เลือกหน้า

สื่อสารอย่างไร ? เมื่อ “ประเพณีส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม?”

นับวันการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ สภาวะโลกร้อนจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยมนุษย์ได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ฤดูร้อนที่ร้อนยาวนานจนเกิดความแห้งแล้ง ปัญหาอุทกภัย แผ่นดินถล่มจากฝนตกหนัก ภาวะฝนทิ้งช่วงจนกลายเป็นปัญหาขาดแคลนน้ำในการอุปโภคบริโภคและการทำเกษตรกรรม เป็นต้น จึงเกิดกระแสรณรงค์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินกิจกรรมของมนุษย์ในมิติต่าง ๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม นำไปสู่การตั้งคำถามต่อประเพณี “สงกรานต์” การสาดน้ำเป็นการใช้ทรัพยากรน้ำที่คุ้มค่าหรือไม่ ประเพณี “ลอยกระทง” ที่กระทงกลายเป็นขยะเต็มแม่น้ำลำคลอง ทำอย่างไรจึงยังสาดน้ำในวันสงกรานต์ และ ลอยกระทงในวันเพ็ญเดือน 12 ได้ โดยที่ยังคงคุณค่าและความยั่งยืนทั้งประเพณีและสิ่งแวดล้อม

การสนทนากับ ดร.ตรงใจ หุตางกูร นักวิชาการนักวิจัยด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ทำให้รู้ว่า เดิมยุคทางธรณีวิทยา เช่น ยุคน้ำแข็ง “ไพลสโตซีน (Pleistocene)” ยุค “โฮโลซีน” (Holocene) เมื่อโลกอุ่นขึ้น จะถูกแบ่งแยกไปตามการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต 

ภายหลังการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ในปี 2493 เป็นต้นมา ประชากรมนุษย์เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ต้องผลิตอาหารมากขึ้น เลี้ยงสัตว์มากขึ้น การขยายตัวด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม เครื่องยนต์หรือยานยนต์ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น คาร์บอน มีเธน ไปจนถึงการใช้ปุ๋ยเคมี เป็นต้น ทำให้เกิดการสะสมมลภาวะที่กระทบต่อ
สิ่งแวดล้อมโดยรวมไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดที่บางอย่างเริ่มแก้ไขไม่ได้ เพราะโลกต้องปรับสมดุลตัวเองไปสู่สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมกับมนุษย์ไปแล้ว”
  ดร.ตรงใจ กล่าว

นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมบางกลุ่มจึงนิยามโลกท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย
ในปัจจุบันว่า “แอนโทรโพซีน” (Anthropocene) หมายถึง ฤดูกาลที่ภาวการณ์ของโลกถูกเปลี่ยนแปลงโดยพฤติกรรมมนุษย์ ซึ่งแม้ยังไม่ได้รับการยอมรับเข้ามาอยู่ในธรณีกาล แต่นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และนักธรณีวิทยาบางส่วนเริ่มตระหนักถึงความแปรปรวนของสภาพอากาศ การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต และสภาพแวดล้อมถูกทำลายโดยมนุษย์ 

เมื่อกาลเวลาพากิจกรรมไปไกลจากแก่นของประเพณี  

มนุษย์เป็นผู้สร้างวัฒนธรรมบนวิถีดำรงชีวิตที่สัมพันธ์กับสิ่งต่าง ๆ เช่น ระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง มนุษย์กับสังคม มนุษย์กับธรรมชาติ โดยคนส่วนใหญ่ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นความดีงามต่อสังคม อาทิ ประเพณีลอยกระทงและสงกรานต์ ซึ่งสัมพันธ์กับทรัพยากรน้ำ ทั้งการใช้ประโยชน์และเทศกาลรื่นเริง อย่างแก่นของประเพณีลอยกระทง คือ “การเห็นความสำคัญของน้ำการสำนึกบุญคุณของน้ำ” แก่นของประเพณีสงกรานต์ คือ “การให้ความสำคัญกับครอบครัวการทำบุญกราบไหว้บรรพบุรุษในวันปีใหม่ไทย” ในสมัยก่อนที่ประชากรยังไม่มาก การจัดงานประเพณีลอยกระทงหรือเล่นน้ำสงกรานต์ เป็นเสมือนศูนย์รวมใจด้านวัฒนธรรมของชุมชนเล็ก ๆ ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากเท่าปัจจุบันที่ประเพณีเหล่านี้ถูกจัดวางให้อยู่ในรูปแบบของมหกรรมแห่งชาติ กลายเป็นวัฒนธรรมที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ 

แม้งานลอยกระทงหรือสงกรานต์ประกอบด้วยเรื่องพิธีกรรมและงานรื่นเริงในตัว แต่การให้น้ำหนักกับการจัดงานรื่นเริงเพื่อสร้างรายได้หรือทำแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยว การปรับเปลี่ยนรูปแบบจนแทบไม่เหลือเค้าของวัฒนธรรมสงกรานต์แบบเดิม แต่เป็นเหมือนเทศกาลใหม่ที่เอาปืนฉีดน้ำมาเล่นกันเพื่อความสนุกสนาน ส่วนประเพณีลอยกระทงซึ่งจัดขึ้นในยุคที่จำนวนประชากรมากกว่าอดีต ทำให้จำนวนกระทงที่เดิมลอยไม่กี่พันชิ้น
กลายเป็นแสนชิ้นล้านชิ้น ซึ่งเป็นขยะทั้งนั้น

สงกรานต์กับลอยกระทงแม้จะเป็นประเพณีที่ไม่ควรละเลย แต่ก็ถือเป็นจุดเล็ก ๆ ที่เป็นแอนโทรโพซีนที่แม้จะดูเล็กในสเกลใหญ่เมื่อเปรียบเทียบกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ เช่น ฝุ่น PM2.5 ดังนั้น สังคมจึงต้องทำความเข้าใจทั้งบริบทเชิงวัฒนธรรม การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมตลอดจนการปลูกจิตสำนึกจากทั้งสองวัฒนธรรม ถึงแม้จะไม่สามารถหยุดยั้งการทำลายสภาพแวดล้อมแต่ก็ช่วยโลกให้ดีขึ้นได้บ้าง

ผมไม่โลกสวยในการมองว่าปัญหาทุกอย่างแก้ได้ อะไรที่แก้ไม่ได้คือแก้ไม่ได้ เพราะเมื่อโลกปรับตัวแล้วจะปรับเลยโดยไม่สนใจมนุษย์และมนุษย์ไม่สามารถสั่งโลกได้ มนุษย์จึงต้องปรับตัวท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปเพื่ออยู่อย่างไรไม่ให้ตาย ซึ่งเป็นการปรับตัวตามธรรมชาติที่ทำให้มนุษย์มีวิวัฒนาการมาจนถึงปัจจุบัน”

ยกตัวอย่าง การตระหนักเรื่องฝุ่น PM2.5 เดิมเรียกว่าหมอกเคมี (Smog) ซึ่งเกิดในประเทศแถบยุโรป และสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ปี 2523 เพราะรูปแบบเมืองที่เป็นกึ่งอุตสาหกรรม มีการใช้รถยนต์หนาแน่น แต่ไทยเพิ่งมาตระหนักว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งแนวทางการแก้ปัญหาโดยการพ่นน้ำลดฝุ่น หยุดการใช้รถ ไม่ได้ทำให้ปัญหาจบ เพราะนอกจากควันรถแล้วยังมีปัจจัยอื่น ๆ เกี่ยวข้อง เช่น การเผาในพื้นที่การเกษตรที่เปิดมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงของทิศทางลม มนุษย์จึงต้องสร้างการตระหนักรู้และหาวิธีป้องกันตนเอง เช่น ออกนอกอาคารให้ใส่หน้ากาก เป็นต้น เพราะผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมบางอย่างเป็นปัญหาระดับมหภาค ระดับโลก ซึ่งผู้คนมีความตระหนัก เช่น การเกิดแคมเปญเรื่องคาร์บอนเครดิต แม้จะยังแก้ไม่ได้ก็ต้องพยายามลด ตัวอย่างเช่นในอดีต
คนตระหนักถึงการเกิดรูรั่วในชั้นโอโซนก็ตื่นตัวรณรงค์เพื่อแก้ปัญหา พอเริ่มแก้ไขจริงจังรูรั่วก็ลดลง

คุณค่าของประเพณีที่แปรเปลี่ยนตามบริบททางสังคม

ดร.ตรงใจ ขยายความเพิ่มเติมว่า คุณค่าหลักของประเพณีสงกรานต์เป็น “วันแห่งครอบครัว” มาจากรากเหง้าของสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับครอบครัว เป็นวาระที่ทุกคนกลับบ้านไปรวมตัวกัน ทำบุญร่วมกัน และรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ส่วนการสาดน้ำเดิมเป็นเพียงการละเล่นที่เด็ก ๆ อยากออกไปสนุกสนานกัน ดังนั้น ต้องแยกชัดว่า “สงกรานต์ไมใช่การสาดน้ำ” แต่การสาดน้ำเป็นงานรื่นเริงที่มาพร้อมกับคุณค่านี้

ด้วยบริบทที่เปลี่ยนไปการสาดน้ำสงกรานต์กลับกลายเป็นจุดขาย สะท้อนถึงความเป็นสังคมทุนนิยมที่จัดงานเหล่านี้เพื่อสร้างรายได้ให้จังหวัดหรือพื้นที่ ซึ่งไม่ผิดเพราะเมื่อจัดงานแล้วมีคนมาแสดงว่าเป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ที่ไป ส่วนคนที่ไม่อยากไป ไม่ชอบเที่ยวสงกรานต์ เพียงแต่สื่อส่วนใหญ่มักนำเสนอภาพความรื่นเริงจากการเที่ยวสงกรานต์ แต่ไม่ได้ภาพต่างมุมของคนในสังคมบางส่วนที่มองคุณค่าของสงกรานต์เป็นวันหยุดพักผ่อนวันหนึ่ง เบื่อหน่ายกับการเที่ยวสงกรานต์เพราะไม่อยากเปียกน้ำ มองการเล่นสงกรานต์เป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรน้ำ หรืออาจมีเหตุผลอื่นที่น่ารับฟัง ซึ่งสื่อควรนำเสนอเปรียบเทียบ

ถามว่าการจัดงานสงกรานต์กระทบกับทรัพยากรน้ำที่เราอุปโภคบริโภคไหม อันนี้ขึ้นอยู่กับพื้นที่ ถ้าเป็นสมัยก่อนเขาเล่นกันตามมีตามเกิด พื้นที่ไหนไม่มีน้ำก็ไม่เล่น แต่ตอนนี้ประเพณีสงกรานต์กลายเป็นภาพจำร่วมของคนส่วนใหญ่ว่า ขึ้นชื่อว่าประเทศไทยต้องเล่นสงกรานต์กันทุกที่ ทั้ง ๆ ที่บางพื้นที่อาจไม่เล่นสงกรานต์กันเลยก็ได้ แต่ประเด็นคือถ้าเขายังจัดงานเล่นสาดน้ำกันได้แสดงว่าเขายังมีน้ำใช้พอเพียง แค่เราต้องการบอกว่าแก่นของประเพณีสงกรานต์ไม่จำเป็นต้องสาดน้ำ”

สิ่งที่ทำได้คือการตั้งข้อสังเกตให้คนตระหนักถึงการใช้น้ำอย่างพอเหมาะพอสมในการเล่นสงกรานต์ รวมถึงบทบาทของสื่อมวลชนในการช่วยฉายภาพพื้นที่น้ำแล้งที่เกิดขึ้น ณ ปีนั้น ๆ เพื่อรณรงค์การเล่นสงกรานต์แบบประหยัดน้ำ

อย่างไรก็ตาม ในแง่การจัดการพื้นที่ถือว่าดีขึ้นมากตรงที่มีการจัดโซนการละเล่นในเมือง ไม่ใช่สาดน้ำกันตรงไหนก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องดีที่ภาครัฐตระหนักว่าต้องมีการบริหารจัดการ เพราะการจัดงานที่มีคนเข้าร่วมมากนั้นควบคุมยาก เช่น การประแป้งที่เลยเถิดเป็นการลวนลาม เพียงแต่ไม่ใช่เป็นการตระหนักเพื่อให้หยุดหรือไม่หยุดมีงานประเพณี เพราะในมุมมองของวัฒนธรรมต้องเป็นไปโดยการเห็นพ้องของคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่การสั่งการโดยอำนาจรัฐหรือใครคนใดคนหนึ่ง เมื่อต้องจัดก็ต้องจัดให้ปลอดภัย ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ”

ส่วนคุณค่าหลักของประเพณีลอยกระทง ดร.ตรงใจ เล่าว่า ในทางตำนานแบ่งเป็น 2 สาย ได้แก่ สายพุทธหมายถึงการบูชาพระพุทธเจ้าจากรอยพระบาทที่ปรากฎบนฝั่งน้ำ และสายฮินดูหมายถึงการบูชาพระแม่คงคา เมื่อนำมาอธิบายให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม แก่นของการลอยกระทงก็คือ “การเห็นคุณค่าของน้ำและขอบคุณน้ำ” เป็นการนำพาความเคารพไปสู่พระพุทธเจ้าตามหลักพุทธหรือทวยเทพตามหลักฮินดู เพราะในโลกของฮินดูปรากฎการณ์ทางธรรมชาติถูกแปลความให้เป็นเทพเพื่อให้จับต้องได้ในเชิงความคิดและการให้ความเคารพ ซึ่งพระแม่คงคาเป็นตัวแทนของน้ำอยู่แล้ว

การสื่อสารและการศึกษาเพื่อธำรงทั้งประเพณีและสิ่งแวดล้อม

ดร.ตรงใจ กล่าวว่า สื่อมวลชนสามารถย่อยเรื่องราวเหล่านี้ให้เป็นความรู้ที่คนยุคปัจจุบันจับต้องได้ว่าน้ำคือรากเหง้าที่เป็นแก่นแท้ของประเพณีลอยกระทง เพื่อให้คนตระหนักในคุณค่าของน้ำโดยไม่จำเป็นต้องนำกระทงไปลอยในแม่น้ำก็ได้ หากคนส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าการลอยกระทงสร้างขยะและมลพิษทางน้ำ การลอยกระทงอาจถูกปรับเปลี่ยนไปในเชิงสัญลักษณ์หรือพิธีกรรมว่าเคยมีประเพณีแบบนี้เพื่อสร้างจิตสำนึกการอนุรักษ์น้ำ

โดยส่วนตัวผมเป็นคนไม่ลอยกระทง รู้สึกว่าสร้างมลภาวะ แต่มุมมองของผมต่อประเพณีเหล่านี้คือการตระหนักรู้ว่าน้ำสำคัญกับชีวิต ซึ่งง่ายต่อการทำความเข้าใจมากกว่าสงกรานต์ที่เป็นเหมือนมหกรรมของชาติ ภาพ “สงกรานต์” ที่ถูกนำเสนอโดยสื่อมวลชนทำให้ดูเหมือนมีงานรื่นเริงกันทั้งเมืองทั้งที่ยังมีคนอีกมากเลือกที่จะ
อยู่บ้านหรือกลับไปหาครอบครัว”

สื่อมวลชนสามารถนำเสนอปรากฏการณ์ความรื่นเริงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็ควรให้มุมมองที่สมดุลในมิติอื่น ๆ อาทิ การให้ข้อมูลความรู้กับสังคมให้รู้ลึกถึงรากเหง้า เข้าใจถึงคุณค่าของทั้งสองวัฒนธรรม การตั้งประเด็นใหม่เพื่อเปลี่ยนความคิดและการกระทำ เช่น การนำเสนอข่าวหรือรายงานข่าวเกี่ยวกับประเพณีสงกรานต์ในมิติของ “วันครอบครัว” การนำเสนอประเด็นปัญหาด้านมลภาวะ ปัญหาการขาดแคลนน้ำในเขตชลประทานในพื้นที่เกษตรกรรมต่าง ๆ ผ่านความคิดเห็นของเกษตรกรที่รอฝนเพื่อให้สังคมโดยรวมเกิดการตระหนักกันเองว่า “สงกรานต์” ควร ลด เลิก หรือ เล่นกันแต่พอดี

นอกจากสื่อมวลชนแล้ว ดร.ตรงใจมองว่าเป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการและโรงเรียนที่ต้องปรับความเข้าใจในภาพรวมทั้งหมด เช่น นอกจากมองการลอยกระทงหรือสงกรานต์เป็นประเพณีที่ดีงามแล้ว ยังต้องตระหนักเรื่องคุณค่าของน้ำควบคู่ไปด้วย ผ่านการนำเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์มาสู่การเรียนวัฒนธรรม เพื่อขยายมุมมองไปสู่ความเข้าใจเรื่องวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมและต่อยอดไปถึงความเข้าใจโลกปัจจุบันที่กำลังเผชิญปัญหามลภาวะ รวมถึงการชี้ให้เห็นรากเหง้าดั้งเดิมของวัฒนธรรมซึ่งมาจากการเห็นคุณค่าของสิ่งแวดล้อมและปรับโลกทัศน์ให้เหมาะสม เช่น เมื่อประเพณีลอยกระทงสอนให้รู้จักคุณค่าของน้ำก็ต้องใช้น้ำอย่างมีคุณค่า

สำหรับ “องค์กรเอกชน” ซึ่งมุ่งดำเนินแนวนโยบายการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ถือเป็นอีกหน่วยหนึ่งที่สามารถช่วยเสริมการปลูกจิตสำนึกให้กับสังคม เช่น ประเพณีสงกรานต์ ถ้าจับไปที่แก่นของ “ครอบครัว” อาจทำแคมเปญเน้นการช่วยเหลือครอบครัวที่มีปัญหาโดยเชิญหน่วยงานด้านการพัฒนาสังคมหรือเชิญครอบครัวที่มีพื้นฐานดีอยู่แล้วมาร่วมช่วยกันหาทางออก ส่วนประเพณีลอยกระทงซึ่งค่อนข้างชัดเจนว่าเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม อาจทำแคมเปญขุดลอกคูคลอง บำบัดน้ำเสีย การให้องค์ความรู้ การสนับสนุนด้านเทคโนโลยี การให้ทุนโครงการบำบัดน้ำเสีย รวมถึงขอความร่วมมือสื่อมวลชนในการเผยแพร่ภาคอุตสาหกรรมที่มีโครงการหรือเทคโนโลยีในการบำบัดน้ำเสียให้เป็นน้ำดีให้เห็นเป็นแบบอย่าง

การรณรงค์ลดขยะผ่านแคมเปญการลอยกระทงเชิงสัญลักษณ์ การลอยกระทงออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันแทน หากอยากลอยกระทงจริงอาจร่วมกันหาแนวทางในการผลิตวัสดุที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้เลย เพราะถึงจะมีการรณรงค์ลดจำนวนกระทงในทุกปี แต่การผลิตกระทง 1 ใบ ประกอบด้วยวัสดุที่เป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมหลายอย่างทั้งพลาสติก โฟม ขนมปัง เข็มหมุด ลวดเย็บกระดาษ ถึงต่อให้ทำจากวัสดุธรรมชาติ สุดท้ายก็ยังเป็นขยะอยู่ดี ซึ่งวัสดุเหล่านี้หากไม่ไช้ทำกระทง สามารถนำไปทำประโยชน์ด้านอื่นได้อีกมากมาย

เรื่องนี้มองได้ 2 มุม คือ คนผลิตกระทงมีรายได้ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ถ้าสื่อนำเสนอภาพปริมาณขยะที่เกิดขึ้นทุกปี ฉายภาพกระบวนการทำลายทิ้งที่ยากลำบาก จนคนส่วนใหญ่เห็นว่าสร้างปัญหาจริง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ไปลอยกระทงหรือไปเที่ยวแต่ไม่ลอยกระทง พอคนขาย ๆ ไม่ได้ก็จะลดและเลิกไปในที่สุด”

ดร.ตรงใจ กล่าวต่อไปว่า การจัดงานเทศกาลงานประกวดนางนพมาศ ประกวดกระทงยักษ์ สามารถดำเนินการให้เป็นกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่ประเด็นคือไม่ต้องลอยน้ำจริง ลอยอย่างจำกัด หรือ ลอยเป็นสัญลักษณ์ก็ได้ เพราะคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยยึดติดพิธีกรรม ต้องการประหยัด และต้องการแค่ความสนุกสนานรื่นเริง

ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามบริบท สมัยผมยังเด็กทั้งสองประเพณีไม่ได้จัดใหญ่ขนาดนี้ แต่ตอนนี้ต้องแข่งกันจัดงานแข่งกันรายงานว่าใครจัดได้ใหญ่กว่ากัน จนทำให้คุณค่าทางวัฒนธรรมถูกกลบโดยคุณค่าทางทุนนิยม พอพูดถึงสงกรานต์คือสาดน้ำ พูดถึงลอยกระทงคือปล่อยกระทงลงน้ำ”

นอกจากนี้ ยังเป็นหน้าที่ของ “นักวิชาการ” ในการทำงานร่วมกับสื่อมวลชนเพื่อส่งต่อความรู้ที่เป็นเหตุเป็นผลให้สื่อนำไปย่อยเป็นข้อมูลที่เสพง่ายส่งต่อให้กับมวลชน

ในฐานะที่ทำงานด้านวัฒนธรรม ดร.ตรงใจ กล่าวว่า นักวิชาการทำได้แค่ให้ความรู้ที่เป็นเหตุเป็นผล แต่ไม่สามารถ
ชี้ชัดว่าประเพณีนี้ควรมีอยู่ต่อไปหรือถูกยกเลิก เพราะวัฒนธรรมเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การปรับเปลี่ยนยกเลิกต้องเป็นไปตามธรรมชาติ หมายความว่าเมื่อประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าไม่เหมาะสมก็จะค่อย ๆ ลด ละ เลิกไปโดยปริยาย

อีกทั้งจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นเป็นตัวแปรสำคัญของการเกิดมลภาวะต่าง ๆ แนวทางแก้ไข คือ การเสริมสร้างองค์ความรู้ให้คนส่วนใหญ่ในสังคมจนกว่าพวกเขาจะตระหนักได้ด้วยตัวเองเพราะประเด็นด้านวัฒนธรรมที่ยึดโยงกับปัญหาสิ่งแวดล้อมจะถูกยกเลิกปรับเปลี่ยนหรือบรรเทาลงได้เพราะคนส่วนใหญ่มี “องค์ความรู้” นั่นเอง

ใครฆ่าคุณค่าข่าว ข่าวไร้คุณค่าฆ่าสังคม

ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างช่องทางสื่อสารที่เปิดกว้าง และเปิดทางให้ทุกคนสามารถเลือกเสพหรือเป็นผู้ผลิตสื่อผ่านแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อใคร ๆ ก็สามารถเป็นสื่อได้จึงเกิดปรากฎการณ์การนำเสนอข่าวหรือคอนเทนต์บนสื่อออนไลน์ที่ยากต่อการกำกับดูแลให้เป็นไปตามมาตรฐานหรือจริยธรรมสื่ออย่างที่ควรเป็น อาทิ การนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่มุ่งความบันเทิง เน้นความตื่นเต้นเร้าอารมณ์ วางคุณค่าข่าวไว้กับความเป็นดราม่าเพื่อเรียกเรตติ้ง ยอดการมองเห็น ยอดจำนวนผู้ชมที่มีส่วนร่วมหรือตอบสนองต่อโพสต์ข่าวนั้น ๆ ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจลงโฆษณาของแบรนด์ ที่น่าตั้งคำถามคือ ทำไมสื่อมวลชนกระแสหลักจึงปรับตัวตามสื่อออนไลน์เพื่อให้แข่งขันได้ จนไปถึงการเสนอข่าวปลอมหรือข่าวบิดเบือนเกลื่อนพื้นที่สังคมออนไลน์

คุณสมชัย สุวรรณบรรณ อดีตกรรมการนโยบาย และอดีตผู้อำนวยการ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ ไทยพีบีเอส เปรียบเทียบการนำเสนอคอนเทนต์บนหน้าสื่อทุกวันนี้ว่าไม่ต่างจากการบริโภคอาหารที่ผิดอย. คือบริโภคแล้วท้องเสีย แต่ยังบริโภคต่อไปเพราะว่ารสชาติอร่อย การนำเสนอข่าวของสื่อก็เช่นกัน ที่อ้างว่าทำไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่จริง ๆ แล้วประชาชนไม่ได้ประโยชน์จากข่าวนั้นมากกว่าอารมณ์ความรู้สึก หน่วยงานที่รับผิดชอบก็นิ่งเฉย ไม่ตรวจตราดูแล ปล่อยให้สังคมบริโภคคอนเทนต์ที่เป็นพิษสะสมไปเรื่อย ๆ เพราะติดใจรสชาติจัดจ้าน แต่สุขภาพของผู้บริโภคเสื่อมลง และไม่ใช่แค่ความเสื่อมของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความเสื่อมของสุขภาพสังคมโดยรวม ทั้งนี้เป็นเพราะไม่มีใครเตือนว่าการบริโภคคอนเทนต์ที่ด้อยคุณภาพไปนาน ๆ จะทำให้กระบวนการทางความคิด กระบวนการทางตรรกะผิดเพี้ยนไปหมด ส่วนผู้ผลิตและขายคอนเทนต์ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เพราะรวยไปแล้ว

“ก่อนจะถามว่ามีคุณค่าข่าวไหม ต้องแยกแยะก่อนว่าสิ่งที่นำเสนออยู่นั้นเป็นข่าวหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ข่าวก็ไม่ต้องพูดถึงเรื่องคุณค่าข่าว ตัวอย่างกรณีข่าวลุงพล และข่าวอื่น ๆ ที่วนเวียนในสื่อสังคมออนไลน์และบนสื่อกระแสหลัก หลายครั้งไม่ใช่ข่าว”

ข่าว คือ “ความถูกต้อง” และ “ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้”

คุณสมชัย กล่าวว่า คำจำกัดความของคอนเทนต์ประเภทข่าว ประกอบด้วยคุณลักษณะสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ “Accuracy” การนำเสนอที่มีความถูกต้องเที่ยงตรงต่อประเด็นที่เกิดขึ้น และ “Verifying Fact” ข้อมูลที่เป็นข่าวต้องพิสูจน์ตรวจสอบได้ว่า เป็นความจริง เป็นข้อเท็จจริง

แต่คอนเทนต์ที่ปรากฎตามแพลตฟอร์มสื่อต่าง ๆ ซึ่งผสมความเป็นดราม่าเข้าไป ไม่ใช่ทั้งข่าวและไม่ใช่ข้อเท็จจริง แต่เป็นการแสดงความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์ (Comment) เป็นจำนวนมาก อาทิ ความคิดเห็นของคนที่ไม่รู้จริงแต่อยากแสดงความคิดเห็น ความคิดเห็นของผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องยึดโยงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือเข้าข้างกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การคาดเดาไปต่าง ๆ นานา (Speculative) ซึ่งพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นข้อเท็จจริง หรือ ความคิดเห็น เช่น ในข่าวแนววิถีเหนือธรรมชาติที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาตร์

ดังนั้น เมื่อเอาหลักความเป็นข่าวไปจับคอนเทนต์ใน(บาง)สื่อกระแสหลักหรือสื่อสังคมออนไลน์ จะพบว่ามีจำนวนมากเลยที่ไม่ใช่ข่าว แล้วจะวัดคุณค่าข่าวกันตรงไหน หรือถึงเป็นข่าวตามนิยามแล้ว ก็ยังต้องผ่านขั้นตอนการจัดลำดับคุณค่าข่าว ซึ่งอยู่ในดุลยพินิจของกองบรรณาธิการ หรือบรรณาธิการอาวุโสในการพิจารณาว่า สมควรนำเสนอสู่สาธารณะหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ยังคงเป็นข้อต่อสู้กันมาตลอด คือ การแยกแยะว่าข่าวใดเป็นประโยชน์สาธารณะ (Public Interest) ที่กระทบต่อผู้คนจำนวนมาก ข่าวใดเป็นเพียงความสนใจใคร่รู้ส่วนบุคคลหรือเฉพาะคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง (Human Interest) หรือบางครั้งเรื่องราวแบบ Human Interest อาจกลายเป็น Public Interest ได้ จึงเป็นหน้าที่ของบรรณาธิการอาวุโสอีกเช่นกัน หากต้องการรักษาภาพลักษณ์ของแบรนด์ในฐานะความเป็นสื่อคุณภาพ จะต้องระแวดระวังในการพิจารณาว่า อะไรคือข่าวเพื่อประโยชน์สาธารณะ อะไรเป็นเพียงความสนใจของคนเฉพาะกลุ่ม เพื่อแยกแยะสิ่งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าวออกจากกัน

“นิยามความเป็นข่าวในประเทศไทยถูกใช้อย่างผิดเพี้ยนและไม่ถูกต้อง สิ่งที่คุยกันทางหน้าจอทีวีหรือบนสื่อสังคมออนไลน์ หลายครั้งไม่สามารถพิสูจน์ถึงข้อเท็จจริงได้ เป็นเพียงการคาดเดา ให้ความเห็น และถึงแม้การแสดงความคิดเห็นของคนบางคนเป็นข่าวได้ เช่น กรณีข่าวอาชญากรรม ความเห็นของผู้บัญชาการตำรวจนครบาล อัยการ ทนายความฝ่ายจำเลย เป็นข่าวได้ แต่จะให้จำเลยมาพูดออกสื่อไม่ได้” คุณสมชัย กล่าว 

ในประเทศอังกฤษ ยุโรป สหรัฐอเมริกา เหตุการณ์หรือคอนเทนต์ที่ปรากฎในสื่อกระแสหลักหรือสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะช่าวอาชญากรรมที่มีประชาชนสนใจจำนวนมาก การไต่สวนคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งยึดหลักอ้างอิงผลทางนิติเวช การสอบสวนที่มีความหลากหลายและเป็นมืออาชีพ จะมีกฎหมายคุ้มครองเฉพาะ เช่น “Perverting the course of justice” ของประเทศอังกฤษ หรือ “Obstruction of justice” ของประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อกำกับดูแลการทำงานของสื่อไม่ให้ไปยุ่งเหยิงหรือเบี่ยงเบนกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนป้องปรามการรายงานข่าวของสื่อมวลชนที่อาจทำให้รูปคดีบิดเบี้ยว สังคมเกิดความเอนเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งไม่เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

ยกตัวอย่าง คดีแม่ลูกหนึ่งจมน้ำตายในอังกฤษ ปกติสื่อมวลชนจะรายงานสถานการณ์ข่าวพื้น ๆ โดยทั่วไป แต่จะมีกลุ่มยูทูบเบอร์และสื่อสังคมออนไลน์เริ่มไปรายงาน ณ ที่เกิดเหตุ บรรยายเรื่องราวให้เกิดปมดราม่าต่าง ๆ ทั้งที่ตัวเองไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเตือนให้ยุติ ไม่เช่นนั้นจะโดนคดีไปยุ่งเหยิงกระบวนการไต่สวนของตำรวจ

นอกจากนี้ ในประเทศอังกฤษยังมีหน่วยงานกำกับดูแลสื่อวิทยุโทรทัศน์ เรียกว่า Ofcom เปรียบได้กับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ของไทย ซึ่งวางแนวทางการสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรมตามหลักของกระบวนการยุติธรรม ประกอบด้วย ตำรวจ อัยการ เจ้าหน้าที่นิติเวช ทนายความฝ่ายจำเลย เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปตามครรลองที่ถูกต้อง ไม่มีกระแสกดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสังคมส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่น จากญาติพี่น้องของผู้เสียหายหรือผู้ตาย จากญาติพี่น้องของจำเลย

ดังนั้น สื่อมวลชนในอังกฤษจะไม่สัมภาษณ์ญาติพี่น้อง หรือ บุคคลใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีแต่อ้างว่ารู้เห็นเหตุการณ์ ขณะที่พยานซึ่งเห็นเหตุการณ์ต้องไปให้การกับตำรวจ ไม่ใช่มาให้การกับสื่อมวลชน ไม่เช่นนั้นพยานคนนั้นอาจโดนคดี และสื่อมวลชนจะโดนข้อหา Perverting the course of justice ไปด้วย

“ซึ่งต่างจากการรายงานข่าวอาชญากรรมของสื่อมวลชนไทยที่ค่อนข้างเลอะเทอะเปรอะเปื้อน มีความเป็นดราม่าสูง เข้าใจว่า กสทช. ไทย น่าจะมีกรอบควบคุมการนำเสนอข่าวอาชญากรรม เพียงแต่ปฏิบัติได้ตามขั้นตอนหรือไม่” คุณสมชัย กล่าว

อย่างไรก็ตาม คุณสมชัย กล่าวว่า เป็นความลำบากใจในการนำเสนอความคิดเรื่องการออกกฎหมายป้องกันความบิดเบี้ยวของกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเกิดโดยการกระทำของใคร เพราะที่ผ่านมา ความเป็นมืออาชีพของตำรวจหรือสื่อมวลชนก็มีปัญหาอยู่เหมือนกัน เช่น มีทั้งสื่อคุณภาพซึ่งสามารถเปิดโปงกระบวนการยุติธรรมที่บิดเบี้ยวโดยสุจริต และสื่อที่ตรวจสอบกระบวนการยุติธรรมโดยรับวาระจากใครบางคน เพื่อทำให้กระบวนการยุติธรรมบิดเบี้ยว หรือมีผลต่อความไว้วางใจในกระบวนการยุติธรรม และความเป็นมืออาชีพของตำรวจ

ที่ผ่านมามีกระบวนการขับเคลื่อนให้มีกฎหมายควบคุมเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ เกิดหน่วยงานกสทช. มาทำหน้าที่กำกับดูแล แต่เมื่อมีสื่อสังคมออนไลน์เกิดขึ้น กลับยังไม่มีความชัดเจนว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานใดในการกำกับดูแลสื่อเหล่านี้ ซึ่งได้ประโยชน์จากการขายโฆษณาเช่นกัน ดังนั้น การเคลื่อนไหวผ่านพรรคการเมืองเพื่อให้มีมาตรการทางกฎหมายมาจัดการกับแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ที่ไม่ปฏิบัติตามกรอบจริยธรรมที่ดีงาม ถือเป็นสิ่งใหม่ ขนาดในประเทศอังกฤษยังต้องออกกฎหมายเพิ่มเติมในการคุ้มครองผู้เยาว์ เมื่อพบแพลตฟอร์มออนไลน์ที่นำเสนอคอนเทนต์ไม่เหมาะสม จะโดนกฎหมายเล่นงานตรงไปที่ตัวแพลตฟอร์ม เช่น ยูทูบ เฟซบุ๊ก ติ๊กต็อก ให้ต้องถอดคอนเทนต์นั้นออกไป

“ถึงจะยังไม่รู้ว่า การออกกฎหมายเหล่านี้มาจะช่วยได้มากน้อยแค่ไหน แต่ถือว่ายังดีที่มีการเคลื่อนไหวเพื่อเริ่มต้นอะไรบางอย่าง เป็นการต่อจิ๊กซอว์ให้แต่ละองค์กรมีกระบวนการปรับเปลี่ยนตัวเองให้เป็นมืออาชีพมากขึ้น”

การลงโทษโดยผู้บริโภคสื่อ เมื่อกฎหมายยังเอื้อมไมถึง

แม้ในประเทศอังกฤษมี Ofcom ประเทศไทยมีกสทช. ในการกำกับดูแลการทำงานของสื่อ แต่ก็ครอบคลุมเฉพะสื่อวิทยุโทรทัศน์ที่ใช้คลื่นความถี่ซึ่งเป็นทรัพยากรสาธารณะ แต่ยังขาดกลไกในการตรวจสอบดูแลสื่อประเภทอื่น เช่น สื่อสังคมออนไลน์ที่ไม่มีองค์กรใดมารวบรวมและกำหนดมาตรฐานจริยธรรมร่วมกัน ส่วนสื่อสิ่งพิมพ์ซึ่งถูกแทนที่ด้วยสื่อดิจิทัล ก็มีแค่กฎหมายปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เป็นเครื่องมือกำกับ หรือเป็นเพียงสมาคมสื่อที่ตั้งขึ้นมากำกับดูแลกันเอง ดังนั้น สิ่งที่เห็นว่าเกิดขึ้นได้จริงจังพอประมาณแม้จะไม่เกิดผล 100% คือ “การกำหนดมาตรการลงโทษโดยสังคมหรือผู้บริโภคสื่อ (Social Sanction หรือ Consumer Sanction)”

ตัวอย่างบรรดาสื่อสิ่งพิมพ์หัวสี สื่อแทบลอยด์ในอังกฤษที่นิยมลงข่าวหวือหวาจนขาดมาตรฐานจริยธรรมความเป็นสื่อ สร้างความเสียหายกับเหยื่ออาชญากรรม สื่อสังคมออนไลน์ที่ไม่ได้อยู่ในกำกับดูแลของ Ofcom หรือตัวสื่อมวลชนเองที่ได้ประโยชน์จาการขายขยะออกมาทางหน้าสื่อสิ่งพิมพ์หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ สมาคมผู้บริโภคจะรวมตัวกันอย่างแข็งขันเพื่อรณรงค์กิจกรรมอย่างเปิดเผย (High Campaign) โดยพุ่งเป้าไปที่แบรนด์ดัง หรือผู้โฆษณารายใหญ่ กดดันให้ยุติการลงโฆษณาสนับสนุนแพลตฟอร์มข่าวที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือสื่อที่อ้างว่าเป็นสื่อมวลชนแต่ไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานความเป็นสื่อ หากยังดื้อดึงเพียงเพื่อต้องการกระแสเรตติ้ง ผู้บริโภคจะหยุดซื้อสินค้าและบริการขององค์กรนั้น ๆ เพื่อให้ยอดขายตก ชื่อเสียงของแบรนด์เริ่มเสียหายจนต้องค่อย ๆ ทยอยถอดโฆษณาออกจากสื่อ กระทั่งสื่อต้องเปลี่ยนพฤติกรรม หรือเลิกกิจการไปในที่สุด

“เหตุที่ขบวนการ High Campaign เลือกรณรงค์กับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ซื้อสื่อโฆษณาซึ่งถือแบรนด์ดัง ๆ ธุรกิจยักษ์ใหญ่ เช่น บริษัทรถยนต์ สายการบิน ห้างค้าปลีก แทนที่จะเป็นสื่อมวลชนโดยตรง เพราะรู้ดีว่าสื่อบางรายไม่สนใจอยู่แล้วเนื่องจากเรตติ้งสูง การเล็งเป้าไปที่ผู้ซื้อสื่อโฆษณา ซึ่งต้องระวังเรื่องมูลค่าของแบรนด์ ภาพลักษณ์ของแบรนด์ หากเกิดความเสียหายจะทบทวนว่า การลงโฆษณาต่อไปจะคุ้มไหม ทั้งหมดต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรและต้องทำไปเรื่อย ๆ จึงจะเห็นผลสำเร็จในการใช้มาตรการทางสังคมควบคุมสื่อ”

คุณสมชัย กล่าวว่า การคาดหวังการกำกับดูแลแค่เฉพาะจากภาครัฐ หรือสมาคมสื่ออาจเป็นได้ยาก แต่หากผู้บริโภคลองเริ่มต้นทำ High Campaign ทำนองนี้ไปเรื่อย ๆ โดยร่วมกับสมาคมผู้บริโภค มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค ต่อต้านสื่อที่ทำข่าวที่ไม่มีคุณค่ามาขาย ผลิตคอนเทนต์ที่สร้างความสับสนยุ่งเหยิงกับสังคม ก็น่าจะได้ผลเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในประเทศอื่น

รวมไปถึงการทำงานควบคู่ไปกับสื่อมวลชนน้ำดี เพื่อจุดประเด็นล็อบบี้พรรรคการเมืองให้ออกกฎหมายป้องกันการเข้าไปยุ่งเหยิงกับกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของ perverting หรือ obstruction ก็ได้ ขณะเดียวกันสื่อมวลชนที่ต้องการให้คุณภาพวงการสื่อดีขึ้น อาจจุดประกายเรียกร้องหาเพื่อนร่วมวิชาชีพมาร่วมดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอน แม้ว่าจะยังมีสื่อที่ออกนอกลู่นอกทาง และได้ประโยชน์จากการขายเรตติ้งอยู่ก็ตาม

ทักษะการรู้เท่าทันสื่อ เป็นเรื่องจำเป็น 

คุณสมชัย กล่าวว่า การสอนสังคมให้รู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) เป็นเรื่องต้องใช้เวลาพอสมควร เท่าที่สังเกตดูจากสื่อสังคมออนไลน์ เวลามีข่าวหรือคอนเทนต์ข่าวที่ขายความเป็นดราม่า มันยากที่จะชี้ประเด็นให้สังคมเรียนรู้และเท่าทัน ซึ่งอาจจะไม่สำเร็จด้วย แต่ถ้าเริ่มจากทำมาตรการลงโทษทางสังคมให้สำเร็จสักหนึ่งแคมเปญ จะเกิดโดมิโนกระทบไปส่วนอื่นได้

“หลายครั้งเวลาผมเห็นข่าวที่ลงในสื่อสังคมออนไลน์หรือกลุ่มไลน์ที่มีเยอะแยะไปหมด พอเปิดดูก็รู้ว่าบางเรื่องเป็นการชวนเชื่อ (Propaganda) ที่ถูกชี้นำมาแล้ว เช่น ด้านการเมืองบ้าง ด้านสังคมบ้าง คนอ่านก็เชื่อแล้วคล้อยตาม เพราะวิธีการเขียนค่อนข้างเป็นมืออาชีพ พอเราไปตั้งคำถามว่าคอนเทนต์นี้มาจากไหน ก็ถูกตำหนิว่าทำไมต้องตั้งคำถาม หรือถ้าไปให้ความเห็นอะไรที่แตกต่างออกไปบนสื่อสังคมออนไลน์ จะมีคนมาทะเลาะกับเรา” 

คุณสมชัย แนะว่าการรู้เท่าทันสื่อที่สังคมทำได้เลยคือให้ความระมัดระวังในการเปิดรับและคอยตรวจสอบที่มาที่ไปของข่าวหรือแหล่งข่าว การตั้งคำถามกับข่าวหรือคอนเทนต์ที่ปล่อยมาลอย ๆ โดยไม่รู้ว่ามาจากไหน ใครเป็นคนเขียน ใครให้ข้อมูล เพื่อดูว่ามีความน่าเชื่อถือแค่ไหน ถ้าเป็นข่าวที่มาจากสำนักข่าว อาทิ ซีเอ็นเอ็น บีบีซี อัลจาซีร่า อย่างน้อยก็มีหลักประกันในความเป็นแบรนด์ว่าข่าวหรือคอนเทนต์เหล่านี้ผ่านกระบวนการทางวารสารศาสตร์ในการตรวจสอบจากองค์กรสื่อ ส่วนกรณีแอบอ้างชื่อสำนักข่าวมาทำให้คอนเทนต์ของตัวเองน่าเชื่อถือ ก็ควรตรวจสอบข้อมูลกับเว็บไซต์สำนักข่าวว่านำเสนอข่าวนี้ออกไปจริงหรือไม่   

“คนยุคเบบี้บูมเมอร์อย่างผมอายุ 60-70 ปี ที่เชื่อโดยไม่ตรวจสอบก็มี เยอะมากด้วย ทั้งที่ควรต้องระแวดระวัง แล้วการไปสอนให้คนปูนนี้เข้าใจเรื่องการรู้เท่าทันสื่อนั้นยาก เผอิญผมอยู่ในวงการสื่อจึงมีทักษะพอตรวจสอบได้ สามารถใช้ความเป็นมืออาชีพตรวจสอบคนที่นำเสนอคอนเทนต์แบบมีวาระได้ตามหลักมาตรฐานสากล แต่เพื่อนผมที่ไม่ได้อยู่วงการสื่อ จะระอาเวลาที่ผมพยายามบอกเขาเรื่อง Media Literacy เราจึงต้องสอนคนรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโตขึ้นมาให้เรียนรู้ทักษะการตรวจสอบข่าว ไม่ใช่เฉพาะกับสื่อกระแสหลัก แต่รวมถึงการตรวจสอบข่าวที่มีมากมายเป็นร้อยเป็นพันบนสื่อสังคมออนไลน์ด้วย”  

คุณสมชัย สรุปสั้น ๆ อย่างน่าสนใจว่า “สื่อใดที่ไม่สามารถสร้างแบรนด์ให้มีความน่าเชื่อถือ เป็นสื่อที่ไม่น่าเชื่อถือ” และขยายต่อว่าสื่อยักษ์ใหญ่สะสมความน่าเชื่อถือของแบรนด์มานานนับสิบ ๆ ปี ส่วนสื่อสังคมออนไลน์ เช่น ยูทูบเบอร์ หรือ อินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งใช้ตัวเองเป็นแบรนด์ วันหนึ่งเมื่อทำผิดพลาด มีคนทักท้วงโต้แย้งจนเขาอยู่ไม่ได้ ก็ต้องปรับตัวให้อยู่ในร่องในรอย และสร้างความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น แต่เป็นเรื่องตลกร้ายที่มีคนจำนวนหนึ่งยังเลือกเชื่อถือสำนักข่าวซึ่งไม่เคยได้ยินชื่อ นำคอนเทนต์ที่ไม่มีที่มาที่ไปมาบอกว่า เป็นความจริง

“ผมเห็นอสมท ทำแคมเปญ “ชัวร์ก่อนแชร์” คือ ถ้ามีสื่อยักษ์ใหญ่ที่แบรนด์น่าเชื่อถือ ช่วยกันทำเรื่องนี้บ้างก็ดี อย่างบีบีซีเองก็ตั้งหน่วยงานชื่อ BBC Verify คอยตรวจสอบข่าวเฟคนิวส์ไม่ว่าจะมาจากสื่อใด จากนั้นนำมาลงในแพลตฟอร์มของตัวเอง เพื่อให้ผู้อ่านตรวจสอบว่าข่าวที่บริโภคไปเมื่อ 2 อาทิตย์ก่อนและเชื่อไปแล้ว สุดท้ายไม่ใช่ข่าวจริง”

ทำอย่างไรเมื่อการสร้างคุณค่าข่าวต้องเผชิญกับการแข่งขันช่วงชิงเรตติ้ง

คุณสมชัย ให้ความเห็นว่า ต้องเริ่มจากจุดที่มีคนบ่นกันมากก่อน ซึ่งคือ ข่าวอาชญากรรม แต่ถามว่า ข่าวอื่นมีปัญหาไหม ก็มีปัญหาเหมือนกันหมด อย่างเวลาพูดเรื่องข่าวการเมือง จะมีประเด็นเรื่องพวกใครพวกมัน แต่พอเป็นข่าวอาชญากรรม สังคมคิดตรงกันว่า ยอมให้นำเสนอข่าวอาชญากรรมแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว จำเป็นต้องหาแนวทางกำกับดูแล ทีนี้การจับปลาหลายมือก็อาจหลุดมือหมด ดังนั้น ต้องเริ่มแคมเปญจากจุดที่คนบ่นเยอะ จัดลำดับความสำคัญแล้วดูว่า ขับเคลื่อนไปได้แค่ไหน ซึ่งแค่การเคลื่อนไหวในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของดาราที่ไปอ่านข่าวหน้าจอ ผู้ประกาศข่าวหน้าจอ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ไม่ต้องนับถึงกลุ่มที่ไปรับวาระมาเพื่อโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการกันต่อไป

ส่วนความอยู่รอดของสื่อในกลไกของระบอบทุนนิยม ซึ่งบังคับให้สื่อต้องสร้างเรตติ้งให้สูง มียอดการมอง ยอดเข้าชม หรือ Engagement มาก ๆ ทำให้โฆษณาเข้าก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่เข้าไปดูจะเชื่อในคอนเทนต์ทั้งหมด อาจแค่ดูสนุก ผ่อนคลายไปวัน ๆ แล้วเรื่องแบบนี้ ไม่สามารถเอากฎหมายไปบังคับได้ ดีไม่ดีสื่อจะท้วงว่า ไปควบคุมสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนเสียอีก แต่ถ้าเป็นมาตรการลงโทษทางสังคม จะเห็นว่าไม่ได้เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพสื่อ แต่เราไม่บริโภคสินค้าคุณเพราะเราไม่ชอบคุณ

แม้จะยากอยู่สักหน่อยในการตามหาผู้ที่จะมานำประเด็นเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน แต่การขยับของหน่วยหนึ่งในสังคมที่มีเป้าประสงค์ชัดเจน มีความตั้งใจจริงอย่างชัดเจน แม้เป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ก็ขยายผลได้ คุณสมชัย เห็นว่าน่าจะเริ่มต้นจากสมาคมคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งมีการขับเคลื่อนอยู่หลายโครงการ เช่น การเคลื่อนไหวต่อประเด็นการควบรวมค่ายมือถือ ตลอดจนมูลนิธิต่าง ๆ หรือ เอ็นจีโอที่เคลื่อนไหวเรื่องสิทธิเสรีภาพสื่อ คุณภาพสื่อ มาตรฐานจริยธรรมสื่อ จะร่วมมือกันเป็นกลุ่มก้อน หรือต่างคนต่างทำก็ได้แต่ขอให้มีเป้าหมายเดียวกัน

“เมื่อถึงจุดหนึ่งจะมีแรงกดดันกลับไปหาสื่อเอง หากสังคมมุ่งเป้าไปยังแพลตฟอร์มที่ถึงแม้จะมีโฆษณาเข้าเยอะ ๆ แต่นำข่าวหรือคอนเทนต์ดราม่าที่ไม่มีคุณค่ามาขาย แล้วทำแคมเปญบอยคอตสินค้าของบริษัทที่ไปลงโฆษณาในแพลตฟอร์มนั้นอย่างชัดเจน เปิดเผย ถึงเริ่มแรกจะไม่ได้ผล แต่ถ้าทำต่อไปเรื่อย ๆ ก็น่าจะได้ผลเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในประเทศอื่น ๆ ” คุณสมชาย กล่าวในที่สุด

ถามหามาตรฐาน จริยธรรม และความรับผิดชอบของสื่อที่รายงานข่าวแบบดราม่า

หลายครั้งที่สื่อมวลชนไทยถูกตั้งคำถามถึงธรรมาภิบาล (Good Governance) ขององค์กรสื่อ ความรับผิดรับชอบ (Good Accountability) ตามกรอบจรรยาบรรณวิชาชีพและจริยธรรมส่วนบุคคล เช่น ปรากฎการณ์ลุงพล-น้องชมพู่ การรายงานสถานการณ์การสู้รบระหว่างอิสราเอล-ฮามาส ระหว่างรัสเซีย-ยูเครน การยิงใส่ฝูงชนที่สยามพารากอน ประเด็นมาตรา112 และในอีกหลายประเด็นสะท้อนการรายงานข้อเท็จจริงที่ปนเปไปด้วยการปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึกและความคิดเห็น ทั้งจากบุคคลในข่าว ผู้ประกาศข่าว หรือ ผู้รายงานข่าวในพื้นที่ ซึ่งบางครั้งเกินเลยเสียจนบดบังข้อเท็จจริงที่ควรนำเสนอ ทำให้ผู้รับสารหรือสังคมโดยรวมมองประเด็นปัญหาคลาดเคลื่อน มีมุมมองหรือความเข้าใจไม่รอบด้านต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น สับสนระหว่างความคิดเห็นเป็นข่าว หรือข้อเท็จจริงเป็นข่าว

The Story Thailand ได้มีโอกาสสนทนากับ ผศ.ดร.พรรษาสิริ กุหลาบ อาจารย์ประจำภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อชวนคลี่ปมความเป็นละครในข่าว (News Dramatization) หรือ การใส่ “ความเป็นดราม่า” ลงไปในการรายงานข่าว หรือการเล่าข่าว ทั้งในสื่อกระแสหลัก และสื่อสังคมออนไลน์ที่หยิบประเด็นในกระแสมานำเสนอโดยอิสระ เช่น อินฟลูเอนเซอร์ ยูทูบเบอร์ อันส่งผลต่อการตระหนักรู้และการให้ทางออกที่ถูกควรกับสังคม

เติมเต็มสังคมแห่งปัญญามากกว่าย้ำซ้ำปมเร้าอารมณ์

“การนำเสนอข่าวในปัจจุบัน ดูเหมือนเป็นการบอกเล่า ณ ปลายทางของความขัดแย้ง แต่สิ่งที่สื่อมวลชนควรอธิบายต่อ คือ ที่มาที่ไปของเหตุการณ์ เพื่อให้สังคมได้ประโยชน์จากความเข้าใจภาพรวมของสถานการณ์ทั้งหมด” ผศ.ดร.พรรษาสิริ กล่าว

ไม่ว่าจะเป็นการรายงานความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง หรือปมปัญหาจากความขัดแย้งส่วนบุคคลที่นำไปสู่การทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ชีวิต อาจไม่ได้พาสังคมไปสู่การหยั่งลึกถึงรากของปัญหา หากสื่อนิยมรายงานเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า เช่น เกิดสงคราม เกิดเหตุฆาตกรรม คนนี้เป็นคนทำ คนนั้นถูกทำร้าย ใครที่ถูกตัดสิน สนใจกับการผูกปมว่าฝ่ายที่ทุกข์ทรมานรู้สึกอย่างไร ซึ่งเข้าใจได้ว่า อารมณ์ ความรู้สึก ความคิดเห็น การได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ เป็นข้อเท็จจริงอย่างหนึ่ง แต่การนำเสนอย้ำ ๆ ซ้ำ ๆ แค่ความขัดแย้งหรือความรู้สึกของคนไม่กี่ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้ช่วยให้สังคมรับรู้และเข้าใจจุดเริ่มต้นของปัญหาหรือพบคำตอบร่วมกันในการจัดการแก้ไขอย่างเป็นระบบเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยอีก อาทิ การให้ปูมหลังของสงครามที่ยาวนานมาตั้งแต่ครั้งประวัติศาสตร์ หรือเป็นสงครามเพื่อธำรงความเป็นรัฐชาตินั้น สภาพแวดล้อม ความขัดแย้งเป็นอย่างไร ทำไมจึงเลือกใช้ความรุนแรงในการจัดการปัญหา หรือเป็นความขัดแย้งที่เกิดจากความบิดเบี้ยวของสังคม หรือกระบวนการยุติธรรมถูกดำเนินการอย่างไม่เป็นธรรม เป็นต้น หลายกรณีจึงจบตรงการรับรู้แค่ว่าถ้าคุณไปยิงคน ๆ นี้ตาย ก็ฆ่าให้ตายตกไปตามกัน ถ้ากลุ่มนี้ก่อสงครามจนมีประชาชนล้มตาย ก็ฆ่าคนกลุ่มนี้ให้สิ้นซาก แต่จริง ๆ แล้วทุกคนก็รู้ว่ามันไม่จบ ปัญหายังคงอยู่และดำเนินต่อไป

“ไม่ได้ห้ามการรายงานความรู้สึกหรืออารมณ์แต่อย่างได แต่สื่อมวลชนไม่ควรละเลยการฉายภาพกว้างให้เห็นที่มาที่ไปด้วยว่าความรู้สึกหรืออารมณ์ของสังคมที่ปรากฏอย่างนี้มาจากสาเหตุใด เพื่อไม่ให้เกิดกรณีที่ 2-3-4 ตามมา แล้วเราต้องมาคุยกันอยู่เรื่อย ๆ ว่า ทำไมสื่อไม่นำเสนอข่าวในมุมอื่น ๆ เลย จดจ่อแต่เรื่องการนำเสนอข่าวเร้าอารมณ์” ผศ.ดร.พรรษาสิริ กล่าว                 

ข่าวเร้าอารมณ์ทำได้ง่าย ประเมินผลได้เร็ว ขณะที่การทำงานข่าวเชิงลึกรอบด้าน ต้องทุ่มเทและใช้เวลา

ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า อารมณ์เป็นความรู้สึกขั้นพื้นฐานของมนุษย์ และการชูอารมณ์ว่าใครรู้สึกอย่างไรในเรื่องใดเป็นปัจจัยเชื่อมให้เกิดการมีส่วนร่วมและการเข้าถึงของผู้คนในสังคมได้ง่ายกว่า นอกจากนี้ การที่สื่อมวลชนเลือกสนใจการรายงานข่าวเชิงเร้าอารมณ์เพราะไม่มีต้นทุน เมื่อเปรียบเทียบกับการนำเสนอข่าวเชิงลึกที่ต้องค้นคว้าข้อมูลจากงานวิจัยต่าง ๆ หรือการนำเสนอบทสัมภาษณ์ของนักวิชาการ เพื่อขยายผลว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ตรงไหน อะไรที่ไม่ชอบธรรม เช่น การทำความเข้าใจต่อประวัติศาสตร์ของอิสราเอล-ฮามาส รัสเซีย-ยูเครน ให้ลึกซึ้ง การสัมภาษณ์นักวิชาการที่อาจจะมีไม่กี่คน แล้วนักวิชาการมีเวลาให้หรือไม่ การอ่านงานวิจัย การค้นคว้าหาเอกสาร คนทำงานมีเวลาหรือไม่ เพียงใด กองบรรณาธิการให้เวลาในการทำสิ่งเหล่านี้หรือไม่ บางครั้งจึงง่ายและประหยัดเวลากว่าที่จะโยนคำถามธรรมดาพื้น ๆ ไปให้แหล่งข่าวสักคนที่คุยง่าย ยอมคุย เพื่อให้ได้ชิ้นข่าวที่นำเสนอได้รวดเร็ว สามารถแข่งขันกับองค์กรสื่ออื่น ๆ ได้

ทั้งการเกิดขึ้นของสื่อใหม่บนสังคมออนไลน์ทำให้ภูมิทัศน์ของสื่อกระแสหลัก (Traditional Media) เปลี่ยนไป ในอดีตเป็นที่รู้กันว่าจำนวนผู้อ่าน ยอดการจำหน่ายของสื่อสิ่งพิมพ์ จำนวนผู้รับชม หรือเรตติ้งในสื่อโทรทัศน์ เป็นตัวชี้วัดความนิยมที่เอเจนซีนำมาประกอบการพิจารณาให้งบโฆษณา แต่ทุกวันนี้ สื่อกระแสหลักต้องเปลี่ยนผ่านเนื้อหา รูปแบบการผลิต และวิธีการนำเสนอที่ไม่ใช่แค่บนสื่อสิ่งพิมพ์ หรือหน้าจอทีวี แต่ต้องเหมาะเจาะกับการเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อช่วงชิงรายได้จากการโฆษณาเช่นกัน ทำให้การลงทุนทั้งเวลาและกำลังคนของสื่อกระแสหลักจึงไม่ได้อยู่ที่การหาข้อมูลให้ลึกขึ้น หรือ กว้างขึ้น แต่ต้องคำนึงถึงการนำข้อมูลมาผลิตคอนเทนต์ เพื่อนำเสนอในสื่อสังคมออนไลน์ไปพร้อมกัน หรือ สามารถแตกต่อข้อมูลจากแพลตฟอร์มใหญ่ไปใช้กับแพลตฟอร์มอื่น ๆ

“เหตุที่สื่อมวลชนหันไปนำเสนอโดยเน้นอารมณ์ ความรู้สึก หรือ ข้อมูลเบื้องต้นที่รู้กันอยู่แล้ว เพราะ หนึ่ง อย่างไรก็มีคนอ่านคนดู เพราะเป็นสิ่งที่ยึดโยงกับความรู้สึกของคนได้ง่ายอย่างที่กล่าวไป และ สอง ไม่ได้มีเวลาในการหาข้อมูลอะไรมาก หรือ บริษัทไม่ได้เห็นความสำคัญว่าต้องให้เวลาผู้สื่อข่าวไปทำงานเชิงลึกมาก เพราะต้องแข่งขันกับสื่อเจ้าอื่นเพื่อชิงพื้นที่ข่าว ไม่อย่างนั้นโฆษณาจะไม่เข้า” ผศ.ดร.พรรษาสิริ กล่าว

เมื่อคน (เล่า) ข่าวอยากดราม่า ต้องพร้อมรับผิดชอบผลกระทบที่ตามมา

แม้ประเด็นข่าวจะเป็นหัวใจหลักในเรื่องที่นำเสนอ แต่วิธีการนำเสนอให้อ่านง่าย ฟังง่าย ย่อยง่าย เข้าใจง่าย ก็มีความสำคัญ การเล่าข่าวที่ตัดเฉพาะคำคม ภาพที่สะเทือนใจ การนำเสนอความคิดเห็นและอารมณ์ความรู้สึกของคนในข่าว กระทั่งการเล่าเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายผ่านการเลือกใช้ถ้อยคำ น้ำเสียง การใส่ความคิดเห็นที่เจือด้วยอารมณ์ของผู้ประกาศข่าว หรือผู้รายงานข่าว ซึ่งทำให้ประเด็นนำเสนอแหลมคมกว่าเดิม หรือย้ำให้ประชาชนเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องให้ความสนใจ แต่ในทางกลับกัน อาจกลายเป็นการเน้นองค์ประกอบของอารมณ์มากกว่าข้อเท็จจริง

“มันไม่ได้เป็นจริยธรรมหรือแนวปฏิบัติที่ดีในการใส่ความคิดเห็นลงไป แต่ผู้ดำเนินรายการเล่าข่าวโดยเฉพาะในทีวีอาจคิดว่าต้องเล่าให้เข้าใจง่าย แต่การเล่าให้เข้าใจง่ายหมายถึงการเลือกใช้ถ้อยคำ การเรียบเรียงเรื่องราว หรือเลือกแหล่งข่าวคนไหนเป็นตัวดำเนินเรื่อง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการใส่อารมณ์ความคิดเห็น” ผศ.ดร.พรรษาสิริ กล่าว

ในมุมนักวิชาการจึงไม่ฟังธงว่าสื่อมวลชนทำได้หรือไม่ได้ แต่บอกได้แค่ว่าการใส่ความคิดเห็นของผู้เล่าข่าวลงไปทำให้ผู้รับสารมีโอกาสคล้อยตามความคิดเห็นของผู้เล่าข่าว หรือมีผลชี้นำให้สังคมคิดไปในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งอาจตรงหรือแย้งกับสิ่งที่สื่อกำลังเสนอ ตลอดจนแนวทางที่สื่อนำเสนอก็ไม่ได้การันตีว่าจะเป็นวิธีคิดที่นำไปสู่การคลี่คลายความขัดแย้งหรือป้องกันความรุนแรงได้ ดีไม่ดีอาจทำให้เกิดการใช้ความรุนแรงซ้ำหรือเป็นการสื่อสารที่สร้างความเกลียดชังก็ได้

“หากคิดจะเลือกใส่ความคิดเห็นผ่านถ้อยคำ ภาพ น้ำเสียงใด ๆ เพื่อเล่าข่าว ก็ต้องตระหนักรู้ว่ากำลังทำอะไรกับสังคมอยู่ และต้องยอมรับผลที่จะเกิดขึ้น ถ้าในวันหนึ่งข้างหน้าเกิดสิ่งที่เป็นไปในทิศทางตรงข้ามกับที่คุณหวัง ไม่ว่าจะเป็นความต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี หรือบรรเทาความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในสังคม” ผศ.ดร.พรรษาสิริ กล่าว

สื่อติดกับดักการเสนอข่าวแบบปิงปอง วนเวียนกับแหล่งข่าวที่ทำให้คอนเทนต์ขายได้

ปรากฎการณ์ลุงพล-น้องชมพู่ คดีฆาตกรรมอำพรางที่สังคมให้ความสนใจ เป็นหนึ่งกรณีศึกษาเกี่ยวกับการเลือกแหล่งข่าว ผู้ให้สัมภาษณ์ หรือผู้ให้ข้อมูล ซึ่งมีส่วนสนับสนุนประเด็น หรือแง่มุมที่ต้องการสื่อให้สังคมได้เห็น ผศ.ดร.พรรษาสิริ กล่าวว่า การเลือกแหล่งข่าวต้องทำความเข้าใจก่อนว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความขัดแย้งส่วนบุคคลหรือไม่ เช่น ถ้ามองว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างลุงพลกับบ้านน้องชมพู่ สื่อจะวนเวียนอยู่กับการสัมภาษณ์คนกลุ่มนี้จนพวกเขากลายเป็นแหล่งข่าว หรือบุคคลสาธารณะไปโดยไม่ได้ตั้งใจ และการสัมภาษณ์ก็ไม่ได้นำไปสู่ข้อเท็จจริงเพื่อการคลี่คลายคดี หรือแก้ปัญหาภาพรวมไม่ให้เกิดคดีฆาตกรรมเด็กขึ้นอีก

ตราบใดที่สื่อมองว่าคดีที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของคนไม่กี่กลุ่ม เช่น ฆาตกร ผู้ถูกกล่าวหา ครอบครัวผู้ตกเป็นเหยื่อ ซึ่งไม่ได้ให้คำตอบอะไรมากนักแก่สังคม แต่กลับส่งผลต่อชีวิตของคนเหล่านั้นไม่ว่าทางบวกหรือลบ ทั้ง “การถูกนำมาเป็นตัวละคร เป็นสินค้า เป็นเรื่องราวที่ขายได้” สื่อมวลชนซึ่งหมายรวมถึงคนทำงานหน้างาน กองบรรณาธิการ เจ้าขององค์กรสื่อ ต้องระลึกรู้ว่ากำลังนำเสนอข่าวเพื่อต้องการพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงนั้นจริง ๆ หรือแค่ต้องการผลิตคอนเทนต์ มีคีย์เวิร์ดให้สืบค้นไว้เรียกเรตติ้ง ทั้งที่เนื้อหาอาจไม่มีอะไรก็ได้ 

ดังนั้น หลังจากรู้ว่านี่คือประเด็นสำคัญต้องติดตาม แต่เมื่อตามแล้วไม่ได้ข้อเท็จจริงจากการสัมภาษณ์ สื่อควรมุ่งสืบเสาะจากข้อมูลสาธารณะซึ่งเป็นที่เปิดเผย เช่น ข้อมูลหลักฐานที่เกี่ยวข้องได้ถูกนำมาพิจารณาในคดีแล้วหรือยัง ดังตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาที่การนำสืบข้อมูลสาธารณะของสื่อมวลชน นำไปสู่การคลี่คลายคดีที่เดิมปิดคดีไม่ได้ เป็นปิดคดีได้ในที่สุด

“สื่ออาจพูดว่ากำลังพยายามหาข้อเท็จจริง แต่ขึ้นอยู่กับคุณหาข้อเท็จจริงจากอะไร ด้วยวิธีการแบบไหน ที่ทำให้เราเข้าใจเรื่องนี้ได้มากกว่าแค่ความไม่ดีของบุคคล ความขัดแย้งของสองบ้าน แต่อาจมีตัวแปรเหตุอื่น ๆ เช่น ความเปราะบางของสังคม การไม่มีพื้นที่และกลไกในการดูแลเด็กเล็ก กระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้า เป็นต้น ทำให้แหล่งข่าวขยายไปได้มากกว่าครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ หรือถูกกล่าวหา แต่สามารถเชื่อมโยงไปถึงประเด็นการจัดการความรุนแรงในครอบครัว การพิจารณาคดีที่โปร่งใส การขยายผลจากแหล่งข่าวบุคคลไปเป็นแหล่งข่าวสาธารณะอื่น ๆ โดยไม่ไปละเมิดความเป็นส่วนตัว หรือเปิดเผยอัตลักษณ์โดยไม่ได้รับการยินยอม หรือสร้างคนบางกลุ่มให้กลายเป็นคนโด่งดังทั้งที่ยังควรอยู่ภายใต้การจับตามองของสังคม” ผศ.ดร.พรรษาสิริ กล่าว

นอกจากนี้ หลายครั้งที่การเล่าเรื่องให้เป็นบันเทิงหรือละคร ทำให้สื่อหลุดจากการจับตาสาระสำคัญในข่าว เช่น การนำเสนอข่าวนโยบายสาธารณะให้มีความเป็นดราม่า การหยิบประเด็นไขว้กันไปมาของพรรคการเมืองมานำเสนอ โดยไม่ได้ลงไปในสาระที่แท้จริงของความขัดแย้ง รวมทั้งละเลยการตามติดนโยบายที่แต่ละพรรคการเมืองหาเสียงว่าเกิดผลในเชิงรูปธรรมแล้วหรือไม่ การเปลี่ยนหัวหน้าพรรคสะท้อนทิศทางของพรรคหรือการปรับเปลี่ยนนโยบายอย่างไร ฯลฯ ประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประชาชนไม่ค่อยได้รับรู้สักเท่าไร

ท้ายที่สุด จึงกลายเป็นการให้แสง ให้ความสำคัญกับความขัดแย้งของคนไม่กี่กลุ่มที่ตอบโต้กันไปมาแบบปิงปอง แหล่งข่าวที่มาวิเคราะห์ก็เป็นแหล่งข่าวหน้าเดิมที่กระจุกตัวอยู่แค่นั้น ซึ่งบางครั้งไม่สามารถอธิบายผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชน เพราะมัวจับตาอยู่แค่ความขัดแย้งเฉพาะหน้าที่เห็น หรือคอนเทนต์จากแหล่งข่าวเฉพาะหน้าที่เห็น โดยไม่มีข้อมูลจากแหล่งอื่นมาประกอบเลย อย่างการนำเสนอข่าวการเมืองที่วนเวียนอยู่กับประเด็นว่า พรรคโน้นพรรคนี้จะเป็นอย่างไร รัฐบาลจะล่มหรือไม่ล่ม ทั้งที่ประชาชนต้องการรู้มากกว่านั้น เช่น ถ้ารัฐบาลล่มจะเกิดอะไรกับชีวิตของเรา ถ้าต้องเลือกตั้งไหม่จะเสียงบประมาณอีกเท่าไร นโยบายที่หาเสียงยังไม่เกิดผลอย่างใดต่อประชาชน

“นอกจากแหล่งข่าวบุคคลที่คุ้นชิน ก็ควรมีแหล่งข่าวอื่น ๆ เพิ่มเติม ซึ่งตัวสื่อมวลชนเองควรเรียกร้องการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะต่าง ๆ จากภาครัฐ โดยไม่ต้องมีกระบวนการที่ยุ่งยากในการขอหรือค้นหาข้อมูล หรือทำให้เป็นข้อมูลเปิด (Open Data) ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและเอาไปวิเคราะห์ต่อได้ ไม่ใช่เพียงแค่การยื่นไมค์ถามนักการเมืองที่เกี่ยวข้องแล้วไม่ได้คำตอบอะไรนอกจากโยนกันไปมา” ผศ.ดร.พรรษาสิริ กล่าว

ทำอย่างไร (ได้) เมื่อข่าวแนวบันเทิง ดราม่า ใส่อารมณ์ เป็นที่นิยม   

เมื่อชวนตั้งคำถามจากมุมมองของนักวิชาการว่ายังมีปัจจัยใดที่ผลักดันให้เกิดการรายงานข่าวปนดราม่าของสื่อ แน่นอนว่าปัจจัยหนึ่งคือ “การหารายได้” ซึ่งเป็นปัญหาคลาสสิกของวงการสื่อ โดยเฉพาะสื่อเชิงพาณิชย์ที่ต้องแสวงหาผลกำไร ยิ่งเป็นองค์กรสื่อที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ยิ่งต้องแสดงถึงตัวเลขผลประกอบการที่ดี ซึ่งเป็นเรื่องที่รู้กันอยู่ว่า รายได้หลักของสื่อมาจากโฆษณา แต่ปัจจุบันช่องทางสร้างรายได้มีรูปแบบที่หลากหลายและเปลี่ยนแปลงไป จากการขายโฆษณาเป็นชิ้น การขายพื้นที่สื่อเพื่อลงเนื้อหาเชิงโฆษณาประชาสัมพันธ์ (Advertorial) ไปสู่การเสนอพื้นที่ในการขาย หรือลงแคมเปญโฆษณาบนหน้าสื่อสังคมออนไลน์ผ่านระบบอัตโนมัติ (Programmatic Advertising) เป็นต้น

ในอดีตมีองค์กรสื่อหลักใหญ่ ๆ ที่แข่งขันกันอยู่ไม่กี่รายและต้นทุนประกอบการก็สูง เช่น สื่อทีวีก็จะมีค่าสัมปทานการออกอากาศ มีเรื่องของเทคโนโลยี สื่อหนังสือพิมพ์ก็ต้องมีโรงพิมพ์ แต่พอเกิดสื่อสังคมออนไลน์ด้วยต้นทุนประกอบการที่ถูกลง แต่ทำกำไรได้มากขึ้น มีผู้เล่นรายใหม่เกิดขึ้น เราจึงเห็นปรากฎการณ์การลดคนในองค์กรข่าวใหญ่ ๆ ที่หมุนเวียนไปอยู่ในองค์กรสื่อเกิดใหม่ที่เล็กกว่า เมื่อคู่แข่งเพิ่มขึ้น เม็ดเงินรายได้ลดลง ทำให้การแข่งขันยิ่งสูง ยิ่งต้องช่วงชิงรายได้ เมื่อช่องทางเพิ่มรายได้จากโฆษณาขึ้นมาอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ เว็บไซต์ การโฆษณาผ่านระบบอัตโนมัติ หรือโซเชียลมีเดียอื่น ๆ สื่อหลักที่ไม่สามารถอยู่กับต้นทุนแบบเดิมได้ ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการนำสื่อที่เคยเผยแพร่ผ่านช่องทางปกติ ขึ้นสู่ช่องทางออนไลน์ ในแง่กระบวนการผลิตจึงต้องคัดเลือกประเด็น ปรับแต่งตัดทอนเนื้อหาข่าวทั้งรายการให้สั้นลงให้เหมาะสมกับการเผยแพร่ในทุกแพลตฟอร์มเพื่อตามติดผู้รับสารไปทุกที่ ทั้งผู้รับสารเดิมจากหน้าจอ และผู้รับสารใหม่จากช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ จนทำให้เนื้อหาขาดความลึกหรือตกหล่นบริบทบางอย่าง

“แล้วสูตรสำเร็จในการหารายได้ก็จะย้อนกลับไปที่ว่าคนสนใจเรื่องประเภทไหน เช่น เรื่องที่คนทั่วไปสนใจ (Human Interest) ซึ่งมักเป็นเรื่องง่าย ๆ ใกล้ตัว เนื้อหาที่ใส่ความดราม่า บันเทิงเริงอารมณ์” ผศ.ดร.พรรษาสิริ กล่าว

อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของผู้ประกอบการสื่อออนไลน์มีข้อดีตรงที่ทำให้มีประเด็นข่าวในการนำเสนอที่หลากหลายขึ้น มีแง่มุมต่าง ๆ ให้เลือกติดตาม เช่น ช่วงเลือกตั้งที่ประชาชนให้ความสนใจกับนโยบายพรรคการเมือง สื่อก็แข่งขันด้วยการนำเสนอนโยบาย แต่ถ้าเห็นว่า การนำเสนอด้วยสูตรดราม่าเร้าอารมณ์ได้ผลดีกว่า ก็หันไปเสนอแง่มุมนั้นเพื่อเรียกความสนใจ หรือบางรายที่เลี้ยงตัวได้แล้ว อาจมีจุดยืนในการไม่เสนอประเด็นบันเทิงหรือปลุกเร้าอารมณ์ เพราะมีกลุ่มติดตามที่ต้องการข้อมูลเชิงลึกมากกว่าบันเทิง   

“เห็นได้ว่าไม่ใช่แค่องค์กรสื่อ แต่เรายังมีผู้ผลิตคอนเทนต์อิสระ เช่น อินฟลูเอนเซอร์ ยูทูบเบอร์ ที่ไม่ได้เรียกตัวเองว่าสื่อ แต่มาเล่าข่าวในสไตล์การสื่อสารด้วยอารมณ์ มียอดเข้าชมเป็นล้าน ซึ่งรับประกันว่าสื่อก็อยากทำให้ได้เช่นนี้ ไป ๆ มา ๆ เลยจับต้นชนปลายไม่ถูกว่า ใครเริ่มก่อน ใครเลียนแบบใคร แต่ที่แน่ ๆ คือ วิธีการแข่งขันหรือสูตรสำเร็จในการหารายได้บนพื้นที่ออนไลน์ มันเป็นไปในแนวทางบันเทิง ดราม่า การใส่อารมณ์ แล้วคนก็นิยมดูเพราะถูกจริตโดยธรรมชาติของมนุษย์” ผศ.ดร.พรรษาสิริ กล่าว

รอการผลัดใบโดยคนรุ่นใหม่ คุณค่าใหม่ เพื่อการสื่อข่าวที่แตกต่างจากที่เคยเป็นมา  

อย่างไรก็ตาม การรายงานข่าวโดยมุ่งรูปแบบการนำเสนอที่เน้นความดราม่า หรือปลุกเร้าอารมณ์โดยอ้างว่าผู้รับสารนิยมเสพ อาจเป็นการด่วนสรุปเกินไป

ทั้งนี้ เพราะข้อแรก ตัวเลือกในการรายงานข่าวคุณภาพมีเพียงพอให้ผู้รับสารเลือก เป็นข่าวแบบไหน เร้าอารมณ์ไหม จะตามต่อข้อมูลเชิงลึกได้จากไหนหรือไม่ ยิ่งเป็นการแข่งขันบนสื่อออนไลน์ ข้อมูลจะไหลบ่าสู่หน้าฟีดหรือหน้าไทม์ไลน์อย่างรวดเร็ว หากมีประวัติการเข้าดูข่าวแบบเร้าอารมณ์ อัลกอริธึมของแต่ละแพลตฟอร์มก็พร้อมส่งเฉพาะข้อมูลลักษณะนั้นมาให้ จึงแลดูเหมือนสังคมสนใจเรื่องราวอยู่ไม่กี่เรื่อง    

ข้อสอง การที่ประชาชนนิยมเสพข่าวแบบบันเทิงมากกว่า เพราะข้อมูลเชิงลึกบางอย่าง เช่น นโยบายสาธารณะต่าง ๆ ประชาชนทำได้แค่รับรู้แต่ไม่สามารถทำอะไรต่อได้ ไม่ได้ทำให้เสียงของเขาต่อประเด็นดังกล่าวมีความหมาย หรือสร้างการเปลี่ยนแปลงบางอย่างให้กับสังคม ดังนั้น การโทษผู้รับสารเพียงอย่างเดียวจึงดูง่ายเกินไป แต่มักถูกใช้เป็นข้ออ้างที่ธุรกิจสื่อมักจะพูดว่าทำเรื่องดี ๆ ไป คนก็ไม่สนใจ ซึ่งต้องยอมรับว่าการนำเสนอข่าวที่เน้นข้อมูลเชิงลึก อาจไม่ได้ยอดเรตติ้ง ยอดการมองเห็น (Eyeballs) หรือยอด Engagement มากเท่าการนำเสนอเรื่องราวปนความดราม่าที่เสพง่ายกว่า ย่อยง่ายกว่า

“ต้องย้อนกลับไปถามว่าแล้วพันธกิจของสื่อมวลชนคืออะไร ถ้าคิดว่าธุรกิจสื่อต้องทำเพื่อความอยู่รอดก็ทำไป แต่สังคมอาจไปไม่ถึงไหน แล้วอีก 10 ปีข้างหน้าก็ต้องวนเวียนกลับมาพูดเรื่องนี้กันอีก แต่ยังมีความหวังว่า คงมีสักวันที่ผู้รับสารรู้สึกว่า ต้องการข้อมูล ต้องการการบอกกล่าวอย่างจริงจัง เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจที่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า สื่อต้องให้ทางเลือกแก่ผู้รับสารด้วย”

ส่วนอินฟลูเอนเซอร์ ผู้ผลิตคอนเทนต์อิสระ บุคคลทั่วไปที่ใช้ติ๊กต็อก (TikTok) หรือโซเชียลมีเดียต่าง ๆ คงไม่สามารถไปกล่าวถามถึงจริยธรรมวิชาชีพ เพราะไม่ใช่อาชีพ การกำหนดแบบแผนหรือรวมตัวจัดตั้งเป็นสมาคมยังเป็นเรื่องยาก เพราะพื้นที่บนออนไลน์นั้นกว้างมาก นอกจากจะอาศัยมาตรฐานของชุมชนในแต่ละแพลตฟอร์มเป็นแนวปฏิบัติ รวมถึงความมุ่งหวังของสังคมว่า อยากได้พื้นที่สื่อสารที่มีคุณภาพบนสื่อสังคมออนไลน์แบบไหน เช่น ไม่เสนอเนื้อหาที่เป็นเท็จ บิดเบือน สนับสนุนความรุนแรง การแลกเปลี่ยนข้อมูลด้วยความเข้าใจ ให้ความเคารพซึ่งกันและกัน แต่หากต้องการสื่อเรื่องราวด้วยอารมณ์ ใช้คำด่าทอ หรือข้อความที่สร้างความเกลียดชัง ก็ต้องรับรู้ถึงผลของการสื่อสารแบบนั้นด้วย

“ฟังดูอุดมคติอยู่สักหน่อยถ้าจะพูดว่า ต้องตระหนักรู้ด้วยตัวคุณเองสิ แต่อย่างน้อยมาตรฐานของชุมชนบนพื้นที่ออนไลน์น่าจะเป็นตัวกำหนดเบื้องต้น หากละเมิดความเป็นส่วนตัว ใช้ข้อความดูถูกเหยียดหยาม ก็ให้กฎหมายจัดการ หรือการใช้มาตรการลงโทษทางสังคม โดยไม่สนับสนุนสื่อที่เลือกแง่มุมการนำเสนอข่าว หรือวิธีสื่อสารที่ไม่เหมาะสม สุดท้ายเขาจะเลือนหายไปจากพื้นที่ตรงนี้เอง เพราะการเกิดขึ้นดับไปของสื่อออนไลน์มีอยู่ตลอดเวลา” ผศ.ดร.พรรษาสิริ กล่าว

ตัดภาพมาที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ แบรนด์หรือผู้สนับสนุนรายได้ ผศ.ดร.พรรษาสิริ เล่าว่า มีความพยายามขององค์กรระดับนานาชาติในการจัดทำรายชื่อเว็บไซต์ที่ประเมินดูแล้วมีความเสี่ยงเผยแพร่ข้อมูลเป็นเท็จ บิดเบือน หรือสร้างความความเกลียดชัง ส่งให้กับแบรนด์ เอเจนซี ผู้ซื้อสื่อโฆษณาไว้พิจารณาว่าสมควรจะนำแบรนด์ไปพัวพันกับองค์กรสื่อที่มีแนวโน้มกระทำเช่นนี้หรือไม่ ถ้าพวกเขาเห็นความสำคัญจะช่วยลดทอนท่อน้ำเลี้ยงไปยังองค์กรสื่อที่ใช้วิธีการด้อยคุณภาพหรือเน้นความดราม่าเสียจนไม่ให้ข้อมูลด้านอื่น ๆ แก่ผู้รับสารเลย เว้นเสียแต่ว่าแบรนด์ เอเจนซี หรือผู้ซื้อสื่อโฆษณาจะมองแค่ชื่อเสียง เรตติ้งขององค์กรสื่อ โดยไม่ได้มองที่วิธีการนำเสนอ

อีกด้านหนึ่งคือเม็ดเงินสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งควรดำเนินการตามพันธกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะด้วยการอุดหนุนสื่อที่เน้นการตอบสนองประโยชน์ต่อสาธารณะเช่นกัน แทนที่จะพิจารณาสื่อที่มียอดผู้อ่านผู้ชมสูง มียอด engagement มาก แต่ใช้วิธีการนำเสนอข่าวที่ละเมิดสิทธิผู้อื่น เน้นการเล่าประเด็นดราม่า แต่ไม่ได้ให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ซึ่งไม่ตอบโจทย์การใช้งบประมาณที่มาจากภาษีประชาชน

หากสุดท้ายแล้วคือการที่ทุกฝ่ายต่างมี Good Governance และ Good Accountability ที่ดี คุณต้องรับผิดรับชอบกับสิ่งที่สื่อสารออกไป และนึกถึงการตอบสนองต่อประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ มากกว่าการมองแค่ตัวเลขการติดตาม ปริมาณการเข้าถึงของผู้รับสาร แต่ถูกต่อว่าเรื่องการละเมิดจริยธรรมมาตลอดโดยปราศจากการแก้ไข

ผศ.ดร.พรรษาสิริ ทิ้งท้ายว่า เราอาจไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแบบปัจจุบันทันด่วน เพียงแต่ต้องให้ความเชื่อมั่นกับสังคมประมาณหนึ่งว่า “ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ อย่างน้อยการผลัดใบโดยคนรุ่นใหม่ หรือการยึดถือคุณค่าใหม่ ๆ ที่อาจมองเห็นความสำคัญของการสื่อข่าวในอีกรูปแบบหนึ่งที่แตกต่างจากที่เคยเป็นมาในอดีตก็ได้”

 

คุณค่าวัฒนธรรม : การเสริมสร้างและการสื่อสาร

ช่วงเดือนตุลาคม 2566 ภาพยนตร์ไทยเรื่องสัปเหร่อเป็นกระแสขึ้นอันดับหนึ่งของการสื่อสารบนออนไลน์
ถัดมาเดือนธันวาคม 2566 “สงกรานต์ในประเทศไทย“ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้
จากผลการศึกษาการสื่อสารออนไลน์ของสังคมไทยในเดือนตุลาคม 2566 ที่จัดทำโดย Media Alert กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กับ Wisesight พบว่า ภาพยนตร์เรื่อง “สัปเหร่อ” เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจสูงสุดถึง 74.02 ล้าน Engagement ซึ่งเมื่อสำรวจเนื้อหาการสื่อสารแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มประเด็น คือ
1.เนื้อเรื่อง โปรดักชั่น ความนิยม
2.ผู้สร้าง ผู้กำกับ ผู้แสดง และผู้เกี่ยวข้อง
3.การผลักดันเป็นซอฟต์พาวเวอร์

ทั้งนี้ ประเด็นการผลักดันภาพยนตร์เรื่องสัปเหร่อให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ สร้าง Engagement ในสัดส่วนที่น้อยที่สุดเพียง 2.34% เมื่อเทียบกับอีกสองประเด็น และส่วนใหญ่เป็นการสื่อสารบน Facebook (51.29%) โดยผู้สื่อสารส่วนใหญ่เป็นสื่อและสำนักข่าว (58.68%)

สัปเหร่อเป็นภาพยนตร์เรื่องที่ 6 ของจักรวาลไทบ้าน ภายหลังจากที่ภาพยนตร์เข้าฉายก็กลายเป็นกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ และสามารถสร้างรายได้มากถึง 720 ล้านบาท ในระยะเวลาเพียง 46 วัน สร้างสถิติภาพยนตร์ไทย
ที่ทำรายได้มากที่สุดในรอบหนึ่งทศวรรษ จนนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ คือตัวอย่างความสำเร็จจากการนำเสนอสิ่งที่เป็นวิถีของชาวบ้าน เป็น Soft Power ที่แก้ข้อสงสัยหลายอย่างเกี่ยวกับวิถีชีวิต (อ้างอิง กรมประชาสัมพันธ์)

ในขณะที่ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ประกาศขึ้นทะเบียน “สงกรานต์ในประเทศไทย” (Songkran in Thailand, traditional Thai New Year festival) ให้เป็นรายการ
ในบัญชีตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity)

ทั้งสองเหตุการณ์ได้ปลุกความภูมิใจในวัฒนธรรมของไทย The Story Thailand จึงชวน
ดร.ฐณยศ โล่ห์พัฒนานนท์ นักวิจัยประจำศูนย์แม่โขงศึกษา ดร.ฐณยศ โล่ห์พัฒนานนท์ นักวิจัยประจำศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาวิเคราะห์ปรากฏการณ์ที่ยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียน “สงกรานต์ในประเทศไทย” เป็นรายการในบัญชีตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาตินั้น เป็นการสื่อสารคุณค่าวัฒนธรรมอย่างไร และประเทศไทยสามารถต่อยอดการสื่อสารเพื่อคุณค่าวัฒนธรรมได้อย่างไรบ้าง

การสื่อสาร “คุณค่าวัฒนธรรม” ต้องสนุก

การสร้างความผูกพันทางอารมณ์ (Emotional Attachment) กับภาพทางวัฒนธรรมที่แฝงมากับความสนุก ความเพลินเพลิด ความจรรโลงใจ โดยที่ไม่ได้มุ่งนำเสนอวัฒนธรรมตรง ๆ

“การสื่อสารคุณค่าวัฒนธรรมให้ประสบความสำเร็จ ต้องสื่อให้คนเกิดความรู้สึกสนุก ความผูกพัน และความจดจำ บ้านเรามุ่งขายวัฒนธรรมก่อน ทำให้ความสนุกหายไป จะไม่ต่างจากการเขียนตำราวัฒนธรรมไทย ซึ่งไม่มีคนอยากอ่าน” ดร.ฐณยศ กล่าว

ข้อมูลจากผลการศึกษา ระบุว่า ในกระแสการสื่อสารทางออนไลน์เกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องสัปเหร่อเป็นจำนวนมากแสดงความคิดเห็นถึงเนื้อหาภาพยนตร์ในช่วงที่น่าจดจำ เช่น ฉากใบข้าวหลอกผู้ใหญ่คำตัน ฉากพระวิ่งหนีผี เป็นต้น ทั้งมีการกล่าวถึงเพลงประกอบภาพยนตร์คือเพลง “ยื้อ” สะท้อนว่าภาพยนตร์ได้สร้างความสนุกและความผูกพันทางอารมณ์ ในขณะที่ได้แฝงวัฒนธรรมและภูมิปัญญาพื้นบ้านของชาวอีสานผ่านการพูดคุยกันของตัวละครในเรื่องอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้คนจดจำสาระสำคัญของวัฒนธรรมได้

“การทำให้ภาพยนตร์เป็นที่นิยมได้ ต้องทำให้คนดู รู้สึกอินและรู้สึกเป็นธรรมชาติร่วมไปกับเนื้อเรื่อง ภาพยนตร์สัปเหร่อสะท้อนภาพความเป็นคนอีสานที่แตกต่างจากภาพคนอีสานที่เคยสื่อออกมาก่อนหน้านี้ เป็นอีสานที่ใสซื่อที่มาพร้อมกับภูมิปัญญา ตัวละครในภาพยนตร์สัปเหร่อจะอธิบายตลอดเวลาว่าทำไมถึงทำพิธีแบบนี้ เกิดจากอะไร และทำเพื่ออะไร” ดร.ฐณยศ กล่าว

การสร้างคอนเทนต์เพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมไทย ต้องมีองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ ข้อมูลและความเป็นไปของสิ่งที่จะนำเสนอ หลักการสร้างสรรค์ และจินตนาการ

ดร.ฐณยศ กล่าวว่า โจทย์หลักอยู่ที่การเล่าวัฒนธรรมให้สนุก คนดูชอบตัวละคร (ในภาพยนตร์หรือละคร) ไม่จำเป็นต้องให้รายละเอียดทางวัฒนธรรมทุกอย่าง สิ่งสำคัญที่การสื่อสารวัฒนธรรมต้องทำคือ ทำให้คนสนใจ เพราะเมื่อคนสนใจแล้ว เขาไปสืบค้นข้อมูล (เกี่ยวกับวัฒนธรรม) ต่อเอง

พร้อมยกตัวอย่างว่า ทุกครั้งที่ซีรีส์ The Crown ฉาย จะพบว่าการค้นหาเกี่ยวกับเรื่องราวของราชวงศ์อังกฤษมีสูงมาก ทั้ง ๆ ที่ในซีรีส์ให้ข้อมูลผิดหลายจุด ซึ่งความผิดถูกในซีรีส์นั้นไม่สำคัญเท่าการที่ต้องปลุกความสนใจในตัวคนดูให้ได้เสียก่อน ที่เหลือคนจะเข้ามาสืบค้นข้อมูลเอง

“การทำคอนเทนต์ต้องทำให้คนดูดูแล้ว ‘รู้สึก’ ไม่ใช่ดูแล้ว ‘รู้เรื่อง’ อย่างเดียว ถ้าไม่มีความรู้สึก จะไม่มีใครจดจำคอนเทนต์นั้นได้ ที่ผ่านมาประเทศไทยมักสื่อสารวัฒนธรรมในมุมมองของครูวัฒนธรรมมากเกินไปและมีการจับผิดกัน มักจะสร้างภาพจำว่าวัฒนธรรมเป็นของศักดิ์สิทธิ์ แตะต้องไม่ได้ เป็นสิ่งตึงเครียด ทำให้คนไม่อินไปกับวัฒนธรรม การสื่อสารวัฒนธรรมในสื่อบันเทิงต้องสามารถผิดได้ หากมีความสนุก มีคนสนใจ จะสร้างให้เกิดการถกเถียงและการค้นหาข้อมูลที่ถูกต้องต่อไป” ดร.ฐณยศ กล่าว

ตัวอย่างของคุณค่าวัฒนธรรมที่สนุกและรู้สึกดี คือ “เทศกาลคริสมาสต์” ที่เป็นวัฒนธรรมของต่างชาติ แต่เป็นความนิยมของคนไทย เหตุผลก็เพราะว่าผู้คนมีภาพจำว่า คริสมาสต์คือความสดใส คือช่วงเวลาของการเยียวยาจิตใจ คนจึงมีความรู้สึกดีกับช่วงเวลานี้ คุณค่าวัฒนธรรมนี้ไม่ถูกจำกัดให้อยู่ในพื้นที่หรือเป็นของคนที่นับถือศาสนาคริสต์เท่านั้น

สำหรับสงกรานต์ของไทยนั้น แม้จะเป็นวัฒนธรรมร่วมกันของชาวพุทธที่อาศัยอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อ้างอิง: สงกรานต์ในอาเซียน, สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง) มีประเพณีการสาดน้ำในหลายประเทศ แต่สำหรับประเทศไทย ดร.ฐณยศ กล่าวว่า เป็นการสาดน้ำแบบไทยที่มีความสุขและสนุก ทำให้เกิดการจดจำว่าสงกรานต์ในประเทศไทยเป็นช่วงเวลาแห่งสังคมอุดมคติที่ทุกคนล้วนเป็นมิตรกัน ภาพจำนี้กลายเป็นเอกลักษณ์ของสงกรานต์ในแบบของไทย

วันที่ 6 ธันวาคม 2566 ที่ประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intergovernmental Committee for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage – ICS-ICH) สมัยสามัญ ครั้งที่ ๑๘ มีมติให้ขึ้นทะเบียน “สงกรานต์ในประเทศไทย” หรือ “Songkran in Thailand, traditional Thai New Year festival” ในบัญชีรายชื่อตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้แห่งมวลมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity – บัญชี RL) ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ค.ศ.2003 (2003 Convention for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage) ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ถือเป็นความภาคภูมิใจของไทย (อ้างอิง: กระทรวงการต่างประเทศ)

“ประเทศไทยไม่ได้ผูกขาดการสาดน้ำสงกรานต์ แต่สงกรานต์และการสาดน้ำเป็นรูปแบบการปฏิสัมพันธ์ในแบบของไทยที่ไม่เหมือนใคร ทำให้สงกรานต์เป็นภาพจำของประเทศไทย เราอินและสนุกไปกับสงกรานต์ ทำให้เกิดการสร้างภาพจำของสงกรานต์แบบไทยให้เกิดภาพจำในสายตาของคนทั่วโลก” ดร.ฐณยศ กล่าว

สงกรานต์สื่อสารความเป็นมิตรผ่านการสาดน้ำ น้ำเย็นท่ามกลางอากาศร้อน ทุกคนเป็นเพื่อนกันหมด ไม่แบ่งแยกชาติไหน ๆ ศาสนาไหน ความเป็นมิตรโดยไม่แบ่งแยกนี้ตอบโจทย์ความต้องการของมนุษย์ในสังคมอุดมคติ

การสื่อสารคุณค่าวัฒนธรรม เมื่อทำให้เกิดความรู้สึกสนุก จะทำให้เกิดความผูกพัน และความจดจำ เมื่อนำเสนอซ้ำ ๆ จะยิ่งสร้างความจดจำ เพราะวัฒนธรรมคือทุกสิ่งที่ทั้งจับต้องได้จับต้องไม่ได้ ทั้งที่เป็นแบบแผนและไม่เป็นแบบแผน

การสื่อสารคุณค่าวัฒนธรรม กับ soft power

การพยายามผลักดันให้ภาพยนตร์เรื่องสัปเหร่อ เป็นซอฟต์พาวเวอร์นั้น ดร.ฐณยศ กล่าวว่า การเข้าใจว่าการสร้างไทยนิยมเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจ การค้าการขาย การท่องเที่ยว คือซอฟต์พาวเวอร์ ตรงนี้เป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะทุกอย่างที่จะเป็น soft power ได้ จะต้องมีวาระการเมืองระหว่างประเทศแอบแฝง

ตัวอย่างเช่น วาระของจีนคือการสร้างเส้นทางสายไหมให้ทั่วโลกยอมรับจีนเพื่อเชื่อมโยงจีน วาระของญี่ปุ่นคือสนับสนุนธุรกิจของญี่ปุ่นที่กระจายอยู่ทั่วโลก วาระของสหรัฐฯ คือคงความเป็นชาติชั้นนำ ในซีรีส์หรือภาพยนตร์ของอเมริกันจะมีแนวคิดเรื่องความเป็นอเมริกันที่เป็นเลิศ (American Exceptionalism) คนดูยอมรับความมีความเป็นเลิศทางเทคโนโลยี ความรู้ วัฒนธรรม การปกครอง เป็นต้น

ดร.โจเซฟ เนย์ (Joseph Nye) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เป็นผู้ริเริ่มจำกัดคำนิยามของ soft power ไว้ว่าเป็นความสามารถที่ทำให้ผู้อื่น “ต้องการ” และ “ยอมรับ” ในสิ่งที่คุณต้องการ โดยสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องดึงดูดความต้องการของผู้อื่นให้พวกเขาเกิดการยอมรับด้วยความ “เต็มใจ” ปราศจากการบังคับ ขู่เข็ญ เพราะเมื่อไม่มองสิ่งแปลกใหม่ว่าเป็นศัตรูแล้ว มนุษย์มีแนวโน้มจะลดอาการต่อต้านและเปิดใจยอมรับมากกว่าโดยสัญชาตญาณ [อ้างอิง: สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน)]

การสื่อสารวัฒนธรรม ต้องวางแผนกลยุทธ์ และสื่อสารต่อเนื่อง

ทุกการสื่อสารที่ประสบความสำเร็จล้วนมีการวางแผน ดร.ฐณยศ กล่าวว่า ภาพยนตร์สัปเหร่อมีกระแสโด่งดังเพราะมีการวางกลยุทธ์ด้วยการสร้างภาพยนตร์ “ไทยบ้านเดอะซีรีส์” และสร้างฐานแฟนคลับมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งฐานแฟนคลับนี้มีส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างกระแสความนิยมให้ภาพยนตร์สัปเหร่อ โดยเฉพาะฐานแฟนคลับที่เป็นผู้ทรงอิทธิพลบนโลกออนไลน์ที่ทำการสื่อสารบนโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาที่พบว่าภาพยนตร์สัปเหร่อได้รับความสนใจและถูกพูดถึงอย่างมากจนเป็นกระแส ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการสื่อสารของผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ และสื่อกับสำนักข่าว

จากการศึกษา พบว่า ผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ที่สื่อสารเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องสัปเหร่อ เป็นผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ที่สามารถสร้างการมีส่วนร่วมมากถึง 49.1 ล้าน Engagement โดยที่เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นโพสต์โปรโมทภาพยนตร์ เบื้องหลังการถ่ายทำ การแสดงความยินดีกับภาพยนตร์ที่สามารถทำรายได้มากถึง 720 ล้านบาท

“การสื่อสารวัฒนธรรมจะต้องมีการวางกลยุทธ์ ต้องมีเป้าหมายเดียวกัน หลักการเดียวกัน แต่สื่อสารกันคนละเวที ภาคประชาชนคนทั่วไปทำคลิปแชร์กันระหว่างเพื่อนฝูง อินฟลูฯ สื่อสารผ่านไปยังแฟนด้อมของตัวเอง ในขณะที่สื่อมวลชนจะนำเสนอในอีกรูปแบบหนึ่ง” ดร.ฐณยศ กล่าว

ดร.ฐณยศ กล่าวว่า ทุกประเทศที่ประสบความสำเร็จในการสื่อสารวัฒนธรรม ล้วนมีการวางแผนการสื่อสารที่เรียกว่า “entertainment theme” แต่ละประเทศนำเสนอแก่นวัฒนธรรมของประเทศตนเองในรูปแบบของความสนุก อาทิ ประเทศญี่ปุ่น สื่อสารวัฒนธรรมผ่านการ์ตูน ทั้งแบบอ่านและอนิเมะ ญี่ปุ่นนำเสนอวัฒนธรรมญี่ปุ่นในการ์ตูนเข้มข้นมาก แต่เป็นการสื่อสารวัฒนธรรมที่มาพร้อมกับความสนุกและคุณค่าที่กำหนดไว้ คือต้องการสื่อสารถึงความสงบและความเรียบง่ายแบบญี่ปุ่น กรณีประเทศสหรัฐอเมริกา จะนำเสนอค่านิยมแบบอเมริกัน คือภาพความทันสมัย การสร้างแรงบันดาลใจ และมีจินตนาการ ในขณะที่ประเทศจีนจะเน้นการสื่อสารวัฒนธรรมจีนผ่านความงามของนักแสดง ฉาก และคอสตูม ซึ่งความงามเหล่านี้ถูกสร้างมาเพื่อกลบภาพจำจีนในแบบเดิมที่ล้าหลังจีนจึงใช้สื่อเพื่อล้างภาพจำเดิมที่คนรู้สึกกับจีน

 

ดร.ฐณยศ กล่าวทิ้งท้ายว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยขาดการวางแผนการสื่อสารคุณค่าวัฒนธรรม ทั้งนี้ การสื่อสารวัฒนธรรมจะต้องทำอย่างต่อเนื่อง ทั้งปริมาณและความถี่ที่มีผลต่อการจดจำ

“รัฐควรมีการวางยุทธศาสตร์การสื่อสารคุณค่าวัฒนธรรมด้วยการกระจายการสื่อสารให้ประชาชนในวงกว้างได้สื่อสารวัฒนธรรมในแบบของเขา ให้เขาตีความวัฒนธรรมเอง การสื่อสารวัฒนธรรมไม่จำเป็นต้องเป็นวิธีการเดิม ๆ เท่านั้น”

กระแสสังคมออนไลน์และจริยธรรมสื่อมวลชน เมื่อศาลตัดสินจำคุกลุงพล 20 ปี

กระแสสังคมออนไลน์และจริยธรรมสื่อมวลชน เมื่อศาลตัดสินจำคุกลุงพล 20 ปี

11 พฤษภาคม 2563 สื่อเสนอข่าวการหายตัวอย่างลึกลับของน้องชมพู่เด็กหญิงอายุ 3 ปี จากบ้านกกกอก
อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร ต่อมา วันที่ 14 พฤษภาคม พบศพน้องชมพู่ห่างจากบ้านไป 2 กิโลเมตร แม้ในการสืบคดีพบความเป็นไปได้ว่าน้องชมพู่อาจหลงขึ้นไปบนเขาภูเหล็กไฟเอง แต่ตำรวจก็ไม่ตัดเรื่องฆาตกรรมออกไป แม้กระทั่งพ่อและแม่น้องชมพู่ก็ตกเป็นผู้ต้องสงสัย เมื่อตำรวจขยายการสอบปากคำคนในหมู่บ้านเพิ่มขึ้น จนมาถึงลุงพล นายไชย์พล วิภา ซึ่งเป็นสามีของป้าแต๋น สมพร หลาบโพธิ์ พี่สาวแท้ ๆ ของแม่น้องชมพู่ ลุงพลกับน้องชมพู่สนิทกันมาก ขนาดลุงพลเคยเอ่ยปากจะรับเลี้ยงน้องชมพู่ หากในอนาคตพ่อแม่ไม่เลี้ยงน้องชมพู่แล้ว

หลังพบศพน้องชมพู่ ประมาณ 2 เดือน ผลการชันสูตรระบุว่าน้องชมพู่เสียชีวิตเพราะขาดอาหารและน้ำ ไม่มีร่องรอยการข่มขืน ฆาตกรรม เท่ากับว่าสาเหตุการตายของน้องชมพู่เป็นไปได้สองทาง คือ มีคนจับน้องชมพู่มาปล่อยกลางป่า หรือน้องพลัดหลงในป่าก่อนจะเสียชีวิตเพราะขาดอาหารและน้ำ จากพยานหลักฐานในขั้นต้น ลุงพลอาจเป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัย แต่มีผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ที่เชื่อว่าลุงพลเป็นผู้บริสุทธิ์แต่ถูกกลั่นแกล้ง หลังจากนั้น การสนับสนุน ช่วยเหลือลุงพลและป้าแต๋นในรูปแบบต่าง ๆ ก็หลั่งไหลมาจากทั่วประเทศ รวมถึงมีกระแส #Saveลุงพล บนสื่อสังคมออนไลน์ ในช่วงเวลานั้น สื่อต่าง ๆ รวมทั้งยูทูบเบอร์ มุ่งความสนใจไปยังบ้านกกกอก มีบางสื่อส่งผู้สื่อข่าวไปประจำทำข่าวจากแหล่งข่าวในชุมชน ลุงพล ป้าแต๋น เป็นกระแสทางสังคมมากขึ้น ลุงพลเปิด YouTube Channel เสนอคลิปวิถีชีวิตทั่วไป เช่น คลิปทานข้าว ขับรถ ก็มียอดรับชมเป็นหลักแสนหรือล้านในบางคลิป
จนต่อมา มีมิวสิควิดีโอ งานโชว์ตัว เป็นพรีเซนเตอร์โฆษณา ฯลฯ

แม้กระแสลุงพลจะได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่ในแง่ของคดีก็ยังคงดำเนินต่อไป ในช่วงปี 2564 ตำรวจออกหมายจับลุงพลทำให้กระแสเริ่มเงียบไป จนกระทั่ง 20 ธันวาคม 2566 ศาลจังหวัดมุกดาหารพิพากษาจำคุกลุงพล 20 ปี ในข้อหากระทำโดยประมาทให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา
โดยปราศจากเหตุอันสมควร

กระแสลุงพลฟีเวอร์เป็นปรากฎการณ์ที่น่าสนใจ คือ ขณะที่ลุงพลตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีการเสียชีวิตของน้องชมพู่ แต่สื่อและสังคมกลับให้ความสนใจลุงพลประหนึ่งเป็นคนดังด้านความบันเทิง โดยเฉพาะสื่อที่ให้พื้นที่กับลุงพลอย่างต่อเนื่อง จนสังคมและผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์หลายคน ตกอยู่ในวังวนของเนื้อหาที่นำเสนอวิถีชีวิตของลุงพล ป้าแต๋น จนเมื่อศาลพิพากษาจำคุกลุงพล 20 ปี ทำให้จริยธรรมและความรับผิดชอบของสื่อ ถูกนำกลับมาเป็นประเด็นทางสังคมอีกครั้งจากสื่อที่ให้พื้นที่ลุงพลในฐานะคนดัง มากกว่าผู้ต้องสงสัยในคดีอาชญากรรม

จากการศึกษาการสื่อสารออนไลน์ของสังคมไทยในเดือนธันวาคม 2566 โดย Media Alert กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมกับ WISESIGHT พบว่า สื่อสังคมออนไลน์ ให้ความสนใจในประเด็นลุงพลถูกตัดสิน
จำคุก 20 ปี จากคดีน้องชมพู่ เป็นอันดับ 4 จาก 10 อันดับ สำหรับการศึกษาครั้งนี้ จะวิเคราะห์ความเห็นของสังคมออนไลน์ทั้งในด้านเนื้อหา ผู้สื่อสาร และ แพลตฟอร์ม ที่ได้รับความสนใจหรือยอด Engagement สูงสุด ในประเด็นเกี่ยวกับลุงพลทั้งด้านคดีความและแง่มุมอื่น ๆ กับความสนใจต่อประเด็นจริยธรรมของสื่อ เมื่อศาลตัดสินจำคุก
ลุงพล 20 ปี จากคดีน้องชมพู่

Media Alert กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมกับ WISESIGHT ใช้เครื่องมือ ZocialEye
รวบรวม ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ลุงพลถูกศาลตัดสินจำคุก 20 ปีในคดีการเสียชีวิตของน้องชมพู่
ใน 5 แพลตฟอร์มได้แก่ 1) Facebook 2) X 3) Instagram 4) YouTube และ 5) TikTok ตลอดเดือนธันวาคม 2566 พบว่า ประเด็นลุงพลถูกศาลตัดสินจำคุก 20 ปี ได้รับความสนใจจากผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์มากถึง 20.46 ล้าน Engagement โดยส่วนใหญ่มาจาก Facebook 11.49 ล้าน Engagement ตามด้วย TikTok 4.7 ล้าน Engagement, YouTube 2.53 ล้าน Engagement, X 1.18 ล้าน Engagement และ Instagram 5.74 แสน Engagement

ด้านผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ พบว่า ส่วนใหญ่มาจากสื่อ สำนักข่าว 13.02 ล้าน Engagement คิดเป็น 63.67% รองลงมาได้แก่ ผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ 4.43 ล้าน Engagement (21.64%) ผู้ใช้งานทั่วไป 3.01 ล้าน Engagement (14.69%)

เมื่อวิเคราะห์ในเนื้อหาการสื่อสาร สามารถจำแนกเป็น 3 กลุ่มประเด็น ดังนี้

1. ข่าวและความเห็นต่อผลการพิพากษาให้ลุงพลจำคุก 20 ปี มี Engagement สูงสุดที่ 12,039,329 Engagement คิดเป็น 58.85% ส่วนใหญ่เป็นโพสต์การวิเคราะห์เกี่ยวกับคดีลุงพล ข่าวสารเกี่ยวกับคดีลุงพล โดยผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ที่สร้าง Engagement มากที่สุด ได้แก่ สื่อ สำนักข่าว ผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ และ ผู้ใช้งานทั่วไปตามลำดับ

2. ข่าวและความเห็นต่อลุงพลและผู้เกี่ยวข้อง ที่เนื้อหาไม่เกี่ยวกับคดีความโดยตรง เป็นการกล่าวถึงลุงพลในแง่มุมอื่น ๆ นอกจากคดีความ มี Engagement ที่ 8,258,352 Engagement คิดเป็น 40.37% ส่วนใหญ่เป็นโพสต์เกี่ยวกับ ลุงพล และบุคคลอื่น ๆ ที่ถูกกล่าวถึงแต่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีความโดยตรง เช่น ลุงพลให้สัมภาษณ์ต่อสื่อประเด็นแยกทางกับยูทูบเบอร์รายหนึ่ง เนื่องจากไม่แบ่งรายได้ให้หลังจากช่องลุงพลถูกแบน, ปู่มหามุนีเอาพวงหรีดมาให้กำลังใจ แต่ต้องปะทะคารมกับแฟนคลับลุงพล, หมอปลาประกาศตัดความสัมพันธ์กับลุงพล เป็นต้น โดยผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ที่สร้าง Engagement มากที่สุด ได้แก่ สื่อ สำนักข่าว ผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ และ ผู้ใช้งานทั่วไปตามลำดับ

3. จริยธรรมของสื่อ มี Engagement ที่ 158,931 Engagement คิดเป็น 0.78% แบ่งเป็น 1) การตำหนิสื่อบางสำนักที่นำเสนอข่าวลุงพลในเชิงบันเทิงมากกว่าคดีฆาตกรรม 2) การวิเคราะห์จริยธรรมสื่อในกรณีลุงพล และ 3) ชื่นชมสื่อบางสำนักที่ไม่นำเสนอข่าวลุงพลในเชิงความบันเทิง โดยผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ที่สร้าง Engagement มากที่สุด ได้แก่ ผู้ใช้งานทั่วไป สื่อ สำนักข่าว และ ผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ ตามลำดับ

ข่าวและความเห็นต่อผลการพิพากษาให้ลุงพลจำคุก 20 ปี

ในช่วงเดือนธันวาคม 66 ประเด็นลุงพลถูกตัดสินจำคุก 20 ปี จากคดีน้องชมพู่ ได้รับการกล่าวถึงอย่างมากในสื่อสังคมออนไลน์ ในจำนวนถึง 20.46 ล้าน Engagement โดยส่วนใหญ่เป็นการกล่าวถึงข่าวคำตัดสินคดีลุงพลซึ่งมียอด Engagement ที่ 12,039,329 หรือคิดเป็นสัดส่วนคือร้อยละ 58.85

ในการกล่าวถึงข่าวคำตัดสินคดีลุงพล ร้อยละ 78.71 เป็นโพสต์ที่นำเสนอข่าวเกี่ยวกับคดีลุงพลถูกตัดสินจำคุก 20 ปี จากสำนักข่าว และ ผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์

ที่เหลืออีกร้อยละ 21.29 เป็นการสรุปเหตุการณ์คดีน้องชมพู่ตั้งแต่ต้นจนถึงการตัดสินคดีความ และการวิเคราะห์คำตัดสินของศาล เช่น หลักฐานที่ทำให้ลุงพลต้องโทษจำคุก ท่าที่พิรุธของลุงพล สาเหตุที่ตำรวจเชื่อว่าลุงพลเป็นผู้ก่อเหตุ เป็นต้น

แพลตฟอร์มที่สร้าง Engagement มากที่สุด คือ Facebook (56.38%) รองลงมาได้แก่ TikTok (35.21%), YouTube (6.28%), X (1.67%) และ Instagram (0.46%) โดยส่วนใหญ่มาจาก สื่อ สำนักข่าว (55.78%) ตามด้วย ผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ (23.23%) และ ผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ทั่วไป (20.99%)

ข่าวและความเห็นต่อลุงพลและผู้เกี่ยวข้อง ที่เนื้อหาไม่เกี่ยวกับคดีความโดยตรง

หลังจากคำพิพากษาตัดสินคดีลุงพลได้เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้มีการกล่าวถึงลุงพลและบุคคลที่เกี่ยวข้องกันอีกครั้ง ใน Engagement โดยรวมที่ 8,258,352 หรือคิดเป็นร้อยละ 40.37 ในประเด็นข่าวและความเห็นต่อลุงพลและผู้เกี่ยวข้อง ที่เนื้อหาไม่เกี่ยวกับคดีความโดยตรง ผู้ที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดคือ ลุงพล ที่ร้อยละ 65.62 มาจากข่าวที่ลุงพลให้สัมภาษณ์สื่อว่าแตกหักกับยูทูบเบอร์รายหนึ่งเพราะไม่ยอมแบ่งรายได้ให้ หลังช่อง YouTube ของลุงพลถูกแบน

นายชัยรัตน์ ยอดพรม หรือ ปู่มหามุนี นำพวงหรีดมาให้กำลังใจลุงพล แต่โดนแฟนคลับลุงพลไม่พอใจจนปะทะคารมกัน (ร้อยละ 9.00)

พล.ต.ท เรวัช กลิ่นเกสร อดีตรักษาการผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ยื่นฟ้องแฟนคลับลุงพล จากการไลฟ์สดหมิ่นประมาท (ร้อยละ 8.46)

หมอปลาปะทะคารมกับลุงพลและประกาศตัดความสัมพันธ์กับลุงพล (ร้อยละ 7.49)

อาจารย์ชัญญา ทำนายดวงชะตาลุงพลหลังจากประกันตัว พร้อมทำนายอนาคตของลุงพล (ร้อยละ 4.05)

ข่าวพ่อแม่กอดรูปน้องชมพู่ร้องไห้ดีใจและกล่าวว่าได้รับความยุติธรรม (ร้อยละ 3.40)

พ่อแบม ให้สัมภาษณ์สื่อเกี่ยวกับการเป็นพยานปากสำคัญในการเอาผิดลุงพล (ร้อยละ 1.98)

แพลตฟอร์มที่สร้าง Engagement มากที่สุด คือ Facebook (63.36%) รองลงมาได้แก่ TikTok (28.81%),
X (4.23%) และ YouTube (3.60%), โดยส่วนใหญ่มาจาก สื่อ สำนักข่าว (65.69%) ตามด้วย ผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ (23.68%) และ ผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ทั่วไป (10.63%)

จริยธรรมของสื่อในกรณีลุงพล

ด้วยวิธีการปั่น ขยาย ขายข่าวของสื่อบางสำนัก ทำให้ลุงพลที่มีสถานะจากผู้ใกล้ชิดกับครอบครัวผู้ตาย กลายเป็น คนในข่าว คนในสื่อ คนดังในสื่อบันเทิงและในสื่อสังคมออนไลน์ แม้จะมีสถานะเป็นผู้ต้องสงสัย จนสุดท้ายเป็นผู้ต้องคำพิพากษา

ผลสำรวจการสื่อสารในโลกออนไลน์ในประเด็นจริยธรรมของสื่อในกรณีลุงพล มียอด Engagement 158,931 Engagement หรือคิดเป็นร้อยละ 0.78% ของ Engagement ทั้งหมด

แพลตฟอร์มที่สร้าง Engagement มากที่สุด คือ X (68.93%) รองลงมาได้แก่ Instagram (16.69%), Facebook (13.81%) และ YouTube (0.57%), โดยส่วนใหญ่มาจาก ผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ทั่วไป (68.65%) ตามด้วย
สื่อ สำนักข่าว (19.47%) ผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ (11.88%)

จากความเห็นบนสื่อสังคมออนไลน์ในประเด็นจริยธรรมของสื่อในกรณีลุงพล พบว่า ร้อยละ 51.49 เป็นการตำหนิสื่อบางสำนักที่นำเสนอข่าวลุงพลในเชิงบันเทิงมากกว่าคดีฆาตกรรม จนทำให้เกิดความเบื่อหน่ายข่าวที่เกี่ยวข้องกับลุงพล และมองว่าข่าวลุงพลไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เมื่อศาลตัดสินว่าลุงพลกระทำผิดจริง ผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์จึงทวงถามหาความรับผิดชอบจากสื่อที่ปั่นกระแสลุงพล ให้แสดงความรับผิดชอบอย่างการออกมาขอโทษสังคม

ส่วนเนื้อหาการวิเคราะห์จริยธรรมสื่อ หลังจากลุงพลถูกศาลพิพากษาตัดสินให้จำคุก 20 ปี และการตั้งคำถาม
ต่อจริยธรรมสื่อ คิดเป็นร้อยละ 47.88 เช่น บทวิเคราะห์ ปรากฎการณ์ลุงพลฟีเวอร์ จาก The Standard, การวิเคราะห์สาเหตุที่ช่อง 7 ไม่ให้ความสนใจข่าวลุงพล แม้กลุ่มเป้าหมายจะเป็นกลุ่มคนต่างจังหวัด, ข่าวอาจารย์อุ๋ย อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ เรียกร้องไปยัง กสทช. ให้ใช้อำนาจกำกับดูแลสื่อให้มีจรรยาบรรณ เป็นต้น

สำหรับประเด็นการชื่นชมสื่อบางสำนักที่ไม่นำเสนอข่าวลุงพลในเชิงความบันเทิง คิดเป็นร้อยละ 0.63 ส่วนใหญ่เป็นการชื่นชมสื่อที่มีจริยธรรม นำเสนอข่าวลุงพลตามข้อเท็จจริง ไม่ปั่นกระแสเพื่อเรียก Engagement เช่น การชื่นชม กรุณา บัวคำสี ผู้จัดรายการของช่อง PPTV ที่ไม่นำเสนอข่าวลุงพล แม้ต้องแข่งขันเรตติ้งกับช่องอื่น
ในช่วงเวลาดังกล่าว, ชื่นชมนักข่าวจากช่อง Nation STORY ที่สัมภาษณ์ลุงพลอย่างไม่มีอคติ เป็นต้น

บทสรุป

จากการศึกษาการสื่อสารทางออนไลน์ในเดือนธันวาคม 2566 ใน 5 แพลตฟอร์ม คือ 1) Facebook 2) X 3) Instagram 4) YouTube และ 5) TikTok โดย Media Alert กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมกับ WISESIGHT พบว่า ประเด็นลุงพลถูกตัดสินจำคุก 20 ปี จากคดีน้องชมพู่ ได้รับความสนใจจากยอด Engagement เป็นอันดับ 4 จาก 10 อันดับ

เมื่อวิเคราะห์เชิงลึกในด้านเนื้อหา ผู้สื่อสาร และ แพลตฟอร์ม ที่ได้รับความสนใจหรือยอด Engagement สูงสุด
ในประเด็นลุงพลถูกตัดสินจำคุก 20 ปี จากคดีน้องชมพู่ ในด้านเนื้อหา พบว่า สัดส่วนสูงสุดถึง 58.85% เป็นเนื้อหาข่าวและความเห็นต่อผลการพิพากษาให้ลุงพลจำคุก 20 ปี ที่เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นโพสต์ที่

นำเสนอข่าวเกี่ยวกับคดีลุงพลถูกตัดสินจำคุก 20 ปี จากสำนักข่าว และ ผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ (78.71%) ส่วนอีก 21.29% เป็นความสนใจในโพสต์สรุปเหตุการณ์คดีน้องชมพู่ตั้งแต่ต้นจนถึงการตัดสินคดีความ และการวิเคราะห์คำตัดสินของศาล แพลตฟอร์มที่สร้าง Engagement มากที่สุด คือ Facebook (56.38%) ผู้สื่อสารที่สร้างความสนใจหรือยอด Engagement สูงเป็นอันดับแรก คือ สื่อ สำนักข่าว (55.78%) รองลงมาเป็นผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ (23.23%) และ ผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ทั่วไป (20.99%)

เนื้อหาที่ได้รับความสนใจรองลงมาในสัดส่วน 40.37% เป็นข่าวและความเห็นต่อลุงพลและผู้เกี่ยวข้องที่เนื้อหา
ไม่เกี่ยวกับคดีความโดยตรง ส่วนใหญ่เป็นโพสต์เกี่ยวกับ ลุงพล และบุคคลอื่น ๆ ที่ถูกกล่าวถึง เช่น ลุงพลให้สัมภาษณ์เรื่องความขัดแย้งกับยูทูบเบอร์ รายหนึ่งเรื่องการไม่แบ่งรายได้ให้, ปู่มหามุนีปะทะคารมกับแฟนคลับลุงพล, หมอปลาประกาศตัดความสัมพันธ์กับลุงพล เป็นต้น โดยส่วนใหญ่มาจาก สื่อ สำนักข่าว (65.69%) ตามด้วย
ผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ (23.68%) ผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ทั่วไป (10.63%) แพลตฟอร์มที่สร้าง Engagement มากที่สุด คือ Facebook (63.36%) รองลงมาได้แก่ TikTok (28.81%), X (4.23%) และ YouTube (3.60%)

เนื้อหาที่ได้รับความสนใจในลำดับสุดท้าย และ ในสัดส่วนที่น้อยที่สุด (0.78%) คือ ความเห็นต่อสื่อมวลชน เช่น
การตำหนิสื่อบางสำนักที่นำเสนอข่าวลุงพลในเชิงบันเทิงมากกว่าคดีฆาตกรรม การวิเคราะห์จริยธรรมสื่อในกรณีลุงพล การชื่นชมสื่อบางสำนักที่ไม่นำเสนอข่าวลุงพลในเชิงความบันเทิง โดยส่วนใหญ่เป็นโพสต์ของ ผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ทั่วไป (68.65%) สื่อ สำนักข่าว (19.47%) ผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ (11.88%) แพลตฟอร์ม
ที่สร้าง Engagement มากที่สุด คือ X (68.93%) รองลงมาได้แก่ Instagram (16.69%), Facebook (13.81%)
และ YouTube (0.57%)

บทวิเคราะห์

แม้เวลากว่า 3 ปี ของการสอบสวนคดีการเสียชีวิตของน้องชมพู่จะมีความเห็น บทวิเคราะห์ จำนวนมาก ไหลเวียนทางสื่อหลัก สื่อออนไลน์ ในประเด็นการทำหน้าที่อย่างไม่เหมาะสมของบางสื่อมวลชน การสร้างรายได้จากการสื่อสารเนื้อหาเรื่องราวเกี่ยวกับลุงพล ป้าแต๋น ฯลฯ ของกลุ่มยูทูบเบอร์ รวมทั้งการสร้าง การปั่นกระแสลุงพลฟีเวอร์ โดยตัวลุงพลเอง และโดยบางสื่อ บางธุรกิจบันเทิง

การศึกษาวิเคราะห์เชิงลึกในด้านเนื้อหา ผู้สื่อสาร และ แพลตฟอร์ม ที่ได้รับความสนใจหรือยอด Engagement สูงสุด ในประเด็นลุงพลถูกตัดสินจำคุก 20 ปี จากคดีน้องชมพู่ โดย Media Alert กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และ WISESIGHT ในครั้งนี้ มีทั้งส่วนที่ยืนยันความเห็น การวิเคราะห์ในแนวทางดังระบุข้างต้น กับส่วน
ที่ค้นพบความสนใจของคนในสังคมผ่านการสื่อสารทางออนไลน์ใน 5 แพลตฟอร์มที่ศึกษา ดังนี้

1. เรื่องราวเกี่ยวกับลุงพล ยังคงได้รับความสนใจจากสื่อและสังคม ทั้งสื่อหลัก สื่อมวลชน และสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกลุงพล 20 ปี ในคดีการเสียชีวิตของน้องชมพู่ โดยในสื่อสังคมออนไลน์
5 แพลตฟอร์มที่ศึกษา เนื้อหาการสื่อสารที่ได้รับความสนใจสูงสุด คือ ข่าวและความเห็นต่อผลการพิพากษาจำคุกลุงพล 20 ปี กับการสรุปเหตุการณ์คดีน้องชมพู่ตั้งแต่ต้นจนถึงการตัดสินคดีความ และการวิเคราะห์คำตัดสิน
ของศาล โดยมีสื่อ และสำนักข่าว เป็นผู้สื่อสารที่สร้างความสนใจได้สูงสุด และ Facebook เป็นแพลตฟอร์มที่สร้าง Engagement มากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับงานการศึกษาที่ผ่านมา ที่พบว่า Facebook เป็นแพลตฟอร์มยอดนิยมของสื่อ และสำนักข่าว เนื่องจากสามารถนำเสนอในหลากหลายรูปแบบทั้ง วิดีโอ รูปภาพ และข้อความ

2. การที่โพสต์เนื้อหาข่าวและความเห็นต่อผลการพิพากษาจำคุกลุงพล 20 ปี การสรุปเหตุการณ์คดีน้องชมพู่
โดย สื่อ สำนักข่าว ได้รับความสนใจหรือยอด Engagement สูงสุด ก็เป็นธรรมดาของเหตุการณ์ทางคดีความ
ที่ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 3 ปี แต่เนื้อหาที่ได้รับความสนใจในลำดับรองลงมา
คือ ข่าวและความเห็นต่อลุงพลและผู้เกี่ยวข้องที่เนื้อหาไม่เกี่ยวกับคดีความโดยตรง เช่น ความขัดแย้งเรื่องการแบ่งรายได้ของลุงพลกับยูทูบเบอร์รายหนึ่ง, ปู่มหามุนีปะทะคารมกับแฟนคลับลุงพล, หมอปลาประกาศตัดความสัมพันธ์กับลุงพล, การทำนายดวงชะตาและอนาคตลุงพล ฯลฯ ก็เป็นเนื้อหาที่ส่วนใหญ่มาจาก สื่อ สำนักข่าว (65.69%) และ ผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ (23.68%) แสดงว่า แม้ในช่วงที่เกิดข่าวใหญ่ คือ ศาลพิพากษา
จำคุกลุงพล 20 ปี ทั้งสื่อ สำนักข่าว ในสถานะผู้ส่งสาร และ ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ ในฐานะผู้เพิ่มยอด Engagement ทางออนไลน์ โดยเฉพาะใน 5 แพลตฟอร์มที่ศึกษา ก็ยังคงให้ความสนใจในเรื่องราวเกี่ยวกับลุงพล
ที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับคดีความ เรียกว่ามีการส่งสาร-การรับสารที่สอดรับกันของสื่อและสังคม ในเรื่องลุงพล

3. แม้ดูเหมือนว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการทำหน้าที่ของบางสื่อมวลชน บางธุรกิจบันเทิง รวมทั้งยูทูบเบอร์กลุ่มหนึ่ง ในกรณีทำให้ผู้ต้องสงสัย ผู้ถูกกล่าวหา ผู้ต้องหา กลายเป็นคนในวงการบันเทิง แต่ผลการศึกษาการสื่อสารออนไลน์ในเดือนธันวาคม 2566 ในประเด็นลุงพลถูกตัดสินจำคุก 20 ปี จากคดีน้องชมพู่ โดย Media Alert กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และ WISESIGHT ในครั้งนี้ กลับพบว่า ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ให้ความสนใจกับเนื้อหาที่วิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ที่ส่วนใหญ่โพสต์โดยผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ทั่วไป (68.65%) ในสัดส่วนที่มากกว่า สื่อสำนักข่าว (19.47%) และผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ (11.88%) ทั้งที่เป็นความเห็น หรือ วิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของสื่อมวลชน อย่างน่าสนใจ เช่น ตำหนิสื่อที่นำเสนอข่าวลุงพลในเชิงบันเทิงมากกว่าคดีฆาตกรรม ทวงถามหาความรับผิดชอบจากสื่อที่ปั่นกระแสลุงพล วิเคราะห์จริยธรรมสื่อในกรณีลุงพล ชื่นชมสื่อที่ไม่นำเสนอข่าวลุงพลในเชิงความบันเทิง ฯลฯ แต่กลับได้รับความสนใจหรือมียอด Engagement ในสัดส่วนที่น้อยที่สุด (0.78%)

หรือว่า ขณะที่มีสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งใช้สถานการณ์จริงของข่าวที่เป็นความสนใจของสังคม เพื่อสร้างความนิยมและรายได้ โดยการขยายประเด็น วาระ แหล่งข่าว เรื่องราว อย่างไม่สนใจในคุณค่าของข่าวทางวารสารศาสตร์ และ มาตรฐาน จริยธรรม ความรับผิดชอบของสื่อมวลชน นั้น คนส่วนใหญ่ในสังคม เช่นทางสื่อสังคมออนไลน์ที่ศึกษาครั้งนี้ ก็ให้ความสนใจถึงชื่นชอบ หรือไม่ชื่นชอบ แต่ไม่ต่อต้าน หรือ ไม่สื่อสารสะท้อนความเห็น ในขณะที่กลไกการกำกับดูแลทั้งโดยองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ และ กลไกการกำกับดูแลกันเองของกลุ่มองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ก็ดูเหมือนไม่มีบทบาทเด่นชัดในการกระตุกเตือนหรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการขยี้ขยายขายข่าว
ของบางสื่อมวลชน

ถ้าเป็นเช่นนี้ กรณีลุงพลฟีเวอร์ การปั่นกระแสลุงพลหรือผู้ต้องสงสัยในคดีอาชญากรรม โดยสื่อมวลชน สื่อบันเทิง ยูทูบเบอร์ ฯลฯ ก็คงไม่ใช่ปรากฎการณ์สุดท้ายของสังคมไทย

สำรวจการจัดระดับความเหมาะสมและการขึ้นคำเตือนในทีวีดิจิทัล Netflix และ Prime Video : พบการจัดเรตต่างกันของละครที่ออกอากาศข้ามแพลตฟอร์ม

สำรวจการจัดระดับความเหมาะสมและการขึ้นคำเตือนในทีวีดิจิทัล Netflix และ Prime Video : พบการจัดเรตต่างกันของละครที่ออกอากาศข้ามแพลตฟอร์ม

เลือดสาด ซอมบี้คลั่ง ข่มขืน เสียงปืนที่ดังลั่น จะทำอย่างไรเมื่อละครเรื่องนี้มีความรุนแรงเกินกว่าที่จะให้เด็กดู ปฏิเสธไม่ได้ว่าซีรีส์ส่วนใหญ่ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน มักมีเนื้อหาตื่นเต้น เร้าใจ เรียล ๆ แสนฟินนี้มีการรับชมร่วมกันของครอบครัว ที่มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่

ด้วยปัจจุบันผู้บริโภคสื่อโทรทัศน์มีทางเลือกในการรับชมได้หลากหลาย ทั้งช่องทาง เนื้อหา เวลา วิธีการรับชม จึงมีความห่วงใยการเลือกรับเนื้อหารายการของเด็กและเยาวชน ดังนั้น การจัดระดับความเหมาะสมของรายการโทรทัศน์จึงมีความสำคัญจำเป็นต่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน ทั้งเป็นเครื่องมือปกป้องเด็กและเยาวชนจากเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมกับช่วงวัย

MEDIA ALERT กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จึงสนใจการศึกษาการจัดระดับความเหมาะสมของรายการ (การจัดเรต) ระหว่างทีวีดิจิทัลไทย และบริการ OTT 2 แพลตฟอร์ม ได้แก่ Netflix และ Prime Video ว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่อย่างไร ผลการสำรวจพบความแตกต่างในการจัดระดับความเหมาะสมและการขึ้นคำเตือนของรายการในทีวีดิจิทัลกับ Netflix และ Prime Video อีกทั้งยังพบการจัดระดับความความเหมาะสมของละครที่ออกอากาศข้ามแพลตฟอร์มถึง 4 เรื่องจากทั้งหมด 6 เรื่องที่เป็นหน่วยการศึกษา

การสำรวจในครั้งนี้ เป็นการมุ่งเปรียบเทียบให้เห็นถึงความเหมือนและความแตกต่างระหว่าง 1) การจัดระดับความเหมาะสมในภาพรวม 2) การขึ้นคำเตือน 3) เปรียบเทียบการจัดระดับความเหมาะสมของละครที่เผยแพร่ข้ามแพลตฟอร์ม ทั้งในทีวีดิจิทัลของไทย Netflix และ Prime Video โดยรายการที่สุ่มตัวอย่างเพื่อการสำรวจ เป็นละครที่เผยแพร่ในระหว่างวันที่ 15-30 ธันวาคม 2566

กรอบการอ้างอิงในการสำรวจ คือ

  • · แนวทางการจัดระดับความเหมาะสมของรายการโทรทัศน์ ตามประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดทำผังรายการสำหรับการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ พ.ศ. 2556
  • ระดับความเหมาะสมของรายการทีวีและภาพยนตร์ใน Netflix
  • การจัดเรตติ้งตามกลุ่มอายุของ Prime Video

จากการเปรียบเทียบ พบว่า ทั้ง 3 แพลตฟอร์ม มีการกำหนดผู้รับชมในทุกช่วงอายุ โดยทางทีวิดิจิทัลใช้สัญลักษณ์ ท (ทั่วไป) Netflix ใช้สัญลักษณ์ ทุกวัย ในขณะที่ Prime Video ใช้สัญลักษณ์ ALL

สำหรับการจัดช่วงอายุผู้รับชมในกลุ่มรายการสำหรับเด็กนั้นมีความแตกต่างกัน โดยทีวีดิจิทัลไทยจะแบ่งเป็น ป 3+ (3-5 ปี) และ ด 6+ (6-12 ปี) แต่ใน Netflix และ Prime Video พบว่ามีการแบ่งระดับความเหมาะสมของเนื้อหารายการสำหรับเด็กที่ต่างออกไป โดยใน Netflix จะแบ่งรายการสำหรับเด็กเป็น 2 ช่วงอายุ ได้แก่ 7-9 ปี (7+) และ 10-12 ปี (10+) ในขณะที่ Prime Video พบว่ามีการกำหนดช่วงอายุ 7-12 ปี (7+) ไว้เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ทั้งใน Netflix และ Prime Video จะมีช่องทาง Kid Safe หรือมุมเด็ก ซึ่งในโหมดนี้จะเป็นการแบ่งเนื้อหารายการสำหรับเด็กไว้โดยเฉพาะ เช่น ภาพยนตร์แอนนิเมชัน การ์ตูน ฯลฯ โดยใน Netflix พบว่าเป็นรายการที่สามารถรับชมได้ทุกช่วงวัย (ทุกวัย) รวมถึงกลุ่ม 7-9 ปี (7+) และ 10-12 ปี (10+) ส่วน Prime Video พบว่าเป็นรายการที่มีสามารถรับชมได้ทุกช่วงวัย (All) และกลุ่ม 7-9 ปี (7+)

ในขณะที่กลุ่มรายการสำหรับวัยรุ่น พบว่า ทีวีดิจิทัลไทย และ Netflix มีการแบ่งช่วงอายุการรับชมของวัยรุ่นที่เหมือนกันคือ เป็นรายการที่เหมาะกับอายุ 13 ปีขึ้นไป ทั้ง 2 แพลตฟอร์ม (น 13+ และ 13+) ต่างจาก Prime Video ที่กำหนดช่วงอายุวัยรุ่นไว้ที่ 2 ช่วง ได้แก่ 13 ปีขึ้นไป (13+) และ 16 ปีขึ้นไป (16+)

สำหรับการจัดระดับความเหมาะสมของช่วงอายุการรับชมของผู้ใหญ่ พบว่า ทีวีดิจิทัลไทย และ Prime Video จะมีความเหมือนกันในการกำหนดช่วงอายุคือ เป็นรายการสำหรับผู้ชมอายุ 18 ปีขึ้นไป (น 18+ และ 18+) นอกจากนี้ ในทีวีดิจิทัลไทย ยังมีการจัดเนื้อหาเฉพาะ (ฉ) สำหรับรายการที่รับชมได้เฉพาะผู้ใหญ่ ที่ออกอากาศได้แต่ 12.00-05.00 น. ในขณะที่ Netflix มีการจัดช่วงอายุผู้ชมในรายการสำหรับผู้ใหญ่ ไว้ 2 ช่วงอายุคือ 16 ปีขึ้นไป (16+) และ 18 ปีขึ้นไป (18+)

ทั้งนี้ กลุ่มฟรีทีวีหรือทีวีดิจิทัลไทยนั้นเป็นการออกอากาศรายการตามผัง ในขณะที่กลุ่ม OTT เป็นลักษณะการเลือกรับชมแบบ On Demand อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าการจำแนกกลุ่มช่วงอายุที่ต่างกันนั้น ถือเป็นข้อสังเกตสำคัญประการหนึ่ง ในการพิจารณาทบทวนการจัดระดับความเหมาะสมของเนื้อหารายการ ที่นอกจากควรครอบคลุมกลุ่มผู้รับชมทุกช่วงวัยแล้ว ยังควรต้องมีความสอดคล้องกับความเฉพาะของกลุ่มช่วงอายุผู้รับชมนั้น ๆ โดยคำนึงถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องอื่น ๆด้วย เช่น พัฒนาการด้านต่าง ๆ แนวโน้มความชื่นชอบ ฯลฯ

จากการเปรียบเทียบระบบการขึ้นคำเตือนของทั้ง 3 แพลตฟอร์ม พบความแตกต่างที่น่าสนใจ ดังนี้

1. ทีวีดิจิทัลไทย ใช้สัญลักษณ์และเสียงบรรยายในการบอกระดับความเหมาะสมของอายุคนดู ตามความแตกต่างของกลุ่มรายการ โดยใช้คำเตือนหรือคำชี้แจงก่อนเข้าเนื้อหารายการในลักษณะเดียวกันทั้งหมด โดยไม่มีการจำแนกให้เห็นความเฉพาะของเนื้อหานั้น ๆ ตัวอย่างเช่น การใช้เสียงบรรยายเตือนว่า “รายการ

ต่อไปนี้เหมาะสำหรับผู้ชมที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป อาจมีภาพ เสียง หรือเนื้อหา ที่ไม่เหมาะสมด้านพฤติกรรม ความรุนแรง เพศ และการใช้ภาษา ซึ่งต้องใช้วิจารณญาณในการรับชม ผู้ชมที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี ควรได้รับคำแนะนำ”

2. ใน Netflix และ Prime Video มีมากกว่า 1 คำเตือนในแต่ละตอน เช่น การอ้างอิงถึงเซ็กซ์ที่รุนแรง ทารุณกรรมเด็ก การฆ่าตัวตาย ฯลฯ ที่ปรากฏในเนื้อหารายการนั้น ๆ เป็นการเฉพาะ เพื่อเตือนให้ได้รับทราบก่อนตัดสินใจรับชม

3. ใน Prime Video มีการจัดระดับความเหมาะสมทุกตอนของรายการหรือละครที่ออกอากาศ โดยแต่ละตอนอาจมีระดับความเหมาะสมที่แตกต่างกัน ตามลักษณะของเนื้อหาที่ปรากฏจริง จึงทำให้ระดับความเหมาะสมของแต่ละตอนที่ออกอากาศนั้นแตกต่างกัน อย่างไรก็ตามเนื้อหาที่ยังไม่มีการกำหนดระดับจะขึ้นสัญลักษณ์ NR และคำเตือน เรตติ้งอายุ NR (Not Rated) ในรายการตอนนั้น ๆ

จากการเปรียบเทียบตัวอย่างละครที่มีการออกอากาศทั้งในทีวีดิจิทัลไทย และใน Netflix หรือ Prime Video จำนวน 6 เรื่อง พบว่า 4 เรื่อง มีการจัดระดับความเหมาะสมแตกต่างกัน ดังนี้

  1. เรื่องพรหมลิขิต เป็นระดับ ท (ทั่วไป) ในช่อง 3 แต่เป็นระดับ 13+ ใน Netflix
  2. เรื่องพนมนาคา เป็นระดับ ท (ทั่วไป) ในช่อง ONE แต่เป็นระดับ 16+ ใน Netflix
  3. เรื่องรากแก้ว เป็นระดับ น 13+ (น้อยกว่า 13 ควรได้รับคำแนะนำ) ในช่อง 3 แต่เป็นระดับ 16+ ใน Netflix
  4. เรื่อง Home School นักเรียนต้องขัง เป็นระดับ น 13+ (น้อยกว่า 13 ควรได้รับคำแนะนำ) ในช่อง GMM25 แต่เป็นระดับ 16+ใน Prime Video

จากผลการสำรวจ พบว่า ทั้งใน Netflix และ Prime Video มีการจัดระดับความเหมาะสม หรือจัดเรตในกลุ่มช่วงอายุที่สูงกว่าทีวีดิจิทัล ทั้ง 4 เรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ละครเรื่อง พรหมลิขิต และพนมนาคา ซึ่งทางทีวีดิจิทัล จัดให้เป็นระดับทั่วไป (ท)  แต่ใน Netflix จัดให้เป็นระดับ 13+ และ 16+ ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นถึงการใช้เกณฑ์ มาตรฐาน และแนวทางในการพิจารณาระดับความเหมาะสมของเนื้อหารายการที่แตกต่างกันของทั้ง 2 แพลตฟอร์ม

จากการสำรวจยังพบว่า Prime Video มีแนวทางการจัดระดับความเหมาะสมของเนื้อหารายการที่แตกต่างจากทีวีดิจิทัล และ Netflix กล่าวคือ โดยทั่วไปในทีวีดิจิทัลและ Netflix จะให้วิธีการจัดระดับความเหมาะสมของรายการหนึ่ง ๆ ในภาพรวม แต่ Prime Video จะมีการระบุระดับความเหมาะสมของรายการหนึ่งๆ ทั้งในภาพรวม และรายตอน (Episode) โดยหากตอนใดตอนหนึ่งในรายการนั้น ๆ มีเนื้อหาที่มีแนวโน้มมีความรุนแรง เพศ และภาษา ที่เข้มข้นต่างจากตอนอื่น ๆ ก็จะมีการระบุระดับที่สูงขึ้น เป็นต้น

สรุปผลการศึกษา   

จากข้อค้นพบทั้ง 3 ข้อข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิด และการจัดระดับความเหมาะสมเนื้อหารายการที่แตกต่างกันของทีวีดิจิทัลไทย Netflix และ Prime Video  3 ประการ ได้แก่  1)  การจำแนกกลุ่มช่วงอายุผู้รับชมที่สะท้อนวิธีการมองและให้ความสำคัญของช่วงวัยที่แตกต่างกัน  2) การให้ความสำคัญกับระบบการขึ้นคำเตือนที่แตกต่างกันของแต่ละแพลตฟอร์ม และ 3) การจัดระดับความเหมาะสมของเนื้อหารายการที่มีมาตรฐานแตกต่างกัน

การสำรวจเปรียบเทียบการจัดระดับความเหมาะสมจากทั้ง 3 แพลตฟอร์มในครั้งนี้ จึงอาจนำไปสู่ข้อเสนอแนะให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มีการทบทวนการจัดระดับความเหมาะสม ตลอดจนมีการบังคับใช้ระเบียบ ข้อบังคับ ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องกับทีวีดิจิทัลของไทยอย่างเคร่งครัด แต่ในขณะเดียวกันก็มีความทันสมัย เท่าทันความเปลี่ยนแปลง สอดคล้องกับแนวปฏิบัติที่เป็นสากล และเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับบริการ OTT

อ่านผลการศึกษาได้ที่