เลือกหน้า

โทรทัศน์ไทยในวันที่รายการเด็กหายไป สังคมควรทำอย่างไร ?

ย้อนกลับไปวัยเด็ก ยุคที่ยังไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีอินเทอร์เน็ต สื่อที่สร้างความเพลิดเพลิน เพิ่มเติมสาระความรู้ และทักษะใหม่ ๆ แก่เด็ก คงหนีไม่พ้น “สื่อโทรทัศน์” ที่เต็มไปด้วยรายการโทรทัศน์สำหรับเด็กอย่างเจ้าขุนทอง สโมสรผึ้งน้อย ทุ่งแสงตะวัน หนูดีมีเรื่องเล่า ดิสนีย์คลับ ซูเปอร์จิ๋ว เทเลทับบีส์ กล้วยหอมจอมซน เป็นต้น

 แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป การเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีสื่อสาร ทำให้เด็ก ๆ มีเครื่องมือให้เลือกเปิดรับเนื้อหาที่ตัวเองสนใจเป็นการเฉพาะมากขึ้น การเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มสื่อรูปแบบใหม่ วิกฤตความอยู่รอดของสื่อดั้งเดิมต่อรายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก ซึ่งเป็นเรื่องยากในการหาผู้สนับสนุนรายการ ทำให้รายการสำหรับเด็กบนหน้าจอโทรทัศน์ค่อย ๆ ลับหายไปตามกาลเวลา ที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน นอกจากการ์ตูนจากต่างประเทศแล้ว มักเป็นรายการที่ให้เด็กมาแข่งขันกัน เช่น แข่งขันร้องเพลง แข่งขันทำอาหาร ซึ่งเน้นความสนุกสนานบันเทิง และสามารถขยายฐานผู้ชมจากเด็กไปยังผู้ใหญ่ได้ เช่น ผู้ปกครอง ประชาชนทั่วไป ที่ชอบดูความน่ารักของเด็ก       

 

ประเทศไทยกับเส้นทางวิบากของโทรทัศน์สำหรับเด็ก    

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ออกประกาศ “หลักเกณฑ์การจัดทําผังรายการสําหรับการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ พ.ศ. 2556” เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเนื้อหาสำหรับเด็กอย่างเหมาะสมผ่านสื่อโทรทัศน์ ซึ่งเป็นสื่อที่เข้าถึงกลุ่มผู้ชมทั่วประเทศได้อย่างครอบคลุมและรวดเร็ว และเป็นสื่อที่เข้าถึงวัยเด็กได้ง่าย โดยกำหนดให้สื่อโทรทัศน์จัดสรรเวลาอย่างน้อย 60 นาทีให้กับรายการสำหรับเด็ก ในช่วงเวลา 16.00-18.00 น..ของทุกวัน และช่วงเวลา 07.00 – 09.00 น. ในวันเสาร์-อาทิตย์  และเมื่อมีการเปิดประมูลโทรทัศน์ดิจิทัลในปี 2557 กสทช.ก็กำหนดให้มีช่องโทรทัศน์สำหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว 3 ช่อง ที่ผลการประมูล คือ ช่อง MCOT Family (บมจ. อสมท.)  ช่อง 3 Family (บมจ. บีอีซี เวิลด์) 
และ
LOCA (บจก. ไทยทีวี) แต่ภายในเวลาเพียง 1 ปี ช่อง LOCA ประกาศยุติการออกอากาศ  และบริษัท ไทยทีวี
ยื่นฟ้อง กสทช. จากเหตุความล่าช้าในการขยายโครงข่าย และดำเนินการแจกคูปองโทรทัศน์ดิจิทัล จนชนะคดี
ในปี
2564 กสทช. ต้องจ่ายคืนเงินค่าใบอนุญาต รวมถึงต้องคืนหนังสือค้ำประกันทั้งหมด หากคืนไม่ได้ ต้องคืน
เป็นเงินสดจำนวน 1
,750 ล้านบาท (อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/marketing/news-626338) ตามมาด้วยการขอคืนใบอนุญาตของ ช่อง MCOT Family ที่ได้รับค่าชดเชยการคืนใบอนุญาตสุทธิ จำนวน 161,034,083.65 บาท  (อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.mcot.net/view/8t1mYej) และช่อง 3 FAMILY ได้รับค่าชดเชยการคืนใบอนุญาตสุทธิ จำนวน 158,604,975.10  บาท  (อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://techsauce.co/news/nbtc-paid-compensation-to-3sd-3-family) ปิดฉากการมีช่องโทรทัศน์สำหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว ด้วยเหตุผลเพราะไม่สามารถสร้างความสำเร็จในทางธุรกิจ เหลือเพียงรายการเด็กในผังรายการช่องโทรทัศน์ทั่วไปที่ก็มิได้มีสัดส่วนตามกำหนดในประกาศ กสทช. กับ ช่อง ALTV ที่องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ได้รับใบอนุญาตในกลุ่มช่องบริการสาธารณะ หมวดหมู่เด็ก เยาวชน และครอบครัว

          ข้อมูลจากหนังสือ ‘5 ปีบนเส้นทางทีวีดิจิทัล บทเรียนและการเปลี่ยนแปลง’ โดยสำนักงาน กสทช. ตีพิมพ์ในปี 2562 ระบุว่า ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาของการออกอากาศในระบบโทรทัศน์ดิจิทัล ช่อง MCOT Family เป็นช่องที่มีรายได้รวมน้อยที่สุด ที่ 157 ล้านบาท ด้วยเหตุผลว่า กลุ่มช่องหมวดหมู่ เด็ก เยาวชน และครอบครัว เป็นช่องที่หารายได้ในเชิงธุรกิจยาก เพราะต้องมีเนื้อหารายการสำหรับเด็กและเยาวชน ส่งผลให้มีข้อจำกัดในการหารายได้จากโฆษณาที่เหมาะสมกับกลุ่มผู้ชมดังกล่าว

ผลสำรวจผังรายการสำหรับเด็กจากโทรทัศน์ดิจิทัล 19 ช่อง ในเดือนตุลาคม 2564 โดย กสทช. (ไม่รวมช่องรายการเด็ก ALTV ซึ่งอยู่ระหว่างทดลองออกอากาศในปีดังกล่าว และช่องกีฬา TSports) สะท้อนปัจจัยที่ทำให้รายการสำหรับเด็กในช่องโทรทัศน์ดิจิทัลลดน้อยลงมาก เหตุเพราะอุตสาหกรรมโทรทัศน์ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ซ้ำเติมด้วยการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 การคืนใบอนุญาตของกลุ่มช่องบริการธุรกิจ หมวดหมู่เด็ก เยาวชน และครอบครัว การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยียุคดิจิทัล ทำให้รายการสำหรับเด็กที่เป็นรายการสำหรับผู้ชมเฉพาะกลุ่ม กระจายตัวไปสู่ช่องทางออนไลน์มากขึ้น รวมถึงปัญหาการผลิตรายการสำหรับเด็กที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างความประทับใจให้แก่ผู้รับชม เพื่อให้รายการได้รับความนิยมในวงกว้าง และความยากในการหาผู้สนับสนุน กลายเป็นข้อจำกัดทางธุรกิจ

 เปิดผลสำรวจโทรทัศน์ไทย มี.ค. 67 พบรายการเข้าข่ายรายการเด็ก 2.68% ขณะรายการเด็กประเภท ป
และ ด เป็นศูนย์  

Media Alert กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ทำการศึกษาเพื่อสำรวจสัดส่วนรายการสำหรับเด็กจากผังรายการโทรทัศน์ดิจิทัลเดือนมีนาคม 2567 ของทุกช่อง รวม 21 ช่อง โดยใช้หลักเกณฑ์การจัดทำผังรายการฯ ของ กสทช. ที่กำหนดรายการสำหรับเด็กเป็นรายการประเภท ป (ปฐมวัย) สำหรับวัย 3-5 ปี รายการประเภท ด
(วัยเรียน) สำหรับวัย 6-12 ปี  ร่วมกับการจำแนกเป็นรายการที่เข้าข่ายรายการสำหรับเด็กทั้งระดับ ป และ ด ทั้งที่แสดงหรือไม่แสดงระดับความเหมาะสม หรือแสดงเป็น ท (ทุกวัย) ตามเกณฑ์
5 ข้อ ที่พัฒนาจากการศึกษาเรื่อง “รายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก” โดยมีเดียมอนิเตอร์ (มกราคม 2549) ได้แก่ 1)  ชื่อรายการสื่อเนื้อหาและกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็ก เช่น จิ๋วซ่านักประดิษฐ์ 2) เรื่องย่อ คำอธิบายรายการ และเนื้อหาที่ระบุ หรือมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็ก 3) มีตัวละคร ผู้ร่วมรายการ ผู้ดำเนินรายการหลักที่เป็นเด็ก นักเรียน ครู หรือผู้ปกครอง และมีการสื่อสารที่มุ่งถึงกลุ่มเด็ก 4) รูปแบบการนำเสนอดึงดูดความสนใจกลุ่มเป้าหมายเด็ก เช่น การ์ตูน แอนิเมขัน หุ่นเชิด และ 5) ผู้สนับสนุนหลักเป็นสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้องกับเด็ก หรือมีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็ก เช่น ขนมขบเคี้ยว นม ของเล่น

ผลการศึกษา พบว่า เมื่อพิจารณาจาก “รายการที่มีเนื้อหาเหมาะสมสำหรับเด็ก” มีเพียงรายการเข้าข่ายรายการสำหรับเด็ก รวม 81 รายการ แต่ไม่พบการระบุระดับรายการสำหรับเด็กประเภท ป และ ด เลย ทั้งพบว่า ทั้ง 81 รายการ มีเวลาออกอากาศรวมเพียง 5,668 นาที/สัปดาห์ หรือ ร้อยละ 2.68 ต่อสัปดาห์ จากเวลาออกอากาศของทั้ง 21 สถานี รวม 211,680 นาที/สัปดาห์ เมื่อพิจารณาการจัดระดับเนื้อหารายการ พบเป็นรายการที่ไม่ระบุระดับ 62 รายการ รวม 2,765 นาที/สัปดาห์ หรือร้อยละ 1.31 โดยรายการส่วนใหญ่มาจากช่องทีวีเรียนสนุก ALTV มากที่สุด จำนวน 51 รายการ  ที่เหลือมาจากช่องบริการสาธารณะอื่น ๆ 11 รายการ เช่น โทรทัศน์รัฐสภา และพบรายการที่ระบุระดับ ท จำนวน 19 รายการ คิดเป็นเวลา 2,903 นาที/สัปดาห์ หรือร้อยละ 1.37 โดยส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดเป็นรายการจากกลุ่มช่องประเภทบริการธุรกิจ แต่พบบ้างในช่องประเภทบริการสาธารณะ เช่น สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.5) และโทรทัศน์รัฐสภา

สำหรับการออกอากาศตามช่วงเวลา พบว่า มี 45 รายการ จาก 81 รายการ ที่ออกอากาศตรงกับช่วงเวลาสำหรับเด็ก เยาวชน ครอบครัว ตามเกณฑ์ของ กสทช.

เมื่อนำมาทั้ง 81 รายการ มาจำแนกตาม “ประเภทใบอนุญาต” พบรายการที่เข้าข่ายรายการสำหรับเด็กในกลุ่มช่องประเภทบริการสาธารณะ 65 รายการ โดยพบมากที่สุด 51 รายการ ในช่อง ALTV อีก 16 รายการ พบในกลุ่มช่องประเภทบริการธุรกิจ โดยช่อง True4U  มีจำนวนรายการออกอากาศมากที่สุด 4  รายการ แต่เมื่อเปรียบเทียบจำนวนเวลาการออกอากาศระหว่างช่องประเภทบริการสาธารณะ และประเภทบริการธุรกิจโดยภาพรวมทั้งหมด กลับพบว่า มีสัดส่วนใกล้เคียงกัน คือ ประเภทบริการสาธารณะ 2,835 นาที/สัปดาห์ และ ประเภทบริการธุรกิจ 2,833 นาที/สัปดาห์ สะท้อนให้เห็นว่า รายการโทรทัศน์สำหรับเด็กที่มีจำนวนรายการมากขึ้น ไม่ได้ทำให้เวลาออกอากาศโดยรวมของรายการโทรทัศน์สำหรับเด็กที่พบ มีจำนวนเวลาการออกอากาศมากตามไปด้วย

เปรียบเทียบผลสำรวจเดือนม.ค. 66 และ มี.ค. 67 พบเพิ่มทั้งจำนวนรายการและเวลาแต่ในสัดส่วนที่ยังต่ำ

          เมื่อเปรียบเทียบผลสำรวจรายการที่เข้าข่ายรายการสำหรับเด็กในผังรายการของเดือนมกราคม 2566 กับ เดือนมีนาคม 2567 ที่ดำเนินการโดย Media Alert พบว่า มีจำนวนรายการเพิ่มขึ้นจาก 57 รายการ เป็น 81 รายการ มีสัดส่วนเวลาในการออกอากาศจากเดิมร้อยละ 1.5ต่อสัปดาห์ เพิ่มเป็นร้อยละ 2.68 ต่อสัปดาห์ โดยกลุ่มช่องประเภทบริการสาธารณะที่มีรายการเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข่อง ALTV, NBT และ ททบ.5 แต่พบเท่าเดิมในช่อง Thai PBS, โทรทัศน์รัฐสภา และ T-Sports

          กลุ่มช่องประเภทบริการธุรกิจพบรายการเพิ่มมากขึ้นในช่อง TNN24, True4U,  MCOT HD และ 3HD แต่พบเท่าเดิมในช่อง Workpoint Mono29, Thairath TV, และ 7HD  กับพบจำนวนรายการลดลงในช่อง GMM25 คือ จาก 2 รายการเหลือ 1 รายการ และ One31 จาก 1 รายการ เป็นไม่มีอยู่ในผังรายการ ส่วนกลุ่มที่ไม่พบรายการที่เข้าข่ายรายการสำหรับเด็ก จากการสำรวจผังรายการทั้ง 2 ครั้ง ได้แก่ ช่อง JKN18, Nation, ช่อง 8, Amarin TV และ PPTV HD

สถานการณ์รายการโทรทัศน์สำหรับเด็กที่ไม่เป็นไปตามนโยบาย ทั้งไม่เติบโตทางธุรกิจ

 ความพยายามของประเทศไทยในการส่งเสริมให้โทรทัศน์ดิจิทัลออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสำหรับเด็กและเยาวชน ไม่ได้มีแค่เพียงประกาศของ กสทช. แต่ยังมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ.2558 และการจัดตั้งกองทุน เพื่อให้สื่อมีแหล่งเงินทุนในผลิตและเผยแพร่เนื้อหาสำหรับเด็กที่มีคุณภาพ ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กและเยาวชน

ผลการศึกษาผังรายการในเดือนมกราคม 2566 และเดือนมีนาคม 2567 โดย Media Alert  ชี้ให้เห็นว่า การจัดระดับความเหมาะสมของรายการประเภท ป และ ด ไม่ได้มีการบังคับใช้อย่างจริงจัง สังเกตจากการพบรายการที่มีเนื้อหาเข้าข่ายรายการสำหรับเด็ก แต่ไม่ระบุความเหมาะสม หรือจัดให้อยู่ในประเภท ท หรือ สำหรับผู้ชมทั่วไป สะท้อนถึงการไม่ให้ความสนใจในการระบุว่ามีเนื้อหาเหมาะสมสำหรับผู้ชมที่เป็นเด็ก อีกทั้งแต่ละช่องมีการจัดความเหมาะสมของเนื้อหาที่แตกต่างกัน และยังขาดการกำกับดูแลอย่างจริงจังจากหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ ส่วนสัดส่วนเวลาในการออกอากาศ แม้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.5 ต่อสัปดาห์ ในปีที่แล้ว มาเป็นเพียงร้อยละ 2.68 ต่อสัปดาห์ในปีนี้ ก็สะท้อนว่า โทรทัศน์ดิจิทัลไทยยังไม่ให้ความสำคัญมากพอต่อการให้ช่วงเวลาเพื่อรายการสำหรับเด็ก

ALTV กลายเป็นโทรทัศน์ดิจิทัลกลุ่มช่องประเภทบริการสาธารณะ หมวดหมู่รายการเด็ก เยาวชน และครอบครัว ที่รับภาระในการผลิตและออกอากาศเนื้อหารายการสำหรับเด็ก ขณะที่โทรทัศน์ดิจิทัลกลุ่มช่องประเภทบริการธุรกิจ หมวดหมู่รายการเด็ก เยาวชน และครอบครัว ได้แก่ ช่อง 3 Family ช่อง MCOT Family และช่อง LOCA ก็ปิดตัวไปแล้ว สะท้อนว่า การกำหนดให้มีใบอนุญาตโทรทัศน์ดิจิทัล ประเภทบริการธุรกิจ หมวดหมู่รายการเด็ก เยาวชน และครอบครัว ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ส่วนการกำหนดกลุ่มเป้าหมายผู้รับชมให้กว้างมากขึ้น ไม่เจาะจงเพียงเด็กแต่ เป็น “เด็ก เยาวชน และครอบครัว” ก็แสดงถึงการไม่ให้ความสำคัญกับการพัฒนารายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก โดยเฉพาะเจาะจง

Media Alert ขอความชัดเจนของนโยบาย นิยาม และมาตรการสนับสนุน “รายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก” และเสนอให้ ALTV เป็นสถานีโทรทัศน์แห่งชาติเพื่อการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก

          ผลการศึกษาของ Media Alert เกี่ยวกับการจัดระดับความเหมาะสมของรายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก พบว่า การกำหนดหมวดหมู่เป็นโทรทัศน์สำหรับ เด็ก เยาวชน และครอบครัว รวมทั้งการเปิดให้รายการเพื่อสร้างสรรค์สังคม จัดอยู่ในกลุ่มรายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว ทำให้ผู้ประกอบการสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้กว้าง แทนการออกอากาศรายการที่ออกแบบเฉพาะสำหรับเด็ก ดังนั้น การกำหนดนิยามและลักษณะสำคัญของรายการที่แยกขาดจากกลุ่มรายการประเภทอื่น ๆ คือให้เป็นรายการโทรทัศน์สำหรับเด็กอย่างเฉพาะเจาะจง โดยไม่รวมถึงรายการสำหรับเยาวชน ครอบครัว หรือ รายการประเภทสร้างสรรค์สังคมอื่น ๆ  น่าจะแสดงถึงความรับผิดชอบอย่างจริงจังของสังคม โดยเฉพาะหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ ต่อรายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก

โดยสรุป Media Alert เสนอให้ปรับแก้กฎหมาย และระเบียบหรือประกาศที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

  1. กำหนดให้รายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก คือ รายการสำหรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งสอดคล้องกับข้อกำหนดของผู้ให้บริการเนื้อหาในระดับสากลหรือระหว่างประเทศ ที่ระบุให้วัย 18+ เป็นวัยผู้ใหญ่ (อ้างอิงจากผลสำรวจ “การจัดระดับความเหมาะสมและการขึ้นคำเตือนในทีวีดิจิทัล Netflix และ Prime Video : พบการจัดเรตต่างกันของละครที่ออกอากาศข้ามแพลตฟอร์ม” โดย Media Alert กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ระหว่างวันที่ 15-30 ธันวาคม 2566 ที่พบว่า Netflix และ Prime Video มีการจัดช่วงอายุของผู้ใหญ่ที่เหมือนกัน คือที่ 18+) ซึ่งเป็นวัยที่ควรได้สิทธิ์ในการเข้าถึงสื่อโทรทัศน์ภาคพื้นดิน หรือ การบริการทั่วไป เพื่อพัฒนาการเรียนรู้และประสบการณ์ชีวิต
  2. ควรมีนโยบายที่มุ่งส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจให้ทีวีดิจิทัลแต่ละช่องมีรายการสำหรับเด็กอย่างน้อย 1 รายการ ใน 1 สัปดาห์ ในความยาวตามสมควร โดยเป็นรายการที่โดดเด่นเป็น Flagship ที่มีคุณภาพ มีเอกลักษณ์ สร้างทัศนคติทั้งต่อสถานีหรือผู้รับใบอนุญาตและผู้สนับสนุนรายการว่า การมีรายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก คือ การแสดงทั้งความรับผิดชอบต่อสังคม และสะท้อนศักยภาพในการสร้างสรรค์รายการ ทั้งเป็นการปฏิบัติตามประกาศ กสทช.
  3. เสนอให้ ALTV กำหนดบทบาทอย่างชัดเจนในการเป็น “โทรทัศน์แห่งชาติสำหรับเด็ก” เพื่อระดมองค์ความรู้และประสบการณ์จากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรด้านการพัฒนา เด็ก ฯลฯ ที่ร่วมส่งเสริมให้เกิดรายการต้นแบบที่มีคุณภาพสำหรับเด็กในช่องโทรทัศน์ดิจิทัลไทย
  4. ประกาศให้รายการสำหรับเด็กทางโทรทัศน์ระบบภาคพื้นดินเป็นสิทธิ์ในการเข้าถึงและใช้บริการของเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี และเป็นหน้าที่ในการกำกับดูแลของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่หรือผู้ให้ใบอนุญาต และเป็นหน้าที่ในการให้บริการขององค์กรผู้รับใบอนุญาต

ประเทศไทยต้องมีรายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก ด้วยช่องทางที่เข้าถึงได้ง่าย เป็นการบริการแบบทั่วไปที่ทั่วถึง ตอบสนองสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้และประสบการณ์ชีวิตสำหรับเด็กทุกคนในทุกช่วงวัย ทั้งช่วงอายุ 3-5 ปี (ประเภท ป) ช่วงอายุ 6-12 ปี (ประเภท ด) ตามประกาศของ กสทช. รวมถึงเพิ่มความสำคัญต่อการจัดระดับ รายการโทรทัศน์สำหรับเด็กในช่วงอายุ 13-17 ปี หรือ ต่ำกว่า 18 ปี ที่ยังไม่มีการระบุในประกาศของ กสทช. โดย กสทช. ต้องจริงจังในการกำกับดูแล และทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ รวมทั้ง สถาบันการศึกษา องค์กรด้านการพัฒนาเด็ก ฯลฯ เพื่อให้ “สื่อโทรทัศน์ดิจิทัลมีบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบในการเป็นสื่อเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กหรือผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ทุกคน”

10 ประเด็นที่ได้รับความสนใจ มีการสื่อสารและมีส่วนร่วมมากที่สุดในโลกออนไลน์ เดือนมกราคม-เมษายน 2567

วันสงกรานต์ได้รับความสนใจสูงสุด จากผลสำรวจการสื่อสารออนไลน์ใน 4 เดือนแรกของปี 67 (มกราคม – เมษายน) ขณะที่การเมืองไม่ติด 1 ใน 10 อันดับแรก โดยผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์สร้าง Engagement จากกลุ่มเนื้อหาเทศกาลมากที่สุด ส่วนคนทั่วไปให้ความสนใจเรื่องบันเทิงมากที่สุด ด้าน TikTok ยังเป็นแพลตฟอร์มยอดนิยม

ขณะที่ประเพณีสงกรานต์ 2567 ซึ่งอยู่ใน กลุ่มเนื้อหาเทศกาลและวันสำคัญ ได้รับความสนใจเป็นอันดับ 1 ในโซเชียลมีเดีย ด้วยสัดส่วนยอด Engagement ที่ 26.87% กลับพบว่า เนื้อหาทางการเมืองไม่ติดใน 10 อันดับความสนใจของเดือนมกราคมถึงเมษายน 2567 (พบเรื่องการเมืองเพียง 1 ประเด็นในเดือนมกราคม แต่ในภาพรวม 4 เดือน ไม่ติด 1 ใน 10 อันดับแรก) แตกต่างจากผลการสำรวจในปี 2566 ในช่วงเวลาเดียวกัน ที่เนื้อหาการเมืองติดอันดับ 1 ใน 10 ตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2566 และเพิ่มมากขึ้นในเดือนเมษายน 2566 จากกระแสการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนพฤษภาคม 2566 โดยประเด็นวันสงกรานต์ในปีที่แล้ว ไม่ติด 1 ใน 10 อันดับแรก ทั้งในเดือนเมษายนและในภาพรวม 4 เดือนแรกของปี 2566

เหตุที่กระแสวันสงกรานต์ 2567 กลายเป็นประเด็นที่คนในสังคมออนไลน์ให้ความสนใจและสื่อสารสร้าง Engagement มากที่สุดในช่วง 4 เดือนแรกของปี อาจเป็นเพราะช่วงปลายปี 2566 UNESCO ประกาศให้ “สงกรานต์ในประเทศไทย” เป็นรายการในบัญชีตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity ด้านรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ขานรับยกระดับให้วันสงกรานต์ เป็น Mega Event สอดรับกับนโยบาย Soft Power โดยมีผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ช่วยสื่อสารสร้าง Engagement จากกลุ่มเนื้อหาเทศกาลสงกรานต์มากที่สุด

10 ประเด็นที่ได้รับความสนใจ มีการสื่อสารและมีส่วนร่วมมากที่สุดในโลกออนไลน์ เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน 2567

Media Alert กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมกับ Wisesight ศึกษาการสื่อสารออนไลน์ของสังคมไทยในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน 2567 โดยใช้เครื่องมือ ZocialEye สำรวจจาก 5 แพลตฟอร์ม ได้แก่
1) Facebook 2) X 3) Instagram 4) YouTube และ 5) TikTok หลังจากนั้นใส่คำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายนที่ผ่านมา เช่น สงกรานต์ หลานม่า ลาบูบู้ ป้าบัวผัน เป็นต้น จากนั้นนำข้อมูลที่ได้จากเครื่องมือ ZocialEye มารวบรวมและเรียงลำดับตามจำนวน Engagement จนพบ 10 อันดับประเด็นที่โลกออนไลน์ให้ความสนใจในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน 2567  ดังนี้

อันดับที่ 1 ประเพณีสงกรานต์ 2567

          ประพณีสงกรานต์ หรือวันขึ้นปีใหม่ไทยเป็นเทศกาลสำคัญสำหรับคนไทย สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตคนไทย ที่มีความเคารพผู้ใหญ่ มีการละเล่นสาดน้ำสนุกสนาน ในแง่ของสื่อสังคมออนไลน์ พบว่า Engagement จำนวนมากมาจากดารานักแสดงที่โพสต์ร่วมประเพณีสงกรานต์ตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น เจแปน ภานุพรรณ น้องนุช      ประทุมทอง และ วันเดอร์เฟรม เป็นต้น รองลงมาเป็นการกล่าวถึงกับเทศกาลสงกรานต์ตามสถานที่ต่าง ๆ ในแง่ความสนุกสนาน รวมถึงเพลงที่ถูกปล่อยออกมาในช่วงสงกรานต์โดยเฉพาะ เมร่อน ร้องโดย เอแคลร์ JUEPAK ft จ๊ะ นงผณี X GUNNER  โดยทั้งหมด ทำให้วันสงกรานต์กลายเป็นประเด็นที่ผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์สื่อสารและสร้าง Engagement มากที่สุดทั้งในเดือนเมษายน 2567 และในภาพรวม 4 เดือนแรกของปี 2567 ต่างจากผลการสำรวจในเดือนเมษายน ปี 2566 ที่พบว่า ประเด็นที่สามารถสร้าง Engagement คือประเด็น การปราศรัยหาเสียงของพรรคก้าวไกล ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มเนื้อหาการเมือง โดยประเพณีสงกรานต์ ไม่ติด 1 ใน 10 อันดับแรก

อันดับที่ 2 วง BUS ในงาน TOTY Music Awards

          วง BUS ได้เข้าร่วมงานประกาศรางวัล TOTY Music Awards 2023 โดยได้รับรางวัล Best Music of the Year สาขา Male Group และรางวัล Best Performance of the Year ทำให้ BEUS หรือกลุ่มแฟนคลับของวง
ได้สื่อสารร่วมแสดงความยินดีกับรางวัลดังกล่าว ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ โดยเฉพาะทาง
X

อันดับที่ 3 เปิดตัวภาพยนตร์หลานม่า

          ภาพยนตร์หลานม่า เข้าฉายครั้งแรก วันที่ 4 เมษายน 2567 นำแสดงโดย บิวกิ้น พุฒิพงศ์ และ ตู ต้นตะวัน โดยเนื้อหาเป็นภาพยนตร์ไทยแนวครอบครัวที่มีแรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริงที่อาจเกิดขึ้นได้โดยในสื่อสังคมออนไลน์ ส่วนใหญ่เป็นการรีวิวภาพยนตร์หลังจากได้รับชมในทิศทางชื่นชอบภาพยนตร์เรื่องนี้

อันดับที่ 4 งาน GMMTV2024 UP&ABOVE PART 2

          เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2567 GMMTV ได้จัดงานแถลงข่าว “GMMTV 2024 UP & ABOVE PART 2 เปิดตัวคอนเทนต์บันเทิงทั้งโปรเจคพิเศษต่าง ๆ รวมถึงซีรีส์ 14 เรื่องที่จะผลิตขึ้นในพาร์ตที่สองของปี 2024 โดยในงานมีนักแสดงและศิลปินในสังกัด GMMTV เข้าร่วมจำนวนมาก โดย Engagement ส่วนใหญ่มาจาก Official Account ของ GMMTV และกลุ่มแฟนคลับนักแสดงที่เข้ามาสร้าง Engagement ในช่องทางของดารานักแสดง เช่น เจมิไนท์ นรวิชญ์, ดิว จิรวรรตน์ และ โฟร์ท ณัฐวรรธน์ เป็นต้น

อันดับที่ 5 ความนิยม Art Toy ลาบูบู้

          ลาบูบู้ (Labubu) เป็นอาร์ตทอยที่ได้รับความนิยมอย่างมากโดยเฉพาะคอลเลกชัน ลาบูบู้มาการอง ที่ ลิซ่า
ลลิษา มโนบาล ได้ถ่ายรูปกับลาบูบู้คอลเลกชันนี้ ส่งผลให้เกิดกระแสความนิยมเพิ่มขึ้นและทำให้ราคาของลาบูบู้
พุ่งสูงขึ้นแตะหลักหมื่นบาท ในแง่ของสื่อสารในสังคมออนไลน์ พบว่า ส่วนใหญ่เป็นการแกะกล่องสุ่ม ทั้งจากประชาชนทั่วไป ดารานักแสดง และ ผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ นอกจากนั้นยังมีการออกมาเตือนให้ระวังมิจฉาชีพ และ ดราม่า พิมรี่ พาย ไลฟ์สดขายลาบูบู้ ในราคาถูกกว่าตลาด

อันดับที่ 6 การแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกระหว่างทีมชาติไทยกับเกาหลีใต้

          วันที่ 21 มีนาคม 2567 มีการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนเอเชียระหว่างทีมชาติไทยและทีมชาติเกาหลีใต้ โดยทีมชาติไทยสามารถตีเสมอเกาหลีใต้ 1-1 พร้อมทำลายสถิติที่สามารถยิงประตูทีมชาติเกาหลีใต้ได้ในรอบ 26 ปี จากการทำประตูของ แบงค์ ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา ทำให้แฟนคลับออกมาชื่นชมทีมชาติไทยและ แบงค์ ศุภณัฏฐ์ ในการทำประตูประวัติศาสตร์นี้ผ่านการใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะทาง Facebook

อันดับที่ 7 กะเทยไทย – ฟิลิปปินส์ ทะเลาะวิวาท ที่สุขุมวิท 11

          เกิดเหตุการณ์กลุ่มกะเทยชาวฟิลิปปินส์ 20 คนทำร้ายร่างกายกลุ่มกะเทยชาวไทย 4 คนบริเวณซอยสุขุมวิท 11 แล้วโพสต์คลิปเหยียดในสื่อสังคมออนไลน์ สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มกะเทยชาวไทย จึงนัดรวมตัวกันหน้าโรงแรมที่กลุ่มกะเทยฟิลิปปินส์พักอาศัย เมื่อตำรวจนำตัวกลุ่มกะเทยฟิลิปปินส์ลงมาจากที่พัก ก็เกิดความวุ่นวายขึ้น เหตุการณ์นี้มีการใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางในการสื่อสารเพื่อนัดหมาย รายงานสถานการณ์ และสื่อสารชื่นชมกลุ่มกะเทยที่ไปรวมตัวกันในครั้งนี้

อันดับที่ 8 เตนล์ ชิตพล วง NCT เตรียมออกมินิอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรก

          เตนล์ ชิตพล ศิลปินจากวง NCT ประกาศวันออกมินิอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรก ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2567
ส่งผลให้กลุ่มผู้ที่ชื่นชอบ วง
NCT และ เตนล์ ชิตพล ต่างร่วมแสดงความยินดี และรอการมาของมินิอัลบั้มในครั้งนี้ ผ่านการใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะทาง X

อันดับที่ 9 คดีฆาตกรรม “ป้าบัวผัน” ที่สระแก้ว

          ป้าบัวผัน หรือ ป้ากบ บัวผัน ตันสุ ถูกพบเป็นศพบริเวณบ่อน้ำ ในอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เบื้องต้นลุงเปี๊ยก ผู้เป็นสามี ยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ฆาตกรรม ต่อมา ณัฐดนัย นะราช ผู้สื่อข่าวรายการลุยชนข่าวสถานีโทรทัศน์ช่อง 8 พบสิ่งผิดปกติ เช่น ลุงเปี๊ยกไม่สามารถตอบคำถามนักข่าวได้ จากกล้องวงจรปิดพบกลุ่มเด็กอายุ 13 – 16 ปีทำร้ายป้าบัวผันในช่วงเวลาตี 2 เป็นต้น ทำให้ผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ต่างออกมาสื่อสารให้ความสนใจในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากเป็นการทำงานที่ผิดพลาดของตำรวจ และยังเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ออกมาชี้แจงว่าทำไมลุงเปี๊ยกถึงได้กลายเป็นผู้ต้องหา และการไม่ดำเนินการใดกับผู้เยาว์ที่ก่ออาชญากรรมรุนแรง

อันดับที่ 10 มหกรรมฟุตบอลดาราช่อง 3

          วันที่ 23 มีนาคม 2567 โอกาสที่ช่อง 3 ครบรอบ 54 ปี จึงจัดงานฉลองในชื่อ 54 ปี 3 Miracles ที่สนามศุภชลาศัย โดยมีดารานักแสดงร่วมงานกว่า 70 คน มีการแข่งขันฟุตบอลของทีมดารา โดย Engagement ส่วนใหญ่มาจากโพสต์บรรยากาศในงาน ภาพดารานักแสดงที่เข้าร่วมงาน เช่น คิม คิมเบอร์ลี่, หมาก ปริญ, ญาญ่า อุรัสยา ผ่านการใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะทาง Instagram รวมถึง ช่องทาง TikTok อย่างเป็นทางการของช่อง 3 เป็นต้น

โดยสรุป ทิศทางของการสื่อสารในโลกออนไลน์ของเดือนมกราคม – เมษายน 2567 จาก 5 แพลตฟอร์มที่เป็นหน่วยการศึกษา คือ 1) Facebook 2) X 3) Instagram 4) YouTube และ 5) TikTok พบว่า กลุ่มเนื้อหาสื่อ สิ่งบันเทิง มี 5 ประเด็นคิดเป็น 43.07% ในขณะที่กลุ่มเนื้อหาเทศกาลซึ่งมีเพียง 1 ประเด็น แต่มีสัดส่วนถึง 26.87% ส่วนกลุ่มเนื้อหาอาชญากรรม อุบัติเหตุ ซึ่งมี 2 ประเด็น มีสัดส่วน 13.34% กลุ่มเนื้อหาความงาม และ แฟชั่น มี 1ประเด็น สัดส่วนเป็น 8.40% และกลุ่มเนื้อหากีฬามี 1 ประเด็น สัดส่วน 8.32%

 แต่เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดือนมกราคม-เมษายน 2566 พบว่า กลุ่มเนื้อหาการเมือง ได้รับความสนใจมากถึง 68% ของ Engagement ที่เกิดขึ้น โดยกลุ่มเนื้อหาการเมืองติดอันดับ 1 ใน 10 มาตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2566 และเพิ่มมากขึ้นในเดือนเมษายน 2566 ทั้งนี้จากกระแสการเลือกตั้งทั่วไป ในเดือนพฤษภาคม 2566 โดยประเด็นเรื่องวันสงกรานต์ ไม่ติด 1 ใน 10 อันดับแรก ทั้งในเดือนเมษายน 2566 และในภาพรวม 4 เดือนแรกของปี 2566
แต่การสื่อสารออนไลน์ช่วงมกราคม-เมษายน 2567 กลับไม่มีประเด็นที่เกี่ยวกับการเมืองติด 1 ใน 10 (พบประเด็นการเมืองเพียงประเด็นเดียวในเดือนมกราคม แต่ในภาพรวม 4 เดือน ไม่ติด 1 ใน 10 อันดับแรก) สะท้อนให้เห็นความแตกต่างของสภาพการณ์การสื่อสารของสังคมในแต่ละปี เช่น ปี 2566 มีการเลือกตั้งทั่วไป ประเด็นการเมืองจึงอยู่ในความสนใจ ในขณะที่ปลายปี 2566 UNESCO ประกาศให้เทศกาลสงกรานต์ของไทยเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ส่งผลให้วันสงกรานต์ปี 2567 ถูกเรียกเป็นมหาสงกรานต์ และอยู่ในความสนใจของประชาชน

10 ประเด็น 5 กลุ่มเนื้อหา

จาก 10 ประเด็นที่ได้รับความสนใจและมีการสื่อสารในสื่อสังคมออนไลน์มากที่สุด ในช่วงเดือนมกราคม – เมษายน 2567 สามารถจำแนกเนื้อหาออกเป็น 5 กลุ่ม คือ

กลุ่มเนื้อหาสื่อ สิ่งบันเทิง รวม 153,082,158 Engagement จาก 5 ประเด็น คือ วง BUS ในงาน TOTY Music Awards (47,108,325 Engagement), เปิดตัวภาพยนตร์หลานม่า (33,429,532 Engagement), งาน GMMTV2024 UP&ABOVE PART 2 (30,528,804 Engagement), เตนล์ ชิตพล วง NCT เตรียมออกมินิอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรก (24,212,208 Engagement) และ มหกรรมฟุตบอลดาราช่อง 3  (17,803,289 Engagement) รวมเป็นสัดส่วน 43.07%

กลุ่มเนื้อหาเทศกาล 1 ประเด็น คือ ประเพณีสงกรานต์ 2567 จำนวน 95,496,128 Engagement คิดเป็น 28.87%  

กลุ่มเนื้อหาอาชญากรรม อุบัติเหตุ 2 ประเด็น คือ กะเทยไทย – ฟิลิปปินส์ ทะเลาะวิวาท ที่สุขุมวิท 11 (27,053,545 Engagement) และ คดีฆาตกรรม “ป้าบัวผัน” ที่สระแก้ว (20,342,435 Engagement) รวมเป็น สัดส่วน 13.34%  

กลุ่มเนื้อหาความงาม และแฟชั่น 1 ประเด็น คือ ความนิยม Art Toy ลาบูบู้ จำนวน 29,868,180 Engagement คิดเป็น 8.40%  

กลุ่มเนื้อหากีฬา 1 ประเด็น คือ การแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกระหว่างทีมชาติไทยกับเกาหลีใต้ จำนวน  29,569,939 Engagement คิดเป็น 8.32%

กลุ่มเนื้อหาที่ได้รับความสนใจมากที่สุด จำแนกตามผู้สื่อสารและแพลตฟอร์ม

กลุ่มเนื้อหาสื่อ สิ่งบันเทิง มีกลุ่มผู้สื่อสารที่สามารถสร้างการมีส่วนร่วม หรือมี Engagement มากที่สุด คือ ผู้ใช้งานทั่วไป (71.91%) รองลงมาได้แก่ ผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ (19.33%), สื่อ สำนักข่าว (8.52%) และอื่น ๆ ได้แก่ แบรนด์ พรรคการเมือง และ ภาครัฐ รวม 0.24% โดยมี TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่สร้าง Engagement มากที่สุดที่ 38.28% รองลงมาได้แก่ Instagram (29.58%), X (27.48%), Facebook (4.00%),  YouTube (0.66%)

กลุ่มเนื้อหาเทศกาล มีกลุ่มผู้สื่อสารที่สามารถสร้างการมีส่วนร่วม หรือมี Engagement มากที่สุด คือ ผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ (46.96%) รองลงมาได้แก่ ผู้ใช้งานทั่วไป (44.63%), สื่อ สำนักข่าว (4.99%) อื่น ๆ ได้แก่ แบรนด์ ภาครัฐ พรรคการเมือง และนักการเมืองรวม 3.42% โดยมี TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่สร้าง Engagement มากที่สุดที่ 74.68% รองลงมาได้แก่ Instagram (11.66%), Facebook (9.20%), X (3.59%), YouTube (0.87%)

กลุ่มเนื้อหาอาชญากรรม อุบัติเหตุ มีกลุ่มผู้สื่อสารที่สามารถสร้างการมีส่วนร่วม หรือมี Engagement มากที่สุด คือ ผู้ใช้งานทั่วไป (45.72%) รองลงมาได้แก่ สื่อ สำนักข่าว (30.30%) ผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ (23.58%), และอื่น ๆ ได้แก่ พรรคการเมือง และแบรนด์ รวม 0.4% โดยมี X เป็นแพลตฟอร์มที่สร้าง Engagement มากที่สุดที่ 38.31% รองลงมาได้แก่ TikTok (33.52%), Facebook (20.60%), Instagram (4.19%), YouTube (3.38%)

กลุ่มเนื้อหาความงาม และแฟชั่น มีกลุ่มผู้สื่อสารที่สามารถสร้างการมีส่วนร่วม หรือมี Engagement มากที่สุด คือ ผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ (59.04%) รองลงมาได้แก่ ผู้ใช้งานทั่วไป (36.28%), สื่อ สำนักข่าว (4.52%) อื่น ๆ ได้แก่ แบรนด์ ภาครัฐ พรรคการเมือง และนักการเมืองรวม 0.16% โดยมี TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่สร้าง Engagement มากที่สุดที่ 72.05% รองลงมาได้แก่ Facebook (11.14%), Instagram (9.19%), X (6.69%), YouTube (0.93%)

กลุ่มเนื้อหากีฬา มีกลุ่มผู้สื่อสารที่สามารถสร้างการมีส่วนร่วม หรือมี Engagement มากที่สุด คือ ผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ (45.80%) รองลงมาได้แก่ ผู้ใช้งานทั่วไป (44.82%), สื่อ สำนักข่าว (9.18%) อื่น ๆ ได้แก่ แบรนด์ ภาครัฐ พรรคการเมือง และนักการเมืองรวม 0.2% โดยมี Facebook เป็นแพลตฟอร์มที่สร้าง Engagement มากที่สุดที่ 35.58% รองลงมาได้แก่ Instagram (28.46%), TikTok (22.77%), X (9.86%), YouTube (3.33%)

ผลการศึกษาการสื่อสารออนไลน์ของสังคมไทยในช่วงเดือนมกราคม – เมษายน 2567 พบว่า แต่ละกลุ่มเนื้อหามีสัดส่วน Engagement ของผู้สื่อสาร และแพลตฟอร์มการสื่อสารที่แตกต่างกัน

วิเคราะห์กลุ่มผู้สื่อสาร

          ในช่วงมกราคม – เมษายน 2567 สามารถจำแนกผู้สื่อสารสร้าง Engagement ในสื่อออนไลน์ ในภาพรวมได้ 5 กลุ่ม คือ ผู้ใช้งานทั่วไป ในสัดส่วน 55.84% ตามด้วย ผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ (32.86%), สื่อ สำนักข่าว (10.19%), และ อื่น ๆ ได้แก่ แบรนด์ ภาครัฐ พรรคการเมือง รวม 1.11%

โดยผู้ใช้งานทั่วไป สามารถสร้าง Engagement ได้มากที่สุดในกลุ่มเนื้อหา สื่อ สิ่งบันเทิง และอาชญากรรม อุบัติเหตุ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากผู้ที่ชื่นชอบดารา ศิลปินจากกิจกรรมต่าง ๆ และกลุ่มเนื้อหา อาชญากรรม อุบัติเหตุที่ได้รับความสนใจเป็นวงกว้าง อย่างกะเทยไทย – ฟิลิปปินส์ ทะเลาะวิวาท ที่สุขุมวิท 11 และคดีฆาตกรรม “ป้าบัวผัน” ที่สระแก้ว

ส่วนผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์สามารถสร้าง Engagement ได้มากที่สุดในกลุ่มเนื้อหา เทศกาล, ความงาม และแฟชั่น และกีฬา จากประเพณีสงกรานต์ 2567, ความนิยม Art Toy ลาบูบู้ และการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกระหว่างทีมชาติไทยกับเกาหลีใต้

จะเห็นได้ว่าในกลุ่มเนื้อหา สื่อ สิ่งบันเทิง มักจะมีผู้ใช้งานทั่วไปเป็นผู้สร้าง Engagement หลักจากกลุ่มแฟนคลับหรือผู้ที่ชื่นชอบดาราและยังสามารถสร้าง Engagement ในกลุ่มเนื้อหา อาชญากรรม อุบัติเหตุ ในช่วงมกราคม – เมษายน 2567  ได้มากกว่าทุกกลุ่ม (45.72%)  ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะประเด็นที่เกิดขึ้นในช่วง 4 เดือนแรกของปี มักเป็นประเด็น หรือเรื่องราวเร้าอารมณ์ให้กลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป เกิดความรู้สึกร่วม และแสดงความคิดเห็นไปไกลกว่าสิ่งที่สำนักข่าวนำเสนอ เช่น การโพสต์รวมตัวกันของกะเทยที่ซอยสุขุมวิท 11 หรือ ความผิดหวังในการทำงานของตำรวจจากคดีฆาตกรรมป้าบัวผัน ที่สระแก้ว เป็นต้น แตกต่างจากผลสำรวจช่วงเดือนมกราคม ถึง เมษายน  2566 ที่พบว่า ผู้สื่อสารในกลุ่มสื่อ สำนักข่าว คือผู้สื่อสารสร้าง Engagement ในกลุ่มเนื้อหา อาชญากรรม อุบัติเหตุได้มากกว่าทุกกลุ่ม (41.12%)      

วิเคราะห์แพลตฟอร์มการสื่อสาร

 เมื่อพิจารณาแพลตฟอร์มการสื่อสารในภาพรวมพบว่า เดือนมกราคม – เมษายน 2567 TikTok ยังคงเป็นแพลตฟอร์มอันดับหนึ่ง เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่เน้นในการแชร์ภาพ และคลิปวิดีโอสั้น ทำให้เหมาะกับการแบ่งปันประสบการณ์ต่าง ๆ บนสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ มีการจัดกิจกรรม  การละเล่นต่างๆ  ทั้งการเล่นสาดน้ำ ทำให้ผู้คนอยากแชร์หรือเก็บภาพช่วงเวลาเหล่านั้นไว้

เมื่อพิจารณาที่กลุ่มเนื้อหาสื่อ สิ่งบันเทิง ในช่วงเดือนมกราคม – เมษายน 2567 ที่มี Engagement มากกว่ากลุ่มเนื้อหาอื่น พบว่าแพลตฟอร์มที่สร้าง Engagement มากที่สุดในกลุ่มเนื้อหานี้ คือ TikTok ที่ 38.28% รองลงมาได้แก่ Instagram (29.58%), X (27.48%), Facebook (4.00%), YouTube (0.66%) แตกต่างจากในช่วงเดือนมกราคม – เมษายน 2566 ที่พบว่ากลุ่มเนื้อหาการเมืองสร้าง Engagement ได้มากที่สุด จากกระแสความตื่นตัวในการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม โดยเนื้อหาที่ได้รับ Engagement จำนวนมาก คือ ปราศรัยหาเสียงของพรรคก้าวไกลและการดีเบตของพิธา ลิ้มเจริญรัตน์

ในภาพรวม เมื่อพิจารณาในแง่ของแพลตฟอร์ม TikTok ยังคงสร้าง Engagement ได้มากที่สุด โดยส่วนใหญ่มาจาก กลุ่มแฟนคลับดารา ศิลปิน ที่แบ่งปันรูปภาพ วิดีโอหรือช่วงเวลาประทับใจผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์อย่าง TikTok Instagram และ X โดยข้อความที่ได้รับ Engagement สูงส่วนใหญ่เป็นโพสต์จากงานแถลงข่าว GMMTV 2024 UP & ABOVE PART 2 และ วง BUS ในงาน TOTY Music Awards จากกลุ่มที่ชื่นชอบศิลปินดาราที่เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว

กล่าวโดยสรุป การสื่อสารออนไลน์ของเดือน มกราคม – เมษายน 2567 ประเด็นที่ได้รับความสนใจสูงสุด คือ ประเพณีสงกรานต์ 2567 ด้วยสัดส่วน 26.87% ซึ่งถือเป็นประเด็นเดียวในกลุ่มเนื้อหาเทศกาลที่ติดอันดับในช่วงสำรวจ แต่เมื่อพิจารณาในภาพรวม พบว่า กลุ่มเนื้อหา สื่อ สิ่งบันเทิง ยังคงได้รับความสนใจสูงที่สุด ที่ 43.07% นอกจากนี้ยังมีอีก 3 กลุ่มเนื้อหาที่ได้รับความสนใจรองลงมาคือ กลุ่มเนื้อหาอาชญากรรม มีสัดส่วน 13.34% กลุ่มเนื้อหาความงาม และ แฟชั่น มีสัดส่วนเป็น 8.40% และกลุ่มเนื้อหา กีฬามีสัดส่วน 8.32%

จะเห็นได้ว่ากลุ่มเนื้อหาสื่อ สิ่งบันเทิง, เทศกาล เป็นกลุ่มที่สร้าง Engagement ได้สูงในช่วงเดือนมกราคม – เมษายน 2567 อาจเพราะเป็นประเด็นที่เป็นความสุข ความบันเทิงในเทศกาล ประเด็นที่เป็นความชื่นชอบในบุคคล/สื่อ/กิจกรรมทางบันเทิงเช่นเดียวกับผลการศึกษาในเดือนพฤศจิกายน และธันวาคม 66 แต่ประเด็นที่จริงจัง กระทบกระเทือนต่อจิตใจอย่าง กลุ่มเนื้อหาอาชญากรรม อุบัติเหตุ ก็สามารถสร้าง Engagement ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นที่น่าสนใจว่า ในกลุ่มเนื้อหาอาชญากรรม อุบัติเหตุ เดิมมีผู้สื่อสารหลักเป็น สื่อ สำนักข่าว แต่ในช่วง มกราคม – เมษายน 2567 กลับกลายเป็นบุคคลทั่วไปที่สร้าง Engagement สูงถึง 45.72% ตามด้วย สื่อ สำนักข่าว (30.30%) ซึ่งอาจเป็นเพราะประเด็นกะเทยไทย – ฟิลิปปินส์ ทะเลาะวิวาทที่สุขุมวิท 11 และ คดีฆาตกรรม “ป้าบัวผัน” ที่สระแก้ว เป็นประเด็นเชิงเร้าอารมณ์ที่ประชาชนทั่วไปให้ความสนใจและร่วมกันแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ได้อย่างรวดเร็วและมากกว่าที่สื่อและสำนักข่าวสามารถนำเสนอ  

          นอกจากกลุ่มเนื้อหาหลักที่สามารถสร้าง Engagement ได้มากติดต่อกัน อย่าง สื่อสิ่งบันเทิง เทศกาล และอาชญากรรมแล้ว ในเดือนนี้มีกลุ่มเนื้อหา ความงามและแฟชัน กลุ่มเนื้อหากีฬา จาก ความนิยม Art Toy ลาบูบู้ และ การแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกระหว่างทีมชาติไทยกับเกาหลีใต้ ที่ได้รับความนิยมเช่นเดียวกัน เมื่อพิจารณาถึงสาเหตุที่ทั้ง 2 กลุ่มเนื้อหาได้รับความสนใจเป็นจำนวนมาก สามารถแยกออกได้เป็น 2 ประเด็น คือ ได้รับอิทธิพลจากผู้มีชื่อเสียง จากกรณี ลิซ่า BLACKPINK ถ่ายรูปคู่กับลาบูบู้ ส่งผลให้กระแสความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งจากผู้มีชื่อเสียงและประชาชนทั่วไปที่ต้องการตามกระแสความนิยมนี้ ส่งผลให้ราคาของลาบูบู้พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ส่วนประเด็นทีมชาติไทย สามารถตีเสมอทีมชาติเกาหลีใต้ได้ เป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในรอบ 24 ปี ทำให้เกิดเป็นกระแสการชื่นชมฟุตบอลทีมชาติไทย และแบงค์ ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา ผู้ทำประตูประวัติศาสตร์ในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อลองพิจารณาประเด็นที่ได้รับความสนใจสูงสุด 10 อันดับแรก ตั้งแต่ช่วงมกราคมถึงเมษายน 2567  พบว่า ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาทางการเมืองใดที่ติดอันดับความสนใจ  (พบเพียง 1 ประเด็นในเดือนมกราคม แต่ในภาพรวม 4 เดือน ไม่ติด 1 ใน 10 อันดับแรก) แตกต่างจากผลการสำรวจในปี 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งแตกต่างจากผลการสำรวจในปี 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งเริ่มมีประเด็นในกลุ่มเนื้อหาการเมืองติดอันดับ 1 ใน 10 มาตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ทั้งนี้ จากกระแสการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในเดือนพฤษภาคม 2566 ในขณะที่ประเด็นเรื่องวันสงกรานต์ ไม่ติด 1 ใน 10 อันดับแรก ทั้งในเดือนเมษายน 2566 และในภาพรวม 4 เดือนแรกของปี 2566

ความแตกต่างของผลการสำรวจในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน ในช่วงปี 2566 และ 2567 สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจในสื่อสังคมออนไลน์ในประเทศไทยที่มีความเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว สอดคล้องกับ กล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้กล่าวในงานสัมมนาประจำปี Media Alert กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เมื่อ 28 มีนาคม 2567 ว่า ผลการสำรวจศึกษาในปี 2566 พบว่า คนส่วนใหญ่สนใจและสื่อสารเรื่องการเมืองมากที่สุด เพราะเป็นปีที่มีการเลือกตั้ง จึงไม่ใช่สภาวะปกติ เช่นเดียวกันกับงานการศึกษาของต่างประเทศในปีที่มีการเลือกตั้ง ก็จะเห็นข้อมูลและปรากฎการณ์ที่คล้ายกัน รวมถึงชี้ให้เห็นว่าจากเดิมคนมักคิดว่าคนรุ่นใหม่ไม่สนใจการเมือง แต่งานครั้งนี้ทำให้เห็นว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น แม้ความสนใจร่วมดังกล่าวจะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆโดยในปี 2567 เมื่อประเทศไทยมีรัฐบาลใหม่มาบริหารประเทศ ทำให้ความสนใจทางการเมืองได้รับความสนใจลดน้อยลงโดยไม่ติดทั้ง 1 ใน 10 อันดับประเด็นที่ได้รับความสนใจใน 4 เดือนแรกของปี 2567

ผู้สื่อสาร

ในแง่ผู้สื่อสารพบว่าสัดส่วนของผู้สื่อสารที่แตกต่างกับ 4 เดือนแรกของปี 2566 กล่าวคือ ในช่วงเดือน มกราคมถึงเมษายน 2566 มีสัดส่วนผู้สื่อสารที่มี Engagement มากที่สุดคือ ผู้ใช้งานทั่วไป 71.31% รองลงมาได้แก่ ผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ 12.81%, สื่อ สำนักข่าว 12.20%, และ อื่น ๆ ได้แก่ แบรนด์ ภาครัฐ พรรคการเมือง รวม 3.68% ในขณะที่ปี 2567 มีสัดส่วนผู้สื่อสารคือ ผู้ใช้งานทั่วไป 55.84% ตามด้วย ผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ 32.86%, สื่อ สำนักข่าว 10.19%, และ อื่น ๆ ได้แก่ แบรนด์ ภาครัฐ พรรคการเมือง รวม 1.11% สัดส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปมาจากผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์สามารถสร้าง Engagement ได้มากขึ้นมาจากประเพณีสงกรานต์ 2567 ที่ผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ได้ร่วมงานตามสถานที่ต่าง ๆ ส่วนผู้ใช้งานทั่วไป แม้จะสร้าง Engagement เป็นอันดับที่ 1 แต่เมื่อเทียบกับปี 2566 มีสัดส่วนลดลงประมาณ 15.47% โดยมาจากกลุ่มเนื้อหาการเมืองที่หายไปในปี 2567 ส่วนกลุ่มผู้สื่อสารอื่น ๆ ไม่ได้มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญมากนักเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว   

แพลตฟอร์ม

จากการศึกษาการสื่อสารออนไลน์ของสังคมไทยใน 5 แพลตฟอร์ม (Facebook, TikTok, YouTube, Instagram และ X) ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า ความนิยมในการใช้แพลตฟอร์มการสื่อสาร ยังคงมีความสัมพันธ์กับกลุ่มเนื้อหา โดยเฉพาะกลุ่มเนื้อหาสื่อ สิ่งบันเทิง ที่มักพบ Engagement สูงใน TikTok เนื่องจากสามารถสื่อสารความบันเทิงผ่านวิดีโอสั้น ได้ง่ายจนกลายเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถสร้าง Engagement ได้มากที่สุดติดต่อกันหลายเดือน

ทำอย่างไร? ให้การสื่อสารออนไลน์มีบทบาทในการขับเคลื่อนทางสังคม

การสัมมนาประจำปี  Media Alert กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เมื่อปลายเดือนมีนาคม 67 นำเสนอ
วิดีทัศน์ผลการศึกษา “การสื่อสารทางออนไลน์ของสังคมไทยตลอดปี
2566”  ที่ Media Alert ร่วมดำเนินการกับบริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด และพบว่า ประเด็นการเมืองได้รับความสนใจสูงสุดในสัดส่วนถึงกว่าร้อยละ 58 โดย TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถสร้างยอด Engagement สูงสุด 50% จากการสื่อสารในเกือบทุกกลุ่มเนื้อหา ขณะที่ผู้ใช้งานทั่วไป คือ ผู้สร้าง Engagement ถึงครึ่งหนึ่งของการสื่อสารออนไลน์ทั้งหมด ต่อท้ายวิดีทัศน์เสนอผลการศึกษา ด้วยการเสวนาหัวข้อ “ทำอย่างไร? การสื่อสารออนไลน์จึงมีบทบาทในการขับเคลื่อนทางสังคม” จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในงาน ข้อมูล  แพลตฟอร์ม  สื่อมวลชน การขับเคลื่อนทางสังคม และวิชาการ 

The Story Thailand เรียงร้อยข้อมูล ความเห็น ข้อเสนอของคณะวิทยากร เพื่อต่อยอดข้อเสนอการขับเคลื่อนทางสังคมบนโลกออนไลน์ ให้ชัดเจน และกระตุ้นความสนใจสู่ปฏิบัติการร่วม 

ส่องปัจจัยช่วยหนุนการขับเคลื่อนทางสังคม 

ในฐานะแพลตฟอร์มที่มียอด Engagement สูงอย่าง TikTok ซึ่งหนึ่งในพันธกิจสำคัญขององค์กร คือ การสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมใน 5 เรื่องสำคัญ ได้แก่ สุขภาวะดิจิทัล (Digital Wellness) เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) สิ่งแวดล้อม (Environment) การสนับสนุนความแตกต่างหลากหลาย (Diversity & Inclusion) และการศึกษา ( Education) ชนิดา คล้ายพันธ์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะ TikTok ประเทศไทย นำเสนอว่า “การพัฒนาคอนเทนต์ให้ปัง ต้องเข้าใจตัวเอง เข้าใจแพลตฟอร์ม และเข้าใจคนฟัง” โดยอธิบายเพิ่มเติมว่า “เข้าใจตัวเอง” คือ รู้ว่าองค์กรของเราเป็นใคร มีเป้าหมายหรือพันธกิจอย่างไร และสิ่งที่ทำจะเกิดความดีงามอย่างไรกับคนฟัง “เข้าใจแพลตฟอร์ม” คือ รู้ว่าแพลตฟอร์มใดเหมาะกับคนฟังกลุ่มไหน รู้จักรูปแบบ คุณลักษณะ และเครื่องมือพื้นฐานในการใช้งาน สุดท้าย คือ “เข้าใจคนฟัง” รู้ว่า คนฟังยุคปัจจุบันนิยมเสพเนื้อหาสั้น จากเดิมให้ความสนใจใน 8 วินาทีแรก เหลือเพียง 2 วินาที ก็ต้องแปะป้ายจั่วหัวไปเลยว่า ต้องการพูดเรื่องอะไร

นอกจากแพลตฟอร์มสื่อออนไลน์จะช่วยสร้างการตระหนักรู้ที่กว้างและมากขึ้น (Raise Awareness) หรือสามารถทำให้บรรลุเป้าหมายเพื่อการกระทำหรือการรณรงค์บางอย่าง (Call to Action) บางแพลตฟอร์มยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือระดมทุนสนับสนุนได้ เช่น TikTok ได้เปิดตัวสติกเกอร์การบริจาค (Donation Sticker) สำหรับตกแต่งวิดีโอ เพื่อเชิญชวนให้ร่วมบริจาคในแคมเปญขององค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรหรือธุรกิจเพื่อสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรศึกษาและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์

“หลายครั้งที่การวางแผนงานขับเคลื่อน ขาดผู้มีส่วนได้ส่วนเสียคนสำคัญ ก็คือ ผู้บริโภค” กล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เพราะบุคคลหรือองค์กรที่ขับเคลื่อนมักคิดว่า ตนเองอยากพูดอะไรมากกว่าสนใจว่าประชาชนชอบฟังอะไร ซึ่งผลการศึกษาได้ชี้ให้เห็นถึงการสื่อสารบนโลกออนไลน์ที่มีพลวัตสูงมาก ดังนั้น การเลือกพื้นที่นี้เป็นช่องทางขับเคลื่อน ก็ต้องเข้าใจผู้ชม เข้าใจสังคม พร้อมปรับเปลี่ยนกระบวนคิด และจับกระแสคลื่นความเปลี่ยนแปลงให้เป็น

 

แต่เมื่อใคร ๆ ก็เป็นสื่อได้ และทุกคนสามารถมีเรื่องเล่าในแบบของตัวเอง อรพิณ ยิ่งยงพัฒนา บรรณาธิการบริหารไทยรัฐออนไลน์ เห็นว่า หากต้องการผลิตเนื้อหาที่สร้างผลกระทบทางสังคม กระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวเพื่อการเปลี่ยนแปลง จำเป็นต้องมี “คนขุดค้น และสร้างฐานข้อมูลต้นทาง อาจโดยสื่อมวลชนหรือบุคคลทั่วไปที่เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ เพื่อให้ชาวเน็ตนำไปขยายผลต่อ” ดังเคยมีกรณีตัวอย่างเกิดขึ้น เช่น กลุ่มรณรงค์ประเด็นข้อตกลงความเข้าใจและความคืบหน้าเพื่อหุ้นส่วนข้ามแปซิฟิก (CPTPP- Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership) ที่มีข้อถกเถียงเกี่ยวกับการเสียประโยชน์ของเกษตรกรในการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตพยายามค้นคว้าข้อมูลเหล่านี้ นำไปย่อยให้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย และเล่าผ่านเสียงของตัวเอง

ขณะที่ สุนิตย์ เชรษฐา ผู้อำนวยการสถาบัน Change Fusion มองว่า การปลุกกระแสสังคมให้เดินไปสู่การขับเคลื่อนที่ถูกควรและยั่งยืน ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ต้องมี “การเชื่อมโยง ออกแบบ และทำงานร่วมกัน”
ยกตัวอย่าง Chris Anderson เจ้าของรายการ TED Talks เคยกล่าวว่า หลายครั้งที่ไอเดียดี ๆ ควรได้รับการขยายผลออกไปมาก ๆ แต่เป็นกระแสอยู่แค่พักเดียว ไม่ค่อยเกิดผลในการเอาไปใช้จริง วิธีแก้ไข คือ การออกแบบกระบวนการขับเคลื่อนให้เกิดความร่วมมือ หรือการถอดองค์ความรู้จากแคมเปญการเคลื่อนไหวทางสังคมที่เชื่อมโยงกับการทำงานสื่อสารออนไลน์แล้วประสบความสำเร็จ แต่เท่าที่เห็นโดยส่วนใหญ่ องค์กรสาธารณประโยชน์ มหาวิทยาลัย องค์กรภาครัฐ ยังประสบปัญหาการทำงานร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์ที่เป็นบุคคลธรรมดา ทำอย่างไรจึงจะเกิดการเชื่อมโยงที่เป็นบวก ไม่ขิงใส่กันไปมา ซึ่งเป็นทักษะที่ต้องออกแบบและเรียนรู้ร่วมกัน

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์อภิสิทธิ์ ศุภกิจเจริญ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย คณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง และนักวิชาการกลุ่ม Thai Media Lab เสนอว่า ยอด Engagement ไม่ใช่คำตอบของทุกเรื่อง หากอยู่ที่คุณภาพของสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น เพราะการขับเคลื่อนในประเด็นย่อย ๆ ที่ถึงแม้จะมี Engagement ต่ำ แต่ก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีคุณค่าได้เหมือนกัน ดังนั้น ก้าวต่อไปที่สำคัญ คือ ทำให้เกิด “We Power” ผ่านการแบ่งปันข้อมูลและประสบการณ์ที่มีอยู่หลากหลาย จนเกิดความเห็นพ้องต้องกันในระดับหนึ่ง และพร้อมขับเคลื่อนไปด้วยกัน ซึ่งผศ.อภิสิทธิ์ มองว่า สื่อนอกจากเข้าไปมีส่วนร่วมแล้ว อาจเป็นผู้กำหนดวาระ รวมถึงสร้างภาวะสมดุลของข้อมูลให้รอบด้านกับสังคม แล้วให้ผู้ใช้งานทั่วไปและอินฟลูเอนเซอร์นำข้อมูลไปเล่าต่อ จนนำไปสู่การ Call to Action ในที่สุด

จัดการอย่างไร? กับความสนใจบนโลกออนไลน์ที่สั้น ขณะที่การขับเคลื่อนเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมนั้นต้องใช้เวลาที่ยาว

“ก่อนมีสื่อสังคมออนไลน์ การวางแผนสร้างการรับรู้อาจใช้เวลาสัก 1 สัปดาห์ จากนั้นจึงเปิดเวทีให้คนมาเข้าร่วม แล้วทำแคมเปญรณรงค์ต่อสัก 3 เดือน แต่ปัจจุบัน การทำแคมเปญเหลือแค่ 3 วัน การ Engagement นับกันเป็นหลักนาที” กล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเพิ่มว่า นั่นทำให้ศักยภาพของสื่อออนไลน์เดินหน้าไปไกลกว่าสื่อในบริบทเดิม กระทั่งผู้ใช้งานทั่วไปก็สามารถใช้ช่องทางสื่อสารนี้ด้วยตัวเอง ทำให้บางครั้งยอด Engagement ที่สะท้อนกลับมา ไม่ได้วัดว่า คนรับรู้หรือสนใจมากขึ้นจริงหรือไม่ สามารถสร้างผลกระทบที่อยากให้เกิด ณ ปลายทางได้หรือเปล่า ยกตัวอย่าง กลุ่มเรื่องบันเทิงที่มียอด Engagement เล็กน้อย แต่เป็นยอดที่มาจากแฟนคลับที่มีพลังขับเคลื่อนสูงในการสนับสนุนศิลปินดาราที่ตนเองชื่นชอบ ถ้าหยิบมาใช้ให้เป็น ก็จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมาก

บรรณาธิการบริหารไทยรัฐออนไลน์ อรพิณ ยิ่งยงพัฒนา กล่าวว่า การผลิตเนื้อหาสั้น ๆ แบบ Short-form Content ปนด้วยความบันเทิง เป็นวิธีการหนึ่งในการดันยอด Engagement แต่ต้องตระหนักว่า กำลังทำเนื้อหาขึ้นมาโดยมีเป้าหมายอะไร เพราะถ้ามุ่งแค่การนำเสนอเรื่องราวที่สั้นและบันเทิง เนื้อหาสำคัญที่ควรมี จะหายไป สื่อจึงต้องคิดให้หลากหลาย (Diversify) และเท่าทัน (Media Literacy) การใช้งานอย่างถูกจังหวะเวลา เช่น เลือกทำเนื้อหาสั้นเพื่อเข้าถึงผู้ชม เพื่อให้เกิดกระแสความสนใจ ต่อเนื่องด้วยการทำข่าวยาวเชิงลึกแบบ Long-form ซึ่งต้องอาศัยการสนับสนุนทั้งจากผู้ฟัง มีเดียเอเจนซี แบรนด์ หรือแพลตฟอร์ม ให้เกิดการขับเคลื่อนที่ยั่งยืน

แม้ว่า TikTok ได้พัฒนาฟีเจอร์ให้สามารถดาวน์โหลดคลิปวิดีโอที่ยาวเกินกว่า 10 นาทีแล้ว แต่ ชนิดา คล้ายพันธ์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะ TikTok ประเทศไทย เห็นว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้ใช้งานว่าสนใจอยากชมคลิปยาวหรือไม่ ซึ่งประเด็นการขับเคลื่อนทางสังคมเป็นเรื่องต้องใช้เวลา การทำคลิปสั้นเพื่อเรียกความสนใจ แล้วเชื่อมไปหาลิงก์ที่เป็นเนื้อหาฉบับเต็ม น่าจะเป็นทางออกหนึ่งในการแก้ปัญหา

“ฟังดูเหมือนเรากำลังมองหาวิธีจัดการกับความสนใจของคนบนโลกออนไลน์ ท่ามกลางเทคโนโลยีที่ทำให้ทุกอย่างสั้นลงเรื่อย ๆ ทั้งที่ศิลปะในการเปลี่ยนแปลงสังคม หรือการบอกเล่าเรื่องราวสำคัญนั้นยาว” ผู้อำนวยการสถาบัน Change Fusion สุนิตย์ เชรษฐา เห็นว่า การ Call to Action แล้วเกิดผลแค่ครั้งเดียว เช่น บริจาคครั้งเดียว แยกขยะครั้งเดียว ซึ่งเป็นเรื่องดีแต่ไม่เกิดประโยชน์เท่ากับการผลักดันให้เกิดเป็นการเคลื่อนไหวทางสังคม (Social Movement) ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงแบบยั่งยืน จึงควรมีการจัดการร่วมกันตั้งแต่เริ่มต้น อาทิ การกำหนดประเด็น การเชื่อมร้อยประเด็นที่ซับซ้อนกับเรื่องราวที่ต้องเล่ากันยาว การสร้าง Engagement การเลือกใช้สื่อออนไลน์ในการดึงดูดผู้คนอย่างเข้มข้น การจัดการกับประเด็นที่เผยแพร่ผ่านสื่อที่หลากหลาย โดยการปรับเปลี่ยนได้อย่างเหมาะสม

สื่อออนไลน์กับการขับเคลื่อนไม่ให้ประเด็นจมหาย ไม่ไหลไปตามกระแส และสร้างเรื่อง Toxic

ในมุมมอง “การขับเคลื่อนประเด็นไม่ให้จมหาย” รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย คณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง และนักวิชาการกลุ่ม Thai Media Lab ผศ.อภิสิทธิ์ ศุภกิจเจริญ กล่าวว่า ประเด็นขับเคลื่อนในระดับท้องถิ่น ระดับชุมชน บางครั้งเป็นเรื่องเล็ก ๆ เสียจนบางคนไม่รู้ว่ามี ดังนั้น การ “Connect the Dots” ให้เห็นเป็นภาพใหญ่ระดับประเทศ และรวมพลังขับเคลื่อนไปด้วยกัน (We Power) โดยมี “สื่อ” เป็นตัวกลางร่วมกำหนดวาระ หนุนเสริมเนื้อหาให้มีจำนวนมากขึ้น ทั้งยังมีโอกาสเข้าถึงผู้มีอำนาจเปลี่ยนแปลง เช่น ภาครัฐ นักการเมือง รัฐบาล ขณะที่ผู้ใช้ทั่วไปและอินฟลูเอนเซอร์เข้าไม่ถึง ทำให้ประเด็นตั้งต้นโดยสื่อ กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่แข็งแรง ไม่จมหาย และมีแรงขับเคลื่อนสูงขึ้น

ขณะที่ สุนิตย์ เชรษฐา ผู้อำนวยการสถาบัน Change Fusion มองว่า สื่อใหม่ที่เกิดขึ้น ได้เปลี่ยนภาพการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะในอดีตจากที่มีคนคิดและสรุปมาให้และสื่อมีหน้าที่แค่รับไปสื่อสาร มาสู่การเน้นการมีส่วนร่วม เช่น การสื่อสารใน TikTok จนเกิดเป็นกระแสสังคม สามารถดึงความสนใจของประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการหาข้อยุติ หรือข้อตกลงในยโยบายสาธารณะต่าง ๆ

สำหรับ กล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) เห็นว่า ไม่มีประเด็นที่จมหาย เพียงแค่หาไม่เจอเพราะอาจเป็นเรื่องที่เล็กมาก แต่เทคโนโลยีดิจิทัลทำให้มีเครื่องมือสืบค้นข้อมูลและทำให้พบว่า เคยมีคนเคลื่อนไหวในประเด็นเหล่านี้เมื่อหลายปีที่ผ่านมา แต่พลังอาจหายไป จึงต้องกลับไปหาและดึงคนเหล่านั้นมาช่วยขับเคลื่อน ส่วนประเด็นใดที่ทำไปแล้วไม่ค่อยมีคนสนใจ ก็ควรนำกลับมาพิจารณาใหม่

“เนื้อหาที่มีอยู่จำนวนมากมักเป็นคอนเทนต์เชิงปรากฎการณ์ ทุกคนเห็นความสำคัญแต่มักหยุดอยู่แค่นั้น เหมือนจุดพลุแล้วก็หายไป ทำให้บางประเด็นที่มีความสำคัญแต่ทำการขับเคลื่อนได้แค่สร้างการตระหนักรู้ แต่ไม่รู้ว่าจะเดินไปถึงปลายทางด้วยวิธีไหน” อรพิณ ยิ่งยงพัฒนา บรรณาธิการบริหารไทยรัฐออนไลน์ กล่าวและยกตัวอย่างเพิ่มเติมในประเด็นปัญหาแก๊ง Cal Center ซึ่งสังคมเห็นถึงภัยที่มาในรูปแบบต่าง ๆ แต่ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร อีกทั้งเรื่องนี้ไม่ได้เป็นปัญหาระดับปัจเจกบุคคลแต่เป็นภัยระดับภูมิภาคที่ต้องตั้งคำถามกับผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ เช่น ตำรวจ หน่วยงานโทรคมนาคม หรือธนาคาร ซึ่งมีความซับซ้อนและยากในการเล่าเรื่อง

ต่อประเด็น “การสื่อสารเพื่อไม่ให้ไหลไปตามกระแส” ชนิดา คล้ายพันธ์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะ TikTok ประเทศไทย ให้ความเห็นว่า กระแสไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจ แต่เนื้อหาเล็ก ๆ จากกลุ่มคนเล็ก ๆ เป็นสิ่งที่อยากสนับสนุนให้เกิดการรวมพลังกัน เช่น การใช้แฮชแท็กร่วมกันต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง การจัดข้อมูลหรือเนื้อหาให้เป็นกลุ่มก้อนเพื่อดึงคนเข้ามาดู เกิดพลังของกลุ่มที่ใหญ่ขึ้น นอกจากนี้ยังต้องรู้เท่าทันดิจิทัล (Digital Literacy) ซึ่งสิ่งที่ TikTok ทำอยู่ คือ การพัฒนาคุณลักษณะที่ปลอดภัยในการใช้งาน เช่น การร่วมต่อต้านข้อมูลที่ผิดและบิดเบือน หรือแคมเปญ Digital Wellness Hub ที่สอนให้คนรู้จัก “หยุด คิด ตัดสินใจ และลงมือทำ” (Stop, Think, Decide and Act) เพราะ TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่ข้อมูลไหลไปเร็วมาก ๆ หากสามารถหยุดคิดก่อนตัดสินใจแชร์หรือเชื่อ จะเป็นการช่วยแก้ปัญหาได้ทางหนึ่ง

“สิ่งที่เป็นกระแส เป็นไวรัล ก็ต้องปล่อยให้เป็นไป แต่ทำอย่างไรให้เนื้อหาที่เล็กกว่ามีที่ทางของตัวเองด้วย ซี่งสื่อต้องจัดสมดุลให้ดีระหว่างการเอายอด Engagement ไว้เลี้ยงกระแส กับการทำตามหน้าที่ความรับผิดชอบในฐานะสื่อ” อรพิณ กล่าว

สุนิตย์ เสนอ 3 ทางออก (Solutions) ได้แก่ 1) การส่งเสริมเนื้อหาด้านบวก ไม่ว่าจะเป็น Long Form หรือ Short Form ที่มีคุณภาพสูง การให้ทุนสนับสนุนสื่อที่นำเสนอข้อมูลเชิงลึก หรือแนวสืบสวนสอบสวนมากขึ้น 2) การป้องกันกระแสด้านลบ โดยสร้างความร่วมมือระหว่างสื่อมวลชน แพลตฟอร์ม และสื่อบุคคล ในการกำกับดูแลว่าเรื่องใดไม่เหมาะสม ผิดหลักเกณฑ์ที่ชุมชนโลกออนไลน์กำหนด ผิดข้อบังคับของแพลตฟอร์ม โดยไม่เป็นการปิดกั้นหรือคุกคาม และ 3) แบรนด์ที่ให้ทุนต้องแน่ใจว่า ไม่ได้สนับสนุนอินฟลูเอนเซอร์หรือการสื่อสารด้านลบ ที่เป็นภัยต่อชื่อเสียงของแบรนด์ แต่สนับสนุนการสื่อสารประเด็นสังคมร่วมกันของผู้อยู่ในแวดวงหรือในสายงานจริง เพื่อไม่ให้เงินสนับสนุนไหลไปในที่ ๆ ไม่สมควร

กล้า เสนอการทำ Collaboration โดยนำคนที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์มาคุยกัน เพื่อรับทราบข้อมูลและช่วยกันปรับสมดุลของการสื่อสารให้เข้ารูปเข้ารอยกว่าเดิม อาจช่วยให้กระแสถูกเกลี่ยไปในทางที่ถูกต้องมากขึ้น เพราะหลายครั้งที่นำเสนอข้อมูลไปยังผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จะได้รับการตอบกลับมาว่า พวกเขาให้ความสนใจกับการสื่อสารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ โดยไม่รู้ว่าได้ก่อผลเสียตามมา เช่น แบรนด์ต้องการสื่อสารเพื่อเพิ่มยอดขายแต่ทำร้ายสังคม หรือ สังคมเรียกร้องบางสิ่งที่ทำร้ายองค์กร

ตบท้ายด้วย “การรับมือกับ Toxic บนโลกออนไลน์” กล้า แนะว่า “ถ้าฟังแล้ว Toxic ก็ไม่ต้องฟัง” เราฟังความเห็นเพราะต้องการนำมาปรับปรุง แต่ความเห็น Toxic เป็นอารมณ์ล้วน ๆ จึงขึ้นอยู่กับความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ของคนฟังที่จะไม่รับ ไม่คล้อยตาม ไม่รับการบูลลี่ ยกเว้นว่าอยากทะเลาะ เช่นเดียวกับ ผศ.อภิสิทธิ์ ซึ่งเห็นว่า ขอแค่ “รู้เท่าทัน ก็จะไม่มีอารมณ์ร่วม”

ชนิดา ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ TikTok มีฟีเจอร์ตั้งค่าคำที่ไม่ชอบ คำที่เห็นแล้วบาดใจ รวมถึงความเห็นเป็นพิษ ไม่ให้ปรากฏเวลาลงคลิปวิดีโอหรือไลฟ์สตรีม ทั้งเจ้าของบัญชีหรือผู้ชมสามารถกดลบหรือรายงานได้เหมือนกัน ขอเพียงศึกษาเทคนิคต่าง ๆ ของเครื่องมือที่แพลตฟอร์มเตรียมให้และใช้ให้เหมาะสมกับสิ่งที่สื่อออกไป ขณะที่ อรพิณ กล่าวว่า ถ้าความเห็นนั้นเป็นเรื่องระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ ไม่ใช่ไอโอ โดยประสบการณ์แล้ว สามารถพูดคุยให้เกิดความเห็นอกเห็นใจกันได้

ด้าน สุนิตย์ เห็นว่า หากเป็นบุคคลทั่วไป ต้องมีความรู้ความเข้าใจอารมณ์ของตนเอง ส่วนแพลตฟอร์มต้องมีความรับผิดชอบและให้การช่วยเหลือ สำหรับพื้นที่สื่อออนไลน์ที่มีการจัดการ เช่น ในกลุ่ม Facebook กลุ่ม Line ควรกำหนดกติการ่วมกันในการเสนอความเห็นที่ไม่รุนแรง หรือปิดกั้นการมองเห็นความเห็น Toxic หากพบว่าใครไม่ปฏิบัติตาม

เมื่อประเด็นที่มี Engagement สูง มักเป็นเรื่องใกล้ตัว มีส่วนร่วมง่าย ทำอย่างไร? ให้ประเด็นสาธารณะหนัก ๆ เป็นที่สนใจ

ชนิดา กล่าวว่า ตัวเนื้อหาต้องมาก่อน แล้วค่อยมาพัฒนาเรื่อง Engagement ในภายหลัง หากเนื้อหาดีจริง สรุปได้ดี ไม่ว่าอย่างไรก็มี Engagement มีไวรัล เว้นแต่ว่าวิธีการสื่อสารอาจยังไม่โดนใจ ซึ่งก็ต้องย้อนกลับไปยังสิ่งที่ได้กล่าวไว้ คือ ต้องรู้จักตัวเอง รู้จักคนฟัง รู้จักแพลตฟอร์ม แต่ถ้าเนื้อหานั้นเข้าถึงยากมาก ก็สามารถใช้ผู้นำความคิด หรือ KOL (Key Opinion Leader) ที่สอดคล้องกับประเด็นสื่อสาร ในการดึงดูดคนให้สนใจประเด็นหรือทำให้เรื่องราวน่าติดตามมากขึ้นได้ อย่างประเด็นการแก้กฎหมายที่เข้าถึงยาก การใช้ KOL ที่มีแฟนคลับมาก เช่น นางงามหรือดาราที่มีชื่อเสียงมาเล่าเรื่อง เท่ากับเป็นการดึงคนวงนอกที่ไม่เคยสนใจประเด็นเหล่านี้มาก่อน เข้ามามีส่วนร่วมหรือสร้างการตระหนักรู้มากขึ้น

อรพิณ กล่าวว่า “หากคิดแบบใช้การตลาดนำ ก็ต้องใช้ KOL” การเล่าคนเดียวโดยสำนักข่าวเดียว อาจไม่มีพลังมากพอเท่ากับมีหลายคนมาช่วยเล่า ทำให้ข้อมูลมีจำนวนมากขึ้น มีความถี่มากพอในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อเอื้อต่อระบบการค้นหา นอกจากนี้ การขับเคลื่อนเรื่องใดก็ตาม เราต้องใส่โครงสร้าง ใส่ข้อมูลที่เป็นวัตถุดิบ แต่ก็หนีไม่พ้นต้องมีการปลุกเร้าให้คนฟังเกิดความรู้สึกและอารมณ์ร่วม เพราะการให้แต่ข้อมูลมักไม่ค่อยสำเร็จ ขณะที่ สุนิตย์ กล่าวว่า อารมณ์ความรู้สึกเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ มนุษย์มีสมองข้างหนึ่งไว้ใช้ในการคิดวิเคราะห์ แต่ไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสักเท่าไร ต้องมีสมองอีกข้างที่เกี่ยวกับอารมณ์และความคิดสร้างสรรค์ ไว้ประเมินความสำคัญ หรือการให้คุณค่าต่อสิ่งต่าง ๆ ขณะเดียวกัน ได้ย้ำถึงการสร้างความร่วมมืออย่างยั่งยืน ไม่ควรเกิดเป็นช่วง ๆ เป็นจังหวะ ๆ แล้วหายไป

ผศ.อภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องราวที่ประกอบด้วยความรู้สึกและอารมณ์ ทำให้ Engagement สูง แต่อยากให้กำลังใจสื่อว่า ขอให้ผลักดันต่อไปในเรื่องที่แม้ Engagement ต่ำ แต่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์กับสังคม เพราะประเด็นบางเรื่อง เช่น ความเจ็บป่วย หนี้สิ้น คนอ่านเพราะอยากมีความรู้ แต่ไม่อยากแชร์เพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่าป่วย ไม่อยาก Engagement เพราะไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าเป็นหนี้ ถ้าสื่อเข้าใจและพยายามขับเคลื่อนไปเรื่อย ๆ จนสังคมมองเห็นความสำคัญ ทุกอย่างจะดีขึ้น

กล้า กล่าวว่า เมื่อเรื่องใกล้ตัวมีความเฉพาะตัว (Personalize) สูง จึงเข้าถึงคนทุกคนได้ง่าย ขณะที่ประเด็นสาธารณะหนัก ๆ เป็น Single Message ที่เน้นสื่อสารแบบ one size fits all คือ เนื้อหาหนึ่งเดียวใช้ได้กับทุกคน เป็นไปได้ไหมที่จะแตกประเด็นสาธารณะหลักออกเป็นประเด็นย่อยสัก 10-20 เรื่อง แล้วทำให้เป็นเรื่องใกล้ตัว เช่น นำประเด็นสิ่งแวดล้อมมาแตกเป็นประเด็นย่อยที่เน้นส่งผลกับเด็ก พ่อแม่ที่มีลูกก็จะอ่าน หรือ ในบางครั้ง ต้องยอมปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้เหมาะกับคนฟัง โดยนักสื่อสารมวลชนใช้ความคิดสร้างสรรค์ ปรับเรื่องราวที่ยาวและซับซ้อน ในการขับเคลื่อนประเด็นหนัก ๆ ให้เข้าใจได้ในเวลาสั้น ๆ

ท้ายที่สุด มุมมองของวิทยากรส่วนใหญ่ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน หรือ Public Private Partnership (PPP) เป็นสิ่งสำคัญ ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน ภาคเอกชนช่วยผลักดันให้เกิดพลวัต ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง หรือเป็นผู้ให้ทุนสนับสนุน มีแพลตฟอร์มเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทรงพลังในการออกแบบกลยุทธ์การสื่อสารที่โดดเด่น และหลากหลายไปตามแต่ละแพลตฟอร์ม เพื่อให้เป้าหมายหรือพันธกิจมีความคมมากขึ้น เข้าถึงผู้คนทุกกลุ่มในสังคม และเดินไปสู่ปลายทางเดียวกัน คือ การพัฒนาสังคมให้ดีขึ้นและดีต่อไป

ดังที่ สุนิตย์ กล่าวว่า ความร่วมมือที่เกิดขึ้นต้องชัดเจนว่า จะเปิดใจคุยกันอย่างไรและจะวัดผลสำเร็จที่จับต้องได้ด้วยข้อมูลหรือหลักฐานเชิงประจักษ์แบบไหน ที่สำคัญ คือ ต้องมีความเข้าใจลึกซึ้งถึงปัญหา เพราะประเด็นสาธารณะต่าง ๆ นับวันจะมีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น ประเด็นปลาในทะเลไทยสูญพันธุ์ที่ระบุเหตุว่าเพราะคลื่นความร้อน โลกร้อน ทั้งที่ความจริงอีกส่วนหนึ่งมาจากการทำประมงที่ผิดกฏหมาย สะท้อนการเข้าถึงปัญหาที่ไม่ลึกหรือรอบด้านพอ

ดร.ชำนาญ งามมณีอุดม รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อสร้างสรรค์ กล่าวปิดท้ายว่า จากผลการศึกษาและการ
จัดเสวนาครั้งนี้ ทำให้ตระหนักถึงความสำคัญของการสื่อสารออนไลน์ที่มีบทบาทขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมต่าง ๆ ขณะเดียวกัน การแก้ไขประเด็นความเสี่ยงบนโลกออนไลน์ยังเป็นโจทย์ที่ต้องดำเนินการต่อ เช่น อันตรายไซเบอร์ต่อเด็ก ต่อกลุ่มผู้อ่อนไหวที่ใช้งานในโลกออนไลน์ รวมถึงการผลักดันความร่วมมือจากทุกฝ่ายให้เกิดขึ้น อาทิ การทำ MOU ความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย ในการแก้ปัญหาแก๊ง Call Center การรวมพลังอินฟลูเอนเซอร์ โปรซูเมอร์ทั้งหลาย มาร่วมกันผลิตเนื้อหาดี ๆ เพื่อสร้างโลกของสื่อที่ปลอดภัย ทำให้สังคมและประเทศน่าอยู่

จากการศึกษาการสื่อสารออนไลน์ของสังคมไทยในปี 2566 สู่ข้อเสนอเพื่อบทบาทการสื่อสารออนไลน์ในการขับเคลื่อนสังคม

ปัจจุบัน โซเชียลมีเดีย หรือ เครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในวิถีขีวิตของผู้คนยุคดิจิทัล ทั้งยังเป็นช่องทางสื่อสารที่ทรงพลังในการปลุกกระแส การขับเคลื่อนประเด็นต่าง ๆ ในทางธุรกิจ สังคม และการเมือง โดยผู้ส่งสารไม่ได้เป็นองค์กร หน่วยงานรัฐ หรือ สื่อกระแสหลักดั้งเดิมแต่เพียงฝ่ายเดียว ผู้ใช้งานหรือผู้บริโภคข่าวสารทั่วไป รวมถึงอินฟลูเอนเซอร์ก็สามารถผลิตและส่งต่อคอนเทนต์ รวมถึงผลักดันประเด็นทางสังคมที่สนใจ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็ว

Media Alert กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และบริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด (Wisesight)
จึงได้ร่วมกันทำการศึกษาการสื่อสารทางออนไลน์ของสังคมไทยตลอดปี 2566 โดยใช้เครื่องมือ Zocial Eye สำรวจประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดระหว่างเดือนมกราคม – ธันวาคม 2566 ใน 5 แพลตฟอร์มออนไลน์ ได้แก่ Facebook, X (Twitter), Instagram, Youtube และ TikTok เพื่อแสดงให้เห็นถึงลักษณะสำคัญของการสื่อสาร
ในโลกออนไลน์ ทั้งประเด็นการสื่อสาร แพลตฟอร์มที่นิยมใช้งาน และผู้สื่อสาร รวมถึงโอกาสในการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อการขับเคลื่อนทางสังคม

ประเด็นการเมืองนำโด่ง

ผลการสำรวจ “ประเด็นการสื่อสาร” ตลอดทั้งปี จากทั้งหมด 120 ประเด็น (จาก 10 อันดับ Engagement ของแต่ละเดือน)  เมื่อจำแนกตามกลุ่มเนื้อหา พบว่า โลกออนไลน์ให้ความสนใจในประเด็นเนื้อหาการเมืองในสัดส่วนถึงกว่าร้อยละ 58 รองลงมาเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับสื่อ สิ่งบันเทิง 29% ที่เหลือมีสัดส่วนน้อยกว่าร้อยละ 10 เช่น เนื้อหาเกี่ยวกับเทศกาลราว 5% เนื้อหาเกี่ยวกับอาชญากรรมราว 4% ทั้งนี้ จาก 10 อันดับ Engagement ของปี 2566
พบว่า สังคมออนไลน์ให้ความสนใจประเด็นการเมืองมากถึง 9 ใน 10 อันดับ เป็นเพราะปี 2566 ประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์พิเศษ คือ มีการเลือกตั้งทั่วไป และการจัดตั้งรัฐบาล ข้อสังเกตสำคัญคือ ทั้งใน 10 อันดับความสนใจของสื่อออนไลน์ในปี 2566  และในภาพรวม 120 ประเด็น ไม่พบกลุ่มเนื้อหาด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ และอื่น ๆ เช่น
ภัยพิบัติ ศิลปะ วรรณกรรม การท่องเที่ยว
 

เมื่อจำแนกด้วย ”เนื้อหา (Content)” พบว่า เนื้อหาทางการเมืองที่โลกออนไลน์ให้ความสนใจ ได้แก่ ประเด็นการหาเสียงของพรรคการเมืองต่าง ๆ  การจัดตั้งรัฐบาล การได้นายกรัฐมนตรีคนที่ 30  ส่วนกลุ่มเนื้อหา สื่อ สิ่งบันเทิง ส่วนใหญ่เป็นกระแสความนิยมในละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ การประกวดความงาม คอนเสิร์ต กิจกรรมโปรโมตแบรนด์สินค้า ความชื่นชอบเพลง ศิลปิน นักร้อง นักแสดงทั้งไทยและต่างประเทศ กลุ่มเนื้อหาเทศกาล คือ ลอยกระทง ส่วนใหญ่เป็นการโพสต์ภาพงานทั่วไป แต่ก็พบการสื่อสารเพื่อรณรงค์ปัญหามลภาวะทางน้ำเช่นกัน รองลงมา ได้แก่ เทศกาลคริสต์มาสและวันขึ้นปีใหม่ ส่วนความสนใจในกลุ่มเนื้อหาอาชญากรรม ได้แก่ การยิงใส่ฝูงชนในห้างสยามพารากอน เหตุการณ์ยิงตำรวจที่บ้านกำนันนก ลุงพลถูกตัดสินจำคุก 20 ปีจากคดีน้องชมพู่ แต่กลุ่มเนื้อหาอาชญากรรมมีน้อยกว่าเนื้อหาทางการเมือง การบันเทิง เทศกาล ในสัดส่วนค่อนข้างมาก

ความสนใจของสื่อสังคมออนไลน์ยังสัมพันธ์กับช่วงเวลา เช่น กลุ่มเนื้อหาทางการเมืองได้รับความสนใจสูงในช่วงเดือนมีนาคม-สิงหาคม 2566 เนื่องจากอยู่ในระหว่างการหาเสียง การเลือกตั้ง การประกาศผลการเลือกตั้ง การโหวตนายกรัฐมนตรี ไปจนถึงการได้นายกรัฐมนตรี และการจัดตั้งคณะรัฐบาล ในขณะที่กลุ่มเนื้อหาสื่อ สิ่งบันเทิงได้รับความสนใจต่อเนื่องตลอดทั้งปี สูงสุดที่เดือนตุลาคมจากกระแสภาพยนตร์สัปเหร่อ ละครพรหมลิขิต ภาพยนตร์ธี่หยด และคอนเสิร์ตที่เป็นที่นิยม ช่วงปลายปีเป็นกลุ่มเนื้อหาเทศกาลที่ได้รับความสนใจ เช่น ลอยกระทง คริสต์มาส วันขึ้นปีใหม่ ส่วนกลุ่มเนื้อหาอื่น ๆ ได้รับความสนใจปะปนกันตามช่วงที่มีข่าวหรือมีกระแสความนิยม

แพลตฟอร์ม TikTok มาแรง

ผลการศึกษาจำแนกเป็นราย “แพลตฟอร์ม” พบว่า TikTok สร้างยอด Engagement ได้สูงสุด คือ 50% ตามมาด้วย Facebook 23%, X (Twitter)13%, Instagram 11% และ Youtube 3% โดย TikTok สามารถสร้าง Engagement จากการสื่อสารได้ในเกือบทุกกลุ่มเนื้อหา ทั้งในมิติทางสังคม บันเทิง ไลฟ์สไตล์ การตลาด อาจเนื่องจากใช้งานง่าย มีเครื่องมือในการสร้างวิดีโอ และรับชมได้อย่างต่อเนื่อง รองลงมา คือ Facebook เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีผู้ใช้งานในทุกช่วงอายุ รวมทั้งสื่อ สำนักข่าว แบรนด์ กลุ่มองค์กรต่าง ๆ เพื่ออัปเดตสถานการณ์ เพื่อการโปรโมต และเพื่อความบันเทิง ส่วนแพลตฟอร์ม X (Twitter) นอกจากเป็นพื้นที่ของการถกเถียง ค้นหาประเด็น หรือเหตุการณ์ที่สังคมสนใจ ยังเป็นช่องทางติดตามข้อมูล อัปเดตสถานการณ์แบบเรียลไทม์ ผ่านการค้นหาด้วยแฮชแท็กต่าง ๆ เช่น #กราดยิงพารากอน ที่ทำให้รับรู้สถานการณ์ได้แทบจะทันที   Instagram เป็นแพลตฟอร์มที่เน้นการเผยแพร่รูปภาพ คลิปวิดีโอสั้น จึงเป็นช่องทางหลักของศิลปิน ดารา เพื่อเข้าถึงแฟนคลับหรือผู้ติดตาม ขณะที่ผู้ใช้งานทั่วไปใช้แบ่งปันภาพถ่ายในช่วงเทศกาล ปิดท้ายด้วยแพลตฟอร์ม Youtube ซึ่งอยู่ในรูปแบบวิดีโอที่มีการใช้งานแพร่หลาย แม้จะสร้าง Engagement ได้น้อย แต่ยังเป็นช่องทางหลักในการเผยแพร่ข่าว โดยเฉพาะข่าวที่ต้องการเสนอเนื้อหาที่มากขึ้น และเป็นวิดีโอ

ยูสเซอร์ทั่วไปขึ้นแท่นสร้างยอด Engagement สูงสุด

“ผู้ใช้งานทั่วไป” คือ กลุ่มผู้สื่อสารที่สามารถสร้าง Engagement ได้มากสุดถึง 50% หรือ ครึ่งหนึ่งของการสื่อสารออนไลน์ทั้งหมดในปี 2566 รองลงมา คือ สื่อ สำนักข่าว 25% ผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ 23% ภาคการเมือง แบรนด์ และภาครัฐ รวม 2% โดยผู้ใช้งานทั่วไป หมายถึง ประชาชนทั่วไปที่ใช้สื่อออนไลน์ ที่ส่วนใหญ่เป็น TikTok และ X (Twitter) เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวในประเด็นที่สนใจ ทั้งนี้พบในสัดส่วนที่สูงในเกือบทุกกลุ่มเนื้อหา โดยเฉพาะเนื้อหาการเมือง  สื่อ/สิ่งบันเทิง  เทศกาล  กีฬา เทคโนโลยี รวมถึงการขับเคลื่อนทางสังคม

สำหรับผู้สื่อสารในกลุ่มสื่อ สำนักข่าว คือ สื่อมวลชนดั้งเดิม และสื่อออนไลน์ ที่สร้าง Engagement สูงเป็นลำดับสองรองจากกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป แต่สร้าง Engagement สูงสุดในกลุ่มเนื้อหาอาชญากรรมและอุบัติเหตุ ศาสนา/ความเชื่อ คมนาคม แฟชั่น โดยนิยมใช้ Facebook และ Youtube ในการสื่อสาร ขณะเดียวกัน ผู้มีอิทธิพลในสื่อสังคมออนไลน์ เช่น ศิลปิน ดารา นักร้อง นักข่าวที่มีชื่อเสียง มักใช้เฟซบุ๊กและอินสตาแกรมเป็นช่องทางสื่อสาร
ถึงการใช้ชีวิต การท่องเที่ยว การวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม และมักสร้าง
Engagement สูงสุดในกลุ่มเนื้อหาสิ่งแวดล้อม การศึกษา

ส่วนผู้สื่อสารกลุ่มภาคการเมือง ได้แก่ นักการเมือง พรรคการเมือง สามารถสร้าง Engagement สูงในเนื้อหาการเมือง โดยเฉพาะช่วงเดือนเมษายน-สิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาล กลุ่มแบรนด์ต่าง ๆ สามารถสร้าง Engagement ได้สูงในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ส่วนภาครัฐมักใช้ Facebook เพื่อการประชาสัมพันธ์ในประเด็นเกี่ยวกับสัตว์ เทศกาล สิ่งแวดล้อม การเมือง แต่มียอด Engagement น้อยมากเมื่อ
เทียบกับผู้สื่อสารกลุ่มอื่น ๆ

จากภาพรวมผลการศึกษาสรุปได้ว่า สังคมออนไลน์เป็นพื้นที่การสื่อสารในประเด็นที่ผู้สื่อสารกลุ่มต่าง ๆ สนใจ หรือต้องการสื่อสาร ซึ่งสะท้อนผ่านยอด Engagement ที่นับจากยอดการเข้าชม การกดชื่นชอบ กดแบ่งปัน และให้ความเห็น (View-Like-Share-Comment) เป็นการสื่อสารเพื่อความสนุก ความขบขัน เพื่อแสดงความเห็น แสดงความรู้สึกต่อเหตุการณ์ หรือประเด็นต่าง ๆ จนเกิดเป็นกระแสความสนใจร่วม เกิดเป็นเรื่องราวดราม่า หรือ เกิดความขัดแย้งแบ่งข้าง ขณะที่ผู้ใช้โซเชียลบางกลุ่มเลือกเป็นเสียงเงียบ คือ ไม่ตอบโต้ ไม่แลกเปลี่ยนความเห็น เน้นเพียงการเปิดรับเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีบางส่วนเป็นการปั่น หรือจัดทำกระแสความสนใจ โดยกลุ่มผู้สื่อสารทั้งที่ชัดเจนและแอบแฝง ตลอดจนระบบอัลกอริทึม (Algorithm) ของแพลตฟอร์มก็มีส่วนทำให้โลกออนไลน์ไม่สะท้อนความเห็น หรือ ความเป็นจริงของการสื่อสารได้ทั้งหมด ดังนั้น หากผู้ใช้สื่อทั่วไป ผนวกกับสื่อมวลชน อินฟลูเอนเซอร์ ผู้สื่อสารกลุ่มอื่น ๆ ร่วมกันทำการสื่อสารเพื่อสร้างความสนใจ เพื่อการแลกเปลี่ยนถกแถลง เพื่อการมีส่วนร่วมในวาระหรือประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อส่วนรวม การสื่อสารออนไลน์ก็จะเป็นพื้นที่สาธารณะในการร่วมกันหาทางออกอย่างสร้างสรรค์ให้สังคมไทย

5 ทรรศนะต่อผลการศึกษาและข้อเสนอสู่การขับเคลื่อนเพื่อประโยชน์สังคม

การสัมมนาประจำปี Media Alert กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เมื่อ 28 มีนาคม 2567 นอกจาก
เผยแพร่ผล
การศึกษาการสื่อสารออนไลน์ของสังคมไทยในปี 66 แล้ว ยังระดมความเห็นต่อผลการศึกษาและต่อประเด็น “ทำอย่างไร? การสื่อสารออนไลน์จึงมีบทบาทในการขับเคลื่อนทางสังคม” โดย 5 ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูล สื่อมวลชน แพลตฟอร์ม นักขับเคลื่อนทางสังคม และนักวิชาการ

กล้า ตั้งสุวรรณ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า รายงานการศึกษาฉบับนี้ถือเป็นการนำเสนอข้อมูลเชิงประจักษ์ ที่ไม่ใช่การให้ความเห็น สามารถใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงที่นำไปต่อยอดได้ อาทิ ความเชื่อเดิมที่ว่า ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียส่วนใหญ่เป็นเด็กวัยรุ่น นักเรียนนักศึกษา ที่ไม่ค่อยสนใจการเมือง แต่งานชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่า ทุกคนสนใจการเมือง รับรู้ถึงความสำคัญ เพียงแต่เป็นการให้ความสำคัญต่อบางเรื่อง บางสถานการณ์ เช่น สถานการณ์เลือกตั้งทั่วไปในปีที่แล้ว ขณะเดียวกัน ยังสะท้อนลักษณะการสื่อสารในบริบทที่ต่างจากเดิม เช่น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียบนโลกออนไลน์ที่มีมากขึ้น แพลตฟอร์มการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลง จากรูปแบบการทำงานเดิม เช่น สถานีโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ มาเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์สากล ทำให้การใช้งานเดิมที่ถูกกำกับดูแลโดยรัฐ ต้องหันมายึดตามกติกาของแต่ละแพลตฟอร์ม ความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างสื่อที่ไม่ได้อยู่ในรูปองค์กรขนาดใหญ่ แต่ผู้ชมหรือผู้ใช้งานทั่วไปก็สามารถเป็นสื่อได้ รวมถึงประสิทธิผลของการสื่อสารที่ไม่ได้วัดแค่การสร้างการรับรู้ แต่วัดด้วยยอด Engagement

“การเก็บข้อมูลจากยอดไลค์ ยอดวิว ยอดแชร์ และยอดคอมเมนต์ ที่เรียกรวมว่า Engagement ทำให้เรามองเห็นผลกระทบบางอย่าง และต่อยอดไปยังผลกระทบอื่นได้อีก เช่น เกิดพฤติกรรมการซื้อสินค้าหรือไม่ ก่อให้เกิดการรวมตัวทำกิจกรรมร่วมกันหรือเปล่า หรือเกิดความร่วมมือมากขึ้นหรือไม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการอธิบายว่า สังคมกำลังขับเคลื่อนไปทางไหน”

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด สรุปทิ้งท้ายว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าจะเป็นตัวสื่อ แพลตฟอร์ม ภาครัฐ อินฟลูเอนเซอร์ หรือประชาชนทั่วไป หากมองการสื่อสารบนโลกออนไลน์อย่างมีเป้าหมายเดียวกัน คือ ต้องการขับเคลื่อนสังคมไปในทางที่ดีขึ้น ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย หรือหักล้างกันเอง มุ่งสร้างให้เกิดความมีเสถียรภาพ และสันติสุขในสังคม แล้วหันมาจับมือเป็นพันธมิตรและร่วมเดินไปในแนวทางเดียวกัน การสื่อสารออนไลน์ก็จะเป็นแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลังต่อสังคม ต่อเศรษฐกิจ และต่อประเทศในอนาคต

ชนิดา คล้ายพันธ์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะ TikTok ประเทศไทย ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่มียอด Engagement สูงสุด ในการศึกษาครั้งนี้  กล่าวว่า อีโคซิสเท็ม (ecosystem)ของ TikTok เป็นแพลตฟอร์มเพื่อการสันทนาการ (Entertainment Platform) ที่ขับเคลื่อนด้วยเนื้อหาแบบออร์แกนิค (organic) ด้วยตัวผู้ใช้งาน ครีเอเตอร์ และแบรนด์ ซึ่งมีบทบาทเป็นผู้สร้างคอนเทนต์ (User-Generated Content)  TikTok จึงไม่ใช่แพลตฟอร์มที่เสนอข่าวด่วน ข่าวประจำวัน แต่เป็นแพลตฟอร์มที่ต่อเนื่องกับความสนใจในชีวิตประจำวันของผู้ใช้งาน ดังนั้น เมื่อเกิดเรื่องราวหรือเหตุการณ์สำคัญ ก็จะสะท้อนความสนใจผ่านการโพสต์ การเข้ามารับชมต่าง ๆ ซึ่ง ณ ปัจจุบัน ผู้ใช้งาน TikTok ทั่วโลกมีประมาณ 1 พันล้านคน ส่วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีผู้ใช้งานประมาณ 325 ล้านคน

ผลการศึกษานี้ได้สะท้อนภาพที่นำไปสู่การปรับปรุงแพลตฟอร์มในมิติ “ทำอย่างไรให้ TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่ปลอดภัย และเป็นที่น่าเชื่อถือแก่สังคมมากขึ้น” ซึ่งเป็นนโยบายของ TikTok อยู่แล้ว ยกตัวอย่าง จากผลการศึกษาที่เนื้อหาการเมืองติดอันดับหนึ่งที่คนให้ความสนใจสูงนั้น TikTok มีนโยบาย “GPPPA Policy” (Government Politician and Political Party Account)  ในการควบคุมบัญชีผู้ใช้งานที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ด้วยนโยบายไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาทางการเมืองบนแพลตฟอร์ม เพื่อรักษาความเป็นออร์แกนิคของเนื้อหาที่นำเสนอโดยผู้ใช้งาน แนวทาง “TikTok for Good” การแชร์ผลกระทบด้านบวกให้กับสังคม เช่น การดูแลสิ่งแวดล้อม การพัฒนาสังคมไทย ในประเด็นเนื้อหาการแยกขยะ เทศกาลต่าง ๆ ไปจนถึง “Call for Action” ให้เกิดการปฏิบัติทางใดทางหนึ่ง “แฮชแท็ก #booktok” วิดีโอในการแนะนำหรือรีวิว (review) หนังสือที่มีมากกว่า 29 ล้านคลิปวิดีโอทั่วโลก ในประเทศไทยน่าจะมีราว 4-5 แสนคลิปวิดีโอ และมียอดรับชมมากกว่า 186 ล้านครั้ง  “แฮชแท็ก #ติ๊กต็อกสอนให้รู้ว่า หรือ #tiktokuni” ศูนย์รวมวิดีโอความรู้ขนาดสั้น ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับสุขภาพ วรรณกรรม ข้อแนะนำหรือเคล็ดลับในสาขาวิชาต่าง ๆ ซึ่งอาจไม่ได้ปรากฎในงานการศึกษานี้มากนัก แต่มีอยู่มากบนแพลตฟอร์ม และยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็ต้องมีการกำกับดูแลไม่ให้เกิดการแชร์ข้อมูลผิด ๆ ออกไป

“TikTok พยายามเปิดเนื้อหาให้กับผู้ใช้งานทุกกลุ่ม เพราะเราพร้อมสนับสนุนความหลากหลาย และยอมรับในความแตกต่าง (Diversity and Inclusion) ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย กลุ่มคนพิการ กลุ่มเด็กและสตรี ที่ต้องการให้เนื้อหาของพวกเขาปรากฎในหน้าฟีดของเรา เพราะเราอยากให้กลุ่มผู้ใช้งานเหล่านี้มีพลัง มีพื้นที่ในการแชร์สิ่งที่สนใจหรือที่คิดว่าสำคัญไปสู่สังคม

หัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะ TikTok ประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้แพลตฟอร์มในการขับเคลื่อนสังคม ถือเป็นภาระหน้าที่ที่ TikTok ทำอยู่ รวมถึงการตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบต่อการใช้แพลตฟอร์มต่อสังคม แน่นอนว่าแพลตฟอร์มมีหน้าที่ต้องสร้างคุณลักษณะการทำงานที่ทำให้ผู้ใช้ปลอดภัย มี Check & Balance ในการตรวจสอบและถ่วงดุล รวมถึงความรับผิดชอบที่ผู้ใช้งานแพลตฟอร์มพึงมี เพื่อให้การสื่อสารออนไลน์ในสังคมเป็นไปในเชิงบวก ไม่ทำร้ายกัน รวมถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบก็ต้องสร้างสมดุลระหว่างการกำกับดูแล กับ เสรีภาพในการสื่อสารที่สร้างผลกระทบที่ดีให้กับสังคม

ในมุมมองของคนทำงานสื่อ อรพิณ ยิ่งยงพัฒนา บรรณาธิการบริหารไทยรัฐออนไลน์ ให้ข้อสังเกตต่อรายงานการศึกษาที่วัดผลจากยอด Engagement ว่า อาจบอกหรือไม่บอกอะไรกับสังคมได้เหมือนกัน จริงอยู่ที่ยอด Engagement เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่บอกว่า คนที่เรากำลังสื่อสารด้วยกำลังสนใจหรือติดตามอะไรอยู่ และเป็นสิ่งที่ให้กำลังใจกับคนทำงาน เมื่อผลงานได้รับความชื่นชอบ แต่ในทางกลับกัน ยอด Engagement ไม่สูงหรือมีน้อย
ก็ไม่ได้แปลว่า งานชิ้นนั้นไม่มีความหมาย

“เนื้อหาที่คนนิยมชมชอบมักเป็นสิ่งที่คนอ่านหรือเห็นแล้วเกิดทัศนคติ (Attitude) บางอย่าง เช่น ติดตามแล้วรู้สึกสนุก ตื่นเต้น ลุ้นไปกับสถานการณ์ อยากแสดงออกว่าเขาสนใจเรื่องนี้และอยากบอกต่อ จึงไม่แปลกที่ในปี 2566 ประเด็นการเมืองถึงเพิ่มขึ้นสูง ขณะที่เนื้อหาจำนวนหนึ่งซึ่งคนสนใจก็จริง แต่ต้องการแค่เสพ ไม่ได้มีทัศนคติต่อเนื้อหานั้น ๆ  หรือมีแต่ไม่ต้องการแสดงออก เช่น เนื้อหาที่หนักหรือเครียด เนื้อหาที่แตะประเด็นความขัดแย้งมาก ๆ ดราม่ามาก ๆ หรือเป็นเนื้อหาที่สนใจแต่ไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ เช่น ดูดวง ซึ่งมี  Engagement ซ่อนอยู่ ทำให้จำนวนความสนใจข้อมูลที่เห็นผ่านสื่ออาจกลายเป็นภาพลวงตาได้เช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม เมื่อยอด Engagement เป็นเสมือนกำลังใจในการทำงาน คนทำงานสื่อจึงต้องการทำงานเพื่อให้ได้งานที่เป็นไวรัล (Viral) ยิ่งมียอดแชร์ออกไปมากเท่าไร ยิ่งทำให้เกิดการขยายวงของการพบเห็นออกไปได้มาก แต่
ก็ต้องไม่ลืมว่า “กำลังอยู่ในระบบปลาใหญ่กินปลาเล็กของอัลกอริทึมในแต่ละแพลตฟอร์ม” หมายความว่า การอัปเดตเนื้อหาขึ้นสู่แพลตฟอร์มหนึ่ง เช่น 
20 ฟีดต่อวัน  50 ฟีดต่อวัน  สุดท้ายจะมีเนื้อหาที่ชนะตัวเองอยู่ไม่มาก ส่วนเนื้อหารองลงมาซึ่งเปรียบเสมือนปลาเล็กจะสูญหายไปจากสายตาผู้อ่านหรือผู้ชม เท่ากับเป็นการทำงานที่ฆ่ากันเองในแบบหนึ่งเหมือนกัน ทำให้หลายครั้งที่มีเรื่องสำคัญเกิดขึ้น สื่อมักถูกตั้งคำถามโดยชาวเน็ตว่า เรื่องสำคัญแบบนี้ ทำไมสื่อไม่นำเสนอ ซึ่งสื่อเล่นแทบจะทุกเรื่องทุกประเด็นอยู่แล้ว แต่โดนระบบของเนื้อหาที่เป็นไวรัลกลบไปจนหมด ดังนั้น ผู้เสพหรือผู้ใช้สื่อออนไลน์จึงควรมองให้ลึกกว่ายอดภูเขาน้ำแข็งที่เห็นผ่านคะแนน Engagement รวมถึงต้องเข้าใจว่า เนื้อหาที่ดีต้องการการสนับสนุนจากผู้คนจำนวนมากในหลายมิติ ทั้งให้เวลา ให้โอกาส และการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนเรื่องเวลา เพื่อให้คนทำงานมีเวลาทำงาน แต่สิ่งที่เห็นตอนนี้ถือว่าเป็นปลายน้ำมาก ๆ คือ แต่ละแพลตฟอร์มต้องการเนื้อหาที่สั้น กระชับ รวดเร็ว แต่ไม่ได้เห็นกระบวนการต้นน้ำของเนื้อหานั้น ๆ

บรรณาธิการบริหารไทยรัฐออนไลน์ กล่าวต่อว่า คนทำงานสื่อยุคนี้มีหน้าที่หลายอย่าง ต้องเข้าถึงคนจำนวนมาก
ให้ได้ ขณะเดียวกันก็ต้องผลิตเนื้อหาที่สำคัญและเป็นประโยชน์สาธารณะด้วย บางทีอาจต้องแบ่งเวลามาคิดถึงปลาเล็ก ๆ เหล่านี้ เพื่อไม่ให้เนื้อหาจำนวนหนึ่งหายไป คนทำงานสื่อออนไลน์จึงต้องจับทิศทางให้ถูกในการผลักดันและจัดสมดุลเนื้อหาต่าง ๆ ให้ดี อีกทั้งการทำงานบนแพลตฟอร์มที่หลากหลาย ซึ่งมีโครงสร้างที่ไม่เหมือนกัน มีวิธีการทำงานที่ต้องการให้สื่อหรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ผลิตเนื้อหาที่แตกต่างกันไป เช่น  TikTok ต้องมาแนวคลิปสั้น มีคนขึ้นมาเล่า  ส่วน Facebook ในช่วงปีที่ผ่านมา มีการนำเสนอเนื้อหาที่หลากหลาย บางช่วงต้องการให้เป็นคลิปวิดีโอความยาวขนาดกลาง บางช่วงต้องการให้แปะลิงก์ บางช่วงต้องการให้แปะภาพ หรือ ทำเป็นสเตตัสโพสต์ จึงอยู่ที่ว่าคนทำงานปรับตัวได้ทันหรือไม่ หากปรับตัวทัน สิ่งที่ต้องการสื่อสารก็จะไปถึงคนได้ไกลมากขึ้น

“สำหรับสื่อมืออาชีพ อาจต้องคิดเรื่องการสร้างความหลากหลายจากหลาย ๆ แง่มุม ทั้งในมุมของการสร้างกลไกการหารายได้จากการใช้งานแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่ไม่ควรผูกติดกับแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง เพื่อรักษาความยั่งยืนและทำงานต่อไปได้ยาว ๆ  รวมถึงไม่นำความนิยมในเนื้อหาไปผูกติดกับยอด Engagement อยู่ตลอดเวลา ต้องตระหนักเสมอว่า เราอยู่ในโลกของปลาใหญ่กินปลาเล็ก การผลิตเนื้อหาแต่ละอย่างจึงต้องมีทั้งกระบวนการทำงานที่สั้นเพื่อรีบเข้าถึงคนจำนวนมาก แต่ก็ไม่ละทิ้งการทำงานที่ต้องใช้เวลาและลงทุนกับผู้คน
เพื่อนำเสนอเรื่องราวเชิงลึก หรือบทวิเคราะห์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เสพสื่อเช่นกัน” 

สุนิตย์ เชรษฐา ผู้อำนวยการสถาบัน Change Fusion กล่าวเสริมประเด็นที่สามารถต่อยอดจากรายงานการศึกษา ในเชิงการใช้งานสื่อออนไลน์อย่างปลอดภัย นั่นคือ การทำ “Evidence-based monitoring” หรือการติดตามข้อมูลอย่างมีหลักฐานยืนยันจริง เพื่อให้เกิดประสิทธิผลต่อสังคมมากขึ้น เช่น นำแนวทางการเก็บข้อมูล
ไปขยายผลต่อในการติดตามประเด็นข่าวลวง ข้อมูลที่ไม่เป็นจริง หรือเกิดผลลบมาก ๆ ซึ่งกำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อเอไอ (
AI-Artificial Intelligence) กำลังก้าวไปอีกขั้นที่เรียกว่า Generative AI  ที่สามารถสร้างข่าวหรือเรื่องราวหลอกลวง จริงปนลวง การเลียนแบบภาพ/เสียง ที่ทำได้ง่าย รวดเร็ว กระจายได้มหาศาล และติดตามได้ยาก ในยุโรปเองกำลังนำกฎหมายเกี่ยวกับการตรวจสอบข้อมูลข่าวลวงเข้าสภา มีการทำงานระหว่าง เครือข่ายแพลตฟอร์ม เครือข่ายนักวิชาการ เครือข่ายนักวิจัย ในการสร้างกระบวนการติดตามตรวจสอบข้อมูลข่าวลวงบนแพลตฟอร์ม อาทิ แพลตฟอร์มใดสามารถพบข่าวลวงได้ง่ายกว่าและมียอด Engagement ต่อข่าวลวงที่มากกว่าแพลตฟอร์มอื่น แพลตฟอร์มใดมีสัดส่วนของ Bad Actor หรือกลุ่มที่ตั้งใจเข้ามาสร้างเรื่องหลอกลวงมากกว่าแพลตฟอร์มอื่น ๆ เป็นต้น

“การสร้าง Code of Practice หรือ หลักปฏิบัติในการตรวจสอบ จะทำให้เราสามารถวิเคราะห์ข้อมูล ติดตามข้อมูล และส่งผลกลับไปยังแพลตฟอร์ม สื่อมวลชน นักวิชาการ หรือกรรมาธิการที่กำกับดูแลเรื่องเหล่านี้อยู่ ซึ่งเข้าใจว่าไทยเองมีคณะกรรมาธิการที่กำกับเรื่องเอไออยู่”

ตัวอย่างข่าวอาชญากรรมซึ่งตามผลการศึกษาพบว่า ประชาชนสนใจจำนวนมาก ทำอย่างไรจะมีการติดตามการสื่อสารที่มีแนวโน้มเสี่ยงสูง เกิดการกระจายพฤติกรรมหรือความเสี่ยงที่ไม่เหมาะสม เช่น พฤติกรรมความรุนแรง
ที่นำเสนอในรูปแบบคลิปวิวิดีโอ แม้มีการเบลอใบหน้าแต่ยังเห็นพฤติกรรมชัดเจน ทั้งที่เผยแพร่โดยผู้ใช้งานทั่วไปและแพลตฟอร์มสื่อสารของสำนักข่าวเอง พฤติกรรมการสื่อสารด้วยข้อความที่ส่งต่อความเกลียดชัง รวมทั้งเรื่องเพศที่กระจายในกลุ่มต่าง ๆ ผ่านแพลตฟอร์มการพูดคุย (Chat Platform) เป็นต้น หากกลไกการติดตามเกิดขึ้นได้จริง เกิดมีความร่วมมือทางวิชาการที่แข็งแรง มีการเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ส่งกลับไปที่แพลตฟอร์ม หรือเครือข่ายสำนักข่าวต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการจัดการแก้ไขได้รวดเร็ว ส่วนพื้นที่ ๆ ไม่สามารถเก็บข้อมูลได้ง่าย เช่น
ในกลุ่มไลน์ หรือ การแชร์ข้อมูลในกลุ่มปิด อาจต้องขอความร่วมมือจากแชตแพลตฟอร์มต่าง ๆ ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อไปจัดการกับเนื้อหาเหล่านั้น รวมถึงให้ความรู้กับสังคมให้เข้าใจถึงความเสี่ยง สุดท้าย คือ บทบาทของหน่วยงานกำกับดูแล (
Regulator) ที่อาจคาดหวังได้ยากสักหน่อย แต่หากทำได้ดี หรือสามารถขอความร่วมมือกับแบรนด์ที่คำนึงถึงความยั่งยืน (Brand Sustainability) ในการไม่สนับสนุนเนื้อหาบนสื่อออนไลน์ที่ก่อความเสี่ยงต่อสังคมหรือต่อชื่อเสียงของแบรนด์เอง ก็จะเป็นทางออกหนึ่งของการแก้ปัญหาได้   

ปิดท้ายด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์อภิสิทธิ์ ศุภกิจเจริญ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย คณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง และนักวิชาการกลุ่ม Thai Media Lab ได้ขยายความเพิ่มเติมต่อผลการศึกษาครั้งนี้
โดยจัดกลุ่มข้อมูลตามประเภทแพลตฟอร์มและเนื้อหาที่สนใจ และพบว่า TikTok มียอด Engagement สูงสุดใน 6 กลุ่มเนื้อหา ได้แก่ เทคโนโลยี การเมือง เทศกาล สิ่งแวดล้อม อาชญากรรม และ สื่อ/สื่อบันเทิง  Facebook มียอด Engagement สูงสุดใน 6 กลุ่มเนื้อหา ได้แก่ แฟชั่น สัตว์เลี้ยง/สัตว์ทั่วไป คมนาคม การศึกษา ศาสนา/ความเชื่อ และกีฬา  Instagram มียอด  Engagement สูงสุดในเนื้อหาการขับเคลื่อนสังคม ส่วน Youtube เป็นแพลตฟอร์มที่มียอด  Engagement ต่ำสุดระดับหลักหน่วย แต่มีผู้ใช้งานอยู่เป็นประจำ (Active User) ในจำนวนที่สูง และเมื่อจำแนกเฉพาะเนื้อหาตามยอด Engagement พบว่า ผู้ใช้งานทั่วไปมี  Engagement สูงสุดใน 6 กลุ่มเนื้อหา ได้แก่  สื่อ/สื่อบันเทิง เทศกาล เทคโนโลยี การขับเคลื่อนทางสังคม การเมือง และกีฬา ขณะที่อินฟลูเอนเซอร์สนใจเนื้อหา 2 กลุ่ม ได้แก่  การศึกษา สิ่งแวดล้อม ส่วน สื่อ/สำนักข่าว สนใจ 5 กลุ่มเนื้อหา ได้แก่ คมนาคม ศาสนา/ความเชื่อ อาชญากรรม แฟชั่น และสัตว์เลี้ยง/สัตว์ทั่วไป

            ข้อมูลข้างต้นสะท้อนถึง 3 ประเด็นสำคัญให้พิจารณา ประเด็นแรก “ความเป็น Nitch” คนเลือกเข้าถึงเนื้อหาตามความสนใจเฉพาะตัวมาก ๆ จึงขึ้นอยู่กับว่าเป็นสิ่งที่อยากปฏิสัมพันธ์หรือไม่ ประเด็นที่สอง “Entry Point” สิ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นในการมีส่วนร่วมต่อเรื่องราวต่าง ๆ เช่น การสร้าง Engagement ในประเด็นต่าง ๆ จะมีความเป็นสาธารณะในการมองเห็น ทำให้ผู้ใช้งานบางคนบางกลุ่มเลือกที่จะเป็น Passive User ที่เน้นการเปิดรับอย่างเดียว แต่ไม่ต้องการแสดงออกให้สาธารณะรับรู้  ซึ่งเป็นส่วนที่เราจะไม่มีทางเห็นยอด Engagement เลย อย่างเรื่องเกี่ยวกับการแก้หนี้ หรือการดูดวง ประเด็นที่สาม คือ “ความสนใจในเนื้อหาที่ไม่ต้องเห็นตรงกัน” ระหว่างผู้ใช้งานทั่วไป อินฟลูเอนเซอร์ และสื่อมวลชน เช่น บางประเด็นที่สื่ออยากขับเคลื่อนเพื่อสร้าง Engagement ให้สูง เช่น อาชญากรรม ศาสนา/ความเชื่อ ซึ่งสูงกว่าความสนใจของอินฟลูเอนเซอร์และผู้ใช้งานทั่วไป ทำให้อาจแปลความได้ว่า สื่อสนใจ แต่อินฟลูเอนเซอร์กับผู้ใช้งานทั่วไปไม่สนใจ ยอด Engagement ต่อเรื่องนั้น ๆ จึงต่ำ

            “ยกตัวอย่าง เนื้อหาด้านเทคโนโลยี ซึ่งปรากฏข้อมูลว่า สื่อ สำนักข่าวให้ความสนใจราว 2% แต่อินฟลูเอนเซอร์และผู้ใช้งานทั่วไปกลับให้ความสนใจถึง 46% และ 50% ตามลำดับ ซึ่งอาจหมายถึง การให้ความสนใจในผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีการสื่อสารใหม่ ๆ ดังนั้น หากสื่อต้องการผลิตเนื้อหาที่อยากให้คนเข้ามามีส่วนร่วมมาก ๆ  มีEngagement มาก ๆ อาจต้องพิจารณาเพิ่มเติมในประเด็นที่ผู้ใช้งานทั่วไปหรืออินฟลูเอนเซอร์สนใจ นอกเหนือจากประเด็นที่สื่อประเมินเองว่า น่าสนใจ” ผู้ช่วยศาสตราจารย์อภิสิทธิ์ กล่าวสรุป

ทั้งหมดนี้คือสาระสำคัญจากงานการศึกษาเรื่อง “การสื่อสารออนไลน์ของสังคมไทยในปี 2566” กับข้อเสนอเพื่อบทบาทการสื่อสารออนไลน์ในการขับเคลื่อนสังคม ที่กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ถือเป็นภารกิจหนึ่งที่ต้องให้ความสนใจมีส่วนร่วมดำเนินการ

เมื่อรายการเด็กหายไปจากหน้าจอโทรทัศน์ !!! สังคมควรทำอย่างไร ?

เมื่อรายการเด็กหายไปจากหน้าจอโทรทัศน์ !!! สังคมควรทำอย่างไร ?
Media Alert กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สำรวจผังทีวีดิจิทัลทุกช่องในเดือนมีนาคม 67 ไม่พบรายการประเภท ป และ ด แต่พบรายการที่เข้าข่ายรายการสำหรับเด็ก โดยรวมทุกช่อง 5,668 นาที/สัปดาห์ หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.68 ต่อสัปดาห์ เพิ่มขึ้นจากผลการสำรวจเดือน ม.ค. ปี 66 ที่ร้อยละ 1.5 ต่อสัปดาห์

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อสำรวจสัดส่วนรายการโทรทัศน์ที่มีเนื้อหาเหมาะสำหรับเด็กปฐมวัย (3-5 ปี) หรือประเภท ป และสำหรับเด็กวัยเรียน (6-12 ปี) หรือประเภท ด จากผังรายการทีวีดิจิทัลเดือนมีนาคม 67 ของ 21 ช่อง
  2. เพื่อวิเคราะห์และจัดทำข้อเสนอต่อปัญหารายการเด็กหายไปจากหน้าจอโทรทัศน์

วิธีการ
สำรวจผังรายการทีวีดิจิทัล 21 สถานี ของเดือนมีนาคม 2567 ในช่วง 1 สัปดาห์ คือ ระหว่างวันที่ 18-24มีนาคม 67

 เกณฑ์การสำรวจ

  1. เกณฑ์การจัดระดับความเหมาะสมของรายการ*

รายการสำหรับเด็กปฐมวัย (ป) หมายถึง รายการที่ผลิตขึ้นสำหรับผู้ชมวัย 3-5 ปี

รายการสำหรับเด็ก (ด)  หมายถึง รายการที่ผลิตขึ้นสำหรับผู้ชมวัย 6-12 ปี

รายการที่เหมาะสำหรับผู้ชมทุกวัย (ท) หมายถึง รายการทั่วไป สามารถรับชมได้ทุกวัย

*อ้างอิงจากภาคผนวก ก ในประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์การจัดทำผังรายการสำหรับการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ พ.ศ 2556

 

  1. เกณฑ์การพิจารณารายการที่เข้าข่ายรายการสำหรับเด็กทั้งระดับ ป และ ด ในการศึกษาครั้งนี้* คือ รายการ ทั้งที่แสดงหรือไม่แสดงระดับความเหมาะสม หรือแสดงเป็น ท ที่มีลักษณะสำคัญ 5 ประการ ในข้อใดข้อหนึ่ง หรือหลายข้อ หรือทุกข้อ ดังนี้

1) มีชื่อรายการที่สื่อถึงเนื้อหาและกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็ก เช่น จิ๋วซ่านักประดิษฐ์ เป็นต้น

2) มีเรื่องย่อ คำอธิบายรายการ หรือเนื้อหาที่ระบุถึง หรือมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็ก

3) มีตัวละคร ผู้ร่วมรายการ ผู้ดำเนินรายการหลักที่เป็นเด็ก หรืออาจเป็นนักเรียน ครู ผู้ปกครอง และมีการสื่อสารที่มุ่งถึงกลุ่มเด็ก

4) มีรูปแบบการนำเสนอที่ดึงดูดความสนใจกลุ่มเป้าหมายเด็ก เช่น การ์ตูน อนิเมชั่น หุ่นเชิด เป็นต้น

5) ผู้สนับสนุนรายการหลักเป็นสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้องกับเด็ก หรือมีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็ก เช่น ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่มนม ของเล่น ฯลฯ

*พัฒนาจากการศึกษาเรื่อง “รายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก” โดยมีเดียมอนิเตอร์ (มกราคม 2549) และ จากการสำรวจรายการที่เป็นหน่วยศึกษา ในการศึกษาครั้งนี้

 

  1. ช่วงเวลารายการสำหรับเด็ก หมายถึง ช่วงเวลา 16.00 – 18.00 น. ของทุกวัน และช่วงเวลา 07.00 – 09.00 น. ในวันเสาร์และวันอาทิตย์

รายการสำหรับเด็กที่พบ ในภาพรวม

– ไม่พบการระบุระดับความเหมาะสมประเภท ด และ ป ในผังรายการทีวีดิจิทัล มีนาคม 2567 ทั้ง 21 ช่องที่สำรวจ

พบรายการที่มีเนื้อหาเข้าข่ายรายการสำหรับเด็กตามเกณฑ์ที่กำหนด* จำนวน 81 รายการ รวม 5,668 นาที/สัปดาห์  หรือมีสัดส่วนเวลาออกอากาศรวมจากทุกสถานีที่ศึกษา ที่ประมาณร้อยละ 2.68  ต่อสัปดาห์ โดยในจำนวน 81 รายการ  แบ่งเป็น 1) รายการที่ไม่ระบุระดับ จำนวน 62 รายการ (2,765 นาที/สัปดาห์ หรือประมาณร้อยละ 1.31)  โดยส่วนใหญ่เป็นรายการจากช่อง ALTV จำนวน 51 รายการ และช่องบริการสาธารณะอื่นๆ เช่น โทรทัศน์รัฐสภา เป็นต้น  2) รายการที่ระบุระดับ ท จำนวน 19 รายการ (2,903 นาที/สัปดาห์ หรือประมาณร้อยละ 1.37) โดยส่วนใหญ่เป็นรายการจากช่องบริการธุรกิจเกือบทุกช่องที่สำรวจพบ และพบบ้างในช่องบริการสาธารณะ เช่น NBT, ททบ. 5 และโทรทัศน์รัฐสภา 

จากรายการที่มีเนื้อหาเข้าข่ายรายการสำหรับเด็กตามเกณฑ์ที่กำหนด* จำนวน 81 รายการ พบว่า เป็นรายการที่ออกอากาศในช่วงเวลาสำหรับเด็ก หรือระหว่างช่วง 16.00 – 18.00 น. ของทุกวัน และช่วง 07.00 – 09.00 น. ในวันเสาร์และวันอาทิตย์ รวมจำนวน 45 รายการ แบ่งเป็น 1) รายการที่ออกอากาศช่วง 16.00 – 18.00 น. ของทุกวัน จำนวน 18 รายการ 2) รายการที่ออกอากาศช่วง 07.00 – 09.00 น. ในวันเสาร์และวันอาทิตย์ จำนวน 21 รายการ และ 3) รายการที่ออกอากาศทั้งสองช่วง จำนวน 6 รายการ

 เปรียบเทียบจำนวนรายการที่เข้าข่ายรายการสำหรับเด็กรายช่องและประเภทใบอนุญาต

– ช่องที่มีรายการที่มีเนื้อหาเข้าข่ายรายการสำหรับเด็กตามเกณฑ์ที่กำหนดมากที่สุด คือ ALTV พบ 51 รายการ รองลงมาคือช่องโทรทัศน์รัฐสภา พบ 7 รายการ ช่อง True4U พบ 4 รายการ ช่อง NBT ช่อง MCOT HDพบช่องละ 3 รายการ ช่อง ททบ5 ช่อง 3HD ช่อง TNN24 พบช่องละ 2 รายการ ที่เหลือพบว่ามีช่องละ 1 รายการ   ในขณะที่ช่อง Amarin TV  ช่อง PPTV HD ช่อง 8  ช่อง Nation และช่อง JKN18 ไม่พบว่ามีรายการที่มีเนื้อหาตามเกณฑ์ที่กำหนด

– เมื่อจำแนกทีวีดิจิทัลตามประเภทใบอนุญาต พบว่า รายการที่เข้าข่ายรายการสำหรับเด็กส่วนใหญ่พบในกลุ่มบริการสาธารณะ (พบ 65 รายการ) มากกว่ากลุ่มบริการธุรกิจ (พบ 16 รายการ)  โดยในกลุ่มบริการสาธารณะ รายการส่วนใหญ่มาจากช่อง ALTV มากที่สุด คือ  51 รายการ ส่วนกลุ่มบริการธุรกิจ รายการส่วนใหญ่มาจากช่อง True4U คือ 4 รายการ

– แม้ผลสำรวจจะพบว่ารายการที่เข้าข่ายรายการสำหรับเด็กจำนวนมากที่สุด พบในกลุ่มบริการสาธารณะ แต่ไม่ได้ความว่าเวลาออกอากาศโดยรวมของรายการสำหรับเด็กที่พบจะมากตามไปด้วย เพราะเมื่อเปรียบเทียบเวลาออกอากาศโดยรวมของรายการสำหรับเด็กในกลุ่มบริการสาธารณะจำนวน 65 รายการ กับเวลาออกอากาศโดยรวมของรายการสำหรับเด็กในกลุ่มบริการธุรกิจจำนวน 16 รายการ พบว่า มีสัดส่วนใกล้เคียงกัน (2,835 นาที และ 2,833 นาที ตามลำดับ) โดยพบรายการสามเณรปลูกปัญญาธรรม ออกอากาศทางช่อง True4U ทุกวันในช่วงเวลา 01.30-02.30 น. และ 04.00-06.00 น. และออกอากาศทางช่อง TNN ทุกวัน ในช่วงเวลา 04.30-05.30 น. จึงทำให้ผลรวมเวลาออกอากาศรายการที่เข้าข่ายรายการสำหรับเด็กในกลุ่มบริการธุรกิจมีสัดส่วนเวลาใกล้เคียงกับกลุ่มบริการสาธารณะ แม้จะมีจำนวนรายการน้อยกว่า

เปรียบเทียบผลการสำรวจเดือน ม.ค. 66 และเดือน มี.ค. 67

พบว่ารายการที่มีเนื้อหาเข้าข่ายรายการสำหรับเด็ก (ป และ ด) ตามเกณฑ์ที่กำหนด มีจำนวนเพิ่มขึ้น จาก 57 รายการในช่วง ม.ค. ปี 66 เป็น 81 รายการในช่วง มี.ค. ปี 67  และมีสัดส่วนเวลาออกอากาศโดยรวมเพิ่มขึ้น จาก 1.5% ต่อสัปดาห์ เป็น 2.68% สัปดาห์

– พบว่าแต่ละช่องมีจำนวนรายการที่มีเนื้อหาเข้าข่ายรายการสำหรับเด็กตามเกณฑ์ที่กำหนด แตกต่างจากผลการสำรวจเดือน ม.ค. ปี 66 โดยสามารถแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มคือ

(1) กลุ่มที่มีจำนวนรายการเพิ่มขึ้น ได้แก่ ALTV,  NBT, ททบ.5, TNN24, True4U, MCOT HD และ 3HD

(2) กลุ่มที่มีจำนวนรายการเท่าเดิม ได้แก่ ThaiPBS, โทรทัศน์รัฐสภา, T-Sports,  Workpoint, Mono29, Thairath TV และ 7HD 

(3) กลุ่มที่มีจำนวนรายการลดลง ได้แก่ GMM25 (จาก 2 เหลือ 1 รายการ) และ One (จาก 1 เหลือ 0 รายการ) 

(4) กลุ่มที่ไม่พบจากผลการสำรวจทั้ง 2 ครั้ง ได้แก่ JKN18, Nation, 8, Amarin TV และ PPTV HD

– พบว่า รายการที่มีเนื้อหาเข้าข่ายรายการสำหรับเด็กตามเกณฑ์ที่กำหนด ส่วนใหญ่มักเป็นรายการที่พบจากการสำรวจในเดือน ม.ค. 66 ตัวอย่างเช่น รายการทุ่งแสงตะวัน (ช่อง 3 HD) รายการ 9 การ์ตูน (ช่อง MCOT HD) รายการการ์ตูนสัมมาทิฐิ ทะลุมิติมายา (ช่อง NBT และ T-Sports) เป็นต้น  โดยพบรายการที่แตกต่างจากผลการสำรวจผังรายการในเดือน ม.ค. 66 จำนวน 36 รายการ จำนวนนี้เป็นรายการจากช่อง ALTV (24 รายการ) ช่อง NBT (2 รายการ) ททบ.5 (2 รายการ) TNN24 (2 รายการ) True4U (2 รายการ) MCOT HD (2 รายการ) Thairath TV (1 รายการ) และ  3 HD (1 รายการ)

เด็ก คือทรัพยากรและกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยเป็นกลุ่มที่ได้รับการคุ้มครองในมิติของการดูแล ปกป้อง ส่งเสริม พัฒนา ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม ตามหลักการสากลด้านสิทธิเด็ก รวมทั้งหลักมนุษยธรรมสำหรับผู้เยาว์วัย สถาบันสำคัญในการดูแลและพัฒนาเด็ก คือ ครอบครัว ชุมชน สถานศึกษา สถาบันต่าง ๆ ทางสังคม รวมทั้งสื่อมวลชน  

ด้วยเหตุนี้ กสทช. จึงมีประกาศ เรื่องหลักเกณฑ์การจัดทำผังรายการสำหรับการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ พ.ศ 2556 กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตที่ใช้คลื่นความถี่ต้องจัดให้มีการออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสร้างสรรค์สังคมหรือรายการสําหรับเด็กและเยาวชน อย่างน้อยวันละหกสิบนาที ระหว่างช่วงเวลา 16.00-18.00 น. ของทุกวัน และระหว่างช่วงเวลา 07.00 – 09.00 น. ในวันเสาร์และวันอาทิตย์

รวมถึงมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ. 2558 และการจัดตั้งกองทุน ด้วยเหตุเพราะสื่อในปัจจุบันมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้และพฤติกรรมของเด็กและเยาวชนมากขึ้น ในขณะที่สื่อที่เหมาะสมสำหรับเด็กและเยาวชนมีจำนวนน้อย เนื่องจากข้อจำกัดหลายประการ จึงจำเป็นต้องมีแหล่งเงินทุนเพื่อใช้ในการผลิต พัฒนา และเผยแพร่สื่อที่มีคุณภาพ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพฤติกรรมของเด็กและเยาวชน

อย่างไรก็ตาม จากผลการสำรวจรายการโทรทัศน์ที่มีเนื้อหาเหมาะสำหรับเด็กปฐมวัย (3-5 ปี) หรือประเภท ป และเด็กวัยเรียน (6-12 ปี) หรือประเภท ด รวมถึงรายการอื่น ๆ ที่เข้าข่ายรายการสำหรับเด็ก จากทีวีดิจิทัลทั้ง 21 ช่อง ในเดือนมกราคม 66 และ มีนาคม 67 สะท้อนให้เห็นสถานการณ์เกี่ยวกับรายการเด็กในทีวีดิจิทัลไทย ดังนี้  

(1) แนวทางการจัดระดับความเหมาะสมรายการประเภท ป และ ด นั้น เป็นระเบียบที่ไม่มีการบังคับใช้หรือถูกนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง  เห็นได้จากการสำรวจที่พบรายการที่มีเนื้อหาเข้าข่าย ด หรือ ป แต่ไม่ระบุระดับความเหมาะสม ในช่อง ALTV, ไทยพีบีเอส และช่องอื่น ๆ อีก  รวมถึงการจัดให้เป็นรายการประเภท ท สะท้อนการไม่ให้ความสำคัญกับการจัดและแจ้งระดับความเหมาะสมของเนื้อหา ทั้งมีความแตกต่างในการจัดระดับความเหมาะสมเนื้อหาของแต่ละช่อง  รวมถึงมาตรการในการกำกับดูแลอย่างแข็งขันของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่

(2) จำนวนรายการที่เข้าข่ายรายการสำหรับเด็กที่การสำรวจผังเมื่อมีนาคม 67 พบเพียง 81 รายการ หรือคิดเป็นสัดส่วนเวลาการออกอากาศเพียงร้อยละ 2.68 ของผังรายการทั้งหมด 21 ช่อง สะท้อนให้เห็นว่า ในภาพรวม ทีวีดิจิทัลไทยยังไม่ให้ความสำคัญกับรายการที่มีเนื้อหาสำหรับเด็ก แม้จะมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากผลการสำรวจในเดือน ม.ค. ปี 66  แต่ในภาพรวมสะท้อนว่าทีวีดิจิทัลไทยไม่ให้ความสำคัญกับช่วงเวลาสำหรับเด็ก เท่าที่ควร

(3) จำนวนรายการที่เข้าข่ายรายการสำหรับเด็ก ที่พบใน ALTV มากถึง 51 รายการ จากทั้งหมด 81 รายการ สะท้อนว่า ALTV คือช่องทีวีดิจิทัลที่ให้ความสำคัญกับกลุ่มเป้าหมายเด็กมากกว่าทุกช่อง เนื่องจากเป็นผู้รับใบอนุญาตกลุ่มบริการสาธารณะ ประเภทช่องเด็ก เยาวชน และครอบครัว ที่เหลืออยู่เพียงช่องเดียว จากเดิมที่ กสทช. เคยออกใบอนุญาตประเภทช่องเด็ก เยาวชนและครอบครัว ให้กับกลุ่มบริการธุรกิจจำนวน 3 แห่ง คือ 1) บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) หรือ 3 Family ช่อง 13 2) บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หรือ MCOT Family ช่อง 14  3) บริษัท ไทยทีวี จำกัด ช่อง LOCA ที่ต่อมามีการขอคืนใบอนุญาตทั้งหมด  ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการกำหนดให้มีใบอนุญาตประเภทช่องเด็ก เยาวชน และครอบครัวสำหรับทีวีดิจิทัลกลุ่มบริการธุรกิจนั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง อีกทั้งการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่กว้าง คือ  เด็ก เยาวชน และครอบครัว ยังสะท้อนการไม่ให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับรายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก

(4) แม้ปัจจุบันกฎหมายจะไม่ได้มีการกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำของรายการสำหรับเด็กในระดับ ป และ ด แต่ก็ไม่ควรผลักภาระให้ ALTV เป็นช่องที่มีการผลิตและออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสำหรับเด็กเพียงช่องเดียว เพราะผู้รับใบอนุญาตทุกรายต่างก็ใช้คลื่นซึ่งเป็นทรัพยากรการสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ

จากสถานการณ์ดังกล่าว นำไปสู่ข้อเสนอหลัก เพื่อการกำกับดูแล พัฒนา และส่งเสริมให้เกิดรายการสำหรับเด็กในทีวีดิจิทัลของไทย ที่มีความสมดุล ทั้งในเชิงปริมาณ และคุณภาพ ดังนี้

(1) ควรมีการทบทวนกฎหมาย ระเบียบ แนวทางการปฏิบัติ เกี่ยวกับการจัดระดับความเหมาะสมรายการจากหน่วยงานกำกับดูแล โดยมีการกำหนดนิยามและลักษณะสำคัญของรายการสำหรับเด็กที่แยกขาดจากกลุ่มรายการประเภทอื่น ๆ โดยไม่รวมถึงรายการสำหรับเยาวชน ครอบครัว หรือรายการประเภทสร้างสรรค์สังคมอื่น ๆ  รวมถึงควรนิยามรายการสำหรับเด็ก คือ ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ควรได้สิทธิ์ในการเข้าถึงสื่อโทรทัศน์เพื่อพัฒนาการเรียนรู้และประสบการณ์ชีวิต สอดคล้องกับการที่ผู้ให้บริการเนื้อหาในระดับสากลหรือระหว่างประเทศ กำหนดให้วัย 18+ เป็นวัยผู้ใหญ่

(2) จากประกาศเรื่องหลักเกณฑ์การจัดทำผังรายการฯ ของ กสทช. ที่กำหนดให้ทีวีดิจิทัลต้องมีการออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสร้างสรรค์สังคม หรือรายการสำหรับเด็กและเยาวชนในระดับ ป, ด หรือ ท อย่างน้อยวันละ 60 นาที  ในช่วง 16.00 – 18.00 น. ของทุกวัน และช่วง 07.00 – 09.00 น. ในวันเสาร์และวันอาทิตย์ ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่า รายการที่มีเนื้อหาเข้าข่ายรายการสำหรับเด็กที่พบเกือบครึ่งหนึ่ง ไม่ได้ออกอากาศในช่วงเวลาดังกล่าว อีกทั้งการกำหนดให้เป็นรายการสำหรับเด็กและเยาวชน หรือมีเนื้อหาสร้างสรรค์สังคม ทำให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล สามารถจัดผังออกอากาศรายการได้อย่างกว้างในช่วงวัยและเนื้อหา แทนที่รายการที่ออกแบบเฉพาะสำหรับเด็ก

ดังนั้น จึงควรมีการปรับแก้กฎหมาย และระเบียบหรือประกาศที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดว่ารายการสำหรับเด็กคือสำหรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี และควมีนโยบายที่มุ่งส่งเสริมให้ทีวีดิจิทัลแต่ละช่องมีรายการสำหรับเด็กอย่างน้อย 1 รายการ ใน 1 สัปดาห์ ในความยาวตามสมควร ที่โดดเด่นเป็น Flagship ที่มีคุณภาพ มีเอกลักษณ์

(3) ALTV ซึ่งแม้จะเป็นผู้รับใบอนุญาตบริการสาธารณะ ประเภทช่องเด็ก เยาวชน และครอบครัว ควรกำหนดบทบาทเป็นโทรทัศน์แห่งชาติสำหรับเด็ก เพื่อระดมองค์ความรู้ ประสบการณ์ เนื้อหา จากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรด้านการพัฒนา ฯลฯ ในการพัฒนาและส่งเสริมให้เกิดรายการต้นแบบสำหรับเด็กที่มีคุณภาพในทีวีดิจิทัลไทย

(4) ควรยกระดับปัญหา การมีรายการสำหรับเด็กทางโทรทัศน์ระบบภาคพื้นดิน ให้เป็นสิทธิในการเข้าถึงเนื้อหารายการเพื่อพัฒนาการเรียนรู้และประสบการณ์ชีวิตที่จำเป็นสำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ทุกคน  ไม่ว่าจะเป็นช่วงปฐมวัย (3-5 ปี) หรือประเภท ป และสำหรับเด็กวัยเรียน (6-12 ปี) หรือประเภท ด  ที่มีการระบุถึงในประกาศของ กสทช. อยู่แล้ว รวมถึงกลุ่มเด็กอายุ 13-17 ปี ซึ่งยังไม่มีการระบุที่ชัดเจนในประกาศ  ทั้งนี้ เพื่อหน่วยงานให้ใบอนุญาตและกำกับดูแล เช่น กสทช. สามารถกำหนดมาตรการในการกับดูแล และการสร้างแรงจูงใจ รวมถึงกำหนดแนวทางการทำงานเพื่อส่งเสริมรายการสำหรับเด็กที่มีคุณภาพร่วมกับหน่วยงานด้านการส่งเสริม เช่น กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไปในอนาคต

การจัดเรตติ้งรายการ : ตัวกรองเนื้อหาสื่อโทรทัศน์สำหรับเด็ก

สื่อมีส่วนในการหล่อหลอมและปลูกฝัง ค่านิยม ทัศนคติ และพฤติกรรมต่าง ๆ ให้แก่ผู้รับชม หากผู้ชมได้รับเนื้อหาที่มีคุณภาพ มีสาระประโยชน์ อย่างสร้างสรรค์ ย่อมส่งผลดีต่อการพัฒนาจิตใจและสติปัญญา แต่ในทางกลับกัน หากได้รับชมสื่อที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม อาจนำไปสู่ผลกระทบเชิงลบ เช่น การเลียนแบบพฤติกรรมก้าวร้าว การสร้างค่านิยมที่ผิดเพี้ยน เป็นต้น ดังนั้น สื่อโดยเฉพาะโทรทัศน์แบบบริการทั่วไป จำเป็นต้องมีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคสื่อ ด้วยการแจ้งเตือนว่าเนื้อหาที่นำเสนอมีความเหมาะสมกับผู้รับสื่ออย่างไร โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กที่ต้องได้รับการดูแล

ปัจจุบัน ผู้บริโภคสื่อโทรทัศน์มีทางเลือกในการรับชมได้หลากหลาย ทั้งช่องทาง เนื้อหา เวลา วิธีการรับชม นอกจากรายการผ่านทางโทรทัศน์แล้ว ยังมีการออกอากาศรายการผ่านบริการ OTT (Over the Top) ความน่าสนใจ คือ ควรมีมาตรฐานเดียวกันหรือไม่ในการจัดระดับความเหมาะสมของรายการโทรทัศน์ ไม่ว่าจะนำเสนอทางช่องทางใด การจัดระดับความเหมาะสมของรายการ (การจัดเรต) โดยเฉพาะรายการสำหรับเด็ก เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยปกป้องเด็กจากเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม เช่น เนื้อหาที่มีความรุนแรง ภาษาไม่สุภาพ เนื้อหาทางเพศที่ไม่เหมาะสม

อีกทั้งช่วยเตือนผู้ปกครองให้ควบคุมการรับชม ช่วยเลือกเนื้อหาที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงเนื้อหาที่มีความรุนแรง ส่งเสริมการใช้ดุลยพินิจในการเลือกรับชม สร้างความตระหนักในบริบททางวัฒนธรรม เพราะสิ่งที่ถือเป็นเรื่องปกติในวัฒนธรรมหนึ่ง อาจถือเป็นเรื่องไม่เหมาะสมในอีกวัฒนธรรมหนึ่ง การจัดเรตคือกลไกการกลั่นกรองเนื้อหาที่ควรดำเนินการอย่างมีมาตรฐานที่เชื่อถือได้ ทั้งเป็นแนวทางสำหรับการสร้างสรรค์เนื้อหาอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม

MEDIA ALERT กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ศึกษาเปรียบเทียบการจัดระดับความเหมาะสมของรายการระหว่างทีวีดิจิทัลไทย และบริการ OTT 2 แพลตฟอร์ม ได้แก่ Netflix และ Prime Video ว่ามีความเหมือน ความแตกต่างกันหรือไม่อย่างไร ใน 3 ประเด็น คือ 1) ระบบการจัดระดับความเหมาะสมในภาพรวม 2) ระบบการขึ้นคำเตือนของทั้ง 3 แพลตฟอร์ม และ 3) การจัดระดับความเหมาะสมจากตัวอย่างรายการที่ออกอากาศข้ามแพลตฟอร์ม หน่วยการศึกษา คือ ละครหรือซีรีส์ และภาพยนตร์ ที่เผยแพร่ทางทีวีดิจิทัล และบริการ OTT 2 ได้แก่ Netflix และ Prime Video ระหว่างวันที่ 15-30 ธันวาคม 2566 โดยใช้วิธีสุ่มเลือก

ระบบการจัดระดับความเหมาะสมในภาพรวม

การจัดเรตของรายการทีวีดิจิทัลในประเทศไทย และการจัดเรตเนื้อหาของ Netflix และ Prime Video ใช้หลักเกณฑ์คล้ายคลึงกันในการพิจารณา อาทิ เนื้อหาทางเพศ ความรุนแรง การใช้ภาษาไม่สุภาพ มีระดับการจัดเรตติ้งที่แบ่งตามความเหมาะสมของเนื้อหาสำหรับกลุ่มอายุต่าง ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม

รายการทีวีดิจิทัลในประเทศไทย จัดระดับความเหมาะสมของเนื้อหาตามประกาศของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ขณะที่การจัดเรตรายการของ Netflix และ Prime Video เป็นกติการ่วมกันของผู้ประกอบการ

ในประเทศไทยนั้น การจัดเรตติ้งเนื้อหารายการและภาพยนตร์เป็นไปตามกฎหมายและการกำกับดูแลของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ คือ พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 โดยสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กับพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม หน่วยงานเหล่านี้จะกำหนดหลักเกณฑ์และระเบียบในการจัดระดับความเหมาะสมของเนื้อหา โดยคำนึงถึงบรรทัดฐานทางสังคม ศีลธรรม ประเพณี และผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนเป็นสำคัญ

 การจัดช่วงอายุของผู้ชม ทั้ง 3 แพลตฟอร์ม มีการกำหนดผู้รับชมในทุกช่วงอายุที่เหมือนหรือใกล้เคียงกัน คือ

  • ทีวิดิจิทัลใช้สัญลักษณ์ ท (ทั่วไป)
  • Netflix ใช้สัญลักษณ์ ทุกวัย
  • Prime Video ใช้สัญลักษณ์ ALL

ความแตกต่างในการจัดช่วงอายุผู้รับชมในกลุ่มรายการสำหรับเด็ก

  • ทีวีดิจิทัลไทยแบ่งเป็น ป 3+ (3-5 ปี) และ ด 6+ (6-12 ปี)
  • Netflix แบ่งรายการสำหรับเด็กเป็น 2 ช่วงอายุ ได้แก่ 7-9 ปี (7+) และ 10-12 ปี (10+)
  • Prime Video กำหนดช่วงอายุเป็น 7-12 ปี (7+) เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น

ทั้ง Netflix และ Prime Video จะมีช่องทาง Kid Safe หรือมุมเด็ก ซึ่งในโหมดนี้จะแบ่งเนื้อหารายการสำหรับเด็กไว้โดยเฉพาะ เช่น ภาพยนตร์แอนนิเมชัน การ์ตูน ฯลฯ ใน Netflix พบว่าเป็นรายการที่สามารถรับชมได้ทุกช่วงวัย (ทุกวัย) รวมถึงกลุ่ม 7-9 ปี (7+) และ 10-12 ปี (10+)  ส่วน Prime Video เป็นรายการที่มีสามารถรับชมได้ทุกช่วงวัย (All) และกลุ่ม 7-9 ปี (7+)

กลุ่มรายการสำหรับวัยรุ่น พบว่า ทีวีดิจิทัลไทย และ Netflix มีการแบ่งช่วงอายุการรับชมของวัยรุ่นที่เหมือนกัน คือ เป็นรายการที่เหมาะกับผู้ชมอายุ 13 ปีขึ้นไป  (น 13+ และ 13+)  ต่างจาก Prime Video ที่กำหนดช่วงอายุวัยรุ่นไว้ 2 ช่วง ได้แก่ 13 ปีขึ้นไป (13+) และ 16 ปีขึ้นไป (16+)

การจัดช่วงอายุการรับชมของผู้ใหญ่ พบว่า ทีวีดิจิทัลไทย และ Prime Video มีความเหมือนกันในการกำหนดช่วงอายุ คือ เป็นรายการสำหรับผู้ชมอายุ 18 ปีขึ้นไป (น 18+ และ 18+) 

นอกจากนี้ในทีวีดิจิทัลไทย ยังมีการจัดเนื้อหาเฉพาะ (ฉ) สำหรับรายการที่รับชมได้เฉพาะผู้ใหญ่ โดยออกอากาศได้ในช่วงเวลา 24.00-05.00 น. ในขณะที่ Netflix มีการจัดช่วงอายุผู้ชมในรายการสำหรับผู้ใหญ่ ไว้ 2 ช่วงอายุ คือ 16 ปีขึ้นไป (16+) และ 18 ปีขึ้นไป (18+) 

ระบบการขึ้นคำเตือนของทั้ง 3 แพลตฟอร์ม

การจัดเรตเนื้อหารายการทีวีดิจิทัลไทยให้ความสำคัญกับอายุของผู้ชมมากกว่าการแจ้งข้อควรระวัง คือ เน้นการกำหนดช่วงอายุที่เหมาะสมในการรับชมเนื้อหานั้น ๆ เป็นหลัก โดยแบ่งเป็นระดับต่าง ๆ ได้แก่ ป 3+ (3-5 ปี), ด 6+ (6-12 ปี), น 13+ เป็นรายการที่เหมาะกับอายุ 13 ปีขึ้นไป, น 18+ เป็นรายการสำหรับผู้ชมอายุ 18 ปีขึ้นไป และ เป็นรายการที่รับชมได้เฉพาะผู้ใหญ่ จะเห็นได้ว่าเกณฑ์หลักคือการบ่งบอกกลุ่มอายุที่เหมาะสมต่อการรับชมเนื้อหานั้น ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนได้รับผลกระทบจากเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม

ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะว่าประเทศไทยมีกฎหมายควบคุมลักษณะเนื้อหาบางประเภท เช่น ห้ามมีเนื้อหาลามก ส่งเสริมความรุนแรง ยั่วยุก่อการร้าย

ในขณะที่การแจ้งข้อควรระวังลักษณะเนื้อหาจะปรากฏในรูปแบบคำเตือนเสริม เช่น ระวังมีภาษาหยาบคาย, มีฉากรุนแรง หรือมีเนื้อหาทางเพศ เป็นต้น แต่ไม่ได้เป็นเกณฑ์หลักในการจัดเรตรายการของทีวีดิจิทัลไทย

กล่าวได้ว่า นโยบายการจัดเรตรายการโทรทัศน์ในประเทศไทย ให้น้ำหนักและความสำคัญกับช่วงอายุของผู้ชมเป็นหลัก เพื่อคุ้มครองเด็กและเยาวชนอย่างเคร่งครัดกว่าลักษณะเนื้อหา โดยข้อควรระวังเนื้อหาจะมีบทบาทเป็นคำเตือนเสริม เช่น ระวังมีภาษาหยาบคาย มีฉากรุนแรง หรือมีเนื้อหาทางเพศ เป็นต้น เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนได้รับผลกระทบจากเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม แต่ไม่ได้เป็นเกณฑ์หลักในการจัดเรตรายการของทีวีดิจิทัลไทย

ในขณะที่การจัดเรตเนื้อหาของ Netflix และ Prime Video นั้น จะให้ความสำคัญกับการระบุลักษณะเนื้อหาที่ควรระวังหรือการแจ้งคำเตือนเป็นหลัก มากกว่าการจำกัดด้วยช่วงอายุผู้ชม กล่าวได้ว่า แนวทางการจัดเรตรายการของ Netflix และ Prime Video เน้นที่การบอกลักษณะของเนื้อหาอย่างละเอียด เช่น ภาษาหยาบคาย ความรุนแรง เนื้อหาทางเพศ สถานการณ์ที่น่ากลัวหรือก่อให้เกิดความวิตกกังวล เนื้อหาเกี่ยวกับสารเสพติด การพนัน เป็นต้น จากนั้นจึงจัดระดับความรุนแรงของเนื้อหาเหล่านั้น เพื่อให้ผู้ชมได้รับข้อมูลและตัดสินใจว่าจะรับชมหรือไม่

โดยรวมแล้ว จุดมุ่งหมายและแนวทางการจัดเรตรายการระหว่างทีวีดิจิทัลไทย กับ Netflix และ Prime Video มีความใกล้เคียงกัน แต่มีรายละเอียดที่แตกต่างกันไปตามบริบททางสังคม วัฒนธรรม และกฎระเบียบของแต่ละประเทศ

การจัดระดับความเหมาะสมจากตัวอย่างรายการที่ออกอากาศข้ามแพลตฟอร์ม

การศึกษาเพื่อวิเคราะห์การจัดระดับความเหมาะสมของรายการที่ออกอากาศข้ามแพลตฟอร์ม หรือออกอากาศทั้งในทีวีดิจิทัลไทย และใน Netflix หรือ Prime Video ในครั้งนี้ หน่วยการศึกษาคือ ละคร 6 เรื่อง ได้แก่ พรหมลิขิต (ช่อง 3) พนมนาคา (ช่อง ONE) รากแก้ว (ช่อง 3) Home School นักเรียนต้องขัง (ช่อง GMM 25) สืบลับหมอระบาด (ช่อง 3) และ Enigma คน มนตร์เวท (ช่อง GMM 25) ผลการศึกษาพบว่า ทีวีดิจิทัลไทย ใช้สัญลักษณ์และเสียงบรรยายในการบอกระดับความเหมาะสมของอายุคนดู ตามความแตกต่างของกลุ่มรายการ โดยใช้คำเตือนหรือคำชี้แจงก่อนเข้าเนื้อหารายการในลักษณะเดียวกันทั้งหมด ไม่มีการจำแนกให้เห็นความเฉพาะของเนื้อหานั้น ๆ ตัวอย่างเช่น การใช้เสียงบรรยายเตือนว่า “รายการต่อไปนี้เหมาะสำหรับผู้ชมที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป อาจมีภาพ เสียง หรือเนื้อหา ที่ไม่เหมาะสมด้านพฤติกรรม ความรุนแรง เพศ และการใช้ภาษา ซึ่งต้องใช้วิจารณญาณในการรับชม ผู้ชมที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี ควรได้รับคำแนะนำ”

ขณะที่ Netflix และ Prime Video มีมากกว่า 1 คำเตือนในแต่ละตอน เช่น การระบุถึงเซ็กซ์ที่รุนแรง ทารุณกรรมเด็ก การฆ่าตัวตาย ฯลฯ ที่ปรากฏในเนื้อหาละครตอนนั้น ๆ เป็นการเฉพาะ เพื่อเตือนให้ทราบก่อนตัดสินใจรับชม

เช่นเดียวกับ Prime Video ที่มีการจัดระดับความเหมาะสมในทุกตอนของละครที่เป็นหน่วยการศึกษา ตามลักษณะของเนื้อหาที่ปรากฏจริง จึงทำให้ระดับความเหมาะสมของละครแต่ละตอนมีความแตกต่างกัน ส่วนเนื้อหาที่ยังไม่มีการกำหนดระดับความเหมาะสมจะขึ้นสัญลักษณ์ NR และคำเตือน เรตติ้งอายุ NR (Not Rated) ในรายการตอนนั้น ๆ

การที่ทีวีทีวีดิจิทัลไทยจัดเรตติ้งให้ละครบางเรื่องที่เป็นหน่วยการศึกษาเป็น ท ทั่วไป (เหมาะสำหรับทุกวัย) หรือเป็น น13+  (ผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 13 ควรได้รับคำแนะนำ)  แต่เมื่ออกอากาศทาง OTT กลับพบว่า มีการจัดเรตที่สูงกว่า เช่น  จาก ท เป็น น13+  หรือ จาก น13+ เป็น น 16+ ใน Netflix หรือ จาก น 13+ เป็น น 16+ ใน Prime Video แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของเกณฑ์การจัดเรตติ้งของประเทศไทยกับมาตรฐานสากล

อาจวิเคราะห์สาเหตุหลักของความแตกต่างได้ดังนี้

  1. ด้วยความแตกต่างของบรรทัดฐานทางสังคมและวัฒนธรรม สิ่งที่ถือว่าเป็นเรื่องปกติหรือไม่รุนแรงในสังคมไทย อาจถูกมองว่ารุนแรงหรือไม่เหมาะสมในบริบททางสังคมและวัฒนธรรมอื่น
  2. มีเกณฑ์การจัดเรตรายการที่แตกต่างกัน ประเทศไทยมักให้ความสำคัญกับการกำหนดอายุของผู้รับชมมากกว่าการระบุลักษณะเนื้อหา ขณะที่มาตรฐานสากลจะเน้นไปที่การเตือนต่อลักษณะเนื้อหามากกว่า
  3. มีกระบวนการตรวจสอบที่แตกต่างกัน การตรวจสอบเนื้อหาเพื่อจัดเรตรายการของไทยและต่างประเทศอาจมีกระบวนการและคณะกรรมการที่ต่างกัน ทำให้มีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป
  4. การคำนึงถึงลูกค้าทั่วโลก ด้วย Netflix/Prime Video ต้องคำนึงถึงกลุ่มผู้ชมทั่วโลกที่หลากหลาย จึงอาจเลือกใช้มาตรฐานการเตือนที่เข้มงวดกว่า เพื่อความปลอดภัย

สะท้อนให้เห็นว่าการจัดเรตเนื้อหาเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อน ต้องพิจารณาหลายปัจจัย โดยมีความแตกต่างระหว่างสังคมวัฒนธรรม เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ  ขณะที่การมีมาตรฐานร่วมอย่างสากล เป็นความท้าทาย