เลือกหน้า

บทบาทรัฐ สื่อ และประชาชน กับการสื่อสารการบริหารจัดการวัคซีนโควิด 19

บทบาทรัฐ สื่อ และประชาชน กับการสื่อสารการบริหารจัดการวัคซีนโควิด 19

           ด้วยสถานการณ์โควิด 19 ยังคงมีการระบาดอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เริ่มพบผู้ติดเชื้อเมื่อปลายปี 2562 ในต่างประเทศ และพบในประเทศไทยเมื่อปี 2563 โดยข้อมูลในเดือนพฤษภาคม 2564 มีกลุ่มคลัสเตอร์ใหม่ ผู้ติดเชื้อรายใหม่ กระจายในหลายพื้นที่ รวมถึงพบเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ที่แพร่ระบาดง่ายอย่างสายพันธุ์เดลตา ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ความหวังและทางรอดที่สำคัญมีเพียงวัคซีนโควิด 19 เท่านั้น ที่จะมาเปลี่ยนสถานการณ์ให้ดีขึ้น ในส่วนของประเทศไทย รัฐบาลได้มีการประกาศแผนฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่เป็นวาระแห่งชาติโดยกำหนดให้วันที่ 7 มิถุนายน 2564 เป็นวันเริ่มต้นการปูพรมฉีดวัคซีนโควิด 19 ขณะที่ประชาชนก็เริ่มให้ความสนใจเรื่องวัคซีนโควิด 19 ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลใน Google Trends เดือนพฤษภาคม 2564 พบว่า ประเด็นที่เกี่ยวกับ “วัคซีนโควิด 19” ติด 1 ใน 3 อันดับแรกในการค้นหาของไทย

          อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาดังกล่าว วัคซีนหลักที่ประเทศไทยนำเข้าคือ “ซิโนแวคยังไม่ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2564 จึงมีการประกาศการขึ้นทะเบียนเพื่อใช้งาน ด้วยความล่าช้าของรัฐบาลในการจัดสรรวัคซีน ประกอบกับการสื่อสารที่ไม่ชัดเจนของรัฐบาล ส่งผลให้หลายคนเกิดความไม่มั่นใจว่าจะได้รับวัคซีนหรือไม่ จนก่อให้เกิดเสียงสะท้อนจากบุคคลทั่วไปในโลกสังคมออนไลน์ในหลากหลายแง่มุม ดังข้อค้นพบจากการศึกษาวิเคราะห์ความคิดเห็น อารมณ์ ความรู้สึก ในสื่อออนไลน์ ช่วงเดือนพฤษภาคม 2564 ต่อประเด็นการบริหารจัดการวัคซีนโควิด 19 ที่ศึกษาโดย Media Alert

          Media Alert โครงการภายใต้แผนการทำงานของสำนักงานกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ทำการศึกษาวิเคราะห์พฤติกรรมการสื่อสารออนไลน์ต่อประเด็นการบริหารจัดการวัคซีนโควิด 19 ซึ่งจากการสำรวจ การสื่อสารความคิดเห็น อารมณ์ ความรู้สึกในแพลตฟอร์มออนไลน์ เดือนพฤษภาคม 2564 พบว่า ส่วนใหญ่สะท้อนความรู้สึกเชิงลบต่อการบริหารจัดการวัคซีนในประเด็น การจัดหาวัคซีน การกระจายวัคซีน และการเข้าถึงวัคซีน ที่ภาพรวมยังมีความไม่ชัดเจน ไม่เชื่อมั่น และเห็นว่ามีความยุ่งยาก ซับซ้อน

          คุณสฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ ด้านเศรษฐศาสตร์ ผู้ได้รับรางวัล ฐานันดร 4 ทองคํา ครั้งที่ 12 ประจำปี 2564 จากมหาวิทยาลัยรังสิต จากผลงานการสื่อสารทางเพจ Sarinee Achavanuntakul เพื่อถ่ายทอดความรู้ ความคิดเห็น มุมมองเชิงธรรมาภิบาล การพัฒนาที่ยั่งยืน พลังพลเมืองในศตวรรษที่ 21 ฯลฯ รวมถึงสถานการณ์ของสังคมที่ประชาชนควรรับรู้รับทราบบนพื้นฐานของเหตุผล อาทิ มหากาพย์วัคซีน : ความ(ไม่)โปร่งใสในการจัดหาวัคซีนโควิด 19 คุณสฤณีวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ผลการศึกษาอารมณ์ ความรู้สึกทางออนไลน์ ต่อประเด็นการบริหารจัดการวัคซีนโควิด 19 ออกมาในเชิงลบว่า น่าจะมาจากเหตุที่ข้อมูลการสื่อสารจากรัฐบาลไม่ชัดเจน ทั้งชนิดวัคซีนโควิด 19 การจัดหา กำหนดการส่งมอบ รวมถึงวิธีการที่รัฐบาลให้ประชาชนลงทะเบียนทางแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ ซึ่งเกิดปัญหาตั้งแต่ต้น ทั้งลงทะเบียนไม่ได้ เข้าไม่ถึงหรือไม่มีสมาร์ตโฟนเพื่อใช้แอปพลิเคชัน จนทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับกระบวนการจัดสรรหรือการเข้าถึง อย่างเช่นชนิดของวัคซีนทำไมมีแค่ ซิโนแวค แอสตร้าเซนเนก้า หรือเพราะเหตุใดรัฐบาลจึงไม่เข้าร่วมโครงการ COVAX หรือทำไมประชาชนจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเองสำหรับวัคซีนทางเลือก ที่แม้จองไว้ก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าจะได้ฉีดเมื่อใด นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการจัดสรรการฉีดวัคซีน ลำดับการฉีดวัคซีนของผู้ที่ลงทะเบียน รวมถึงการมีแอปพลิเคชันต่าง ๆ ทั้ง หมอพร้อม ไทยร่วมใจ เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของแต่ละจังหวัด ซึ่งทั้งหมดยิ่งสร้างความสับสนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก

          คุณสฤณี วิเคราะห์อีกว่า ภาวะข้อมูลล้นเกินในอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย มีส่วนทำให้เกิดข่าวปล่อย ข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวเท็จ ยิ่งเมื่อเกิดสถานการณ์โควิด 19 ที่เป็นโรคระบาดร้ายแรง การได้รับหรือส่งข้อมูลที่เป็นเท็จยิ่งส่งผลร้ายมากกว่าเดิม เพราะประชาชนอาจนำข้อมูลดังกล่าวไปรักษาตัวเองแบบผิด ๆ หรือไม่เข้ารับการรักษา ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้

          อย่างไรก็ตาม ในการสื่อสารของรัฐบาลเกี่ยวกับโควิดและวัคซีน คุณสฤณี กล่าวว่า เป็นปัญหาที่แยกไม่ออกจากการบริหารจัดการ ถึงแม้จะมีทีมสื่อสารที่เก่งที่สุด งานนี้ก็ไม่ง่ายเลย ดังนั้น หากรัฐบาลมีการนำเสนอข้อมูลที่ชัดเจน โปร่งใส เข้าใจง่าย ไม่ใช้ศัพท์เทคนิค ไม่สื่อสารในเชิงโฆษณาชวนเชื่อ การให้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับวัคซีน การประกาศล่วงหน้าว่าวัคซีนยี่ห้อใดจะเข้ามาวันไหน ในจำนวนเท่าไร การกระจายวัคซีนเป็นอย่างไร รวมถึงติดตามข้อค้นพบใหม่ของโควิด 19 ให้ทัน จะช่วยคลายความกังวลใจให้กับประชาชนได้

          ในส่วนการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน พบว่า โดยรวมสื่อยังนำเอาสิ่งที่ทางการพูดมา Echo หรือว่ามาสะท้อนต่อทางเดียวมากเกินไป สื่อไม่ควรทำเพียงถ่ายทอดวาระของรัฐบาล แต่สื่อควรมีบทบาทในการกำหนดวาระจากความสนใจของประชาชน สื่อควรคิดประเด็นและการนำเสนออย่างเป็นระบบมากกว่าเดิม สื่อควรพยายามตั้งคำถามพื้นฐานเกี่ยวกับวัคซีน และหาคำตอบเพื่อรายงานประชาชนอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่น เรื่องประสิทธิผลของวัคซีน หรือภูมิคุ้มกัน การรายงาน Breakthrough Infections หรืออัตราคนที่ฉีดวัคซีนแล้วยังติดเชื้อ เป็นต้น

ทั้งนี้ คุณสฤณีได้เสนอข้อแนะนำการสื่อสารสำหรับการบริหารจัดการวัคซีนว่า ภาครัฐจำเป็นที่จะต้องสื่อสารกับประชาชนด้วยข้อเท็จจริงที่ชัดเจน อย่างตรงไปตรงมา และเข้าใจง่าย ภาครัฐควรมีความโปร่งใสในการบริหารจัดการวัคซีนโควิด 19 ตลอดจนพัฒนาระบบลงทะเบียนฉีดวัคซีนโควิด 19 ให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงติดตามข้อค้นพบใหม่เรื่องโควิด 19 อย่างต่อเนื่อง เพื่อแจ้งให้ประชาชนทราบอย่างทันท่วงที

สื่อมวลชน ไม่ควรทำหน้าที่เพียงสะท้อนข้อมูลจากรัฐบาล ควรอธิบายปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญ ทั้งในเรื่องของโควิด 19 วัคซีนโควิด 19 หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการรวบรวมข้อมูลเพื่อตั้งคำถามต่อเนื่อง หรือเพื่อขยายต่อประเด็น เพื่อเจาะลึกในรายละเอียดเกี่ยวกับวัคซีนโควิด 19 ที่ประชาชนยังให้ความสนใจ สื่อควรเป็นผู้กำหนดวาระของสารเอง โดยการรวบรวมข้อมูล เริ่มต้นจากข้อมูลที่ประชาชนต้องการรู้ แล้วจัดทำข้อมูลและนำเสนอหรือสื่อสารรายงานประชาชน

ส่วนประชาชนผู้รับข่าวสาร ควรเปิดรับข้อมูลข่าวสารหลาย ๆ ด้าน อย่าเพิ่งด่วนเชื่อแม้ข้อมูลนั้นมาจากการแถลงของภาครัฐก็ตาม ควรพยายามตรวจสอบโดยสืบค้นจากต้นแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการป้องกันและดูแลตัวเอง อย่างข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วยหรือสถิติที่เกี่ยวกับโควิด 19 แนะนำให้เข้าไปดูที่เว็บไซต์ของกระทรวงสาธารณสุข

“ร้านป๋าทวี” ร้านข้าวแกงเล็กๆ แต่หัวใจไม่เล็ก

“ร้านป๋าทวี”  ร้านข้าวแกงเล็กๆ แต่หัวใจไม่เล็ก

“การให้เปรียบเหมือนพลังที่เกิดจากจุดเล็กๆ ลากต่อจนเป็น เส้นรวมกันกลายเป็นพลังความหวังที่ฝ่าฟันได้ทุกสิ่ง” – มณฑาทิพย์ ใจสมบุญ

‘ร้านป๋าทวี’ ร้านข้าวแกงขึ้นชื่อย่านพรานนก ที่มีอายุยาวนานกว่า 70 ปี ซึ่งมี ขวัญ – ธงชัย ใจสมบุญ ทายาทรุ่นที่ 2 ของป๋าทวีและ ปู – มณฑาทิพย์ ใจสมบุญ ภรรยาที่รับหน้าที่ดูแลจัดการภายในร้าน ซึ่งลูกค้าขาประจำของร้านป๋าทวี นอกจากลูกค้าประจำที่อาศัยอยู่บริเวณแยกพรานนก ยังมีแพทย์ พยาบาล และบุคลากรในโรงพยาบาลศิริราชที่แวะเวียนมาอุดหนุนกันอยู่เสมอ จนกระทั่งเกิดการแพร่ระบาดของโควิด 19

 

| จุดเริ่มต้นที่ทำให้ ‘ร้านป๋าทวี’ ส่งข้าวกล่องช่วยเหลือหมอ พยาบาลและบุคลากรในโรงพยาบาลศิริราช

“มีหมอกับพยาบาลเดินมาบอกเราว่า คงไม่ได้มากินที่ร้านอีก และไม่แน่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้มากินที่ร้าน เพราะสถานการณ์โรคระบาดที่เกิดขึ้นทำให้หมอและพยาบาลไม่สามารถออกมาจากโรงพยาบาลได้ เนื่องจากพวกเขามีความเสี่ยงเพราะต้องใกล้ชิดกับผู้ป่วย เราได้ยินแล้วรู้สึกเหมือนว่าเขามาลาเรา ตอนนั้นเราใจหายเลย เพราะหากหมอพยาบาลพูดแบบนี้แสดงว่าวิกฤตหนนี้รุนแรงมากจริงๆ เราเลยคิดว่าจะช่วยเหลือนักสู้ในชุดกาวน์ได้อย่างไรบ้าง เราเลยเลือกวิธีการส่งข้าวกล่องไปให้น่าจะดีที่สุด เพราะเราเปิดร้านอาหารถนัดการทำอาหาร อย่างน้อยให้หมอได้อิ่มท้อง ช่วยให้หมอ พยาบาล เหนื่อยน้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้”

“ในช่วงโรคระบาดรุนแรง จนต้องปิดเมืองกรุงเทพฯ เราส่งข้าวกล่องไปให้โรงพยาบาลศิริราช 700 กล่องต่อวัน และมีการแจกข้าวกล่องฟรีหน้าร้านให้กับคนในพื้นที่พรานนกหรือใครก็ตามที่ต้องการอาหารในเวลาลำบากเช่นนี้ คิวต่อแถวรับอาหารยาวมากไปถึงสุดหัวถนน ในช่วงเริ่มต้นเราใช้เงินของเราเองจ่ายเองทั้งหมด แต่ภายหลังมีคนมาร่วมช่วยกับพวกเรา เป็นเงินบ้าง เป็นวัตถุดิบและอุปกรณ์ในการทำอาหารบ้าง”

 

| หลายคน ‘เหนื่อย’ กับวิกฤตครั้งนี้ แต่ทำไมร้านป๋าทวี ‘เหนื่อย’ แต่ยังไม่หยุดให้

“ตอนนั้นใครๆ ก็ลำบาก เราเองก็ไม่แพ้กันทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายและแรงกาย แต่เราคิดว่าถ้าเราทำอาหารให้ หมอ พยาบาลและคนในพื้นที่ได้อิ่มท้อง ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี ตอนนั้นครอบครัวและคนในร้านออกมาช่วยกันหมด กว่าเราจะได้กินข้าวเช้า ก็ปาเข้าไป 5 โมงเย็นทุกวัน จนน้ำหนักลดลงไปกว่า 10 กิโล ภายในเดือนเดียว แต่เราสู้เท่าที่จะเป็นไปได้”

“ถามว่าเหนื่อยหรือท้อไหม ทุกคนในประเทศคงตอบว่าเหนื่อยเหมือนกันหมด แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือทำไมทุกคนยังไม่ยอมแพ้ต่างหาก เราเข้าใจว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้ทุกคนสู้ เป็นเพราะทุกคนเห็นการช่วยเหลือระหว่างกันในสังคม ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ คนที่พอมีกำลังมีทรัพย์ ก็ช่วยเหลือหรือให้ตามที่พอช่วยได้ โควิดมาอาจจะทำให้พวกเราเหนื่อยกายแต่เมื่อได้ให้ ได้ช่วยเหลือก็สบายหัวใจ เราคิดว่าเหนื่อยร่างกายพักผ่อนก็หาย แต่ถ้าเหนื่อยหัวใจไม่มีความสุขแน่ๆ”

“ให้แล้วได้อะไร เราตอบเลยว่าไม่รู้ เพียงแต่เป็นความสุขใจเล็กๆ ที่เราได้ทำ แต่ถ้าถามในใจลึกๆ เราเชื่อนะว่าการให้แม้อาจจะเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ แต่ก็มีพลังมากพอ เปรียบเหมือนการลากเส้นจากจุดเล็กๆ ลากต่อกันจนกลายเป็น เส้น เมื่อรวมกันมากพอ ก็กลายเป็นพลังและเป็นความหวังที่สามารถพาทุกคนฝ่าฟันวิกฤตที่ใหญ่มากๆ เช่นครั้งนี้ไปได้”

ไวรัลคอนเทนต์กล่องสุ่ม: การตลาด ความบันเทิง หรือส่งเสริมการพนัน?

ไวรัลคอนเทนต์กล่องสุ่ม: การตลาด ความบันเทิง หรือส่งเสริมการพนัน?

          ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในช่วงปี 2021 ที่ผ่านมาคำว่า “กล่องสุ่ม” เป็นที่รู้จักมากขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เมื่อ “พิมรี่พาย” แม่ค้าออนไลน์ชื่อดังประกาศขายกล่องสุ่มมูลค่า 100,000 บาท และสามารถขายได้ 1,000 กล่อง ในเวลาเพียงแค่ 10 นาที ทำมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท หลังจากนั้นกล่องสุ่มก็ได้รับความนิยมและถูกพูดถึงในสื่อมวลชนและสื่อออนไลน์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเสียงชื่นชม เสียงวิพากษ์วิจารณ์ เรียกร้องการตรวจสอบ หรือเรื่องราวดราม่าอื่นๆ ที่เกิดขึ้น ตลอดช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา

Made in Japan

          กล่องสุ่มไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่กล่องสุ่มมีที่มายาวนานกว่า 400 ปี จากบทความเรื่อง “เปิดเหตุผล – ที่มาที่ไป กล่องสุ่มที่ได้รับความนิยม จนเป็นเทรนด์ฮิตในปัจจุบัน” ของ PPTV Online เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2564 ได้กล่าวว่า

“กล่องสุ่ม เป็นวิธีการทำการตลาดที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น โดยต้องย้อนไปในสมัยยุคเอโดะ (ค.ศ. 1603-1868) ที่ร้านกิโมโนคละสินค้าภายในร้านใส่ถุงทึบวางขาย ตั้งชื่อว่า ถุงเอบิสึ มาจากชื่อเทพเจ้าการค้า และโชคลาภของญี่ปุ่น จากนั้น ยุคเมจิ (ค.ศ. 1868 – ค.ศ. 1912) เปลี่ยนคำว่า ถุงเอบิสึ เป็นคำว่า ฟุกุบุคุโระ (แปลว่าโชคดี) และเริ่มวางขายช่วงปีใหม่  และขยายไปทั่วประเทศช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2”

          หลังจากนั้นมากล่องสุ่มก็เริ่มมีความหลากหลายมากขึ้น และไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น ในหลากหลายประเทศก็มีวัยรุ่นที่นิยมกล่องสุ่มเช่นกัน ร้านค้าบางแห่งที่มักจะมีถุงโชคดีตลอดทั้งปี ได้แก่ APPLE, Muji, Uniqlo, Lotteria (เครือข่ายอาหารจานด่วน), Starbucks, Sanrio เป็นต้น (กรุงเทพธุรกิจ, 2564) จนกระทั่งในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้ กล่องสุ่มเริ่มได้รับความนิยมสูงขึ้น ทั้งการสุ่มเสื้อผ้า เครื่องสำอาง อาหาร ขนม หนังสือ โทรศัพท์มือถือ ของเล่น หรือแม้กระทั่งของใช้ประเภทอื่น ๆ ทั้งนี้เหล่า Content Creator หลากหลายช่องใน Youtube ได้มีการทำคอนเทนต์โดยการสั่งกล่องสุ่มมาเปิดให้ผู้ชมได้ร่วมกันลุ้นของข้างในกล่องสุ่มไปด้วยกัน จนเกิดเป็นกระแสยอดฮิตในโลกออนไลน์ (iNN Lifestyle, 2564)

การตลาด?

          ในประเทศไทยกล่องสุ่มเริ่มต้นได้รับความนิยมในช่วงการแพร่ระบาดโควิด 19 ที่ผ่านมา ข้อมูลจากกรุงเทพธุรกิจ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2564 เรื่อง “รู้จักเทรนด์ “กล่องสุ่ม” ไม่รู้ว่าของข้างในคืออะไร แต่อยากได้ซะเหลือเกิน” ได้กล่าวไว้ช่วงหนึ่งว่า

“กล่องสุ่มอาหารทะเล กล่องสุ่มหมูกระทะ ที่เคยกลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ในอยู่ช่วงหนึ่งก่อนหน้านี้ โดย ปิยะ จงพิริยะไพบูลย์ เจ้าของร้าน ทะเลมือถือ-ปลาทะเลออนไลน์ ออกมายอมรับว่า หลังขายกล่องสุ่มอาหารทะเลผ่านออนไลน์เพียง 1 สัปดาห์ ทางร้านก็มียอดขายเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวโดยมีออร์เดอร์สูงสุดถึง 500 กล่องต่อวัน ทั้งในกรุงเทพฯ เเละต่างจังหวัด ปัจจุบันรายได้ต่อวันอยู่ที่ 2-3 แสนบาท”

ในแง่มุมของการสื่อสารการตลาดแล้ว กล่องสุ่มได้กลายมาเป็นกลยุทธ์ที่เล่นกับอารมณ์ของผู้คน เน้นให้เกิดความสนุกหรือความรู้สึกร่วมกันระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย นอกจากความคุ้มค่าของสินค้าที่อยู่ภายในถุงโชคดี หรือกล่องสุ่มแล้ว ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งที่ผู้คนชื่นชอบสินค้าประเภทนี้ คือ การได้รับความท้าทาย ความหวัง และความไม่คาดคิดมาก่อนของผู้ซื้อ พฤติกรรมเหล่านี้ถูกศึกษาและเผยแพร่บน Harvard Business Review ที่ชี้ว่า ความตื่นตาตื่นใจหรือความเซอร์ไพรส์ คือเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลัง โดยสรุปได้ว่า การไม่รู้ และอยากรู้คือแรงกระตุ้นอย่างร้ายกาจในตัวมนุษย์ จึงไม่แปลกว่าทำไมคนเราจึงชอบหมุนกาชาปอง เซอไพรส์วันเกิด และซื้อกล่องสุ่ม ที่ไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งของข้างใน (กรุงเทพธุรกิจ, 2564)

การพนัน?

ในขณะเดียวกัน นายรัชพล ศิริสาคร ทนายความ ได้ออกมาพูดถึงกระแสกล่องสุ่มเครื่องสำอางดังกล่าว (ไบรท์ทูเดย์, 2564)  โดยระบุว่า

“ต้องดูว่าสินค้าที่ส่งมาเป็นอะไร หากลงทุนกล่องละ 1 แสนบาท แต่สินค้าทุกอย่างราคา 1 แสนบาทขึ้นไปก็อาจไม่ผิด เพราะถือว่าได้สินค้าคุ้มราคา จึงไม่เสี่ยง แต่ถ้าสินค้ามีมากกว่าหรือน้อยกว่า 1 แสนบาท ก็เข้าข่ายการพนัน เพราะถือว่ามีการได้เสีย ถ้าลงทุน 1 แสนบาทได้สินค้าราคาที่มากกว่าก็ถือว่าได้ ถ้าได้ราคาที่น้อยกว่าก็ถือว่าเสีย”

          หากเปรียบเทียบกล่องสุ่มกับการพนัน บทความเรื่อง เศรษฐศาสตร์กับ ‘กล่องสุ่ม’ อะไรทำให้เราติดใจ และจะควบคุมอย่างไรดี? จาก The Matter เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2564 ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า กล่องสุ่มและการพนันต่างก็ขับเคลื่อนด้วยกลไกทางจิตวิทยาแบบเดียวกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่กล่องสุ่มจะกลายเป็นประเด็นถกเถียงในโลกตะวันตกว่าการปล่อยให้เด็ก ๆ ซึ่งถือเป็นกลุ่มเปราะบางเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่คล้ายคลึงกับการพนันเช่นนี้นับเป็นสิ่งที่เหมาะควรหรือไม่ แล้วเราควรจะควบคุมดูแลอย่างไรไม่ให้เด็กในวันนี้เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่เสพติดการเสี่ยงโชคในวันหน้า

“ภาวะการพนันไม่ได้เกิดจากความหวังที่จะรวยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการได้รับรางวัลมากบ้างน้อยบ้างแบบสุ่มจนทำให้หยุดเล่นไม่ได้ นอกจากนี้ การสุ่มยังกระตุ้นสมองให้หลั่งฮอร์โมนโดปามีนซึ่งจูงใจให้เกิดพฤติกรรมซ้ำ ๆ ซึ่งเชื่อมโยงกับภาวะติดการพนันอีกด้วย”

          เมื่อย้อนดูผลการศึกษาของ Media Alert เรื่อง Trends and Tweets: ความสนใจ ความคิดเห็น และอารมณ์ในโลกออนไลน์ ในช่วงเดือนเมษายน พฤษภาคม และ มิถุนายน 2564 พบว่า หากไม่นับเรื่องโควิด 19 แล้ว คนไทยมีการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับหวย และผลสลากกินแบ่งรัฐบาล มากถึงเดือนละ 6-10 ล้านครั้ง ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนความเชื่อมโยงว่าคนไทยมีแนวโน้มความสนใจในการเสี่ยงโชคการพนัน และกล่องสุ่ม

          ดังนั้นกล่าวได้ว่า กล่องสุ่มมีความคาบเกี่ยวระหว่างเรื่องของการซื้อขายสินค้าและการพนัน ทั้งในแง่มุมของนักจิตวิทยาก็มีความเห็นว่า “การสุ่มยังกระตุ้นสมองให้หลั่งฮอร์โมนโดปามีนซึ่งจูงใจให้เกิดพฤติกรรมซ้ำ ๆ ซึ่งเชื่อมโยงกับภาวะติดการพนันอีกด้วย” และในมุมมองของนักกฎหมายอย่างทนายความก็มีมุมมองว่า “ถ้าสินค้ามีมากกว่าหรือน้อยกว่า 1 แสนบาท ก็เข้าข่ายการพนัน เพราะถือว่ามีการได้เสีย”

ไวรัลคอนเทนต์?

          แม้จะยังมีคำถามว่ากล่องสุ่มถือเป็นหนึ่งในรูปแบบการพนันหรือไม่ แต่กล่องสุ่มได้กลายเป็นปรากฏการณ์ไวรัล ที่ทำให้มีแม่ค้าออนไลน์หลายราย ใช้วิธีการขายกล่องสุ่มแบบเดียวกันนี้ตามๆ กัน ในขณะเดียวกันก็มีกลุ่มผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย ทั้งที่เป็นคนทั่วไป รวมถึง กลุ่ม Influencer ออกมารับลูกปรากฏการณ์ดังกล่าว ด้วยการนำคอนเทนต์รีวิวเปิดกล่องสุ่มผ่านโซเชียลมีเดียของตนเองในแพลตฟอร์มต่างๆ  

          จากการสืบค้น Keyword “กล่องสุ่ม” ในYoutube ช่วงเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา (สืบค้นเมื่อวันที่29 ธ.ค. 64)  พบว่ามี Content Creator หรือ Influencer จำนวนไม่น้อยที่นำเสนอวิดีโอในประเด็นเกี่ยวกับกล่องสุ่ม ทั้งการสื่อสารการตลาด การสั่งซื้อ การจัดส่ง การเปิด การแสดงของในกล่องสุ่ม รวมไปถึงมูลค่าของสินค้าในกล่องสุ่ม การค้นพบที่น่าสนใจในครั้งนี้ คือจำนวนผู้เข้าชมใน 5 อันดับแรกนั้น มีผู้เข้าชมไม่ต่ำกว่า 1 ล้านครั้ง และสูงสุดอยู่ที่ 2.8 ล้านครั้ง

บทสรุป

          แม้การทำคอนเทนต์เปิดกล่องสุ่มโดย Content Creator หรือ Influencer จะมีวัตถุประสงค์หลักคือการจับสิ่งที่อยู่ในกระแสมาทำเป็นคอนเทนต์ เพื่อสร้างความบันเทิง ให้คนดูรู้สึกลุ้น และตื่นเต้นตามไปด้วย แต่ในขณะเดียวกันเนื้อหาดังกล่าว ก็อาจมีส่วนในการชี้นำ หรือชักชวน เด็ก เยาวชน และประชาชน ให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ ซื้อกล่องสุ่มตาม เพื่อหวังรางวัลใหญ่ เช่น มือถือ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เป็นต้น  ซึ่งอาจไม่ได้แตกต่างจากความรู้สึกในการลุ้นหวย หรือการเสพข่าวผู้โชคดีถูกรางวัลใหญ่ ในทุกวัน 1 และ วันที่ 16 ของทุกเดือนเท่าไหร่นัก

          อย่างไรก็ตาม ปรากฎการณ์กล่องสุ่ม และการถกเถียงต่างๆ ที่เกิดขึ้น ก็อาจถือเป็นการย้อนสำรวจถึง ความสนใจในเรื่องความสนุกในการเสี่ยงโชค การลุ้น การพนัน มิติด้านจิตวิทยา พฤติกรรมบริโภคนิยม การสื่อสารการตลาด พลังของโซเชียลมีเดีย และที่สำคัญก็คือ “ความหมาย ของกล่องสุ่ม ที่อาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และเป็นประเด็นให้ประชาชนคนทั่วๆ ไป ในฐานะผู้บริโภค นักสื่อสารมวลชน ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันถอดบทเรียน เพื่อยกระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสื่อและสังคมต่อไปในอนาคต

วิกฤตโควิด 19 และ การสื่อสาร : กรณีคลัสเตอร์ทองหล่อ ชนวนระบาดโควิด 19

วิกฤตโควิด 19 และ การสื่อสาร : กรณีคลัสเตอร์ทองหล่อ ชนวนระบาดโควิด 19

กว่า 2 ปีแล้ว ที่โลกต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ประเทศไทยก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้การระบาดใน 2 ช่วงแรก เราจะสามารถรับมือได้ดีในระดับหนึ่ง แต่เมื่อต้องเจอกับการระบาดของโควิด 19  สายพันธุ์ใหม่ ประจวบกับความย่อหย่อนของมาตรการทั้งจากภาครัฐ และผู้ประกอบการธุรกิจ  นำมาสู่ความสับสนทั้งสถานการณ์การแพร่ระบาดและการสื่อสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสื่อสารของภาครัฐ และการสื่อสารในสื่อสังคมออนไลน์ หรือ Social Media 

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ในฐานะกำลังสำคัญในการสร้างการมีส่วนร่วมทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน จึงได้จัดให้มีการศึกษาวิเคราะห์สื่อและพฤติกรรมการสื่อสารต่อประเด็นการกลับมาระบาดของโควิด 19 กรณีคลัสเตอร์ผับย่านทองหล่อ “คริสตัลคลับ” ( Krystal Club) ซึ่งจากการสำรวจ Trend การสื่อสารในแพลตฟอร์มออนไลน์ เดือนเมษายน 2564   พบว่า เป็นหนึ่งในประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจในลำดับต้นๆ โดยการวิเคราะห์ความรู้สึกจากกลุ่มตัวอย่างบัญชีโซเชียลที่มีอิทธิพลทางความคิด จาก Facebook และกลุ่มตัวอย่างบัญชีโซเชียลของบุคคลธรรมดา/ทั่วไป จาก Twitter ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่เป็นการสื่อสารแสดงความเห็นต่อประเด็นดังกล่าวในเชิงลบ

จากการสัมภาษณ์ ผศ. ดร.ทวิดา กมลเวชช คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารสถานการณ์ภัยพิบัติและภาวะฉุกเฉิน ต่อผลการวิเคราะห์ความรู้สึกจากกลุ่มตัวอย่างบัญชีโซเชียลมีเดีย ดังระบุข้างต้น

          ผศ. ดร.ทวิดา มีความเห็นว่า รายงานดังกล่าวสะท้อนความรู้สึกของประชาชนที่ต้องอยู่ในสถานการณ์ระบาดของโรคมายาวนาน และในระลอกที่ 3 ยังมีต้นตอจากผับทองหล่อ ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ประชาชนรู้สึกโกรธ เพราะต้นเหตุเกิดจากมาตรการของรัฐอีกรอบ และยังเกี่ยวกับกลุ่มที่แสดงถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคม ที่ปัจจุบันยังไม่ทราบว่าต้นเหตุของการระบาดคือใคร เมื่อรวมกับแผนการจัดหาวัคซีนของรัฐบาลก็ยังทำได้ไม่ดีนัก จึงเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีข่าวดี เพื่อเรียกความมั่นใจให้กับประชาชน  

            ผศ. ดร.ทวิดา สะท้อนภาพวิกฤตทางการสื่อสารต่อไปว่า วิกฤตทางการสื่อสารเกิดมาก่อนเดือนเมษายน เพราะที่ผ่านมารัฐใช้การสื่อสารแบบคลุกฝุ่น แต่สิ่งสำคัญสำหรับการสื่อสารในภาวะวิกฤตนั้นจะต้องให้ความสำคัญในบางจุด เช่น การแจ้งข้อมูลควรเป็นการบอกให้ทราบ ไม่ใช่การสั่งสอน อีกทั้งวิธีการนำเสนอของรัฐก็ยังไม่สอดคล้องกับวิธีการเสพข้อมูลของคนรุ่นใหม่ แต่ทั้งนี้สิ่งสำคัญที่มองข้ามไม่ได้คือมาตรการที่ดี เพราะหากเริ่มต้นจากมาตรการที่ดีแล้วการสื่อสารที่ดีย่อมจะตามมา ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาไม่แน่ใจว่าการที่รัฐไม่ได้สื่อสารออกมา เป็นเพราะทำแล้วแต่ไม่สื่อสาร หรือไม่ได้ทำจึงไม่มีข้อมูลให้สื่อสาร จนทำให้การสื่อสารหมดพลัง

นอกจากนี้ ผศ. ดร.ทวิดา ยังวิเคราะห์ถึงสิ่งที่รัฐบาล สังคม และสื่อ ควรทำแต่อาจจะไม่ได้ทำในช่วงเวลาดังกล่าวว่า สำหรับภาครัฐสิ่งที่ไม่ได้ทำคือการแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาด โดยอาจใช้วิธีนำเสนอเรื่องดี ๆ ที่เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาวัคซีน เช่น การระบุข้อมูลที่ชัดเจนเรื่องจำนวนวัคซีน ทั้งขั้นตอนการจอง และยอดฉีดของแต่ละวันให้ชัดเจน เป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐทราบแล้วว่าปัญหาอยู่ที่ไหน

          ส่วนภาคสังคมนั้นประกอบด้วยคนหลายกลุ่ม กลุ่มแรกคือ นักวิชาการ สิ่งที่ทำส่วนใหญ่คือการชี้ให้เห็นปัญหาว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง แต่อาจลืมเสนอแนวทางการแก้ไข หรือไม่ได้ให้ความเข้าใจว่ารัฐอาจมีข้อจำกัดบางอย่าง หรือกฎระเบียบบางอย่างทำให้ไม่สามารถจัดการเรื่องดังกล่าวได้

           กลุ่มต่อมาคือ กลุ่มคนที่รับข้อมูลในโซเชียลและส่งต่ออย่างรวดเร็ว สิ่งที่ไม่ได้ทำคือการกลับไปแก้ไขข้อมูล หากข้อมูลที่แชร์เป็นข้อมูลที่ผิดพลาด ซึ่งอาจเกิดจากการไม่สนใจกลับไปแก้ไข หรือไม่อยากรับรู้ข้อมูลที่ขัดแย้งกับความรู้สึกตนเอง ซึ่งอาจทำให้คนที่รับข้อมูลแบบผ่าน ๆ อาจเข้าใจผิดพลาด

          ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือ กลุ่มคนที่ต้องทำงานหนัก จนไม่มีเวลาตรวจสอบข้อมูล ทำให้ส่วนใหญ่เป็นผู้รับสารเพียงอย่างเดียว สิ่งที่ต้องทำคงเป็นเรื่องของการป้องกันตัวเองให้ดีที่สุด แม้จะเป็นสิ่งที่ยาก แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

          ประเด็นถัดมาคือ ในส่วนของสื่อ ที่ควรนำเสนอข้อเท็จจริงทั้ง 2 ข้าง และสื่อบางแห่งมักไม่ทำตัวเป็นผู้ให้ความรู้ แต่เป็นเพียงผู้สื่อสารข้อมูลที่เน้นความรวดเร็วเป็นหลัก นอกจากนี้ยังต้องเป็นผู้ประสานงานเมื่อเกิดวิกฤต เนื่องจากสื่อเป็นช่องทางที่เข้าถึงประชาชนได้ง่ายที่สุด และต้องใช้รูปแบบการสื่อสารโดยแจ้งให้ผู้ชมติดตามข้อมูลต่อเนื่องหากข้อมูลยังไม่ชัดเจน เพื่อเป็นประโยชน์ในการจัดการกับความไม่แน่นอนของข้อมูล            

          ผศ. ดร.ทวิดา เปรียบเทียบการสื่อสารของรัฐ สังคม และสื่อ ในช่วงเดือนเมษายน กับปัจจุบัน ว่า ทุกวันนี้พบว่ารัฐเปลี่ยนแปลงการสื่อสารค่อนข้างมาก มีการใช้กราฟิกนำเสนอข้อมูลให้ตรง

ใจผู้รับสารมากขึ้น เริ่มเข้าใจการเผยแพร่ข้อมูลให้รู้สึกถึงความขัดแย้งน้อยลง และใช้คำพูดลักษณะสั่งสอนน้อยลง แต่ติดตรงที่บางครั้งข้อเท็จจริงที่สื่อสารออกมาอาจยังออกมาไม่สุด แต่มาได้ระดับนี้ก็ถือว่ารัฐมีความพยายามสูงมากในการปรับตัว ในมุมของหัวหน้าที่อยู่ในกลุ่มคนรุ่นเก่า

          ส่วนของสังคมนั้น เชื่อว่าสังคมมีการพัฒนาไปก่อนหน้านี้ที่จะเกิดวิกฤตแล้ว เนื่องจากคนไทยไม่ได้โง่และทราบว่าต้องสืบค้นข้อมูลจากที่ไหน และมีการพัฒนาเรื่องการเช็กข้อมูลเพื่อการรับรู้ข่าวสารอย่างเท่าทัน ยกเว้นกรณีที่มีความเกลียดชัง ความไม่ชอบส่วนตัว ไปขัดขวางการรับรู้ข่าวสาร

          ส่วนของสื่อ พบว่าบางแห่งเริ่มให้ข้อมูลทั้ง 2 ด้านในการนำเสนอ รวมถึงในส่วนของโซเชียลมีเดียก็ตามเริ่มมีการนำข้อมูลเปรียบเทียบกันมากขึ้น ซึ่งเป็นการเรียนรู้จากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมาในอดีต แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีสื่อบางแห่งที่มีการนำเสนอข้อมูลข้างเดียวอยู่เช่นเดิม ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

ผศ. ดร.ทวิดา กล่าวข้อเสนอแนะทิ้งท้ายว่า รัฐควรรวบรวมข้อมูล หาความเสี่ยงในการเกิดวิกฤตให้เจอ พร้อมตั้งทีมสื่อสารในภาวะวิกฤตขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อรับมืออย่างเหมาะสม และควรพัฒนาการใช้สื่อโซเชียลให้เป็นประโยชน์ในการให้ความรู้ และการขอความร่วมมือในเวลาเดียวกัน โดยนำเสนอให้เข้าใจง่าย ไม่ใช่รูปแบบเอกสารราชการ

สำหรับประชาชน ปัจจุบันที่สังคมมีความเซนซิทีฟเพิ่มขึ้น บางบริบทอาจฟังผ่าน ๆ โดยเอาแต่ใจความหลักของผู้สื่อสาร โดยบนพื้นฐานของการทำความเข้าใจกันทั้งผู้พูดและผู้ฟัง เพราะในอดีตสังคมไทยเคยใจดีมากกว่านี้ ไม่ทราบว่าปัจจุบันนี้สิ่งนั้นหายไปไหน

คำค้น Google Trends ประจำปีสะท้อนอะไร?

คำค้น Google Trends ประจำปีสะท้อนอะไร?

 

            ช่วงการอำลาปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ มักเป็นช่วงเวลาของการทบทวน ประมวลเหตุการณ์ที่ประสบพบเจอในช่วงปีที่ผ่านมา วันนี้ Media Alert จะชวนย้อนเวลาทบทวน Trends หรือความนิยม จาก “คำค้น” ยอดนิยมใน Google ช่วงปีที่กำลังจะผ่านไป

            ช่วงปลายปี 2564 Google ได้เปิดผล Google Trends ในแต่ละประเด็นได้แก่ คำค้นหายอดนิยม ข่าว ต้นไม้ บริจาค บุคคล ร้านค้า และสถานที่เที่ยว โดยในหมวดคำค้นยอดนิยมนั้นพบว่าผู้ใช้สื่อออนไลน์ส่วนใหญ่ให้ความสนใจข้อความที่เกี่ยวกับโรคระบาดโควิด 19 มากที่สุด ได้แก่ เราชนะ, คนละครึ่ง, วัคซีนโควิด, ม.33 เรารักกัน, โควิดวันนี้ และอาการโควิด  รองลงมาเป็นประเด็นเกี่ยวกับความบันเทิงและประเด็นอื่น ๆ เช่น ละคร เกม และลอยกระทง

            งานการสำรวจสถานการณ์การสื่อสารทางออนไลน์ของ Media Alert ช่วงเดือน เม.ย. ถึง มิ.ย.64 ได้นำผล Google Trends มาสรุปประเด็นเนื้อหาที่มีการสืบค้นมากสุด จาก Google Trends ในภาพรวม เป็นกลุ่มประเด็นและคำสืบค้น ดังนี้  

1) ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล เลขเด็ด

2) กีฬา

3) สถานการณ์โควิด-19 

โดยพบว่า มีการสืบค้นข้อมูลที่เกี่ยวกับผลสลากกินแบ่งรัฐบาล เลขเด็ด เป็นอันดับแรก ทั้งในเดือน เม.ย. และ พ.ค. ยกเว้นเดือน มิ.ย. ที่พบว่ามีการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด 19 มากที่สุด ทำให้เรื่องผลสลากกินแบ่งรัฐบาล เลขเด็ด และเรื่องกีฬา ตกลงไปอยู่ในอันดับ 2 และ 3

            เมื่อแจกแจงข้อความที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลที่ Google จัดรวบรวมไว้ นำเสนอเป็นกราฟ ได้ดังนี้

 

จะเห็นได้ว่า แม้ว่าคำว่า ตรวจหวย กับ หวย จะถูกค้นหาอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน แต่คำว่าเราชนะ และ คนละครึ่ง ก็มีช่วงเวลาที่ถูกค้นหามากที่สุด และสูงกว่าคำ ตรวจหวย หรือ หวย ทำให้เห็นได้ชัดว่าความนิยมของคำค้นขึ้นอยู่สถานการณ์ ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เมื่อเลยช่วงเวลานั้นแล้วความสนใจก็ลดลงไป จึงทำให้คำว่าเราชนะ และ คนละครึ่งกลายเป็นคำค้นยอดนิยมของปี 2564  การที่คำค้นยอดนิยมที่สุดคือ เราชนะ คนละครึ่ง รวมไปถึง ตรวจหวย และหวย เหล่านี้กำลังสะท้อนอะไรจากผู้ใช้สื่อออนไลน์

แสดงให้เห็นว่า ในช่วงปี 2564 คนไทยที่ใช้สื่อออนไลน์ ให้ความสนใจในสองประเด็นที่มีความแตกต่างกันตามช่วงเวลา และเมื่อเจาะจงไปในพื้นที่หรือจังหวัดที่ผู้ใช้สื่อออนไลน์ค้นหาคำเหล่านี้ พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

จากข้อมูลข้างต้นแสดงว่าคำค้นหาที่เกี่ยวกับ เราชนะ นั้น ส่วนใหญ่เป็นการค้นหาจากกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร แตกต่างจากคำค้นที่เกี่ยวกับการ ตรวจหวย พบว่า มีการค้นหาจากทั่วทั้งประเทศ เมื่อพิจารณารายจังหวัด พบว่า อันดับ 1-5 ได้แก่ จังหวัด ลำพูน แพร่ อำนาจเจริญ อุทัยธานี และสุโขทัย และเมื่อพิจารณาในภาพใหญ่ระดับประเทศนั้น พบว่า คนไทยให้ความสนใจในประเด็น หวย หรือ สลากกินแบ่งรัฐบาล ตามผลการศึกษาเรื่อง “Trends and Tweets: ความสนใจ ความคิดเห็น และอารมณ์ในโลกออนไลน์ ในช่วงเดือนเมษายน พฤษภาคม และ มิถุนายน 2564” ของ Media Alert (2564)

หากพิจารณาลงลึกไปถึงที่มาที่ไปของคำค้นเหล่านี้ พบว่า เป้าหมายของคำค้นเหล่านี้สะท้อนปัญหาทางเศรษฐกิจ เหตุเพราะทั้งคำค้น “เราชนะ” “คนละครึ่ง” “ตรวจหวย” “หวย” ล้วนเกี่ยวข้องกับการเงิน ดังส่วนหนึ่งในบทวิเคราะห์ของ ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์สาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในเวทีเสวนาเรื่อง “Trends and Tweets: ความสนใจ ความคิดเห็นและอารมณ์ในโลกออนไลน์” จัดเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2564

“……..ผมคิดว่าผลการนำเสนอการศึกษาครั้งนี้ สะท้อนสถานการณ์ทางสังคมที่คนสิ้นหวังท้อแท้มากขึ้น เช่น การสนใจเรื่องหวย เรื่องผลสลากกินแบ่ง เป็นความรู้สึกของชนชั้นกลางระดับล่างที่เจอกับความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ ต้องการความหวังในการใช้ชีวิตและขยับสถานะทางเศรษฐกิจของตนเองให้ดีขึ้น แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร…….”

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ในช่วงปีที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อปัญหาทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ส่วนหนึ่งจึงสะท้อนให้เห็นผ่านคำค้นในช่วงปีที่ผ่านมา ที่ทุกคนให้ความสนใจใน คำค้น “เราชนะ” “คนละครึ่ง” อันเป็นมาตรการที่รัฐบาลได้มอบเงินเยียวยาแก่ประชาชน ทั้งยังรวมไปถึงการ “เสี่ยงโชค” หรือ “สลากกินแบ่งรัฐบาล” ที่คนไทยให้ความสนใจอยู่เสมอ ทำให้ข้อมูลทั้ง 2 ส่วนนี้เป็นอันดับต้น ๆ จาก “คำค้น” ในช่วงปี 2564 ของประเทศไทย

ผลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือนในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2564 โดย สำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนอยู่ที่ 28,454 บาท ขณะค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนคือ 22,325 บาท แสดงให้เห็นว่าแต่ละครัวเรือนจะเหลือเงินเก็บต่อครัวเรือนที่ 6,000 บาท แต่ทว่าครัวเรือนไทยมีหนี้สินเฉลี่ยที่ 208,733 บาท ข้อมูลเหล่านี้ แสดงชัดว่า ครัวเรือนไทยจำนวนมาก มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ จึงไม่น่าแปลกใจที่คำค้นในออนไลน์ที่เกี่ยวกับการเงิน จึงได้รับความสนใจสูงสุด

สื่อมวลชนประเทศไทย ก็เช่นกัน ต่างก็ให้ความสำคัญในเรื่อง “การเสี่ยงโชค” และ “การใบ้หวย” จากงานการศึกษาเรื่อง “ความเชื่อทางไสยศาสตร์ในรายการข่าวโทรทัศน์” ของ Media Alert (2564) พบว่า มีการนำเสนอข่าวทางโทรทัศน์เกี่ยวกับความเชื่อทางไสยศาสตร์ ในช่วง 2 สัปดาห์ มีการนำเสนอถึง 102 ข่าว และความยาวอยู่ที่ 218 นาที งานการศึกษานี้ยังชี้ให้เห็นว่า ส่วนใหญ่ของข่าวโทรทัศน์ที่ศึกษาได้นำเสนออย่างเชื่อมโยงความเชื่อทางไสยศาสตร์กับ หวย ตัวเลข และการเสี่ยงโชค

 

จากข้อมูลข้างต้น แสดงให้เห็นว่า สื่อมวลชนก็เป็นช่องทางสำคัญในการกระตุ้นให้คนสนใจใน  ประเด็น “การเสี่ยงโชค” ผสมผสานไปกับ “ความเชื่อทางไสยศาสตร์” สาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีการนำเสนอเช่นนี้ทางสื่อ อาจเป็นดังที่  ระวี ตะวันธรงค์ นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ได้กล่าวในงานเสวนาเรื่อง “Trends and Tweets: ความสนใจ ความคิดเห็นและอารมณ์ในโลกออนไลน์” เมื่อ 23  พ.ย. 64  ตอนหนึ่งว่า

องค์กรสื่อเองก็ต้องอยู่ได้ด้วยกลไกทางตลาด (ไม่ใช่ด้วยเงินบริจาค) จึงต้องผลิตเนื้อหาเพื่อนำเสนอให้คนสนใจ ซึ่งอาจมีผลต่อเรื่องจริยธรรมในการนำเสนอ ผมจึงอยากให้องค์กรรัฐสนับสนุนการผลิตเนื้อหาขององค์กรสื่อที่สะท้อนภาพของสังคมและช่วยกันพัฒนาสังคมได้

ในสภาวะความยากลำบากจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด 19 ที่สะท้อนผ่าน Google Trends ในช่วงปีที่ผ่านมานี้ แสดงให้เห็นว่า ประชาชนจำเป็นต้องพึ่งพาทั้งการเยียวยาและการช่วยเหลือจากรัฐบาล ทั้งยังรวมไปถึง การเสี่ยงโชคจากสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ผ่านมา การรายงานข่าวความเชื่อทางไสยศาสตร์ก็มีสัดส่วนมากขึ้น อันอาจเป็นการสร้าง การผลิตซ้ำ มาตรฐานการทำงาน หรือสูตรสำเร็จของการรายงานข่าว ที่ใช้วิธีเชื่อมโยงข่าวต่าง ๆ กับความเชื่อทางไสยศาสตร์ และโชคลาง เพื่อเรียกความสนใจจากผู้รับชม อันส่งผลต่อเรตติ้งรายการ แต่เป็นการลดทอนมาตรฐานเชิงคุณค่า ของรายการข่าวที่มีบทบาทกำหนดวาระทางสังคม ผู้ผลิตรายการข่าวจึงไม่ควรจัดกระทำให้ข่าวเชื่อมโยงกับความเชื่อทางไสยศาสตร์ อย่างมุ่งกระตุ้นความสนใจ ที่อาจเป็นการตอกย้ำ ผลิตซ้ำ หรือทำให้เป็นความเชื่อที่งมงายด้วยไร้เหตุผล ไม่สร้างประโยชน์ อาจทำให้ติด การเสี่ยงโชค (Media Alert, 2564)

 

สุดท้าย Google Trends ประจำปีอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการค้นหาความสนใจในโลกออนไลน์ของประชาชนแค่ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง และพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง  ซึ่งไม่อาจสรุปความคิดหรือความรู้สึกของประชาชนทั่วประเทศไทยได้ทั้งหมด  แต่ “คำค้น” เหล่านี้เป็นเสียงสะท้อนจากประชาชนที่แสดงให้เห็นถึงความสนใจที่ผูกโยงกับความต้องการทั้งด้านปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต การอุปโภคบริโภค ทัศนคติ และบริบทของสังคมในขณะนั้น แม้สื่อมวลชนจะมี “สิทธิ” ในการคัดเลือกนำเสนอข้อมูล หรือจัดวาระสำคัญของข่าวสารต่าง ๆ ตาม Rating หรือ Trending เพื่อตอบโจทย์ความสนใจของคน  แต่ในขณะเดียวกัน “สื่อมวลชน” ก็มี “หน้าที่และความรับผิดชอบ”  ในการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง มีสาระประโยชน์  ช่วยแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง เพื่อยกระดับความคิด และคุณภาพชีวิตของประชาชน ด้วยเช่นกัน

ความสวย ทำไมต้องมีมาตรฐาน?

ความสวย ทำไมต้องมีมาตรฐาน?

เมื่อรูปร่างหน้าตามีบรรทัดฐานความงามควบคุม

 

            #RealSizeBeauty วาทกรรมทางความงามชุดใหม่ที่มาพร้อมกับเวทีการประกวด Miss Universe 2021 เมื่อความงามไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปร่าง ผอมเพรียว ผิวเนียนสวย หรือมีหน้าอกใหญ่ อีกต่อไป “แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส” ตัวแทนประเทศในการประกวดครั้งนี้ ได้สร้างกระแสการเปลี่ยนนี้ให้เกิดขึ้นในสื่อสังคมออนไลน์ในประเทศไทย ในรอบการประกวด preliminary บทเวที Miss Universe Thailand แอนได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า  

ฉันมายืนอยู่ตรงนี้เพื่อเป็นตัวแทนของพวกคุณทุกคน ทุกคนที่เคยรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่ง รู้สึกถูกตัดสินและรู้สึกเจ็บปวด เพราะเรามีความสวยที่ไม่เหมือนกับมาตรฐานกำหนดไว้ โดยเฉพาะ young girls เพื่อที่พวกคุณจะได้เฉลิมฉลองความเป็นตัวเอง ความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ฉันมองเห็นพวกคุณทุกคน ฉันได้ยินเสียงของพวกคุณ และฉันมาที่นี่เพื่อพวกคุณ

            แอนชิลีได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการประกวดนางงามประเทศไทย เมื่อเธออยู่นอกเหนือจากมาตรฐานความงามในแบบที่ทุกคนรับรู้ เธอไม่ใช่คนผอมเพรียวตามแบบมายาคตินางงามที่เคยมีมา จนนำมาสู่การปลุกกระแส #RealSizeBeauty ขึ้นมาในสังคมไทย

 

            เมื่อการนิยามความงามที่ผ่านมาในอดีตจนถึงปัจจุบันนั้นขึ้นอยู่กับอำนาจทางสังคม และรูปแบบสังคมที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา จนกระทั่งในศตวรรษที่ 1980 เป็นต้นมา วาทกรรม “ความสวย” ในสังคมตะวันตก ได้ถูกโยงเอาค่านิยมความสวย ไว้กับความผอมยิ่งกว่าความผอม และได้กลายเป็นปัญหาของผู้หญิงที่พยายามทำตามค่านิยมนั้น (อุ่นใจ เจียมบูรณะกุล, 2562) 80’s จุดเริ่มต้นของยุคนางแบบ หญิงสาวถูกปักป้ายบนมาตรฐานความสวยแบบสูง ผอม ผิวแทน แต่เฟิร์มแบบนักกีฬา สะโพกต้องเล็กลงและหน้าอกใหญ่ อิทธิพลของนางแบบในสื่อทำให้สาว ๆ พยายามผอมลง ในขณะที่นางแบบนั้นยิ่งผอมกว่าคนปกติลงไปอีก (อาภาภัทร ธาราธิคุณ, 2564)

            ในงานศึกษาเรื่อง วาทกรรมความงามและชุดว่ายน้ำ ที่ผ่านมาของ Media Alert ได้กล่าวถึงแนวคิดเรื่องวาทกรรมไว้ตอนหนึ่งว่า อุดมการณ์เกี่ยวกับ ผู้หญิง และ ความงาม ที่ถูกกําหนดผ่านสังคมและมีแนวโน้มที่จะถูกผลิตซ้ำและเผยแพร่ โดยสื่อมวลชนสู่สังคมในวงกว้าง โดยจากการทบทวนการศึกษาเกี่ยวกับวาทกรรมความงามของผู้หญิงไทยผ่านสื่อ ทั้งงานวิจัยของณัฐพร พานโพธิ์ทอง (2551) รัชนินท์ พงศ์อุดม (2548) ศิริพร ภักดีผาสุข (2552) รวมถึง นันทนา วงษ์ไทย (2556) พบข้อสรุปเกี่ยวกับอุดมการณ์ และลักษณะความงามที่พึงประสงค์ของหญิงไทยที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือการมีรูปร่างผอมเพรียวดูอ่อนเยาว์ผิวขาวกระจ่างใสหน้าอกใหญ่ตึงและได้รูปทรง

            มาตรฐานความงามที่ถูกกำหนดโดยสื่อมวลชน การนําเสนอความงามผ่านสื่อมวลชนประเภทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรายการโทรทัศน์ประเภทส่งเสริมให้คนทําศัลยกรรม หรือ งานโฆษณาที่มักนําเสนอว่าความสวยคือจุดเด่นของผู้หญิงที่ทําให้เป็นที่ต้องตาต้องใจของเพศตรงข้าม ในขณะที่คนไม่สวยหรือคนหน้าตาไม่ดีตามค่านิยมของสังคมจะกลายเป็นคนที่ไม่มีที่ยืนในสังคม (สหภาพ พ่อค้าทอง, 2563) ในบทความเรื่อง “แบบนั้นสวย แบบนี้หล่อ? เมื่อ ‘มาตรฐานความงาม ของสังคมสร้างความบอบช้ำให้ผู้คน” โดย The Matter (2563) ได้กล่าวว่าสื่อโฆษณาชี้นำให้ผู้คนคิดว่า จะต้องมีผิวแบบนั้น หุ่นแบบนี้ เพื่อนำไปสู่การบริโภคสินค้าของแบรนด์ตนเอง เวทีประกวดต่าง ๆ ที่ใช้รูปร่างหน้าตาเป็นเกณฑ์ ซึ่งเมื่อตัดสินผู้ชนะในตอนสุดท้าย ก็ถือเป็นการเคาะสรุปว่า หน้าตาที่สวยหล่อควรจะเป็นแบบไหน

            เมื่อสื่อประกอบสร้างมายาคติความงาม ในงานศึกษาเรื่อง “สื่อสร้างสวย” มายาคติจากการอบรมบ่มเพาะจากสื่อ ของ สหภาพ พ่อค้าทอง (2563) ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า สื่อ เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อทัศนคติ พฤติกรรม และวิถีชีวิตของคนทุกเพศทุกวัยในสังคมไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยรุ่น หรือแม้แต่ผู้ใหญ่ จนทำให้สื่อกลายมาเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อผู้รับสารในหลาย ๆ ด้าน วาทกรรมความงามเป็นการประกอบสร้างภายใต้อำนาจของชนชั้นในสังคมที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละยุคสมัยที่ต่างกัน ตามแนวคิดขั้นตอนและกระบวนของวาทกรรม

รูปภาพ 1 ขั้นตอนและกระบวนของวาทกรรม
ที่มา : วิธีวิทยาวิเคราะห์วาทกรรมแนววิพากษ์ในการศึกษาการพัฒนา. (2558). น.114 ทฤษฎี ระเบียบวิธีวิจัย (methodology) และหน่วยในการศึกษาวาทกรรม

            วาทกรรม “ความสวย ความงาม” ถูกประกอบสร้างมาอย่างช้านาน เช่นเดียวกับเวทีประกวด Miss Universe ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1952 หรือ 69 ปีมาแล้ว การนิยามความหมายของความงามขึ้นอยู่กับทั้งผู้จัดงาน คณะกรรมการ หรือแม้กระทั่งผู้มีอำนาจตัดสิน แสดงออกมาผ่านผู้ได้รับรางวัลในแต่ละปี จนนำมาซึ่งการปฏิบัติงานของวาทกรรมนั้น ที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดความงามในรูปแบบของเวทีประกวด Miss Universe ที่กลายเป็นบรรทัดฐานให้ผู้หญิงทั่วโลก บรรทัดฐานความงามชุดนี้ได้ประสานและกลายเป็นค่านิยมหลักของสังคมโลกไปในที่สุด

วาทกรรมชุดใหม่ #RealSizeBeauty ได้เข้ามาทำหน้าที่ผลิตสร้างความหมายใหม่ (resignification) ของความงาม ที่เกิดขึ้นจากกลุ่มคนที่มี ความคิด ความเชื่อ หรือรูปร่างหน้าตา ไม่ตรงตามมาตรฐานความงามที่ได้กำหนดไว้แต่เดิม นำไปสู่การผลิตสร้างความหมายใหม่ทางวาทกรรมของผู้ตกเป็นเหยื่อ เป็นฝ่ายเสียเปรียบ เป็นผู้ถูกกระทำและเป็นเสียงที่ไม่มีใครได้ยินให้ปรากฏขึ้นในสังคม โดยการผลิตสร้างความหมายใหม่ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม (social movement)

สุดท้ายแล้ว การเคลื่อนไหวทางสังคมในการเปลี่ยนแปลงมายาคติความงามกับวาทกรรม #RealSizeBeauty นี้ จะมีพลังสามารถต่อสู้ต่อรองกับมายาคติความงามชุดหลักของสังคมได้หรือไม่ หรือการเริ่มต้นนี้จะเป็นเพียงแค่กระแสสังคมเพียงชั่วข้ามคืน ยังคงต้องติดตามกันต่อไปถึงข้อถกเถียงชุดนี้ว่าจะเกิดขึ้นต่อไปหรือไม่ หรือจะหายไปตามกาลเวลา

 

ที่มา

สหภาพ พ่อค้าทอง. (2563). “สื่อสร้างสวย” มายาคติจากการอบรมบ่มเพาะจากสื่อ. วารสารสหศาสตร์ศรีปทุม ชลบุรี, 6(1), 12-21.

อาภาภัทร ธาราธิคุณ. (2564). Beauty Standard ส่องวิวัฒนาการมาตรฐานความงามที่ไม่ควรมีมาตรฐาน. สืบค้นจาก https://www.modernist.life/18747/?fbclid=IwAR3-C24UkSEZ2Hq-nMET0wKosntlDxKk54YHsinqQFqiDVfXx-OVstfFukE

อุ่นใจ เจียมบูรณะกุล. (2562). วาทกรรม “ความสวย” และการต่อรองอัตลักษณ์วัฒนธรรมบริโภค. Journal of Social Sciences, Faculty of Social Sciences, Chiang Mai University, 18(1), 133-167.

Media Alert. (2564). วาทกรรมความงามผ่านเรือนร่างคนดังในชุดว่ายน้ำตามวาระสื่อในฤดูร้อน. สืบค้นจาก https://www.thaimediafund.or.th/mediaalert-factsheet07/

The Matter (2563). “แบบนั้นสวย แบบนี้หล่อ? เมื่อ ‘มาตรฐานความงาม’ ของสังคมสร้างความบอบช้ำให้ผู้คน. สืบค้นจาก https://thematter.co/social/beauty-standard/120141