่างที่เหมือนกัน ก็คือ การคดีฟ้องปิดปากมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนน่าเป็นห่วง

– สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (HRLA) เก็บข้อมูลระหว่างปี พ.ศ. 2540 – 2562 พบว่า มีอย่างน้อย 212 คดี

– ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม อ้างอิงข้อมูลจาก HRLA จึงมีตัวเลขที่ตรงกัน แต่เพิ่มเติมรายละเอียดคดีที่เกี่ยวข้องกับสื่อมวลชน

– โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย (UNDP Thailand) เก็บข้อมูลระหว่างปี พ.ศ. 2540 – 2565 โดยเน้นที่ผู้ฟ้องเป็นภาครัฐและเอกชน พบว่า มีอย่างน้อย 109 คดี

– องค์กร Protection International ประเทศไทย เก็บข้อมูลระหว่างเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2557 – เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 โดยรวบรวม 13 ฐานความผิดที่มักใช้ฟ้องเพื่อปิดปาก พบว่า มีอย่างน้อย 595 คดี

– องค์กร Article 19 อ้างอิงข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพ iLaw ที่พบว่า ระหว่างปี พ.ศ. 2557 – 2563 มีอย่างน้อย 58 คดี

– องค์กร Fortify Rights นับรวมจำนวนคดีหมิ่นประมาททั้งหมด ซึ่งในนั้นมีคดี SLAPP ด้วย โดยยอดรวมระหว่างปี พ.ศ. 2558 – 2563 สูงถึง 26,085 คดี

– โครงการ TrialWatch ของมูลนิธิคลูนีย์เพื่อความยุติธรรม เก็บข้อมูลระหว่างปี พ.ศ. 2562 – 2566 มีอย่างน้อย 36 คดี

และจนถึงวันที่เขียนบทความนี้อยู่ ก็ยังมีการฟ้องคดีที่เข้าข่าย SLAPP อย่างต่อเนื่อง เฉพาะต้นปี พ.ศ. 2569 ก็มีทั้งกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ฟ้องผู้ที่จับตาปัญหาบาร์โคดในบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง สส. หรือกรณีกรมการปกครองฟ้องอดีตกรรมการ กกต. และผู้เชี่ยวชาญไอที ที่ออกมาเปิดเผยว่า ข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53 ล้านคนถูกแฮก และนำไปขายในตลาดมืด ฯลฯ

 

2.“ไม่ผิดจะกลัวอะไร” ปัญหาของการรอคำตัดสิน

  • สื่อถูก SLAPP มากแค่ไหน
  • ตัวอย่างคดีที่เกี่ยวข้องกับสื่อ
  • บทวิเคราะห์ปัญหา SLAPP

เมื่อ SLAPP กลายเป็นเครื่องมือที่ผู้มีอำนาจทั้งภาครัฐหรือเอกชน ใช้ฟ้องเพื่อปิดปากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แน่นอนว่าผู้ที่ถูกฟ้องเกือบทั้งหมด ก็คือผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อตรวจสอบหรือตั้งคำถามกับบุคคลหรือองค์กรเหล่านั้น ที่รวมถึงผู้ประกอบวิชาชีพ ‘สื่อมวลชน’

และแนวโน้มที่สื่อจะถูกฟ้อง SLAPP ก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ

หากไม่เชื่อ อยากให้ลองพิจารณาข้อมูลต่อไปนี้

จากข้อมูลที่ HRLA รวบรวม พบว่า ระหว่างปี พ.ศ. 2540 – 2562 จาก 212 คดีปิดปาก เกือบหนึ่งในสิบจะมีสื่อเป็นจำเลย ส่วนข้อมูลที่องค์กร Article 19 รวบรวม ระหว่างปี พ.ศ. 2557 – 2563 จำนวน 58 คดี ก็นักข่าวหรือสำนักข่าวถูกฟ้อง ถึง 12% ส่วนสถิติที่โครงการ TrialWatch ของมูลนิธิคลูนีย์เพื่อความยุติธรรม เก็บรวบรวมคดี SLAPP ระหว่างปี พ.ศ. 2562 – 2566 จำนวน 36 คดี พบว่าผู้ถูกฟ้องเป็นสื่อ ถึง 28%

นี่จึงเป็นความท้าทายใหม่ขององค์กรสื่อในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะสื่อมืออาชีพที่ต้องทำงานภายใต้หลักคิดการเป็น ‘หมาเฝ้าบ้าน’ (Watchdog) คือคอยจับตาและ ‘เห่า’ สิ่งไม่ถูกต้องที่เกิดขึ้นในสังคม

หนึ่งในความเข้าใจของคนทั่วไป มักคิดว่า ต่อให้เป็นคดี SLAPP แต่ถ้าไม่ได้ทำผิด ก็ไม่เห็นต้องกลัวอะไร สุดท้ายศาลก็จะยกฟ้องให้เอง (“ถ้าไม่ได้ผิดจะกลัวอะไร”) ซึ่งด้านหนึ่ง วิธีคิดเช่นนี้ก็ไม่ถือว่าผิด เพราะมีหลายคดีที่ศาลยกฟ้องจริง โดยมักอ้างถึงประมวลกฎหมายอาญา (ป.อาญา) มาตรา 329 เรื่องการแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต แต่ในอีกด้านหนึ่ง วิธีคิดลักษณะนี้ กลับ ‘เข้าทาง’ ผู้ฟ้องคดีที่มักมีทรัพยากรเหนือกว่าผู้ถูกฟ้องคดีมหาศาล ทั้งด้านเงิน บุคลากร และเวลา

เราขอยกตัวอย่างการฟ้องร้องที่ทำให้สื่อและนักวิชาการหยิบยกปัญหาเรื่อง SLAPP มาพูดถึง เพื่อชี้ให้เห็นว่า คดีเหล่านี้ สร้างปัญหาต่อคนที่ทำงานสื่อสารมากเพียงใด โดยเลือกบางคดีที่ถึงที่สุดแล้ว (แปลว่า จบแล้ว)

 

คดีตัวอย่าง A – บริษัทฟาร์มไก่แห่งหนึ่งใน จ.ลพบุรี ฟ้องผู้สื่อข่าว Voice TV

จากข้อความที่รีทวิตผลการตัดสินของศาลแรงงานที่ให้บริษัทฟาร์มไก่แห่งนี้จ่ายเงินชดเชยแก่แรงงาน 1.7 ล้านบาท เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2560 นำไปสู่การยื่นฟ้องกับผู้สื่อข่าว Voice TV ในข้อหาหมิ่นประมาทและ พรบ.คอมพิวเตอร์ แม้ช่วงแรกอัยการจะมีคำสั่งไม่ฟ้อง ทำให้บริษัทต้องยื่นฟ้องตรงต่อศาล จ.ลพบุรี ก่อนที่ศาลฎีกาจะยกฟ้องในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2565 หลังใช้เวลาในการสู้คดีเกือบ 5 ปี โดยผู้สื่อข่าวรายนี้ต้องเดินทางไปกลับระหว่าง กทม.-ลพบุรี และบางช่วงเวลาถูกคุมตัวในห้องขัง

คดีนี้ เป็นหนึ่งในอย่างน้อย 38 คดีที่บริษัทฟาร์มไก่แห่งนี้ฟ้องผู้ออกมาเคลื่อนไหวตั้งคำถามกับสภาพการจ้างงาน ที่นอกจากสื่อแล้ว ยังมีแรงงาน, อาจารย์มหาวิทยาลัย และนักกิจกรรม ตกเป็นจำเลย

 

คดีตัวอย่าง B – บริษัทเหมืองแร่แห่งหนึ่งใน จ.เลย ฟ้อง Thai PBS, ผู้สื่อข่าว และเยาวชน

จากรายการนักข่าวพลเมืองของ Thai PBS ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2558 ซึ่งมีเยาวชน เป็นนักเรียนชั้น ม.4 ที่ไปออกค่ายเรียนรู้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในชุมชน พูดถึงผลกระทบของการทำเหมืองทองคำใน อ.วังสะพุง จ.เลย นำไปสู่การฟ้องร้องโดยบริษัทเหมืองแร่ทองคำ ในข้อหาหมิ่นประมาทและ พรบ.คอมพิวเตอร์ พร้อมเรียกค่าเสียหายจากสถานีโทรทัศน์แห่งนั้นเป็นเงิน 50 ล้านบาท ที่แม้ท้ายสุด ศาลชั้นต้นจะยกฟ้องในปี พ.ศ. 2561 แต่บริษัทยื่นอุทธรณ์ นำไปสู่การเจรจาไกล่เกลี่ย รวม 6 ครั้ง โดย Thai PBS ส่งทีมไปทำสกู๊ปข่าวพร้อมขึ้นตัววิ่งบนหน้าจอ นำไปสู่การถอนฟ้องในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2561 หลังใช้เวลาสู้คดีนานกว่า 3 ปี

แม้ ThaiPBS จะมีทรัพยากรในการต่อสู้ แต่ผู้สื่อข่าวดำเนินรายการนักข่าวพลเมืองในวันนั้น ยอมรับว่า ความยืดเยื้อทำให้อ่อนล้าทั้งองค์กรและตัวนักข่าว โดยคดีนี้ได้สร้างผลกระทบ ทั้งต่อตัวเยาวชนที่ถูกฟ้อง คนในชุมชนที่ออกมาสู้ และตัวผู้สื่อข่าวเอง

แรงสะเทือนของคดีที่เข้าข่าย SLAPP ต่อผู้ถูกฟ้องคดี ที่แม้ท้ายสุดศาลจะตัดสินว่าไม่มีความผิด แต่ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว อันเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก หนึ่งในวิธีที่หลายประเทศเลือกใช้เพื่อแก้ปัญหา คือความพยายามที่จะ ‘ไม่ให้คดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแต่แรก’ หากชัดเจนว่าเป็นการ SLAPP

ที่น่าสนใจคือ ประเทศไทยเองก็มีกฎหมายที่ออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาการฟ้องกลั่นแกล้งหรือฟ้องปิดปาก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 คือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา) ฉบับแก้ไขครั้งที่ 34 ที่เพิ่มมาตรา 161/1 และมาตรา 165/2 แต่ที่ผ่านมา กลับใช้ไม่ค่อยได้ผล ยังมีการฟ้องคดี SLAPP อยู่เรื่อย ๆ ..เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ?

 

3.บทเรียนและทางออก จาก ‘คดีปิดปาก’ ทั่วโลก

  • โมเดล Anti-SLAPP ทั่วโลก
  • ทางออกของประเทศไทย

ปัญหาการฟ้องคดี SLAPP มีมาอย่างยาวนานนับสิบ ๆ ปี และเกิดขึ้นทั่วโลก กระทั่งเกิดหนังสือจากวิจัยที่ใช้เป็นความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการฟ้องคดีปิดปาก ชื่อว่า SLAPPs: Getting Sued for Speaking Out ของศาสตราจารย์ จอร์จ พริง (George Pring) และผู้ช่วยศาสตราจารย์ เพเนโลปี คานาน (Penelope Canan) จากมหาวิทยาลัยเดนเวอร์ สหรัฐอเมริกา ที่ตีพิมพ์มาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2539

หนังสือดังกล่าวเสนอวิธีที่จะใช้เพื่อตอบโต้การฟ้องคดี SLAPP ด้วย ‘กฎ 3D’ คือ Detour หลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะถูกฟ้อง, Dismiss ทำให้คดีจบเร็วที่สุด ลดภาระผู้ถูกฟ้อง และ Defer สร้างบทเรียนให้ผู้ฟ้องคดี เช่น ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ถูกฟ้อง

ปัจจุบันมีหลายประเทศที่ออกมาตรการ Anti-SLAPP

สหรัฐอเมริกา มีอย่างน้อย 33 รัฐ จากทั้งหมด 50 รัฐ ที่มีกฎหมายต่อต้านการฟ้องคดีปิดปาก แม้รายละเอียดจะแตกต่างกันในแต่ละรัฐ แต่หลักการพื้นฐานคล้ายกัน คือให้ไม่รับฟ้องคดีแต่แรก, ที่รับฟ้องไปแล้ว ยื่นขอให้หยุดพิจารณาชั่วคราวได้ เพื่อตรวจสอบว่าเป็น SLAPP หรือไม่, หากศาลยกฟ้องให้กำหนดโทษผู้ฟ้องคดี เช่น ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายแทนผู้ถูกฟ้องทั้งหมด รวมไปถึงอาจมีการกำหนดมาตรการเยียวยา ทั้งนี้ ไม่รวมถึงกรณีที่บางรัฐยังกำหนดให้ผู้ที่เป็น ‘บุคคลสาธารณะ’ จะได้รับความคุ้มครองน้อยกว่าบุคคลทั่วไป

แคนาดา มีบางรัฐออกกฎหมายต่อต้านการฟ้องปิดปาก เช่น รัฐควิเบก (Quebec) ที่กำหนดให้ผู้ฟ้องคดีมีภาระในการพิสูจน์ว่า ข้อกล่าวหาในคดีดังกล่าว ถูกต้องและเหมาะสมหรือไม่ หรือรัฐออนทาริโอ (Ontario) ที่ให้ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องขอให้ยกฟ้องได้ หากพิสูจน์ได้ว่าการกระทำที่ถูกฟ้องเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ โดยศาลต้องพิจารณาคำร้องภายใน 60 วัน

สหภาพยุโรป มีการกำหนดแนวปฏิบัติเพื่อปกป้องนักข่าวกรณีที่จะถูกฟ้องคดีปิดปาก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559

อังกฤษ ปฏิรูปกฎหมายหมิ่นประมาท เมื่อปี พ.ศ. 2556 สร้างมาตรการคุ้มครองสื่อ ให้ผู้ฟ้องต้องบรรยายฟ้องว่า พฤติกรรมของผู้ถูกฟ้องเป็น อันตรายร้ายแรง (Serious Harm) อย่างไร รวมถึงเพิ่มข้อยกเว้นการแสดงความเห็นอย่างซื่อสัตย์ (Honest Opinion) เป็นเหตุยกฟ้องได้

ฟิลิปปินส์ ออกกฎหมายต่อต้านการฟ้องคดีกับผู้ที่ออกมาปกป้องสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 ทั้ง ให้ผู้ฟ้องมีภาระพิสูจน์ข้อกล่าวหา, ให้ผู้ถูกฟ้องคดียื่นจบคดีโดยเร็วได้ และหากศาลยกฟ้อง ให้ผู้ฟ้องต้องชดเชยแก่ผู้ถูกฟ้อง

อินโดนีเซีย ออกกฎหมายที่จะปกป้องให้คนทำงานด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ต้องถูกฟ้องทั้งทางแพ่งและอาญา มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552

กรณีของไทย ก็มีการออก ป.วิอาญา มาตรา 161/1 ให้ศาลยกฟ้องได้ หากเห็นว่าเป็นการฟ้องไม่สุจริตหรือกลั่นแกล้ง และมาตรา 165/2 ให้ศาลไม่รับฟ้องได้ตั้งแต่ขั้นไต่สวนมูลฟ้อง เข้าข่าย Dismiss คือให้คดีสามารถยุติลงโดยเร็วได้ แต่จากประสบการณ์ของผู้เกี่ยวข้องกลับพบว่า กฎหมายดังกล่าวยังไม่สามารถใช้ตอบโต้คดี SLAPP ได้จริง แม้จะเป็นกฎหมายที่สำนักงานศาลยุติธรรมร่วมเสนอต่อสภาฯ เพื่อออกมาใช้บังคับเองก็ตาม

ทิตศาสตร์ สุดแสน ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ได้ยื่นคำร้องตาม ป.วิอาญา มาตรา 161/1 ไม่ต่ำกว่าสิบคดี แต่ศาลก็ยกคำร้องทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่า “คุณเอาอะไรมาบอกว่าเขาฟ้องโดยไม่สุจริต” สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ชัดเจนของหลักเกณฑ์ที่ต้องอาศัยการใช้ดุลยพินิจตีความ จนไม่สามารถลดความรุนแรงของปัญหา SLAPP ได้

เช่นเดียว พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต หรือกฎหมาย ป.ป.ช. ฉบับที่แก้ไขเมื่อปี พ.ศ.2568 มาตรา 132 ซึ่ง ป.ป.ช. อ้างว่าจะช่วย Anti-SLAPP ก็ถูกวิพากษ์ว่า มีเนื้อหาค่อนข้างแคบ ช่วยคุ้มครองเฉพาะผู้ที่ให้ถ้อยคำ เบาะแส หรือเป็นพยาน ในคดีที่ ป.ป.ช. รับไว้ไต่สวนแล้วเท่านั้น

ทั้งนี้ เคยมีความพยายามออกกฎหมายเพื่อการต่อต้าน SLAPP อย่างครอบคลุม ภายใต้ชื่อ ร่าง พรบ.ป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน พ.ศ. …. ของกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ที่ผ่านการรับฟังความเห็นไปเมื่อกลางปี พ.ศ. 2568 โดยมีสาระสำคัญคือการเพิ่มนิยาม ‘เรื่องที่เป็นประโยชน์สาธารณะ’ เข้าไปในกฎหมายอาญา เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาของผู้ถูกฟ้อง พร้อมกำหนดกลไกให้ยื่นขอให้ยุติการพิจารณาคดีได้ หากเข้าข่าย SLAPP โดยพบว่า ผู้ร่วมแสดงความเห็น 92% เห็นด้วยให้มีกฎหมายนี้ แต่กฎหมายก็ยังไม่คืบหน้าไปไหน แม้ล่าสุด ต้นปี พ.ศ. 2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จะหยิบร่างกฎหมาย Anti-SLAPP มารับฟังความเห็นอีกครั้ง แต่ด้วยอำนาจก็ทำได้เพียงเตรียมจัดทำข้อเสนอแนะทางนโยบายมอบให้กับผู้เกี่ยวข้องต่อไป

ยังไม่ชัดเจนว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันจะเดินหน้าร่างกฎหมาย Anti-SLAPP หรือไม่ เมื่อไม่มีการพูดถึงการแก้ปัญหา “ฟ้องปิดปาก” “ฟ้องคดีเชิงยุทธศาสตร์” “SLAPP” ในเอกสารคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแม้แต่คำเดียว

สำหรับท่าทีองค์กรวิชาชีพสื่อ โดยเฉพาะสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีการเผยแพร่บทความเกี่ยวกับปัญหา SLAPP เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลผลักดันให้ร่างกฎหมาย Anti-SLAPP เกิดขึ้นจริง ซึ่งก็ต้องติดตามต่อไปว่าจะมีความเคลื่อนไหวอื่นออกมาอีกหรือไม่ เพราะปัญหาการฟ้องปิดปากเริ่มกระทบกันการทำงานของสื่อมากขึ้นทุกที

หากคนทำงานสื่อสารที่สังคมคาดหวังให้เป็น ‘หมาเฝ้าบ้าน’ ถูกปิดปาก คนที่เสียประโยชน์ที่สุดก็น่าจะเป็นสังคมไทย ที่ขาดคนช่วยตีแผ่ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น การใช้อำนาจมิชอบ ไปจนถึงการฉวยใช้ทรัพยากร โดยไม่คำนึงถึงกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนรวมถึงชุมชน

คดี SLAPP ที่แนวโน้มการฟ้องคดีเริ่มมีมาก และถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ถือเป็นภัยคุกคามต่อการทำงานของสื่อที่หลายประเทศเริ่มมีมาตรการออกมาช่วยเหลือป้องกันแล้ว แต่สำหรับประเทศไทย ยังต้องติดตามกันต่อไปว่า กฎหมาย Anti-SLAPP จะคลอดออกมาได้หรือไม่ เมื่อหนึ่งในผู้ที่ใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อหยุดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ อาจเกี่ยวข้องหรือมีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับผู้มีอำนาจในยุคปัจจุบัน

Loading

แชร์ลิงก์
Facebook
LinkedIn
X
Threads

บทความล่าสุด

การค้นหา

บทความล่าสุด :

การค้นหา

บทความล่าสุด :

นายปราโมทย์ บุญนำสุข

รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

  • ปริญญาตรี การบริหาร และการจัดการ สาขา การตลาด มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ
  • ปริญญาโท การบริหาร และการจัดการวิทศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ
  • ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายยุทธศาสตร์ และวิจัย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
  • หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ธุรกิจใหม่ บริษัทไทยคม จำกัด มหาชน
  • ผู้จัดการทั่วไป บริษัทไทย แอดวานซ์ อินโนเวชั่น จำกัด
  • ผู้จัดการฝ่ายการตลาดบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านดาวเทียม บริษัทไทยคม จำกัด มหาชน
  • ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ซีเอสล็อกอินโฟร์ จำกัด มหาชน

ดร. ชำนาญ งามมณีอุดม

รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

  • ปริญญาตรี การจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค)
  • ปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ (การตลาด) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค)
  • ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาบริหารธุรกิจ (Commerce) Magadh University, India
  • ตัวแทนประเทศไทยในการเข้าร่วมเป็นวิทยากร การประชุม และเจรจาระหว่างประเทศ
  • กรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2564
  • ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการจัดตั้งหน่วยงานเพื่อบริหารการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก และขนาดย่อย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
  • นักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการพาณิชย์ และทรัพย์สินทางปัญญา
  • ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการเขตเศรษฐกิจพิเศษ กรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน
  • หัวหน้าภาควิชาการจัดการธุรกิจโลก (Global Business Management)
  • หัวหน้าศูนย์พัฒนาสมรรถนะทรัพยากรมนุษย์ วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
  • อาจารย์ ผู้สอน และกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาโท และปริญญาเอก หลายมหาวิทยาลัย อาทิ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นต้น
  • ที่ปรึกษาด้านการจัดทำแผนแม่บท ด้านธุรกิจระหว่างประเทศ ด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม

ดร.ธนกร ศรีสุขใส

ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

  • นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (พัฒนาสังคม) คณะพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
  • ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (เศรษฐศาสตร์การเมือง) คณะเศรษฐศาสตร์
  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (สื่อสารมวลชน)
    คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สมัยที่ 2
  • คณะกรรมการประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • อนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการกระจายเสียง สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • ผู้ปฏิบัติงานประจำ กสทช. พลโท ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการเรียกคืนคลื่นความถี่และเยียวยาคลื่นความถี่ 700 MHz สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการส่งเสริมการกำกับดูแลกันเองของผู้ประกอบกิจการด้านการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการกำหนดลักษณะและประเภทของการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี (TITV) ก่อนเปลี่ยนผ่านเป็น Thai PBS สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
  • ผู้บริหารและผู้ดำเนินรายการกลุ่มบริษัท สำนักข่าว  INN
  • หัวหน้าคณะทำงานโครงการประชาสัมพันธ์เชิงรุกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย
  • อบรมหลักสูตร นักบริหารการเงินการคลังภาครัฐ (บงส.) รุ่นที่ 9
  • เป็นผู้แทนสำนักงาน กสทช. ร่วมคณะกับกระทรวงการต่างประเทศศึกษาแนวทางการต่อต้านแนวคิดสุดโต่งที่นิยมความรุนแรงและการสร้างเรื่องเล่าโต้ตอบ (Counter-Narratives) ณ ประเทศสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ ระหว่างวันที่ 30 กันยายน- 3 ตุลาคม 2561
  • อบรมหลักสูตร Boardcast and Content Regulation จัดโดยสำนักงาน กสทช. ร่วมกับ Thomson Foundation ประเทศสหราชอาณาจักร และ intitute for Defense & Business ประเทศสหรัฐอเมริกา

การค้นหา

บทความล่าสุด :

ร้อยโท ดร.ธนกฤษฏ์ เอกโยคยะ

รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

  • ปริญญาตรี (นบ.) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
  • ปริญญาโท (Master of Laws) จาก The University of Auckland ประเทศนิวซีแลนด์
  • ปริญญาเอก (Doctor of Philosophy) ด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและเทคโนโลยีสารสนเทศ จาก The University of Southampton ประเทศอังกฤษ
  • อุปนายกสมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย
  • รักษาการผู้อำนวยการสำนักเครื่องหมายการค้า
  • หัวหน้ากลุ่มงานจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศ
  • หัวหน้ากลุ่มงานความร่วมมืออาเซียน เอเปค และจีน ณ กรมทรัพย์สินทางปัญญา
  • เข้าร่วมคณะทำงานเจรจา FTA ไทย-อินเดีย และ WTO ขณะดำรงตำแหน่งนักวิชาการพาณิชย์ ณ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
  • ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์ ณ กรุงบรัสเซลส์
  • รับผิดชอบการจัดตั้งบริษัทลูกของ AOT เพื่อดำเนินการด้านการขนส่งสินค้าเน่าเสียง่ายผ่านช่องทางพิเศษ
  • อาจารย์พิเศษและกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกหลายมหาวิทยาลัย อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นต้น

ดร. ชำนาญ งามมณีอุดม

รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

  • ปริญญาตรี การจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค)
  • ปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ (การตลาด) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค)
  • ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาบริหารธุรกิจ (Commerce) Magadh University, India
  • ตัวแทนประเทศไทยในการเข้าร่วมเป็นวิทยากร การประชุม และเจรจาระหว่างประเทศ
  • กรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2564
  • ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการจัดตั้งหน่วยงานเพื่อบริหารการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก และขนาดย่อย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
  • นักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการพาณิชย์ และทรัพย์สินทางปัญญา
  • ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการเขตเศรษฐกิจพิเศษ กรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน
  • หัวหน้าภาควิชาการจัดการธุรกิจโลก (Global Business Management)
  • หัวหน้าศูนย์พัฒนาสมรรถนะทรัพยากรมนุษย์ วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
  • อาจารย์ ผู้สอน และกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาโท และปริญญาเอก หลายมหาวิทยาลัย อาทิ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นต้น
  • ที่ปรึกษาด้านการจัดทำแผนแม่บท ด้านธุรกิจระหว่างประเทศ ด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม

ดร.ธนกร ศรีสุขใส

ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

  • นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (พัฒนาสังคม) คณะพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
  • ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (เศรษฐศาสตร์การเมือง) คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (สื่อสารมวลชน) คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สมัยที่ 2
  • คณะกรรมการประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • อนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการกระจายเสียง สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • ผู้ปฏิบัติงานประจำ กสทช. พลโท ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการเรียกคืนคลื่นความถี่และเยียวยาคลื่นความถี่ 700 MHz สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการส่งเสริมการกำกับดูแลกันเองของผู้ประกอบกิจการด้านการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • อนุกรรมการกำหนดลักษณะและประเภทของการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
  • ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี (TITV) ก่อนเปลี่ยนผ่านเป็น Thai PBS สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
  • ผู้บริหารและผู้ดำเนินรายการกลุ่มบริษัท สำนักข่าว  INN
  • หัวหน้าคณะทำงานโครงการประชาสัมพันธ์เชิงรุกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย
  • อบรมหลักสูตร นักบริหารการเงินการคลังภาครัฐ (บงส.) รุ่นที่ 9
  • เป็นผู้แทนสำนักงาน กสทช. ร่วมคณะกับกระทรวงการต่างประเทศศึกษาแนวทางการต่อต้านแนวคิดสุดโต่งที่นิยมความรุนแรงและการสร้างเรื่องเล่าโต้ตอบ (Counter-Narratives) ณ ประเทศสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ ระหว่างวันที่ 30 กันยายน- 3 ตุลาคม 2561
  • อบรมหลักสูตร Boardcast and Content Regulation จัดโดยสำนักงาน กสทช. ร่วมกับ Thomson Foundation ประเทศสหราชอาณาจักร และ intitute for Defense & Business ประเทศสหรัฐอเมริกา