เลือกหน้า

ทำไมคนรุ่นใหม่ไม่ดูละครโทรทัศน์?

สงสัย?

          ละครโทรทัศน์ไทยกลายเป็นประเด็นถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง จากเหตุการณ์ที่รายการ The Driver โดย โอ๊ต ปราโมทย์ ถามนักแสดง ต่อ ธนภพ ว่า ชอบมีคนมาถามเรา ทำไมซีรีส์บ้านเราถึงทำให้ดีมาก ๆ เหมือนซีรีส์เกาหลีไม่ได้ คำตอบของต่อ ธนภพ ในฐานะนักแสดงไทย ก็ยอมรับว่าละครไทยไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร

ในฐานะนักแสดง เจ็บใจนะ ผมจี๊ดทุกครั้งเวลาที่ใครก็ตามที่บอกว่า ฉันไม่ดูละครไทย ฉันไม่ดูหนังไทย คือบางครั้งแค่เป็นคำถามเล็ก ๆ ว่า เราผิดอะไร แบบไม่ดีอะไร คนรอบตัวเก่งหมดแล้วเก่งจริงด้วย แต่แบบมันมีบางอย่างที่คุณไม่รู้หรอกว่าเพราะอะไร ถ้าทำถึงตรงนั้นได้ เราก็อยาก

กลุ่มคนในสื่อสังคมออนไลน์ จึงตั้งคำถามอย่างสงสัยว่า “ทำไมละครไทยถึงไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร”

 เพื่อตอบคำถามนี้ Media Alert ได้สำรวจงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาสังเคราะห์หาข้อสรุป หรือพยายามตอบคำถาม “ทำไมละครไทยถึงไม่ได้รับความนิยม…..” ที่ยังเป็นคำถามในความสนใจในวันนี้

#ละครไทย #ต่อธนภพ

ผู้ผลิตกำหนด แล้วถามคนดูหรือยัง?

งานวิจัยเรื่อง พัฒนาการและสุนทรียทัศน์ในการสร้างสรรค์บทละครในโทรทัศน์ไทย ของ สรรัตน์ จิรบวรวิสุทธิ์ (2554) ซึ่งทำการเก็บข้อมูลเอกสารของนักการละครโทรทัศน์รวมกว่า 50 คน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2508-2553 ประกอบการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้สร้างสรรค์บทละครโทรทัศน์ยุคสมัยต่าง ๆ ทั้ง 5 ยุค ได้แก่ ยุคบุกเบิก ยุคภาพยนตร์โทรทัศน์ ยุคขยายตัว ยุคเฟื่องฟู และยุคโลกาภิวัตน์ ผลการวิจัยพบว่า พัฒนาการและสุนทรียทัศน์ในการสร้างสรรค์บทละครในโทรทัศน์ไทย มีผลสืบเนื่องมาจากบริบทของเทคโนโลยีการสื่อสาร ถึงแม้ว่ายุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ละครโทรทัศน์มีเทคโนโลยีการถ่ายทำที่ความเจริญก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ แต่เนื้อหาของบทละครโทรทัศน์ก็ยังคงวนเวียนกับละครแนวชีวิตที่มีแก่นเรื่องเกี่ยวกับความรัก และความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมคนไทยที่นิยมดูละครโทรทัศน์เพื่อ เอารสมากกว่า เอาเรื่องอันเป็นการผลิตซ้ำทางวัฒนธรรม

 

ในขณะที่ งานวิจัยเรื่อง ความพึงพอใจของผู้ชมและแนวโน้มของละครโทรทัศน์หลังข่าวของช่อง 7 สี ในเขตกรุงเทพมหานคร ของ ทิพาภัสสร์ คล้ายจันทร์ และธีรเดช ชื่นประภานุสรณ์ (2560) ประเด็นแนวโน้มหรือทิศ ทางในอนาคตของละครช่อง 7 สี พบว่า ด้านคุณภาพของละคร บริษัทผลิตละครหรือผู้จัดละครก็ต้องพัฒนาให้ทัน ทั้งอุปกรณ์การถ่ายทำละคร ภาพที่มีความคมชัดมากขึ้น เพราะการแพร่ภาพสมัยนี้ปรับเป็นระบบ HD ทั้งหมด นักแสดงต้องมีบุคลิกภายนอกที่เหมาะสมกับตัวละคร (Characters) ตามบทประพันธ์ ผู้กำกับหรือผู้จัดฯอาจจะต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์และมีชื่อเสียง แต่จะยังคงมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายหลักคือคนที่อยู่ต่างจังหวัด ด้านคุณค่าของละคร ละครจะมีแนวที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อทำให้กลุ่มเป้าหมายมีทางเลือกที่จะตัดสินใจเลือกรับชมตามความต้องการของตัวเอง และจะต้องมีการสอดแทรกคุณค่าและประโยชน์เข้าไปในเนื้อหาของบทละคร ส่งเสริมด้านคุณธรรม การปลูกฝัง ความสามัคคี การให้อภัยกัน หรือ อีกอย่างที่เรียกว่า ทำละครรับใช้สังคมให้เพิ่มมากขึ้น

เมื่อศึกษาถึงประเด็นของการเลือกเนื้อหาและการสร้างสรรค์บทละครโทรทัศน์ในประเทศไทย ก็พบงานวิจัย เรื่อง การเลือกเนื้อหาและการสร้างบทละครโทรทัศน์ในมุมมองของผู้ผลิตและผู้ชม ของ กษิดิ์เดช สุวรรณมาลี (2560) ซึ่งเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก ผู้บริหารฝ่ายละครโทรทัศน์ ผู้จัดละครโทรทัศน์ ผู้กำกับละครโทรทัศน์ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำละครโทรทัศน์ และคอละคร พบว่า 1) การเลือกเนื้อหาของผู้ผลิตละครโทรทัศน์จะเลือกจากพฤติกรรมของผู้รับชมละครและเลือกจากความสดใหม่ของเนื้อหา หรือเลือกเรื่องราวใกล้ตัว ซึ่งจะสอดคล้องกับ กลุ่มเป้าหมายของแต่ละสถานี 2) ละครโทรทัศน์ก็ยังจะคงอยู่คู่คนไทย แต่ถ้าหากเป็นละครเก่า คนดูอาจจะดูยากขึ้น เนื่องจากเทคโนโลยีใหม่ทำให้พฤติกรรมคนดูเปลี่ยนไป การทำละครเนื้อหาใหม่ ๆ จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด 3) ผู้ชมส่วนใหญ่รับชมละครโทรทัศน์เนื่องจากมีเวลาว่าง ต้องการผ่อนคลายความเครียด ส่วนใหญ่รับชมละครแนวดราม่าและละครแนวย้อนยุค โดยจะดูนักแสดงก่อน แล้วจึงดูเนื้อเรื่องของละครเรื่องนั้น ความบันเทิงและข้อคิดในการใช้ชีวิตเป็นสิ่งที่ผู้ชมได้รับจากการรับชมละคร ผู้ชมต้องการให้พัฒนาในเรื่องของบทละครให้มีความทันสมัย และต้องการให้พัฒนา คอมพิวเตอร์กราฟิกให้มีความสมจริงยิ่งขึ้น

ผลการศึกษาข้างต้นชี้ให้เห็นว่า แม้พัฒนาการของยุคสมัยจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม แต่ละครไทยในช่วง 45 ปีที่ผ่านมา ทั้งเนื้อเรื่องและเนื้อหาของบทละครโทรทัศน์ก็ยังคงวนเวียนกับละครแนวชีวิตที่มีแก่นเรื่องเกี่ยวกับความรัก และความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว แม้ว่าผู้สร้างหรือผู้ผลิตละครเองจะมีการคัดเลือกเนื้อหาที่คาดว่าผู้ชมจะสนใจอย่างไรแล้วก็ตาม แต่ตัวคนดูเองนั้นก็ยังคงไม่พอใจและต้องการให้ผู้สร้างหรือผู้ผลิตละคร พัฒนาเนื้อเรื่องให้มีทั้งความทันสมัยและมีเนื้อหาที่นำเสนอข้อคิดที่ผู้ชมควรได้รับจากการชมละครด้วยเช่นกัน   เพื่อทำให้กลุ่มเป้าหมายมีทางเลือกที่จะตัดสินใจเลือกรับชมตามความต้องการของตัวเอง และมีการสอดแทรกคุณค่าและประโยชน์เข้าไปในเนื้อหาของบทละคร

แต่…ละครโทรทัศน์ไทยไป เป็นที่นิยมในประเทศเพื่อนบ้าน

          แม้จะถูกวิเคราะห์ว่าเนื้อหาละครโทรทัศน์ไทย(ว่ามี)มีอาการ “วนในอ่าง”  แต่ละครโทรทัศน์ไทยกลับได้รับกระแสตอบรับที่ค่อนข้างดีจากประเทศเพื่อนบ้าน งานวิจัยของ ผศ.ดร. อัมพร จิรัฐติกร และคณะที่ทำการศึกษา “การบริโภคละครโทรทัศน์ไทยผ่านเว็บไซด์ในกลุ่มประเทศอาเซียนและจีน: กรณีศึกษาประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและจีน พบว่า

ในประเทศเวียดนาม ละครโทรทัศน์ไทยได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ถึงแม้จะไม่ใช่กระแสหลัก แต่ก็อยู่ในอันดับต้น ๆ ของสื่อบันเทิงจากเอเชีย ในขณะที่ประเทศจีน สามารถแบ่งความนิยมละครโทรทัศน์ไทยออกเป็น 2 ช่วง คือในยุคแรก ละครโทรทัศน์ไทยได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในช่วง พ.ศ. 2551-2554 แต่หยุดการเผยแพร่ในปีต่อมาเนื่องจากความอิ่มตัวในเนื้อหาละครไทยที่มีแต่แบบเดิม ๆ และเพิ่งจะกลับมาได้รับความนิยมผ่านการรับชมทางอินเตอร์เน็ต ในช่วงปี พ.ศ. 2557 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  แต่ความนิยมละครโทรทัศน์ไทยในประเทศฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ยังมีความจำกัดอยู่        

 

          ผู้วิจัยวิเคราะห์ว่า เหตุที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากผู้ชมในประเทศเวียดนามมาจากรากฐานวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกับไทย ทำให้เปิดรับสื่อบันเทิงไทยได้ง่ายและเปิดรับแทบทุกรูปแบบ ในขณะที่ผู้ชมในประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และจีน มาจากบริบททางสังคมที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ผู้ชมมองหาสิ่งแปลกใหม่หรือสิ่งที่ขาดหายไปในสังคมของตนเอง เช่นเรื่องราวในรั้วโรงเรียน หรือเรื่อง “ต้องห้ามที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางเพศ

          ส่วนผู้ผลิตรายใหม่พยายามแสวงหารูปแบบละครที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อจับกลุ่มผู้ชมเฉพาะกลุ่มเช่น แนววัยรุ่นรักโรแมนติก แนวชายรักชาย แนว reality drama ผู้ผลิตมีการสร้าง application ของตัวเอง มีการร่วมมือกับผู้นำด้านเทคโนโลยีที่มีฐานผู้ใช้งานจำนวนมากเช่น LINE TV สำหรับตลาดต่างประเทศ และผู้ผลิตเองก็มีการปรับเปลี่ยนเชิงเนื้อหาที่มุ่งไปสู่ความเป็นสากลมากขึ้น จากการซื้อเนื้อหาละครจากต่างประเทศมาผลิตละครแนว รีเมครวมถึงผู้ผลิตเริ่มมองเห็นความสำคัญของกลุ่มผู้ชมนอกประเทศมากขึ้น

          จากงานการศึกษาที่นำมาสรุปเสนออาจแสดงให้เห็นได้ว่า ในกลุ่มประเทศที่มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกับประเทศไทย ละครโทรทัศน์ไทยจึงได้รับความนิยมอย่างสูง แต่ขณะที่ประเทศที่มีบริบททางวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไป ละครโทรทัศน์ไทยที่มีเนื้อหาในแบบเดิม ๆ อาจจะทำให้ไม่ได้รับความนิยม ยกเว้นการนำเสนอในประเด็นเรื่องต้องห้ามในประเทศนั้น ๆ ที่น่าสนใจคือ งานวิจัยนี้ พบการพยายามปรับตัวของผู้ผลิตรายใหม่ของไทย ทั้งการจับแนวทางความชอบ ความสนใจ ของกลุ่มเป้าหมายหลากหลาย การปรับเนื้อหาให้มีความเป็นสากล การผลิตละครแนว “รีเมคจากเนื้อหาที่ซื้อจากต่างประเทศ รวมทั้งการขยายช่องทางการเข้าถึงผ่านเทคโนโลยีออนไลน์ต่าง ๆ

ทำอย่างไรละครโทรทัศน์ของไทยจะเป็นที่นิยมเช่นของเกาหลีใต้

          ทำไมซีรีส์เกาหลีใต้จึงได้รับความนิยม และมักมีการเปรียบเทียบละครโทรทัศน์ไทยกับซีรีส์เกาหลีใต้ จากงานวิจัยเรื่อง “ภาพยนตร์ชุดเกาหลี : กรณีศึกษากระแสคลื่นวัฒนธรรมเกาหลีในสังคมไทย” ของ นพดล อินทร์จันทร์ และคณะ (2555) ผลการศึกษาพบว่า ภาพยนตร์ชุดเกาหลีให้ความสำคัญกับการวางโครงเรื่อง มีเนื้อหาที่สามารถติดตามได้ง่าย ไม่ซับซ้อน มีปมปัญหาหลักเพียงปมเดียว วางโครงเรื่องอย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่จุดสุดยอดของเรื่อง และมักจะเร้าอารมณ์ของผู้ชมให้เกิดการปลดปล่อยทางอารมณ์ โดยกระตุ้นให้เกิดความสงสาร โกรธ เกลียดชัง หรือรัก ผ่านการดำเนินเรื่องและการกระทำของตัวละคร เนื้อหาสาระมักเน้นย้ำการสะท้อนให้เห็นถึงความเหล่ือมล้ำทางสังคม การละเมิดสิทธิมนุษยชน การแบ่งชนชั้นในสังคม สิทธิสตรี มุ่งเสนอเนื้อหาของความเพ้อฝันเกินจริง ความรักต่างชนชั้น พรหมลิขิต และมีการสอดแทรกคติธรรมอย่างง่าย ๆ

 

          นอกจากนี้ ในประเด็นเรื่องวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อสังคมไทย ผลการวิจัยพบว่า ภาพยนตร์ชุดเกาหลีในประเทศไทยมีอิทธิพลทางวัฒนธรรมใน 3 ปัจจัย คือ 1) นำเสนอและประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ 2) ส่งถ่ายวัฒนธรรมเกาหลีสู่ประเทศไทย 3)เปลี่ยนแปลงความเชื่อและสุนทรียภาพ

อิทธิพลเหล่านี้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทัศนะความเชื่อในแง่สุนทรีภาพของคนดูละครโทรทัศน์ไทย ทำให้เกิดความนิยมชมชอบในความเป็นแบบฉบับอย่างเกาหลีมากขึ้น งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าภาพยนตร์ชุดของเกาหลีได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงละครโทรทัศน์ไทย ด้านรูปแบบการนำเสนอที่แตกต่างออกไป การสอดแทรกเนื้อหาที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ชมในประเทศไทย

บทความเรื่อง “ทุบๆ จุดไหนที่ละครไทย ด้อยกว่าซีรีส์เกาหลี” โดย ไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 18 ก.พ. 2565 ได้นำเสนอบทสัมภาษณ์ของนักแสดง ผู้ผลิตละคร และผู้เกี่ยวข้องกับละครไทย

 

นักแสดงมากความสามารถอย่าง “ป๊อก ปิยะธิดา มิตรธีรโรจน์” ได้กล่าวว่า บอกตรง ๆ เลยว่า พล็อตละครไทยเรา ไม่ค่อยกล้าฉีกแนว เราอาจจะกลัวเพราะมีข้อจำกัดในการทำ หรือบางทีในบางแง่ เราคิดแทนคนดูเยอะเกินไปว่าทำแบบนี้ออกมาแล้ว คนจะไม่ดู ละครอย่าไปรีเมกอะไรบ่อย ๆ เพราะคนดูเดาได้แล้ว จะดูละครไม่สนุก เรามีความสามารถ เราทำอะไรได้มากกว่าที่เราคิด ถ้าเราทำละครให้สนุก เดายาก คนดูก็ชอบ อยากติดตาม แค่นั้นเอง”

เช่นเดียวกับ แดนนี่ พิชาพัฒน์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ นายแบบ-พิธีกร-ผู้ประกาศข่าว ให้ข้อมูลเชิงลึกไว้ว่า การแข่งขันในวงการนี้ คือการนำเสนอความแตกต่าง ที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน สิ่งที่จะตรึงใจคนดูได้คือ ความไม่เหมือนใครและสิ่งที่จะทำให้เกิดความแตกต่างได้ในละคร คือ บทละครที่ดี ต่อให้คุณมีนักแสดงแถวหน้าของประเทศ แต่หากบทของคุณไม่ดี น่าเบื่อ ซ้ำซาก เดาง่าย คนดูก็ไม่ดูอยู่ดี

 

ความแตกต่างของเนื้อหาในละครโทรทัศน์ไทย เป็นเรื่องสำคัญที่คนในแวดวงการละครให้ความสำคัญ และมองว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้ละครโทรทัศน์ไทยกลับมาได้รับความนิยม และสามารถทัดเทียมกับซีรีส์ในประเทศเกาหลีใต้ได้

เดินทางไหนดี…

          สุดท้ายแล้วอาจตอบคำถาม “ทำไมซีรีส์บ้านเราถึงทำให้ดีมาก ๆ เหมือนซีรีส์เกาหลีไม่ได้”    ว่า…เพราะเนื้อหาที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงจากอดีต การนำเสนอแต่ประเด็นเดิม ๆ ขาดการนำเสนอเรื่องคุณค่าชีวิต หรือข้อคิดที่สำคัญไปกว่าความรักของตัวละคร รวมไปถึงการไม่นำเสนอประเด็นที่มีความหลากหลาย คือยังเน้นเนื้อหาที่มีความเฉพาะตัว ทำให้ละครโทรทัศน์ไทยยังคงนำเสนอเรื่องราวซ้ำ ๆ และจำเจ

          แตกต่างไปจากละครโทรทัศน์เกาหลีใต้ที่มีความหลากหลายคาดเดาเนื้อเรื่องไม่ได้ มีเนื้อหาและการนำเสนอที่สามารถเข้าถึงผู้ชมกลุ่มใหญ่หรือระดับนานาชาติได้ดีมากกว่า จึงทำให้ซีรีส์เกาหลีกลายเป็นที่นิยมอย่างมากทั่วโลก

          แม้จะมีผู้ผลิตและผู้สร้างละครโทรทัศน์ไทยที่บอกว่าได้พัฒนาเต็มที่แล้วก็ตาม แต่เมื่อยังมีผู้บริโภคหรือคนดู ที่บอกว่า ยังไม่ดีพอ ยังไม่ชวนติดตาม ไม่ชวนคาดเดา ยังไม่มีความเป็นสากลมากพอ ฯลฯ “ทำเต็มที่แล้ว” จึงไม่น่าเป็นคำตอบสุดท้าย

          สุดท้ายแล้วใครควรมีบทบาทในการปรับปรุง พัฒนาให้ละครโทรทัศน์ไทย เป็นที่นิยมของดนดูทั้งในประเทศ ในต่างประเทศ ในทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ในสังคมยุคใหม่  (“คนรุ่นใหม่”อาจไม่ผูกขาดกับคนกลุ่มวัยใด แต่เป็นคนที่ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยได้อย่างเหมาะสม)

 

พัฒนาละครโทรทัศน์ไทย ภารกิจร่วมของ ผู้ชม  ผู้สร้าง/ผู้ผลิต สังคม ไปถึงภาครัฐ

          หากเชื่อว่า ละครโทรทัศน์ไทย ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการรับสื่อของคนในสังคมยุคนี้ หากเห็นว่า ละครโทรทัศน์ไทยควรเป็นผลผลิตทางวัฒนธรรมที่ข้ามพรมแดนประเทศ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในกระบวนการสร้าง (Production) และการรับชมละคร (Consumption) อาจต้องช่วยกันออกความเห็น แสดงข้อเสนอแนะต่อการพัฒนาละครโทรทัศน์ไทย ในด้านต่าง ๆ เช่น โครงเรื่อง เนื้อหา บท การแสดง เทคนิคการนำเสนอ ฯลฯ อย่างตระหนักในเงื่อนไขสำคัญที่เปลี่ยนแปลงไปในกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ เช่น วิธีคิด แบบแผนชีวิตและพฤติกรรม โดยเฉพาะการรับและการใช้สื่อ ความคาดหวังในละครโทรทัศน์ ที่ไม่เพียงตอบสนองอารมณ์ แต่ควรให้แง่คิด มุมมองที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง ละครโทรทัศน์ไม่ควรมีคุณค่าเพียงความบันเทิงที่ผ่านตาหรือเพื่อฆ่าเวลาอย่างที่เป็นมา ยิ่งถ้าทั้งผู้สร้าง ผู้ผลิต รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องหรือแม้แต่คนดู คาดหวังให้ละครโทรทัศน์ไทยได้รับชมจากคนดูในต่างประเทศ การช่วยกันให้คำแนะนำ ข้อเสนอแนะ เพื่อยกระดับละครโทรทัศน์ไทย ทั้งด้านคุณค่าและคุณภาพ น่าจะเป็นโจทย์หรือเป้าหมายร่วมกันของคอสื่อละครโทรทัศน์หรือซีรีส์ ไม่ว่าไทยหรือเทศ เมื่อพบเจอคำตอบหรือข้อเสนอ เพื่อบรรลุความต้องการพัฒนาละครโทรทัศน์ไทยแล้ว

 

การเปรียบเทียบว่าใครดีกว่าหรือแย่กว่า ไทย vs เกาหลีใต้ จะไม่ใช่ประเด็นอีกต่อไป

การสื่อสารเกี่ยวกับมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด 19

จากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 รุนแรงไปทั่วโลก ทำให้รัฐบาลต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักรในช่วงต้นปี 2563 ตามมาด้วยคำสั่งปิดชั่วคราวของสถานประกอบการหลายประเภทที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของโควิด-19 เช่น สถานบันเทิง สนามกีฬา มวย โรงมหรสพ นวดแผนโบราณ สปา ฟิตเนส รวมถึงแคมป์คนงานก่อสร้าง เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาด แต่ส่งผลกระทบครั้งใหญ่ต่อภาพรวมเศรษฐกิจและสังคม มีผู้ใช้แรงงานรวมทั้งลูกจ้างจำนวนมากถูกลดเงินเดือน มีคนตกงานต้องเดินทางกลับภูมิลำเนาเดิม รัฐบาลจึงจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมเป็นจำนวน 1 ล้านล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้มีแผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และชดเชยประชาชนทุกสาขาอาชีพ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดโควิด-19 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพหรือผู้ประกอบการทุกสาขาอาชีพ ให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้ อันเป็นเหตุการณ์สำคัญทำให้ประเด็นมาตรการเยียวยาได้รับความสนใจสูง ดังข้อมูล Google Trends เดือนมิถุนายน 2564 ที่กลุ่มคำค้นเกี่ยวกับมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโควิด-19 ได้รับความสนใจมากที่สุดอันดับ 1 โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่ง เฟส 3 รองลงมาคือ โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้, การช่วยเหลือผู้ประกันตน มาตรา 40 ลดส่งเงินสมทบประกันสังคม รวมถึงการเพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ผู้มีบัตรคนจน) จำนวน 200 บาทต่อคนต่อเดือน ระยะเวลา 6 เดือน

อย่างไรก็ตาม พบว่ายังมีประชาชนที่รู้สึกว่าการช่วยเหลือตามมาตรการเยียวยายังไม่ทันต่อสภาพปัญหาและไม่ตรงตามความต้องการ จึงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปในทางลบ ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาวิเคราะห์ความคิดเห็น อารมณ์ ความรู้สึก จากการสื่อสารในแพลตฟอร์มออนไลน์บุคคลทั่วไป ต่อมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในช่วงเดือนมิถุนายน 2564 ของ Media Alert สำนักงานกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พบว่า กว่าร้อยละ 90 สะท้อนความรู้สึกเชิงลบต่อการเข้าถึงมาตรการ ต่อเงื่อนไขหรือข้อจำกัดของมาตรการ รวมถึงความคาดหวัง ความต้องการต่อมาตรการเยียวยา ที่ยังรู้สึกว่ามีความยุ่งยาก ซับซ้อน ไม่เพียงพอ ไม่ครอบคลุม เอื้อประโยชน์คนบางกลุ่ม ขาดการวางแผน และขาดความชัดเจน

เพราะเหตุใดผลการศึกษาความคิดเห็น อารมณ์ ความรู้สึกของการสื่อสารในออนไลน์ ต่อมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จึงออกมาในเชิงลบ

ดร.เดชรัต สุขกำเนิด นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ได้วิเคราะห์ถึงสาเหตุประการแรกว่า เป็นเรื่องจังหวะเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่โควิด-19 มีการแพร่ระบาดสูง รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้น หากแต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ รัฐบาลเว้นช่วงเวลาในการสื่อสารกับประชาชนนานเกินไป ยกตัวอย่าง กรณีประกาศออกมาช่วงวันศุกร์ แต่ปฏิบัติการตามมาตรการกลับเป็นวันจันทร์หรือวันอังคาร ประกอบกับบางครั้งข้อความของการประกาศและการปฏิบัติไม่ตรงกัน ไม่ชัดเจน และล่าช้า ยกตัวอย่าง การประกาศว่าไม่มีการออกมาตรการที่เข้มงวด นอกจากเรื่องการปิดแคมป์คนงาน แต่พอวันถัดมากลับกลายเป็นว่ามีมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งปัญหาดังกล่าวย่อมทำให้ประชาชนเกิดความกังวลใจ

ประการที่ 2 เป็นเรื่องของความชัดเจนและความทันสถานการณ์ ยกตัวอย่างกรณีประกาศเยียวยา 9 กลุ่มอุตสาหกรรมหรือกลุ่มธุรกิจ ในพื้นที่ 13 จังหวัดสีแดงเข้ม โดยไม่มีการอธิบายที่มาที่ไป เงื่อนไขหรือขั้นตอนผู้ที่จะได้รับการเยียวยาควรเป็นอย่างไร จึงทำให้มีข้อสงสัยและคำถามตามมาว่า กลุ่มอื่น ๆ จังหวัดอื่น ๆ จะได้รับสิทธิ์ด้วยหรือไม่ หรือต้องสมัครประกันสังคมก่อนจึงจะได้รับความช่วยเหลือหรือไม่ ส่วนเรื่องการไม่ทันกับสถานการณ์ เช่น การประกาศปิดแคมป์คนงานก่อนออกมาตรการช่วยเหลือ จึงมีคนงานจำนวนหนึ่งอพยพโยกย้าย นำไปสู่การแพร่ระบาดในต่างจังหวัดในช่วงเวลาต่อมา ถ้าประกาศปิดแคมป์คนงานไปพร้อมกับมาตรการช่วยเหลือ แคมป์คนงานจำนวนหนึ่งจะไม่มีการอพยพออกไปจากนอกพื้นที่

ประการที่ 3 ในทางเศรษฐศาสตร์ ควรแยกมาตรการเยียวยากับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกจากกัน เพราะทั้งสองมาตรการมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันในส่วนของมาตรการเยียวยา คือการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบให้พ้นจากความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจโดยไม่สนใจเรื่องการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ คือการทำให้เศรษฐกิจโดยรวมมีการขยายตัว และทำให้ทุกคนได้รับโอกาสทางเศรษฐกิจมากขึ้น แต่ในขณะที่เศรษฐกิจกำลังหดตัว ประชาชนประสบปัญหาเดือดร้อน ไม่มีอำนาจซื้อ และต้องการได้รับการเยียวยา แต่รัฐบาลกลับประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ สิ่งที่รัฐบาลคิดอาจไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่อาจจะผิดที่ช่วงจังหวะเวลา

ดร.เดชรัต กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลควรสื่อสารเรื่องการควบคุมกับการเยียวยาไปพร้อมกัน หากแต่วิธีการสื่อสารของรัฐบาลในช่วงเดือนมิถุนายน มักจะออกมาตรการควบคุมก่อนมาตรการเยียวยา ทั้งบางครั้งเป็นการส่งสัญญาณที่ยังไม่ได้รับการตัดสินใจจากผู้ที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ ดร.เดชรัต วิเคราะห์ว่า ปัญหาการสื่อสารของภาครัฐกับประชาชนเกิดจาก 2 ส่วน คือ ส่วนของเทคโนโลยีระบบลงทะเบียนมีความยุ่งยากซับซ้อน สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยก็ยากขึ้นกว่าเดิม ส่วนเรื่องของภาษานั้น รัฐบาลมักใช้ภาษาที่เป็นทางการ ขาดการอธิบาย เมื่อประชาชนไม่เข้าใจ ไม่ชัดเจน จึงเกิดความกังวล ส่งผลให้บรรยากาศการสื่อสารภาพรวมทวีความรู้สึกที่รุนแรงมากขึ้น ทำให้เสมือนว่ารัฐบาลไม่ได้ตั้งใจมากพอที่จะช่วยให้ประชาชนส่วนหนึ่งสามารถเข้าถึงกระบวนการเยียวยา

ข้อเสนอแนะต่อการสื่อสารมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

ดร.เดชรัต เสนอว่า ประเด็นแรกที่รัฐบาลต้องเข้าใจคือ ข้อจำกัดของการสื่อสารที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี ซึ่งไม่ใช่เรื่องระยะสั้นที่จบไปพร้อมกับโควิด-19 แต่เป็นเรื่องระยะยาว จึงควรมีการเก็บข้อมูลการใช้งานเพื่อประโยชน์ในการวางแผนต่อไป  แต่การใช้เทคโนโลยีเพื่อเข้าถึงมาตรการเยียวยาจำเป็นต้องคำนึงถึงคนที่เข้าไม่ถึงหรือคนที่ไม่ถนัด ด้วยการจัดให้มีคนกลุ่มหนึ่งทำหน้าที่เป็นลักษณะ Face to Face สื่อสารกันโดยตรง เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาในระยะหนึ่ง ซึ่งในระยะยาว ผู้ช่วยกลุ่มนี้ สามารถมีส่วนร่วมในเชิงนโยบายผ่านระบบดิจิทัลได้

ดร.เดชรัต เห็นว่า อสม. สามารถช่วยเรื่องสื่อสารได้ดี แต่ในภาพใหญ่ อสม. ถูกมองเป็นปลายทางที่สุดของกระบวนการสื่อสาร ทั้งที่ อสม. ควรอยู่ในสมการการสื่อสารตั้งแต่แรก โดยก่อนที่รัฐบาลจะทำการสื่อสารกับประชาชน ควรทำความเข้าใจหรือเตรียมความพร้อมกับ อสม. หลังจากนั้นให้ อสม. อธิบายทำความเข้าใจกับประชาชนก่อน เพื่อลดช่องว่างของความไม่เข้าใจกัน

ในเรื่องการสื่อสารเพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน ดร.เดชรัต เสนอแนะว่า เมื่อรัฐบาลจะประกาศอะไร ควรนำด้วยคำอธิบายให้ประชาชนเข้าใจก่อน จากนั้นจึงสื่อสารการประกาศที่เป็นทางการ ไม่ใช่ประกาศด้วยภาษาทางการก่อนแล้วอธิบายเพิ่มเติมทีหลังอย่างที่ทำมา รวมถึงควรปรับปรุงเทคโนโลยีให้ใช้ง่าย มีการจัดเก็บข้อมูลเพื่อใช้กำหนดนโยบายในอนาคต และจัดให้มี “ผู้ช่วย” หรือ “สื่อบุคคล” เพื่อช่วยเหลือในการเข้าถึงและเข้าใจมาตรการเยียวยาสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ

สำหรับการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ดร.เดชรัต ให้ความเห็นว่า สื่อมวลชนทำงานลำบาก เพราะยากที่จะรู้สิ่งที่อยู่ในใจรัฐบาลทั้งหมด การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนจึงทำได้อย่างจำกัด เมื่อประกอบกับการไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากรัฐบาล จึงทำให้ประชาชนมีความกังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ยิ่งถ้าสื่อไม่สามารถช่วยหาคำตอบให้ได้ ความไม่พอใจของประชาชนก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ปัญหาจึงย้อนกลับไปที่ช่องทางการสื่อสารระหว่างรัฐบาลกับประชาชน ที่ควรทำให้สื่อสารกันได้ดีกว่านี้ ดังนั้นสิ่งที่สื่อมวลชนควรทำคือ การสร้าง “ความเข้าใจ” ในข้อมูลที่รัฐบาลสื่อสารไม่ชัดเจน การตั้งคำถามและหาคำตอบให้ประชาชน รวมถึงการสะท้อนความรู้สึกนึกคิดของประชาชนสู่รัฐบาล เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกันในสังคม

บทบาทรัฐ สื่อ และประชาชน กับการสื่อสารการบริหารจัดการวัคซีนโควิด 19

บทบาทรัฐ สื่อ และประชาชน กับการสื่อสารการบริหารจัดการวัคซีนโควิด 19

           ด้วยสถานการณ์โควิด 19 ยังคงมีการระบาดอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เริ่มพบผู้ติดเชื้อเมื่อปลายปี 2562 ในต่างประเทศ และพบในประเทศไทยเมื่อปี 2563 โดยข้อมูลในเดือนพฤษภาคม 2564 มีกลุ่มคลัสเตอร์ใหม่ ผู้ติดเชื้อรายใหม่ กระจายในหลายพื้นที่ รวมถึงพบเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ที่แพร่ระบาดง่ายอย่างสายพันธุ์เดลตา ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ความหวังและทางรอดที่สำคัญมีเพียงวัคซีนโควิด 19 เท่านั้น ที่จะมาเปลี่ยนสถานการณ์ให้ดีขึ้น ในส่วนของประเทศไทย รัฐบาลได้มีการประกาศแผนฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่เป็นวาระแห่งชาติโดยกำหนดให้วันที่ 7 มิถุนายน 2564 เป็นวันเริ่มต้นการปูพรมฉีดวัคซีนโควิด 19 ขณะที่ประชาชนก็เริ่มให้ความสนใจเรื่องวัคซีนโควิด 19 ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลใน Google Trends เดือนพฤษภาคม 2564 พบว่า ประเด็นที่เกี่ยวกับ “วัคซีนโควิด 19” ติด 1 ใน 3 อันดับแรกในการค้นหาของไทย

          อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาดังกล่าว วัคซีนหลักที่ประเทศไทยนำเข้าคือ “ซิโนแวคยังไม่ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2564 จึงมีการประกาศการขึ้นทะเบียนเพื่อใช้งาน ด้วยความล่าช้าของรัฐบาลในการจัดสรรวัคซีน ประกอบกับการสื่อสารที่ไม่ชัดเจนของรัฐบาล ส่งผลให้หลายคนเกิดความไม่มั่นใจว่าจะได้รับวัคซีนหรือไม่ จนก่อให้เกิดเสียงสะท้อนจากบุคคลทั่วไปในโลกสังคมออนไลน์ในหลากหลายแง่มุม ดังข้อค้นพบจากการศึกษาวิเคราะห์ความคิดเห็น อารมณ์ ความรู้สึก ในสื่อออนไลน์ ช่วงเดือนพฤษภาคม 2564 ต่อประเด็นการบริหารจัดการวัคซีนโควิด 19 ที่ศึกษาโดย Media Alert

          Media Alert โครงการภายใต้แผนการทำงานของสำนักงานกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ทำการศึกษาวิเคราะห์พฤติกรรมการสื่อสารออนไลน์ต่อประเด็นการบริหารจัดการวัคซีนโควิด 19 ซึ่งจากการสำรวจ การสื่อสารความคิดเห็น อารมณ์ ความรู้สึกในแพลตฟอร์มออนไลน์ เดือนพฤษภาคม 2564 พบว่า ส่วนใหญ่สะท้อนความรู้สึกเชิงลบต่อการบริหารจัดการวัคซีนในประเด็น การจัดหาวัคซีน การกระจายวัคซีน และการเข้าถึงวัคซีน ที่ภาพรวมยังมีความไม่ชัดเจน ไม่เชื่อมั่น และเห็นว่ามีความยุ่งยาก ซับซ้อน

          คุณสฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ ด้านเศรษฐศาสตร์ ผู้ได้รับรางวัล ฐานันดร 4 ทองคํา ครั้งที่ 12 ประจำปี 2564 จากมหาวิทยาลัยรังสิต จากผลงานการสื่อสารทางเพจ Sarinee Achavanuntakul เพื่อถ่ายทอดความรู้ ความคิดเห็น มุมมองเชิงธรรมาภิบาล การพัฒนาที่ยั่งยืน พลังพลเมืองในศตวรรษที่ 21 ฯลฯ รวมถึงสถานการณ์ของสังคมที่ประชาชนควรรับรู้รับทราบบนพื้นฐานของเหตุผล อาทิ มหากาพย์วัคซีน : ความ(ไม่)โปร่งใสในการจัดหาวัคซีนโควิด 19 คุณสฤณีวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ผลการศึกษาอารมณ์ ความรู้สึกทางออนไลน์ ต่อประเด็นการบริหารจัดการวัคซีนโควิด 19 ออกมาในเชิงลบว่า น่าจะมาจากเหตุที่ข้อมูลการสื่อสารจากรัฐบาลไม่ชัดเจน ทั้งชนิดวัคซีนโควิด 19 การจัดหา กำหนดการส่งมอบ รวมถึงวิธีการที่รัฐบาลให้ประชาชนลงทะเบียนทางแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ ซึ่งเกิดปัญหาตั้งแต่ต้น ทั้งลงทะเบียนไม่ได้ เข้าไม่ถึงหรือไม่มีสมาร์ตโฟนเพื่อใช้แอปพลิเคชัน จนทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับกระบวนการจัดสรรหรือการเข้าถึง อย่างเช่นชนิดของวัคซีนทำไมมีแค่ ซิโนแวค แอสตร้าเซนเนก้า หรือเพราะเหตุใดรัฐบาลจึงไม่เข้าร่วมโครงการ COVAX หรือทำไมประชาชนจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเองสำหรับวัคซีนทางเลือก ที่แม้จองไว้ก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าจะได้ฉีดเมื่อใด นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการจัดสรรการฉีดวัคซีน ลำดับการฉีดวัคซีนของผู้ที่ลงทะเบียน รวมถึงการมีแอปพลิเคชันต่าง ๆ ทั้ง หมอพร้อม ไทยร่วมใจ เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของแต่ละจังหวัด ซึ่งทั้งหมดยิ่งสร้างความสับสนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก

          คุณสฤณี วิเคราะห์อีกว่า ภาวะข้อมูลล้นเกินในอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย มีส่วนทำให้เกิดข่าวปล่อย ข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวเท็จ ยิ่งเมื่อเกิดสถานการณ์โควิด 19 ที่เป็นโรคระบาดร้ายแรง การได้รับหรือส่งข้อมูลที่เป็นเท็จยิ่งส่งผลร้ายมากกว่าเดิม เพราะประชาชนอาจนำข้อมูลดังกล่าวไปรักษาตัวเองแบบผิด ๆ หรือไม่เข้ารับการรักษา ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้

          อย่างไรก็ตาม ในการสื่อสารของรัฐบาลเกี่ยวกับโควิดและวัคซีน คุณสฤณี กล่าวว่า เป็นปัญหาที่แยกไม่ออกจากการบริหารจัดการ ถึงแม้จะมีทีมสื่อสารที่เก่งที่สุด งานนี้ก็ไม่ง่ายเลย ดังนั้น หากรัฐบาลมีการนำเสนอข้อมูลที่ชัดเจน โปร่งใส เข้าใจง่าย ไม่ใช้ศัพท์เทคนิค ไม่สื่อสารในเชิงโฆษณาชวนเชื่อ การให้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับวัคซีน การประกาศล่วงหน้าว่าวัคซีนยี่ห้อใดจะเข้ามาวันไหน ในจำนวนเท่าไร การกระจายวัคซีนเป็นอย่างไร รวมถึงติดตามข้อค้นพบใหม่ของโควิด 19 ให้ทัน จะช่วยคลายความกังวลใจให้กับประชาชนได้

          ในส่วนการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน พบว่า โดยรวมสื่อยังนำเอาสิ่งที่ทางการพูดมา Echo หรือว่ามาสะท้อนต่อทางเดียวมากเกินไป สื่อไม่ควรทำเพียงถ่ายทอดวาระของรัฐบาล แต่สื่อควรมีบทบาทในการกำหนดวาระจากความสนใจของประชาชน สื่อควรคิดประเด็นและการนำเสนออย่างเป็นระบบมากกว่าเดิม สื่อควรพยายามตั้งคำถามพื้นฐานเกี่ยวกับวัคซีน และหาคำตอบเพื่อรายงานประชาชนอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่น เรื่องประสิทธิผลของวัคซีน หรือภูมิคุ้มกัน การรายงาน Breakthrough Infections หรืออัตราคนที่ฉีดวัคซีนแล้วยังติดเชื้อ เป็นต้น

ทั้งนี้ คุณสฤณีได้เสนอข้อแนะนำการสื่อสารสำหรับการบริหารจัดการวัคซีนว่า ภาครัฐจำเป็นที่จะต้องสื่อสารกับประชาชนด้วยข้อเท็จจริงที่ชัดเจน อย่างตรงไปตรงมา และเข้าใจง่าย ภาครัฐควรมีความโปร่งใสในการบริหารจัดการวัคซีนโควิด 19 ตลอดจนพัฒนาระบบลงทะเบียนฉีดวัคซีนโควิด 19 ให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงติดตามข้อค้นพบใหม่เรื่องโควิด 19 อย่างต่อเนื่อง เพื่อแจ้งให้ประชาชนทราบอย่างทันท่วงที

สื่อมวลชน ไม่ควรทำหน้าที่เพียงสะท้อนข้อมูลจากรัฐบาล ควรอธิบายปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญ ทั้งในเรื่องของโควิด 19 วัคซีนโควิด 19 หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการรวบรวมข้อมูลเพื่อตั้งคำถามต่อเนื่อง หรือเพื่อขยายต่อประเด็น เพื่อเจาะลึกในรายละเอียดเกี่ยวกับวัคซีนโควิด 19 ที่ประชาชนยังให้ความสนใจ สื่อควรเป็นผู้กำหนดวาระของสารเอง โดยการรวบรวมข้อมูล เริ่มต้นจากข้อมูลที่ประชาชนต้องการรู้ แล้วจัดทำข้อมูลและนำเสนอหรือสื่อสารรายงานประชาชน

ส่วนประชาชนผู้รับข่าวสาร ควรเปิดรับข้อมูลข่าวสารหลาย ๆ ด้าน อย่าเพิ่งด่วนเชื่อแม้ข้อมูลนั้นมาจากการแถลงของภาครัฐก็ตาม ควรพยายามตรวจสอบโดยสืบค้นจากต้นแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการป้องกันและดูแลตัวเอง อย่างข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วยหรือสถิติที่เกี่ยวกับโควิด 19 แนะนำให้เข้าไปดูที่เว็บไซต์ของกระทรวงสาธารณสุข

“ร้านป๋าทวี” ร้านข้าวแกงเล็กๆ แต่หัวใจไม่เล็ก

“ร้านป๋าทวี”  ร้านข้าวแกงเล็กๆ แต่หัวใจไม่เล็ก

“การให้เปรียบเหมือนพลังที่เกิดจากจุดเล็กๆ ลากต่อจนเป็น เส้นรวมกันกลายเป็นพลังความหวังที่ฝ่าฟันได้ทุกสิ่ง” – มณฑาทิพย์ ใจสมบุญ

‘ร้านป๋าทวี’ ร้านข้าวแกงขึ้นชื่อย่านพรานนก ที่มีอายุยาวนานกว่า 70 ปี ซึ่งมี ขวัญ – ธงชัย ใจสมบุญ ทายาทรุ่นที่ 2 ของป๋าทวีและ ปู – มณฑาทิพย์ ใจสมบุญ ภรรยาที่รับหน้าที่ดูแลจัดการภายในร้าน ซึ่งลูกค้าขาประจำของร้านป๋าทวี นอกจากลูกค้าประจำที่อาศัยอยู่บริเวณแยกพรานนก ยังมีแพทย์ พยาบาล และบุคลากรในโรงพยาบาลศิริราชที่แวะเวียนมาอุดหนุนกันอยู่เสมอ จนกระทั่งเกิดการแพร่ระบาดของโควิด 19

 

| จุดเริ่มต้นที่ทำให้ ‘ร้านป๋าทวี’ ส่งข้าวกล่องช่วยเหลือหมอ พยาบาลและบุคลากรในโรงพยาบาลศิริราช

“มีหมอกับพยาบาลเดินมาบอกเราว่า คงไม่ได้มากินที่ร้านอีก และไม่แน่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้มากินที่ร้าน เพราะสถานการณ์โรคระบาดที่เกิดขึ้นทำให้หมอและพยาบาลไม่สามารถออกมาจากโรงพยาบาลได้ เนื่องจากพวกเขามีความเสี่ยงเพราะต้องใกล้ชิดกับผู้ป่วย เราได้ยินแล้วรู้สึกเหมือนว่าเขามาลาเรา ตอนนั้นเราใจหายเลย เพราะหากหมอพยาบาลพูดแบบนี้แสดงว่าวิกฤตหนนี้รุนแรงมากจริงๆ เราเลยคิดว่าจะช่วยเหลือนักสู้ในชุดกาวน์ได้อย่างไรบ้าง เราเลยเลือกวิธีการส่งข้าวกล่องไปให้น่าจะดีที่สุด เพราะเราเปิดร้านอาหารถนัดการทำอาหาร อย่างน้อยให้หมอได้อิ่มท้อง ช่วยให้หมอ พยาบาล เหนื่อยน้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้”

“ในช่วงโรคระบาดรุนแรง จนต้องปิดเมืองกรุงเทพฯ เราส่งข้าวกล่องไปให้โรงพยาบาลศิริราช 700 กล่องต่อวัน และมีการแจกข้าวกล่องฟรีหน้าร้านให้กับคนในพื้นที่พรานนกหรือใครก็ตามที่ต้องการอาหารในเวลาลำบากเช่นนี้ คิวต่อแถวรับอาหารยาวมากไปถึงสุดหัวถนน ในช่วงเริ่มต้นเราใช้เงินของเราเองจ่ายเองทั้งหมด แต่ภายหลังมีคนมาร่วมช่วยกับพวกเรา เป็นเงินบ้าง เป็นวัตถุดิบและอุปกรณ์ในการทำอาหารบ้าง”

 

| หลายคน ‘เหนื่อย’ กับวิกฤตครั้งนี้ แต่ทำไมร้านป๋าทวี ‘เหนื่อย’ แต่ยังไม่หยุดให้

“ตอนนั้นใครๆ ก็ลำบาก เราเองก็ไม่แพ้กันทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายและแรงกาย แต่เราคิดว่าถ้าเราทำอาหารให้ หมอ พยาบาลและคนในพื้นที่ได้อิ่มท้อง ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี ตอนนั้นครอบครัวและคนในร้านออกมาช่วยกันหมด กว่าเราจะได้กินข้าวเช้า ก็ปาเข้าไป 5 โมงเย็นทุกวัน จนน้ำหนักลดลงไปกว่า 10 กิโล ภายในเดือนเดียว แต่เราสู้เท่าที่จะเป็นไปได้”

“ถามว่าเหนื่อยหรือท้อไหม ทุกคนในประเทศคงตอบว่าเหนื่อยเหมือนกันหมด แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือทำไมทุกคนยังไม่ยอมแพ้ต่างหาก เราเข้าใจว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้ทุกคนสู้ เป็นเพราะทุกคนเห็นการช่วยเหลือระหว่างกันในสังคม ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ คนที่พอมีกำลังมีทรัพย์ ก็ช่วยเหลือหรือให้ตามที่พอช่วยได้ โควิดมาอาจจะทำให้พวกเราเหนื่อยกายแต่เมื่อได้ให้ ได้ช่วยเหลือก็สบายหัวใจ เราคิดว่าเหนื่อยร่างกายพักผ่อนก็หาย แต่ถ้าเหนื่อยหัวใจไม่มีความสุขแน่ๆ”

“ให้แล้วได้อะไร เราตอบเลยว่าไม่รู้ เพียงแต่เป็นความสุขใจเล็กๆ ที่เราได้ทำ แต่ถ้าถามในใจลึกๆ เราเชื่อนะว่าการให้แม้อาจจะเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ แต่ก็มีพลังมากพอ เปรียบเหมือนการลากเส้นจากจุดเล็กๆ ลากต่อกันจนกลายเป็น เส้น เมื่อรวมกันมากพอ ก็กลายเป็นพลังและเป็นความหวังที่สามารถพาทุกคนฝ่าฟันวิกฤตที่ใหญ่มากๆ เช่นครั้งนี้ไปได้”

ไวรัลคอนเทนต์กล่องสุ่ม: การตลาด ความบันเทิง หรือส่งเสริมการพนัน?

ไวรัลคอนเทนต์กล่องสุ่ม: การตลาด ความบันเทิง หรือส่งเสริมการพนัน?

          ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในช่วงปี 2021 ที่ผ่านมาคำว่า “กล่องสุ่ม” เป็นที่รู้จักมากขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เมื่อ “พิมรี่พาย” แม่ค้าออนไลน์ชื่อดังประกาศขายกล่องสุ่มมูลค่า 100,000 บาท และสามารถขายได้ 1,000 กล่อง ในเวลาเพียงแค่ 10 นาที ทำมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท หลังจากนั้นกล่องสุ่มก็ได้รับความนิยมและถูกพูดถึงในสื่อมวลชนและสื่อออนไลน์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเสียงชื่นชม เสียงวิพากษ์วิจารณ์ เรียกร้องการตรวจสอบ หรือเรื่องราวดราม่าอื่นๆ ที่เกิดขึ้น ตลอดช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา

Made in Japan

          กล่องสุ่มไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่กล่องสุ่มมีที่มายาวนานกว่า 400 ปี จากบทความเรื่อง “เปิดเหตุผล – ที่มาที่ไป กล่องสุ่มที่ได้รับความนิยม จนเป็นเทรนด์ฮิตในปัจจุบัน” ของ PPTV Online เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2564 ได้กล่าวว่า

“กล่องสุ่ม เป็นวิธีการทำการตลาดที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น โดยต้องย้อนไปในสมัยยุคเอโดะ (ค.ศ. 1603-1868) ที่ร้านกิโมโนคละสินค้าภายในร้านใส่ถุงทึบวางขาย ตั้งชื่อว่า ถุงเอบิสึ มาจากชื่อเทพเจ้าการค้า และโชคลาภของญี่ปุ่น จากนั้น ยุคเมจิ (ค.ศ. 1868 – ค.ศ. 1912) เปลี่ยนคำว่า ถุงเอบิสึ เป็นคำว่า ฟุกุบุคุโระ (แปลว่าโชคดี) และเริ่มวางขายช่วงปีใหม่  และขยายไปทั่วประเทศช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2”

          หลังจากนั้นมากล่องสุ่มก็เริ่มมีความหลากหลายมากขึ้น และไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น ในหลากหลายประเทศก็มีวัยรุ่นที่นิยมกล่องสุ่มเช่นกัน ร้านค้าบางแห่งที่มักจะมีถุงโชคดีตลอดทั้งปี ได้แก่ APPLE, Muji, Uniqlo, Lotteria (เครือข่ายอาหารจานด่วน), Starbucks, Sanrio เป็นต้น (กรุงเทพธุรกิจ, 2564) จนกระทั่งในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้ กล่องสุ่มเริ่มได้รับความนิยมสูงขึ้น ทั้งการสุ่มเสื้อผ้า เครื่องสำอาง อาหาร ขนม หนังสือ โทรศัพท์มือถือ ของเล่น หรือแม้กระทั่งของใช้ประเภทอื่น ๆ ทั้งนี้เหล่า Content Creator หลากหลายช่องใน Youtube ได้มีการทำคอนเทนต์โดยการสั่งกล่องสุ่มมาเปิดให้ผู้ชมได้ร่วมกันลุ้นของข้างในกล่องสุ่มไปด้วยกัน จนเกิดเป็นกระแสยอดฮิตในโลกออนไลน์ (iNN Lifestyle, 2564)

การตลาด?

          ในประเทศไทยกล่องสุ่มเริ่มต้นได้รับความนิยมในช่วงการแพร่ระบาดโควิด 19 ที่ผ่านมา ข้อมูลจากกรุงเทพธุรกิจ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2564 เรื่อง “รู้จักเทรนด์ “กล่องสุ่ม” ไม่รู้ว่าของข้างในคืออะไร แต่อยากได้ซะเหลือเกิน” ได้กล่าวไว้ช่วงหนึ่งว่า

“กล่องสุ่มอาหารทะเล กล่องสุ่มหมูกระทะ ที่เคยกลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ในอยู่ช่วงหนึ่งก่อนหน้านี้ โดย ปิยะ จงพิริยะไพบูลย์ เจ้าของร้าน ทะเลมือถือ-ปลาทะเลออนไลน์ ออกมายอมรับว่า หลังขายกล่องสุ่มอาหารทะเลผ่านออนไลน์เพียง 1 สัปดาห์ ทางร้านก็มียอดขายเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวโดยมีออร์เดอร์สูงสุดถึง 500 กล่องต่อวัน ทั้งในกรุงเทพฯ เเละต่างจังหวัด ปัจจุบันรายได้ต่อวันอยู่ที่ 2-3 แสนบาท”

ในแง่มุมของการสื่อสารการตลาดแล้ว กล่องสุ่มได้กลายมาเป็นกลยุทธ์ที่เล่นกับอารมณ์ของผู้คน เน้นให้เกิดความสนุกหรือความรู้สึกร่วมกันระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย นอกจากความคุ้มค่าของสินค้าที่อยู่ภายในถุงโชคดี หรือกล่องสุ่มแล้ว ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งที่ผู้คนชื่นชอบสินค้าประเภทนี้ คือ การได้รับความท้าทาย ความหวัง และความไม่คาดคิดมาก่อนของผู้ซื้อ พฤติกรรมเหล่านี้ถูกศึกษาและเผยแพร่บน Harvard Business Review ที่ชี้ว่า ความตื่นตาตื่นใจหรือความเซอร์ไพรส์ คือเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลัง โดยสรุปได้ว่า การไม่รู้ และอยากรู้คือแรงกระตุ้นอย่างร้ายกาจในตัวมนุษย์ จึงไม่แปลกว่าทำไมคนเราจึงชอบหมุนกาชาปอง เซอไพรส์วันเกิด และซื้อกล่องสุ่ม ที่ไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งของข้างใน (กรุงเทพธุรกิจ, 2564)

การพนัน?

ในขณะเดียวกัน นายรัชพล ศิริสาคร ทนายความ ได้ออกมาพูดถึงกระแสกล่องสุ่มเครื่องสำอางดังกล่าว (ไบรท์ทูเดย์, 2564)  โดยระบุว่า

“ต้องดูว่าสินค้าที่ส่งมาเป็นอะไร หากลงทุนกล่องละ 1 แสนบาท แต่สินค้าทุกอย่างราคา 1 แสนบาทขึ้นไปก็อาจไม่ผิด เพราะถือว่าได้สินค้าคุ้มราคา จึงไม่เสี่ยง แต่ถ้าสินค้ามีมากกว่าหรือน้อยกว่า 1 แสนบาท ก็เข้าข่ายการพนัน เพราะถือว่ามีการได้เสีย ถ้าลงทุน 1 แสนบาทได้สินค้าราคาที่มากกว่าก็ถือว่าได้ ถ้าได้ราคาที่น้อยกว่าก็ถือว่าเสีย”

          หากเปรียบเทียบกล่องสุ่มกับการพนัน บทความเรื่อง เศรษฐศาสตร์กับ ‘กล่องสุ่ม’ อะไรทำให้เราติดใจ และจะควบคุมอย่างไรดี? จาก The Matter เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2564 ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า กล่องสุ่มและการพนันต่างก็ขับเคลื่อนด้วยกลไกทางจิตวิทยาแบบเดียวกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่กล่องสุ่มจะกลายเป็นประเด็นถกเถียงในโลกตะวันตกว่าการปล่อยให้เด็ก ๆ ซึ่งถือเป็นกลุ่มเปราะบางเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่คล้ายคลึงกับการพนันเช่นนี้นับเป็นสิ่งที่เหมาะควรหรือไม่ แล้วเราควรจะควบคุมดูแลอย่างไรไม่ให้เด็กในวันนี้เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่เสพติดการเสี่ยงโชคในวันหน้า

“ภาวะการพนันไม่ได้เกิดจากความหวังที่จะรวยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการได้รับรางวัลมากบ้างน้อยบ้างแบบสุ่มจนทำให้หยุดเล่นไม่ได้ นอกจากนี้ การสุ่มยังกระตุ้นสมองให้หลั่งฮอร์โมนโดปามีนซึ่งจูงใจให้เกิดพฤติกรรมซ้ำ ๆ ซึ่งเชื่อมโยงกับภาวะติดการพนันอีกด้วย”

          เมื่อย้อนดูผลการศึกษาของ Media Alert เรื่อง Trends and Tweets: ความสนใจ ความคิดเห็น และอารมณ์ในโลกออนไลน์ ในช่วงเดือนเมษายน พฤษภาคม และ มิถุนายน 2564 พบว่า หากไม่นับเรื่องโควิด 19 แล้ว คนไทยมีการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับหวย และผลสลากกินแบ่งรัฐบาล มากถึงเดือนละ 6-10 ล้านครั้ง ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนความเชื่อมโยงว่าคนไทยมีแนวโน้มความสนใจในการเสี่ยงโชคการพนัน และกล่องสุ่ม

          ดังนั้นกล่าวได้ว่า กล่องสุ่มมีความคาบเกี่ยวระหว่างเรื่องของการซื้อขายสินค้าและการพนัน ทั้งในแง่มุมของนักจิตวิทยาก็มีความเห็นว่า “การสุ่มยังกระตุ้นสมองให้หลั่งฮอร์โมนโดปามีนซึ่งจูงใจให้เกิดพฤติกรรมซ้ำ ๆ ซึ่งเชื่อมโยงกับภาวะติดการพนันอีกด้วย” และในมุมมองของนักกฎหมายอย่างทนายความก็มีมุมมองว่า “ถ้าสินค้ามีมากกว่าหรือน้อยกว่า 1 แสนบาท ก็เข้าข่ายการพนัน เพราะถือว่ามีการได้เสีย”

ไวรัลคอนเทนต์?

          แม้จะยังมีคำถามว่ากล่องสุ่มถือเป็นหนึ่งในรูปแบบการพนันหรือไม่ แต่กล่องสุ่มได้กลายเป็นปรากฏการณ์ไวรัล ที่ทำให้มีแม่ค้าออนไลน์หลายราย ใช้วิธีการขายกล่องสุ่มแบบเดียวกันนี้ตามๆ กัน ในขณะเดียวกันก็มีกลุ่มผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย ทั้งที่เป็นคนทั่วไป รวมถึง กลุ่ม Influencer ออกมารับลูกปรากฏการณ์ดังกล่าว ด้วยการนำคอนเทนต์รีวิวเปิดกล่องสุ่มผ่านโซเชียลมีเดียของตนเองในแพลตฟอร์มต่างๆ  

          จากการสืบค้น Keyword “กล่องสุ่ม” ในYoutube ช่วงเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา (สืบค้นเมื่อวันที่29 ธ.ค. 64)  พบว่ามี Content Creator หรือ Influencer จำนวนไม่น้อยที่นำเสนอวิดีโอในประเด็นเกี่ยวกับกล่องสุ่ม ทั้งการสื่อสารการตลาด การสั่งซื้อ การจัดส่ง การเปิด การแสดงของในกล่องสุ่ม รวมไปถึงมูลค่าของสินค้าในกล่องสุ่ม การค้นพบที่น่าสนใจในครั้งนี้ คือจำนวนผู้เข้าชมใน 5 อันดับแรกนั้น มีผู้เข้าชมไม่ต่ำกว่า 1 ล้านครั้ง และสูงสุดอยู่ที่ 2.8 ล้านครั้ง

บทสรุป

          แม้การทำคอนเทนต์เปิดกล่องสุ่มโดย Content Creator หรือ Influencer จะมีวัตถุประสงค์หลักคือการจับสิ่งที่อยู่ในกระแสมาทำเป็นคอนเทนต์ เพื่อสร้างความบันเทิง ให้คนดูรู้สึกลุ้น และตื่นเต้นตามไปด้วย แต่ในขณะเดียวกันเนื้อหาดังกล่าว ก็อาจมีส่วนในการชี้นำ หรือชักชวน เด็ก เยาวชน และประชาชน ให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ ซื้อกล่องสุ่มตาม เพื่อหวังรางวัลใหญ่ เช่น มือถือ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เป็นต้น  ซึ่งอาจไม่ได้แตกต่างจากความรู้สึกในการลุ้นหวย หรือการเสพข่าวผู้โชคดีถูกรางวัลใหญ่ ในทุกวัน 1 และ วันที่ 16 ของทุกเดือนเท่าไหร่นัก

          อย่างไรก็ตาม ปรากฎการณ์กล่องสุ่ม และการถกเถียงต่างๆ ที่เกิดขึ้น ก็อาจถือเป็นการย้อนสำรวจถึง ความสนใจในเรื่องความสนุกในการเสี่ยงโชค การลุ้น การพนัน มิติด้านจิตวิทยา พฤติกรรมบริโภคนิยม การสื่อสารการตลาด พลังของโซเชียลมีเดีย และที่สำคัญก็คือ “ความหมาย ของกล่องสุ่ม ที่อาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และเป็นประเด็นให้ประชาชนคนทั่วๆ ไป ในฐานะผู้บริโภค นักสื่อสารมวลชน ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันถอดบทเรียน เพื่อยกระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสื่อและสังคมต่อไปในอนาคต