เลือกหน้า

หยุดซะ โปรเจกต์ 2 ตอนที่ 2

“ทำงานให้มันสมกับการเป็นมืออาชีพกันหน่อยนะ อย่าให้เหมือนน้องเก่ง”
“เล่นเอาซะพี่เครียดเลย”
“ปรบมือให้น้องแคทกันด้วย ลูกค้าชมไม่หยุดเลยครับ”
“สำหรับน้องเก่ง ยังพัฒนาฝีมือได้อีกนะ”

บทสนทนาในกรุ๊ปไลน์ออฟฟิศที่ “แมน” เจ้าของโปรดักชั่นเฮ้าส์ ตำหนิลูกน้อง และยังเปรียบเทียบด้วยการชื่นชมลูกน้องอีกคน เพื่อให้ลูกน้องอีกคนทำงานได้อย่างที่หวัง เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ สะสมความรู้สึกแย่ ๆ เป็นบาดแผลในใจ ทนถูกด้อยค่าไม่ไหว สุดท้ายลูกน้องคนนี้ก็ตัดสินใจลาออก

“ผมสะเทือนใจกับเรื่องนี้มาก รู้สึกแย่ และที่สำคัญ ผมต่างหากที่ดูเป็นคนด้อยค่า ผมต่างหากที่รู้สึกเหมือนตัวเองกระจอกไปเลย และผมก็ยังต้องมานั่งทุกข์ จมปรักกับสิ่งที่ตัวเองก่อและทำเอาไว้ ทุกวันนี้ต้องเตือนสติตัวเองตลอด คิดก่อนพูด อย่าไปบูลลี่ใคร เพื่อไม่ให้การกระทำของผมไปทำร้ายจิตใจคนอื่น”

เหตุการณ์นี้ คือบทเรียนชีวิตที่เกิดขึ้นจริงจากเรื่องเล่าของคนต้นเรื่อง “มารุต มานะกุล” ที่ขออาสามาบอกเล่าประสบการณ์ความรู้สึกที่ฝังใจในช่วงเวลาหนึ่ง ที่เขาเคยบูลลี่ด้วยการใช้ถ้อยคำ จนทำให้คนอื่นรู้สึกเป็นคนด้อยค่า ใน “CUT” สารคดีสะท้อนปัญหาการบูลลี่ 1 ใน 6 เรื่องเล่าจากโครงการหยุดซะ โปรเจกต์ 2 ซึ่งได้รับทุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประเภทเชิงยุทธศาสตร์ ประจำปี 2565

สารคดีเชิงละครสั้นจากความตั้งใจของ วราวุธ ฉิมกิจ และทีมงานบริษัทคิดดี อินฟินิตี้ จำกัด ที่เห็นความสำคัญของปัญหาบูลลี่ อยากสร้างสรรค์สื่อเพื่อช่วยยุติการกลั่นแกล้งกันในโลกออนไลน์ โดยเป็นการต่อยอดมาจากโครงการหยุดซะ โปรเจกต์แรก มีทั้งหมด 6 ตอน เผยแพร่ทางช่องยูทูบyutza เนื้อหาในแต่ละตอนที่นำเสนอ ล้วนได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องเล่าในชีวิตจริงของคนต้นเรื่องจากหลากหลายแวดวงที่ถูกกลั่นแกล้ง และยังมีการตบท้ายด้วยคำแนะนำจากจิตแพทย์ หรือทนายความ ที่มาช่วยให้ความรู้เพิ่มเติมอีกด้วย

หยุดซะ โปรเจกต์ 2 ใช้เวลาผลิตอยู่เกือบ 1 ปี แม้จะมีประสบการณ์ด้านโปรดักชัน และมีมีพาร์ทเนอร์ที่เคยทำงานร่วมกันอยู่แล้ว แต่งานนี้ก็ไม่ง่ายนัก เพราะทีมงานจะต้องไปเฟ้นหานักแสดงที่สมบทบาท และมีบุคลิกใกล้เคียงกับคนต้นเรื่องในแต่ละตอนให้ได้มากที่สุด

“ถือว่าเป็นเรื่องยาก และต้องใช้เวลาพอสมควร กับการค้นหานักแสดงที่มีบุคลิกใกล้เคียงกับคนต้นเรื่อง เช่น เรื่องสี คนต้นเรื่อง คือ คุณซามีน่า ดีมาลย์ ซึ่งมีผิวสี เราก็ต้องไปหานักแสดงที่มีผิวสี ตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก วัยเรียนมหาวิทยาลัย และวัยทำงาน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการหานักแสดงผิวสี มันถูกจำกัดเฉพาะ และไม่ใช่ว่าเป็นผิวสีแล้วจะเอามาเล่นได้เลย เราต้องแคสติ้งดูบุคลิกด้วย บางคนอาจดูเหมาะ แต่อาจจะเล่นไม่ได้ ส่วนเรื่องอื่น ๆ เนื่องจากเราเคยจัดการแคสติ้งนักแสดงมาตั้งแต่โปรเจกต์แรก ก็เลยมีพาร์ทเนอร์มากขึ้น จึงหาได้ไม่ยากเท่าไหร่”

หลังเผยแพร่ผลงานออกไป ก็ได้รับฟีดแบคค่อนข้างดี มียอดวิวหลายแสนวิว หลายคนเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมบอกว่าเนื้อหาสนุก ได้แง่คิด และภาพสวยมาก เช่นเดียวกับการทำโฟกัสกรุ๊ปเพื่อวัดความรู้ความเข้าใจของผู้ชม ส่วนใหญ่บอกว่าสารคดีชุดนี้เป็นการสะท้อนภาพชีวิตจริงของผู้ถูกกระทํา ให้ได้เห็นความรู้สึกอีกมุม ซึ่งคนทั่วไปหรือผู้ที่กระทำการบูลลี่ไม่เคยมีโอกาสได้เห็นมาก่อน หลายคนบอกว่าจะแชร์คลิปสารคดีนี้ไปให้คนที่เคยถูกกระทำเพื่อเป็นกำลังใจ และในอีกด้านหนึ่งจะใช้เป็นเครื่องมือตอบโต้ผู้ที่บูลลี่คนอื่น ให้ได้ดูถึงผลเสียที่เกิดขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็ยังได้เข้าใจ ทราบถึงผลกระทบ และได้ความรู้เรื่องความผิดทางกฎหมายเกี่ยวกับ พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อีกด้วย

“ความสุขของคนทำงาน เราไม่ได้ดูแค่ยอดวิวอย่างเดียว เพราะวัตถุประสงค์หลักของการผลิตสารคดีชุดนี้ ก็เพื่อหยุด หรือลดพฤติกรรมการบูลลี่ ฉะนั้นเวลามองเป้าหมาย ถ้างานของเราไปมีอิทธิพลทำให้ใครสักหนึ่งคน ดูแล้วหยุดการบูลลี่ได้ หรือลดการบูลลี่ลงได้ แค่นี้เราก็แฮปปี้มากแล้ว ถือว่าอย่างน้อยสารคดีของเราก็ประสบความสำเร็จในสิ่งที่เราอยากสื่อสารจริง ๆ”

“การบูลลี่มันมีเกิดขึ้นได้กับทุกกลุ่มคน ตั้งแต่เด็กไปจนถึงคนแก่ เพราะฉะนั้นอะไรที่จะไปกระทบกับความรู้สึกของคนรอบข้าง อยากให้เกิดการแก้ไข หรือแม้กระทั่งคนที่กระทำการบูลลี่เองก็ตาม อยากให้นึกถึงใจเขาใจเรา ถ้าเราหรือครอบครัวเราถูกกระทำแบบนี้บ้างจะรู้สึกอย่างไร” ความรู้สึกจากใจ ข้อคิดทิ้งท้ายจาก วราวุธ ฉิมกิจ และทีมผู้สารคดีเชิงละครสั้นหยุดซะ โปรเจกต์ 2

#กองทุนสื่อ #หยุดซะโปรเจกต์2
#เล่าสื่อกันฟัง #บทความเล่าสื่อกันฟัง
#ผลงานผู้รับทุนกองทุนสื่อ
#สื่อสร้างสรรค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม
#กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

ติดตาม “กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” ได้ที่
Website : www.thaimediafund.or.th
Facebook : กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
Youtube : www.youtube.com/c/ThaiMediaFund
Line Official : @thaimediafund

หยุดซะ โปรเจกต์ 2 ตอนที่ 1

ภาพของเด็กหญิงซามีน่า ดีมาลย์ ลูกครึ่งไทย-แอฟริกันอเมริกัน เด็กผิวสี ผมหยิก ผิวคล้ำ ที่ตกเป็นเป้าสายตา มักถูกเพื่อน ๆ ในโรงเรียน ล้อเลียนทั้งเรื่องทรงผมและสีผิวอยู่เป็นประจำ บางวันก็ถูกเพื่อนขยำกระดาษปาใส่หน้า ด่าว่าอีดำ บางวันก็ถูกถ่ายรูปเอาไปล้อเลียนในโลกโซเชียล

“โห ตัวจริงดำกว่าในรูปอีกนะเนี่ย”
“เออจริงด้วยว่ะแก แชร์ต่อเลยสิ”
ซามีน่า ได้แต่นั่งมองเพื่อน ๆ ที่พากันขำและบูลลี่เธอ ซึ่งเธอรู้สึกไม่โอเค ที่คนรอบข้างมองเธอเหมือนเป็นตัวประหลาด เมื่อโดนล้อทุก ๆ วัน ก็ยิ่งรู้สึกเครียด เบื่อ และพยายามเฟดตัวเองออกจากกลุ่มเพื่อน เพื่อลดการปะทะให้ได้มากที่สุด

“แม่คะ หนูไม่อยากไปโรงเรียนแล้วค่ะ” ซามีน่าบอกแม่ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“โดนล้อมาอีกแล้วใช่ไหม แม่เข้าใจในสิ่งที่ลูกเจอมานะ แต่ในเมื่อเราเกิดมาเป็นแบบนี้ เราคงจะหนีมันไปไหนไม่ได้หรอกนะลูก แม่ไม่สามารถอยู่กับลูกได้ตลอดเวลา ถ้าลูกยอมแพ้ไม่ลุกขึ้นสู้ ลูกก็จะต้องถูกล้อถูกแกล้งไปตลอดชีวิต และคนที่จะปกป้องลูกได้ดีที่สุด ก็คือ ตัวลูกเองนะ”

คำพูดของแม่ ทำให้ซามีน่า ฮึดสู้ ลุกขึ้นมาทำกิจกรรมเยอะมาก เพื่อที่ตัวเองจะได้ไม่ต้องไปหมกมุ่นอยู่กับคำล้อเลียนเหล่านั้น แต่เธอก็ยังโดนล้ออยู่ดี โดนล้อตั้งแต่ประถม มัธยม จนมหาวิทยาลัย และในสังคมที่ทำงาน สุดท้ายแล้ว ซามีน่า จะก้ามข้ามการถูกบูลลี่และใช้ชีวิตอยู่ในสังคมให้มีความสุขได้อย่างไร สามารถไปหาชมกันต่อได้ในสารคดีเชิงละครสั้น ตอน “สี” ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องเล่าของ ซามีน่า ดีมาลย์ กับเหตุการณ์ที่ถูกล้อเลียนมาตั้งแต่เด็ก เป็นสารคดีสะท้อนปัญหาการบูลลี่ 1 ใน 6 ตอน จากโครงการหยุดซะ โปรเจกต์ 2 ที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อหยุดการกลั่นแกล้งกันในโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นการต่อยอดมาจากโครงการหยุดซะโปรเจกต์แรก และได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประเภทเชิงยุทธศาสตร์ ประจำปี 2565

วราวุธ ฉิมกิจ หัวหน้าโครงการหยุดซะ โปรเจกต์ 2 ที่ทำงานด้านโปรดักชั่นมาเกือบ 20 ปี มองเห็นแนวโน้มของปัญหาการบูลลี่ที่รุนแรงขึ้น และยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงผุดไอเดียใช้ความเชี่ยวชาญของตัวเอง และทีมงานบริษัทคิดดี อินฟินิตี้ จำกัด มาสร้างสรรค์สื่อเพื่อหยุดการกลั่นแกล้งกันในโลกออนไลน์ อีกครั้ง

“พอมาศึกษาแล้ว เรื่องการบูลลี่มันมีหลายแง่มุมที่น่าสนใจและน่าเป็นห่วงมาก ๆ อย่างเรื่องCyberbullying สามารถแยกออกมาได้มากถึง 7 ประเภท เรื่อง Hate Speech ก็แยกย่อยได้อีก 8 ประเภท มีอะไรให้น่าค้นหาอีกเยอะแยะเลย แต่จะนำเสนอยังไงให้แตกต่างจากคนอื่น ก็เลยฉีกมาทำละครสั้นในโปรเจกต์แรก และพัฒนาต่อยอดมาเป็นสารคดีเชิงละครสั้น ในโปรเจกต์2 นี้”

สารคดีเชิงละครสั้นโครงการหยุดซะ โปรเจกต์ 2 มีทั้งหมด 6 ตอน ความยาวตอนละ 7-10นาที เผยแพร่ทางช่อง
ยูทูบ yutza โดยในแต่ละตอนที่นำเสนอ ล้วนได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องเล่าในชีวิตจริงของคนต้นเรื่องจาก
หลากหลายอาชีพที่ถูกกลั่นแกล้ง นอกจาก ซามีน่า ดีมาลย์ แล้ว ก็ยังมีเรื่องของคนทำงานโปรดักชัน ที่ไปด้อยค่าเพื่อนร่วมงานจนเขาลาออก เรื่องของนักร้องสาวอวบน้ำหนัก 100 กว่ากิโลกรัม ที่โดนล้อเรื่องสรีระมาตั้งแต่สมัยเรียน

เรื่องของเด็กมหาวิทยาลัยที่ถูกกีดกันออกจากลุ่มเพื่อน ใครคบจะถูกแบน เรื่องของอินฟลูเอนเซอร์ LGBTQ ที่โพสต์ขายของด้านเกษตร แล้วโดนโซเชียลกระหน่ำต่อว่าเรื่องรูปลักษณ์ และเรื่องของนักร้องที่เคยประกวดเดอะวอยซ์ พอมาไลฟ์ร้องเพลงในติ๊กต๊อก ก็ถูกโซเชียลบูลลี่เรื่องที่มีรูปร่างเตี้ย หาว่าตกอับเลยต้องมาหากินทางนี้

“ในทุก ๆ ตอน นอกจากเล่าปัญหาจากเรื่องราวชีวิตของคนต้นเรื่องแล้ว ในช่วงท้ายก่อนจบ จะมีจิตแพทย์มาช่วยอธิบายว่า สิ่งที่เขาเจอมันคืออะไร และควรจะแก้ไขยังไง เหมือนเป็นการช่วยสรุปให้อีกครั้ง พร้อมทั้งให้คำแนะนำเพิ่มเติม และในบางเรื่องก็จะมีทนายความมาให้ความรู้เกี่ยวกับการบูลลี่ด้วย ถ้าเป็นอะไรที่ไปโจมตีหรือหมิ่นประมาทคนอื่น ก็จะเข้าข่ายผิด พรบ.คอมพิวเตอร์”

แม้สารคดีเชิงละครสั้นจากแรงบันดาลใจของคนต้นเรื่องทั้ง 6 คน จะมีเสียงตอบรับค่อนข้างดี สะท้อนได้จากยอดวิวจำนวนหลายแสน แต่นั่นก็อาจยังไม่ได้ทำให้ วราวุธ ฉิมกิจ และทีมงาน มีความสุขมากเท่ากับการทำให้ผู้ชมได้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ถึงความรู้สึกของผู้ถูกกระทำ ว่าเขารู้สึกอย่างไร และนำไปสู่การหยุด หรือลดพฤติกรรมการ
บูลลี่ในสังคมให้น้อยลง

#กองทุนสื่อ #หยุดซะโปรเจกต์2
#เล่าสื่อกันฟัง #บทความเล่าสื่อกันฟัง
#ผลงานผู้รับทุนกองทุนสื่อ
#สื่อสร้างสรรค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม
#กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

ติดตาม “กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” ได้ที่
Website : www.thaimediafund.or.th
Facebook : กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
Youtube : www.youtube.com/c/ThaiMediaFund
Line Official : @thaimediafund

The Turning Point จุดพลิกคลิกโอกาส ตอนที่ 2

“ต้องไปเอ็นท์ใหม่ แต่เราอายุเกือบ 30 แล้ว เราก็รู้สึกว่าเราไม่พร้อมจะไปเอ็นท์ใหม่ โอเค ชาติหน้าเดี๋ยวเราค่อยเป็นสถาปนิกละกัน ทนต่อไป งานที่เราไม่ชอบ สุดท้ายพอปีที่2 ความรู้สึกนั้นมันกลับมา สุดท้ายแล้วไปเสิร์ทมาเจอว่า จริง ๆ มันมีนะ ที่ที่ให้เราไปเรียน โดยที่เราไม่ต้องเอ็นท์ใหม่”

ฉัตรารัศน์ แก้วมรกต อดีตนักข่าวสาวและนักเขียนนวนิยาย เล่าความรู้สึกนาทีที่ตัดสินใจพลิกชีวิตเข้าสู่โลกอาชีพของมัณฑนากร งานที่ทำให้เธอพึ่งค้นพบความสุขในการเรียนรู้และการทำงานในวัยเกือบ 30 ปี หลังที่เธอเรียนจบและเริ่มต้นทำงานเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์มานานถึง 5 ปี แต่ในระหว่างนั้นเธอรู้สึกว่าเส้นทางที่เลือกเดินบนอาชีพนี้ กลับไม่ใช่สิ่งที่เธอชอบหรือทำแล้วมีความสุข ยิ่งมองอนาคตผ่านรุ่นพี่ที่ต้องก้าวไปเป็นบรรณาธิการและหัวหน้านักข่าว ยิ่งทำให้เธอรู้ใจตัวเองแน่ชัดว่าไม่อยากไปต่อบนถนนสายนี้

นั่นทำให้ช่วงที่เป็นนักข่าว นอกเวลางานเธอต้องใช้เวลาหาวิธีผ่อนคลายด้วยการเขียนนวนิยาย จนได้ตีพิมพ์ และหลายเรื่องกลายเป็นละครชื่อดังทางจอทีวี ทั้งแอบรักออนไลน์ สี่หัวใจแห่งขุนเขา สุภาพบุรุษจุฑาเทพ ต้นรักริมรั้ว 365วันแห่งรัก และอีกหลายเรื่อง ขณะที่ความรู้สึกไม่มีความสุขในการทำงานยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนตัดสินลาออกไปทำงานด้านพีอาร์ แต่ความรู้สึกในใจกลับแย่กว่าเดิม

“เดินมาถึงทางตัน เดินกลับบ้านร้องให้เลยนะ รู้สึกมันไม่มีความสุขในชีวิตมาก ๆ ตื่นขึ้นมาก็ไม่อยากไปทำงาน เราเรียนนิเทศมา ไม่ชอบงานด้านนี้เลย เราก็เลยกลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่าเราชอบอะไร ช่วงที่เป็นนักข่าวพอเรารู้สึกไม่มีความสุข เราพยายามหาทางหนี หาทางออก ทางหนีของเราก็คือนอกเวลาเรียนนอกเวลางานเราก็เขียนนิยาย นิยายเรื่องแรกได้ตีพิมพ์ตอนทำหนังสือพิมพ์ปีที่2 มันเป็นความสุขของเรา มันไม่ได้อยู่กับการทำงานตอนเช้าและกลับมาตอนเย็น”

เธอยอมรับ แม้จะเขียนนิยายแล้วมีความสุข แต่ต้องใช้วัตถุดิบและพลังอย่างมากในการเขียน และเริ่มมีโจทย์และข้อจำกัดมากขึ้น ทำให้เธอต้องกลับมาถามใจตัวเองอีกครั้ง ด้วยความชอบการเขียนและการวาดรูป ทำให้เธอมุ่งเป้าไปที่การเป็นสถาปนิกและมัณฑนากรอย่างที่ใฝ่ฝัน หลังค้นข้อมูลพบมีสถาบันที่รับสอนโดยไม่ต้องเอ็นทรานซ์ใหม่ เธอจึงก้าวสู่โลกของการเรียนออกแบบอยู่ 2 ปี และได้รับทุนไปเรียนที่อิตาลีอีก 1 ปี จนกลับมาพร้อมกับความกลัว หากต้องก้าวสู่การเป็นมัณฑนากรมืออาชีพ

“เราบอกกับตัวเองว่า โลกแห่งความเป็นจริงแล้วนะ เราต้องตัดสินใจแล้วนะว่าเราจะกลับไปทำสิ่งที่เราเคยทำมาไหม มี 2 ทางจะเอายังไง หลายคนที่เรียนมาด้วยกันตัดสินใจจะกลับไปทำงานเดิม ถ้าเราคิดว่าเราจะเปลี่ยนสายงาน เราจะนับหนึ่งใหม่ กลับมาเรามีความกลัวมาก ๆ เลย อยู่นั่ง ๆ นอน ๆ ประมาณ 2 ปี เขียนนิยายอย่างเดียว แล้วก็รู้สึกว่าไม่กล้าไปสมัครงาน เขาจะมองยังไง มีแต่พอร์ตไป แต่ว่าประสบการณ์ทำงานบริษัทไม่มี กลัวว่าเราไปนับหนึ่งใหม่มันจะโอเคไหม”

สุดท้าย ฉัตรารัศน์ ได้รับโอกาสจากรุ่นพี่ให้ไปสมัครงานบริษัทเพื่อน และก้าวสู่อาชีพมัณฑนากรสำเร็จ โลกที่ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ ให้เธอได้เรียนรู้อีกมากมาย แต่ด้วยใจรักไม่มีอะไรที่เธอต้องหวาดหวั่น พร้อมจะเรียนรู้และพิสูจน์ฝีมือการทำงานจนได้รับการยอมรับบนถนนสายนี้
เรื่องราวของ ฉัตรารัศน์ เป็น 1 ใน 7 แขกรับเชิญในการโครงการ “The Turning Point จุดพลิกคลิกโอกาส รายการทอล์คซึ่งเป็นเรื่องราวที่ ธาดา ราชกิจ มือทำโฆษณา หัวหน้าโครงการและผู้ผลิตรายการนี้ ชื่นชอบมากที่สุดตอนหนึ่ง

“ตอนที่ชอบมากที่สุด คือตอนสุดท้าย เป็นเรื่องราวของคนที่เป็นนักข่าวนักเขียนละครชื่อดังมาก และเป็นพีอาร์มาก่อน แต่ปรากฏว่างานที่ทำอยู่มันไม่ใช่สิ่งที่เขาชอบเลย เขาก็ไปเรียนอินทีเรียดีไซน์เพิ่ม จนกระทั่งตอนนี้ได้ทำงานเป็นอินทีเรียดีไซน์ให้กับบริษัทต่างประเทศ เคสนี้เขามีจุด Turning Point ที่ชัดเจนมาก ๆ ตอบโจทย์ความเป็นรายการของเราได้มากที่สุด เขาเปลี่ยนจากสายเขียนบทละคร มาทำงานอินทีเรียดีไซน์แบบมืออาชีพได้ เขาใช้เวลาเป็น 10 ปี กับการมาเริ่มนับหนึ่งใหม่ เพื่อทำในสิ่งที่ชอบ เรื่องราวของเขามีหลายมิติที่น่าสนใจมาก”

ธาดา หัวหน้าโครงการผลิตรายการนี้เล่าด้วยความภูมิใจเมื่อพูดถึงรายการทอล์คตอนที่ชื่นชอบที่สุดในโครงการนี้ รวมทั้งแขกรับเชิญอีก 6 คน ซึ่งมีเรื่องราวและจุดพลิกในชีวิตที่น่าสนใจแตกต่างกันออก ทั้งสจ๊วตที่ลาออกมาเป็นพ่อครัวขนมไทย ผู้กำกับละครเวทีที่เปลี่ยนมาทำคอร์สเทรนนิ่งบุคลิกภาพให้บริษัทต่างๆ และนักออกแบบที่กลายเป็นนักคิดเปลี่ยนโลก โดยรายการ “The Turning Point จุดพลิกคลิกโอกาส ทั้ง 7 ตอน มีความยาวตอนละ 30 นาที ได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประเภทเปิดรับทั่วไป ประจำปี 2564 เผยแพร่ทางยูทูบและเฟซบุ๊ก “The Turning Point จุดพลิกคลิกโอกาส” ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก รายการที่อาจจะสร้างแรงบันดาลใจให้คุณได้ค้นพบเส้นทางชีวิตและคลิกกับโอกาสใหม่ ๆ ให้มีความสุขกับการใช้ชีวิตบนโลกนี้ ในทุก ๆ วัน ได้มากขึ้น

#กองทุนสื่อ #TheTurningPointจุดพลิกคลิกโอกาส
#เล่าสื่อกันฟัง #บทความเล่าสื่อกันฟัง
#ผลงานผู้รับทุนกองทุนสื่อ
#สื่อสร้างสรรค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม
#กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

ติดตาม “กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” ได้ที่
Website : www.thaimediafund.or.th
Facebook : กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
Youtube : www.youtube.com/c/ThaiMediaFund
Line Official : @thaimediafund

The Turning Point จุดพลิกคลิกโอกาส ตอนที่ 1

“ผมว่าจริง ๆ คนเรามีเวลาเท่ากัน แล้วอยากให้หาตัวเองให้เจอก่อนเป็นอันดับแรก ไม่อยากให้รู้สึกว่าอยากทำเพราะใคร ๆ เขาก็ทำกัน ไม่อยากให้ทำเพราะว่าเรื่องเงินเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าคุณรู้สึกอยากจะลองเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในชีวิตตัวเอง โดยเฉพาะหน้าที่การงาน อยากให้คุยกับตัวเองแบบอย่างตั้งอกตั้งใจ ว่ามันเป็นความต้องการของเรา คุณมองเห็นภาพตัวเองในอีก 5 ปี 10 ปี ในภาพนั้นไหม เหมือนวันนี้ที่ผมรู้สึกว่า ผมมีทุกอย่างอยู่ในมือเลย รอให้ผมมาลงมือทำ ถ้ามันชัดมากขนาดนั้น แล้วทำไมเราจะไม่ทำ”

บางช่วงบางตอนจากความรู้สึกของ วุฒิภัทร ภูวเดชากร อดีตสจ๊วตหนุ่มที่ทำงานอยู่บนฟากฟ้า แต่หันมาเป็นพ่อครัวขนมไทยมือใหม่ ในอำเภอสวรรคโลก ที่สุโขทัย หลังรับรู้ถึงความรู้สึกที่เปลี่ยนไปในอาชีพที่เคยทำอยู่ โดยมีโควิด-19 เป็นตัวเร่งเร้าในการตัดสินใจพลิกบทบาทชีวิตให้ลงตัวขึ้น

“มันเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราไม่เคยสังเกต ตอนที่เราเป็นวัยรุ่น อาจจะเป็นจังหวะของชีวิตด้วย ที่ทำให้เรารู้สึกว่า เราอยากจะดูแลสุขภาพมากขึ้น กิน นอน เป็นเวลามากขึ้น เงินก็ไม่มากพอ โบนัสก็ไม่มี การขึ้นเงินเดือนน้อยมาก ทำให้เรากลับมาคิดว่า เรายังอยากอยู่แบบนี้ไหม มันไม่เห็นความก้าวหน้า เรายังโอเคกับมันรึเปล่า มันทำให้เรามองหาอาชีพเสริม หรืออยากจะเปลี่ยนทิศทาง หรือเปลี่ยนอาชีพ”

วุฒิภัทร เล่าย้อนไปถึงช่วงที่ตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพจากสจ๊วตสายการบินมาเป็นพ่อครัวขนมไทย หลังเดินทางไปเที่ยวบ้านของแฟน ที่อำเภอสวรรคโลก สุโขทัย ซึ่งคุณแม่มีสูตรทำขนมไทยโบราณ ทำให้เขาสนใจอาชีพใหม่ จากคนที่ทำขนมไทยไม่เป็น ไปเรียนทำขนมและสร้างสรรค์ขนมไทยให้มีความแปลกใหม่ แต่ยังคงความหอมอร่อยและทรงคุณค่าของขนมไทยฉบับดั้งเดิมไว้ได้อย่างกลมกล่อม เชื่อมต่อกับคนรุ่นใหม่ได้อย่างน่าสนใจ ในชื่อของ ขนมไทยบ้านมยุรา ที่ได้รับเสียงตอบรับจากลูกค้าอย่างมาก ทั้งขนมชั้นหนานุ่ม ไม่แข็งกระด้าง ขนมผกากรอง แป้งนิ่ม นุ่มละมุนลิ้น หรืออาลัวรูปส้มไส้ทองเอกไข่แดงเค็ม หรือจะเป็นเปียกปูนใบเตยครีมกะทิ ที่หอมกลิ่นใบเตยผสมกับความหวานหอมของน้ำตาลโตนดได้อย่างละมุน ไม่หวานเกินไป และยังก้าวต่อไปไม่หยุด ในการพัฒนาขนมไทยให้เป็นของที่ระลึกและของฝากจากเมืองสวรรคโลก สุโขทัย

เรื่องราวของวุฒิภัทร ซึ่งเป็นหนึ่งในแขกรับเชิญในรายการทอล์ค “The Turning Point จุดพลิกคลิกโอกาส” รายการที่จะพาคุณไปรู้จักจุดพลิกของหลายคนที่กลายเป็นโอกาสเปลี่ยนเส้นทางชีวิตให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป จากชีวิตของ 7 แขกรับเชิญ จากอาชีพหนึ่งสู่อีกอาชีพหนึ่ง โดยรายการนี้เกิดจากไอเดียและความชอบของ ธาดา ราชกิจ หัวหน้าโครงการและผู้ควบคุมการผลิตรายการนี้ ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประเภทเปิดรับทั่วไป ประจำปี 2564

“The Turning Point ที่เราตีความไว้ ไม่ได้พลิกชีวิตจากศูนย์ แต่จะตีความเป็นทางเลือก เช่นทำไมถึงค้นพบว่าตัวเองชอบเรียนดนตรี มันเป็นเชิงบวก ค้นหาในสิ่งที่ตัวเองเรียนเจอ ค้นหาในสื่งที่รัก หรือสิ่งที่ชอบเจอ ไม่จำเป็นต้องซัฟเฟอร์แล้วTurning Point เราอยากรู้ว่าทำไมคุณตัดสินใจแบบนี้ ตอนแรกเราวางกลุ่มเป้าหมายที่จะไปสัมภาษณ์ มีตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยผู้ใหญ่ เพื่อนำเสนอในหลากหลายมิติ นำเสนอในวัยเขาว่าทำไมเลือกเรียนแบบนี้ ผู้ใหญ่เจอวิกฤตอะไรทำไมถึงเปลี่ยนเส้นทางชีวิตและเลือกอาชีพนี้ หรือปัจจุบันที่สำเร็จ ทำไมมาอยู่ในจุดนี้ได้”

ธาดา เล่าถึงจุดเริ่มต้นและรูปแบบรายการทอล์คที่อาจจะสร้างแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของหลาย ๆ คนได้ โดย” The Turning Point จุดพลิกคลิกโอกาส “ เป็นรายการทอล์ค 7 ตอน ความยาวตอนละ 30 นาที นำเสนอเรื่องราวชีวิตและการตัดสินใจสู่จุดเปลี่ยนของชีวิตจนคลิกกับโอกาสของแขกรับเชิญที่น่าสนใจทั้ง 7 คน ทั้งสจ๊วตที่ลาออกจากการบินไทยในช่วงโควิด-19 ผู้กำกับละครเวทีที่เปลี่ยนมาทำคอร์สเทรนนิ่งให้บริษัทต่าง ๆ ศิลปินภาพประกอบสู่ผู้บริหารวงการแอนิเมชั่น นักออกแบบที่เปลี่ยนมาเป็นนักคิดเปลี่ยนโลก หรือแม้แต่นักเขียนบทละครชื่อดังที่กลายมาเป็นอินทีเรียดีไซน์มืออาชีพได้อย่างน่าอัศจรรย์

“The Turning Point จุดพลิกคลิกโอกาส ทั้ง 7 ตอน นำเสนอในเฟซบุ๊กและยูทูบ “The Turning Point จุดพลิกคลิกโอกาส” ได้รับความสนใจจากผู้ชมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเป็นรายการทอล์คที่ดูได้สบาย ๆ แต่เต็มไปด้วยคมความคิดและการเปลี่ยนชีวิตของแขกรับเชิญที่หลากหลาย ซึ่งอาจจะทำให้คนที่ได้ชมพบกับจุดพลิกและคลิกกับโอกาส ในการเปลี่ยนเส้นทางชีวิตให้ลงตัวและมีความสุขมากขึ้นกว่าเดิมก็เป็นได้
.
#กองทุนสื่อ #TheTurningPointจุดพลิกคลิกโอกาส
#เล่าสื่อกันฟัง #บทความเล่าสื่อกันฟัง
#ผลงานผู้รับทุนกองทุนสื่อ
#สื่อสร้างสรรค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม
#กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

รู้จริงแล้วจึงแชร์ ตอนที่ 2

เมื่อ บก.วิติ้ด สุดหล่อจากการ์ตูนขายหัวเราะ ที่สวมมาดพิธีกรในคลิปการ์ตูน รายการเรื่องจริงวันนี้ กำลังเข้ารายการด้วยการพูดถึงข่าวลือที่เกิดขึ้นหลายพื้นที่ในไทยตอนนี้ ที่ลงทุนแค่หลักพัน แต่ได้กำไรเป็นล้าน พร้อมเปิดตัวคุณจ้อบเจ้าของธุรกิจที่ว่า มาเป็นแขกรับเชิญในรายการ
“แค่คุณลงทุนกับผม ผมจะทำให้คุณมีอิสระทางการเงิน คุณจะรวยจนต้องร้องขอชีวิต” คุณจ้อบเชิญชวนสั้น ๆ ใช้ความอยากรวยมาล่อใจ ทำให้ บก.วิติ้ด ถึงกับเคลิบเคลิ้ม กำลังจะยกออมสินหมูให้

กริ้ง!!! ก่อนที่บก.วิติ้ด จะตกเป็นเหยื่อ เสียงโทรศัพท์จากภรรยาสุดที่รักก็ดังขึ้น พร้อมกับตือนให้ตรวจสอบให้ดีก่อนลงทุน บก.วิติ้ด จึงให้คุณจ้อบอธิบายที่มาของธุรกิจ จนสุดท้ายพบว่าเป็นธุรกิจแชร์ลูกโซ่พร้อมการโต้ตอบของทั้งสองคน
บก.วิติ้ด : “เสียใจด้วยนะ เงินผมอยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว”
คุณจ้อบ : “ธนาคารงั้นเหรอ”
บก.วิติ้ด : “หึ เมีย ให้เงินมากินแค่วันละ 150 บาท เนี่ย”

ภาพตัวการ์ตูนที่คนไทยคุ้นเคยมานานอย่าง บก.วิติ้ด แห่งขายหัวเราะ ที่มาสร้างความสนุกสนาน กับมุขขายขำเบา ๆ ในรายการเรื่องจริงวันนี้ ในตอน “ลงทุนหลักพันได้กำไรเป็นหมื่นเป็นแสน” พร้อมกับสอดแทรกความรู้ แนะวิธีการลงทุนที่ถูกวิธี เพื่อไม่ให้คนไทยตกเป็นเหยื่อของแชร์ลูกโซ่ หรือเว็บพนันออนไลน์ เหมือนที่หลายคนเคยเจอมาแล้ว เช่นเดียวกับรายการเรื่องจริงวันนี้ ทั้งหมด 10 ตอน ซึ่งล้วนแต่เป็นประเด็นเฟคนิวส์ เรื่องที่ผู้คนสงสัยหรือเคยเข้าใจผิดทั้งสุขภาพ การลงทุน หรือแม้แต่ประวัติศาสตร์ ในโครงการรู้จริงแล้วจึงแชร์ ซึ่งทีมงานขายหัวเราะร่วมกันผลิตขึ้น โดยได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประเภทเชิงยุทธศาสตร์ ประจำปี 2565 ใช้ตัวการ์ตูนที่คนไทยคุ้นเคยมาสื่อสารเรื่องราวที่มีประโยชน์ต่อสังคม แบบสั้น ๆ เพียงตอนละ 3 นาที ให้เข้าใจง่าย ๆ ได้อย่างอารมณ์ดี

“ในทีมคิดว่าการ์ตูนของเรา ที่มีคาแรคเตอร์ต่าง ๆ ที่มีฐานแฟนจำนวนมากทั่วประเทศ เป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ดีมาก ๆ ในการสื่อสารเรื่องที่มีประโยชน์ต่อสังคม คือไม่ได้ให้ความบันเทิงอย่างเดียว แต่ยังเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่สื่อสารเรื่องที่มีสาระ มีประโยชน์กับสังคม โดยใช้การ์ตูนหรืออารมณ์ขัน หรือคาแรคเตอร์ของการ์ตูนที่เข้าถึงคนได้ทุกเพศทุกวัย มาช่วยให้เข้าใจเข้าถึงได้มากขึ้น”

พิมพ์พิชา อุตสาหจิต หัวหน้าโครงการรู้จริงแล้วจึงแชร์ อธิบายให้เห็นถึงจุดแข็งของการใช้ตัวการ์ตูนมาช่วยในการสื่อสารให้ผู้คนในสังคม คลายความสงสัยและไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมได้อย่างน่ารักและเข้าใจง่ายขึ้น

นั่นทำให้หลังคลิปการ์ตูน รายการเรื่องจริงวันนี้ ที่มี บก.วิติ้ด ดำเนินรายการทั้ง 10 ตอน ที่เผยแพร่ทั้งทางช่องยูทูบขายหัวเราะที่มีผู้ติดตามหลายล้านคน รวมทั้งตัดคลิปลงในติ๊กต็อกและเฟซบุ๊ก ได้รับเสียงตอบรับล้นหลาม เห็นได้จากกิจกรรมที่ให้คนเข้ามาคอมเมนต์ก่อนเผยแพร่คลิป ให้มาช่วยกันแชร์ประสบการณ์ที่เจอกับเฟคนิวส์ และหลังเผยแพร่คลิปในแต่ละตอน ยังโพสต์เป็นเกมหรือคำถามให้ผู้ชมเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นกันด้วย ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก จากที่ตั้งเป้าไว้หลักแสนวิว แต่รวมทุกแพลตฟอร์มกลับพุ่งทะลุหลักล้านวิว

“เราดีใจที่ได้ทำโครงการนี้ เพราะเป็นโครงการที่เชื่อว่ามีประโยชน์กับผู้ชมมากจริง ๆ ทุกวันนี้แม้จบโครงการแล้ว เราก็ยังย้อนไปดูคลิปการ์ตูนที่ทำอยู่ รู้สึกว่ามันมีประโยชน์จริง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลาที่ได้อ่านคอมเมนต์ ตอนแรกเราก็ไม่ได้คิดว่าฟีดแบคมันจะดีแบบนี้ มีคอมเมนต์แฟน ๆ เข้ามาชมว่า ขายหัวเราะทำได้ดีมากเลย เขาดูแล้วรู้สึกว่าสิ่งนี้มันมีสาระ หรือบางคนก็เข้ามาคอมเมนต์ว่าเดี๋ยวจะเอาไปให้พ่อแม่ดูนะ อยากให้ขายหัวเราะทำสื่อแบบนี้ออกมาอีก บางคนถึงขั้นดูดคลิปการ์ตูนของเราไปแชร์ต่อเองในกรุ๊ปไลน์หรือช่องทางต่าง ๆ ที่ไม่ใช่ช่องทางสื่อสารของเรา ซึ่งจริงแล้วเป็นเรื่องของการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่ในแง่ของผู้ผลิตสื่อที่ไม่ได้หวังผลกำไร ก็อยากให้เกิดการรับชมในวงกว้าง นำสื่อนี้ไปทำประโยชน์ให้กับผู้คนในทุกช่องทาง อีกด้านหนึ่งก็เป็นการพิสูจน์ได้เหมือนกันว่า มีคนที่เห็นประโยชน์จริง ๆ ที่ติดตามและเห็นว่าคอนเทนต์นี้มีประโยชน์กับเขา”

พิมพ์พิชา เล่าด้วยความภูมิใจในความสำเร็จของคลิปการ์ตูนชุดนี้ โดยเฉพาะตัวการ์ตูนอย่าง บก.วิติ้ด ที่ทำหน้าที่พระเอก นำเรื่องราวที่ทีมงานตั้งใจสื่อสารไปยังผู้คนในสังคมในวงกว้าง เพื่อให้คนไทยรู้เท่าทันข่าวปลอมได้อย่างอารมณ์ดี เหมือนที่ขายหัวเราะสร้างรอยยิ้มและความสุขให้คนไทยมาตลอด 50 ปี

สามารถรับชมได้ที่ ยูทูบ ขายหัวเราะ

https://www.youtube.com/watch?v=CAK3dkI6maQ&list=PL2AY1TpITmN9KbSY2ug9bcog4uXaiKxtb 

#กองทุนสื่อ #รู้จริงแล้วจึงแชร์
#เล่าสื่อกันฟัง #บทความเล่าสื่อกันฟัง
#ผลงานผู้รับทุนกองทุนสื่อ
#สื่อสร้างสรรค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม
#กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

รู้จริงแล้วจึงแชร์ ตอนที่ 1

กลายเป็นความสนุกสนาน เฮฮา ที่ทำให้หลายคนหลุดขำหัวเราะออกมาได้ เมื่อ “บก.วิติ้ด” สุดหล่อจากขายหัวเราะ ที่คนไทยคุ้นเคยกันมาถึง 50ปี จะกระโดดออกมาจากหนังสือการ์ตูน มารับบทพิธีกรเวอร์ชั่นการ์ตูน ในรายการ “เรื่องจริงวันนี้” รายการที่จะพาทุกท่านไปสืบค้นและตีแผ่การแชร์ข้อมูลผิด ๆ ในยุคที่สังคมไทยมีการส่งต่อข้อมูลข่าวสารมากมาย

เพื่อพิสูจน์ความจริง สู้กับข่าวปลอมหรือประเด็นที่ผู้คนสงสัย ให้คนไทยรู้เท่าทัน ไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม กันได้อย่างสนุกสนาน เฮฮา ได้สาระ จากรายการเรื่องจริงวันนี้ทั้ง 10 ตอน อย่าง การใช้ปากดูดพิษงู จะตายหรือจะรอด , เหล้าขาวฆ่าโควิด ทำให้ตรวจไม่ขึ้น 2 ขีด , คนไทยมาจากเทือกเขาอัลไตจริงหรือ , ไปทำงานต่างประเทศแบบง่าย ๆ ได้จริงเหรอ โดย บก.วิติ้ดคนเก่ง จะเชิญแขกรับเชิญมาให้ข้อเท็จจริง ซึ่งแขกรับเชิญของรายการนี้ยากที่รายการไหนจะเชิญมาได้ เพราะเป็นรายการในโลกการ์ตูน อย่างตอนใช้ปากดูดพิษงู ถึงกับเชิญคุณงู มาตอบคำถามในรายการเลยทีเดียว

“บก.วิติ้ดที่ทุกคนรู้จักกันดี มาเป็นพิธีกรคล้ายกับรายการข่าว เช่น รายการแฉ หรือเรื่องเล่าเช้านี้ ที่เราคุ้นเคยกันในโลกความเป็นจริง โดยบก.วิติ้ดจะเชิญแขกรับเชิญที่เกี่ยวข้องกับประเด็นเฟคนิวส์นั้นๆ ออกมา อย่างเรื่องการดูดพิษงู ก็จะมีคุณหมอมาปะทะกับงู ที่มีความเชื่อแตกต่างกัน แล้วตัวละครก็มีการถกเถียงกันว่า อันไหนเป็นเฟคนิวส์ อันไหนเป็นความจริง และตอนจบก็จะมีสรุปความรู้ว่าอันไหนเป็นเฟคนิวส์ และเราจะสามารถป้องกันตัวเองได้ยังไงบ้าง”

พิมพ์พิชา อุตสาหจิต หัวหน้าโครงการรู้จริงแล้วจึงแชร์ ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประเภทเชิงยุทธศาสตร์ ประจำปี 2565 เล่าถึงความสนุกของการผลิตคลิปการ์ตูน รายการ “เรื่องจริงวันนี้” ทั้ง 10 ตอน ผ่านโลกการ์ตูนที่อยู่คู่คนไทยมายาวนาน เพื่อช่วยสื่อสาร สร้างองค์ความรู้ให้คนไทยรู้เท่าทันเฟคนิวส์ ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อและยังสามารถช่วยกันแชร์ข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในประเด็นทางสังคมและประวัติศาสตร์ ที่หลายคนสงสัยหรือเข้าใจผิดกันมาโดยตลอด

“เพราะด้วยความเป็นการ์ตูน มันสามารถเอาคาแรคเตอร์เหนือจริงมาออกได้ เช่น เราเอางูมาพูดในรายการ หรือถ้าเป็นเรื่องประวัติศาสตร์ เราสามารถเอาคนในประวัติศาสตร์ที่ไม่มีชีวิตในปัจจุบันแล้วกลับมาพูดได้ เป็นคาแรคเตอร์ที่สร้างความสนุกได้ใน 10 ตอน มีทั้งเรื่องสุขภาพ การเงินการลงทุน กฎหมายPDPA และประวัติศาสตร์ความเชื่อของคนไทย”

พิมพ์พิชา พูดถึงความเหนือชั้นของรายการในโลกการ์ตูน ซึ่งช่วยให้ผู้ชมได้รับความสนุกสนาน จากความน่ารักของตัวการ์ตูน มุขขำขันที่เป็นจุดเด่นของขายหัวเราะ สอดแทรกเข้าไปให้ความรู้ในแต่ละเรื่องได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะช่วง “เอ๊ะยังไงเนี่ย” ท้ายรายการ ซึ่งจะอธิบายว่าข้อมูลนี้มาจากไหน มีรากฐานความเชื่ออย่างไร จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดขึ้นได้ อย่างตอน“ใช้ปากดูดพิษงูจะตายหรือรอด” เกิดจากในยุคสมัยที่ความรู้ทางการแพทย์ยังไม่ก้าวไกล จึงถูกส่งต่อข้อมูลมารุ่นต่อรุ่น แถมในหนังหรือละครหลายเรื่อง ก็ยังมีฉากดูดพิษงูเพื่อช่วยชีวิต แต่ในความเป็นจริงนอกจากไม่ช่วยอะไรแล้ว คนที่ดูดพิษงูจากแผลอาจจะได้รับอันตรายอีกด้วย รวมทั้งยังมีอีกหลายความเชื่อในเรื่องนี้ ทั้งการขันชะเนาะ หรือแม้แต่สุนัขลิ้นดำถูกงูพิษกัดจะไม่ตาย ซึ่งไม่เป็นความจริงและมีคำเฉลยอยู่ในรายการเรื่องจริงวันนี้ คลิปการ์ตูนที่เด็กดูได้ผู้ใหญ่ดูดี เพราะทั้งสนุกและได้สาระ

คลิปการ์ตูนรายการ “เรื่องจริงวันนี้” ที่ดำเนินรายการโดย บก.วิติ้ด หนึ่งในตัวการตูนขายหัวเราะขวัญใจคนไทย ทั้งหมด 10 ตอน ความยาวตอนละประมาณ 3 นาที ใช้เวลาผลิตนานเกือบ 1ปี ตั้งแต่คัดเลือกหัวข้อที่เป็นประโยชน์ จนถึงขั้นตอนการผลิตออกมาเป็นคลิปการ์ตูนน่ารัก ๆ เผยแพร่ทั้งทางช่องยูทูบขายหัวเราะ ที่มีผู้ติดตามหลายล้านคน และยังเผยแพร่ทางเฟซบุ๊กและตัดเป็นคลิปสั้น ๆ ในติ๊กต็อก ซึ่งได้รับความสนใจจากแฟน ๆ ขายหัวเราะและผู้ที่ได้ชมเป็นอย่างมาก

“จุดประสงค์ของโครงการนี้ สอดคล้องกับเป้าหมายของขายหัวเราะอยู่แล้วด้วย เพราะเราก็ต้องการใช้ความเชี่ยวชาญในเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ การ์ตูนคาแรคเตอร์อารมณ์ขันของเราไปทำประโยชน์ให้กับสังคมบ้าง ซึ่งโครงการนี้ก็เปิดโอกาสให้เราได้ทำสิ่งนี้ได้มากขึ้น ก็รู้สึกภูมิใจที่ความเชี่ยวชาญของเรา ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่นักวิชาการ และคนส่วนมากก็มองว่าการ์ตูนเป็นเรื่องของความบันเทิง แต่ว่าตอนนี้เราได้นำความรู้ความเชี่ยวชาญมาสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนแล้ว ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราภูมิใจที่สุด”

พิมพ์พิชา ทิ้งท้ายถึงความภูมิใจของทีมงานขายหัวเราะ ที่ช่วยกันสร้างสรรค์คลิปการ์ตูนรายการ “เรื่องจริงวันนี้” ผ่านการดำเนินรายการด้วยตัวการ์ตูนอย่าง บก.วิติ้ด แห่งขายหัวเราะ ที่สร้างเสียงหัวเราะให้คนไทยมายาวนาน มาถึงวันนี้ยังสร้างเสียงหัวเราะแถมด้วยความรู้ดี ๆ ให้คนไทยได้ดู เพื่อช่วยกันสร้างสังคมที่รู้จริงแล้วจึงแชร์ ให้มากขึ้น