เลือกหน้า

ซีรีส์วายกับช่องว่างในการขับเคลื่อนความหลากหลายทางเพศ

             ทุกปีในเดือน “มิถุนายน” หลายประเทศทั่วโลกจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองความภาคภูมิใจของชาวหลากหลายทางเพศ (Lesbian, Gay, Bisexual, and Transgender Pride Month) เช่นเดียวกัน ประเทศไทยที่มีการสนับสนุนความเสมอภาคทางเพศและความหลากหลายทางเพศเช่นกัน เห็นได้จากเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา เมื่อกรุงเทพมหานครจัดงาน BANGKOK NARUEMIT PRIDE 2022 และได้รับเสียงตอบรับจากผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก

             หากพิจารณาสถานะของคนหลากหลายทางเพศในประเทศไทยผ่านทางสื่อมวลชนโดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์และภาพยนตร์ พบว่า คนหลากหลายทางเพศได้ปรากฏในรายการต่าง ๆ มาโดยตลอด แต่ที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดก็คงหนีไม่พ้น “ซีรีส์วาย”  จากบทความเรื่อง “หรือ ‘ซีรีส์วายนี่แหละคือซอฟต์พาวเวอร์ของไทย” โดย สันติชัย อาภรณ์ศรี (2565) กล่าวว่า ซีรีส์วายไทยได้ส่งออกไปต่างประเทศจำนวนมาก เช่น เมื่อปี 2017 แฟนคลับชาวจีนของหนุ่มสิงโต ปราชญา (นักแสดงซีรีส์วาย SOTUS The Series) ได้ซื้อดาวพร้อมตั้งชื่อดาวว่า ‘Singto Prachaya Ruangroj’ ให้กับเขา หรือแม้กระทั่งการจัดแฟนมีตติ้งในประเทศจีน  แต่ยังรวมไปถึง ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ด้วย

             แม้จะได้รับความนิยม แต่หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วทำไมซีรีส์วายไทยถึงยังถูกตั้งคำถามจากกลุ่มคนหลากหลายทางเพศในประเทศไทย ด้วยข้อสงสัยว่าซีรีส์วายขับเคลื่อนและสร้างความเท่าเทียมทางเพศ หรือแค่เป็นเครื่องมือทางการตลาด บทความชิ้นนี้จะชวนผู้อ่านร่วมวิเคราะห์ถึงบทบาทของซีรีส์วายไทยกับการขับเคลื่อนความเท่าเทียมทางเพศในสังคม

ซีรีส์วายขับเคลื่อนความเท่าเทียมทางเพศ?

              ในบทสัมภาษณ์เรื่อง “ซีรีส์วาย และความหลากหลายทางเพศ” โดย Media Alert (2564)  ผศ.ดร. ปุรินทร์ นาคสิงห์ ได้ให้ความเห็นในภาพรวมเกี่ยวกับ ซีรีส์วายและการยอมรับความเสมอภาคทางเพศ ไว้ดังนี้

ซีรีส์วายแต่ละเรื่อง ถ้าจําไม่ผิด เยอะมาก มีหลายสิบเรื่อง ถ้าเป็นหนังสือ คงหลายร้อยเล่ม เหล่านี้มีการพูดถึงสิทธิของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศบ้างหรือไม่ คำตอบก็คือไม่ มันไม่ได้บอกว่าเราสามารถอยู่ท่ามกลางความหลากหลายอย่างไร เราจะยอมรับกลุ่ม LGBT ที่มีความแตกต่างได้อย่างไร แต่เรากําลังพูดถึงผู้ชายที่มาเจอกันในเรื่อง ทะเลาะกัน รักกัน คนดูก็จะชอบดูแต่ฉากจิ้น ฉากโรแมนติกจิกหมอน ฉากเลิฟซีน อาจไม่ต้องถึงขั้นถึงพริกถึงขิง แค่กุ๊กกิ๊ก คือพล็อตมันฟินแล้วก็จบ ไม่มีตรงไหนที่พูดถึงสิทธิ พูดถึงในเรื่องของการเคารพกัน หรือการให้ความรู้กับคนดูในการปฏิบัติต่อกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศ มีเเค่บางรูปแบบของกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศเท่านั้นที่ถูกนํามาผลิตซ้ำ เพราะมีผู้ชายหน้าตาดี หุ่นดี ขายได้ มีเด็กใหม่ ๆ ที่เดินทางเข้าสู่วงการบันเทิงที่มีลักษณะเดียวกัน คือรูปร่างหน้าตาดีพิมพ์นิยม มีความเป็นชาย หรือมีความเป็นเกาหลี วนอยู่อย่างนั้น

ซีรีส์วาย ทำขายใคร?

             แล้วความหมายที่แท้จริงของคำว่า “วาย” มีที่มาอย่างไร ทำไมซีรีส์วายจึงไม่สามารถเป็นหนทางสร้างการยอมรับและความเสมอภาคทางเพศในสังคมได้ บทความเรื่อง “วายคือวาย ไม่ใช่ LGBTQ? การปะทะกันของความหมายเพศชายรักกัน” โดย Chanan Yodhong (2021) ได้อธิบายความหมายของ ‘วาย’

‘วาย’ มาจากป๊อปคัลเจอร์สัญชาติญี่ปุ่น Yaoi หรือ BL (boy love) เดิมเป็นนิยายและมังงะ ก่อนจะเพิ่มแพลตฟอร์มเป็นซีรีส์ในทีวีในยุคหลัง เล่าเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ โรมานซ์ ๆ ระหว่างชายหนุ่ม ที่ตัวละครเป็นชายรักต่างเพศซึ่งมักจะชอบนิยามตัวเองว่า ชายแท้แต่มาตกหลุมรักใส ๆ กันเอง

 

             เมื่อการยอมรับรสนิยมทางเพศที่หลากหลาย ไปพร้อมกับรสนิยมทางวรรณกรรม วัฒนธรรมการบริโภค ‘วาย ก็เดินทางออกจากใต้ดินขึ้นมาสู่บรรณพิภพบนดิน ก่อนจะขยายแพลตฟอร์มมายังสื่อโทรทัศน์ เกิดซีรีส์วายที่กลุ่มผู้บริโภค วาย หรือ ‘สาววาย’ เป็นตลาดใหญ่ของอุตสาหกรรมบันเทิง ดังนั้นแล้ว เพศวิถีรักเพศเดียวกัน เพศสภาพเกย์ และวัฒนธรรมวาย อาจจะสัมพันธ์กันหรือไม่สัมพันธ์กันก็ได้ สาววายหรือผู้ที่ชื่นชอบบริโภค วาย ๆ อาจจะสนับสนุนขบวนการเคลื่อนไหวความหลากหลายทางเพศ เคารพสิทธิเสรีภาพเกย์กะเทย หรือไม่สนอะไรใดๆ เลย จิ้นฟินประโลมโลกย์อย่างเดียว เก้งกวางกะเทยก็อาจจะเป็นแฟนคลับซีรีส์วาย หรือไม่อินก็มี (Chanan Yodhong, 2021)

สาววาย กลายเป็นวัฒนธรรมย่อยและกลุ่มผู้บริโภคหลักของซีรีส์วาย หลายครั้งที่ผู้จัดฯซีรีส์ คนเขียนบท หรือผู้กำกับซีรีส์ต่างพัฒนาแนวทางของซีรีส์ให้ตอบโจทย์กลุ่มสาววายที่เป็นเป้าหมายหลักของการตลาดซีรีส์วาย

ชูเรื่อง LGBTQ แต่ไม่ใช้นักแสดง LGBTQ

               เช่นเดียวกับบทความเรื่อง “กระแสวายมาแรง เข้าใจ “เพศสภาพ” หรือแค่สนองความฟิน?” โดยเว็ปไซต์ Sanook (2563) กล่าวว่า ซีรีส์วายของไทยส่วนใหญ่ ไม่ได้ใช้นักแสดงนำที่เป็นคนกลุ่ม LGBTQ จริง ๆ แต่จะเลือกชายจริงหญิงแท้มารับบท แล้วให้คนกลุ่ม LGBTQ ไปเป็นตัวประกอบ หรืออยู่ในฐานะตัวตลกแทน ทำให้มีประเด็นถกเถียงทางสังคมกันบ่อยครั้งว่าชายหญิง สเตรต’ (Straight) หรือ ผู้ที่มีความชื่นชอบในเพศตรงข้ามตามที่สังคมกำหนด (หรือ Heterosexual man/woman) ยอมมารับบทนี้ก็เพราะเงินดีและแจ้งเกิดได้เร็ว ทั้งที่ยังมีทัศนคติเชิงลบต่อคนกลุ่ม LGBTQ และไม่ช่วยชี้นำให้สังคมเข้าใจเรื่องเพศสภาพของคนกลุ่มนี้ด้วย ซึ่งขัดแย้งกับการรณรงค์เรื่อง LGBTQ

                เมื่อตัวละครหลักในซีรีส์วายที่ได้รับการตอบรับดี ส่วนใหญ่มักมีรสนิยมทางเพศในชีวิตจริงแบบชาย-หญิง ดังนั้น การที่วงการซีรีส์วายยังไม่ยอมให้นักแสดงกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ รับบทตัวละครหลัก  แต่ให้แสดงเป็นตัวประกอบหรือตัวตลกเท่านั้น  อาจสะท้อนว่า สังคมไทยยังไม่ยอมรับความหลากหลายทางเพศ อย่างแท้จริง

                ขณะที่บทความเรื่อง “มอง ‘ซีรีส์วายไทย’ อีกด้าน กับสารพัดคำถามที่คนดูอาจต้องการคำตอบ” โดย ธีพิสิฐ มหานีรานนท์ (2565) ในเว็ปไซต์ไทยรัฐพลัส ได้กล่าวว่า การจับคู่ชาย-ชาย (หรือหญิง-หญิง) ในสื่อวายนั้น ไม่ได้ถูกคิดขึ้นบนพื้นฐานว่าตัวละครนั้น ๆ มีเพศสภาพอะไร แต่แค่เป็นการจับคู่กันเพื่อผูกเรื่องให้ดูน่าดึงดูดใจก็เท่านั้น และหลายครั้ง การสร้างตัวละคร ผู้ชายฝ่ายรับที่มีความเป็นหญิงอยู่สูง ก็เกิดมาจากการมองโลกผ่านสายตาของผู้หญิงที่เป็นผู้เล่าเรื่อง และความคลุมเครือของตัวละครชาย-หญิงในสื่อที่มีอยู่ก่อนหน้ามาผสมผสานกันนั่นเอง ซีรีส์วายในมุมของ ธีพิสิฐ มหานีรานนท์ จึงแตกต่างจากสื่อแนวโฮโมอีโรติกอันดุเดือดเลือดพล่านของญี่ปุ่น ที่เกย์หรือคนเพศอื่นๆ เป็นผู้เขียน เพื่อต้องการหลีกหนีจากโลกความเป็นจริงเช่นกัน

บทพระเอกหรือนายเอกของเรื่อง ที่ตามปกติมักมีรูปร่างหน้าตาที่ชวนมอง และมาพร้อมกับฉากโชว์เรือนร่าง ไม่ก็แสดงความสัมพันธ์แบบถึงเนื้อถึงตัว หรือที่เรียกรวมกันสั้นๆ ว่าเป็น ‘ซีนเซอร์วิส’ (ฉากขายแฟนคลับ) เราคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การทำสื่อบันเทิงยังคงมีพื้นฐานอยู่บนการทำธุรกิจตอบสนองรสนิยมของผู้ชมกระแสหลักเพื่อสร้างรายได้มาหล่อเลี้ยงทุกองคาพยพในกระบวนการผลิต และเมื่อสื่อวายได้กลายมาเป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถ ‘ทำเงิน’ ได้อย่างกว้างขวางในปัจจุบัน การขับเน้นจุดขายผ่าน ‘จุดเด่น’ ของวายจึงอาจไม่ใช่เรื่องเสียหายอย่างที่ใครคิด

              เมื่ออัตลักษณ์ทางเพศถูกทำให้กลายเป็นเครื่องมือในการสร้างรายได้ให้กับซีรีส์วาย แม้การให้นักแสดงสเตรต’ (Straight) มาเป็นตัวละครหลักที่มีความหลากหลายทางเพศ จะไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่เมื่อซีรีส์เรื่องนั้นสร้างรายได้ดี ก็ตามมาด้วยการยืนยันใช้นักแสดง Straight ในซีรีส์วาย จึงนำมาซึ่งความเห็นของกลุ่มและผู้สนับสนุนความหลากหลายทางเพศต่อซีรีส์วายว่าไม่สะท้อนแสดงความเป็นจริงเพื่อตัวตนคนหลากหลายทางเพศที่ควรมีสถานะทางสังคมอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม

เพศหลากหลายหรือชายเป็นใหญ่?

          จากบทความเรื่อง “ภาพจำของซีรีส์วายในประเทศไทย: เมื่อความเป็นจริงไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏบทหน้าจอ” โดย สิทธิศักดิ์ บุญมั่น (2564) ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า จากการสำรวจซีรีส์วายไทยที่ออกอากาศในปี 2020 และต้นปี 2021 ของ Rocket Media Lab บนแพลตฟอร์มไลน์ทีวี ทั้งหมด 13 เรื่อง พบว่าเกือบทั้งหมดยังคงเสนอภาพของชายตรงเพศ (Straight) ที่รักกัน และทั้ง 100% จะต้องมีฝ่ายหนึ่งที่ดูมีความเป็นชายมากกว่าอีกฝ่าย ซึ่งการนำเสนอเนื้อหาที่มีแต่ความเกี่ยวข้องกับเพศชายนั้นสร้างภาพจำให้คนดูยึดติดว่านักแสดงจะต้องเป็นชายตรงเพศเท่านั้น การนำเอานักแสดงที่อยู่ในกลุ่มชายรักชายมาเล่นซีรีส์วายกลับกลายเป็นเรื่องที่ผิดแปลก และนับเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้กลุ่มคนผู้มีความหลากหลายทางเพศถูกกีดกันให้กลายเป็นคนชายขอบ หรือหากเป็นตัวละครที่มีลักษณะอ่อนหวาน (Feminine) ก็อาจได้รับบทบาทสำคัญในเรื่อง แต่ก็ต้องถูกนำเสนอในลักษณะเป็นตัวตลก สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ล้วนแต่สะท้อนชุดความคิดที่ผู้ชายต้องเป็นใหญ่เท่านั้น

จากค่านิยมเหล่านี้ทำให้มองเห็นได้ว่า สังคมยังคงนิยามคำว่าเพศเป็นเพียงแค่เครื่องมือที่ใช้สำหรับการจำกัดความเป็นคนเอาไว้ สังคมยังคงมีความเข้าใจว่าความรักนั้นเป็นเรื่องของผู้ชายและผู้หญิง สังคมไม่ได้มองลึกลงไปในตัวบุคคล เพราะหากเรามาลองวิเคราะห์ดูดีๆ ก็จะเห็นถึงความแตกต่างระหว่างชีวิตจริงกับความเป็นซีรีส์วายในจอทีวีอย่างชัดเจน โลกแห่งความเป็นจริงของกลุ่มคน LGBTQIA+ นั้นแทบจะกลายเป็นโลกคู่ขนานของคนทั่วไป แต่ในซีรีส์กลับกลายเป็นอีกแบบ ในขณะที่ประเทศไทยนั้นได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสวรรค์ของเหล่าผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ

 

แล้วสุดท้ายแล้ว การจะขับเคลื่อนความเสมอภาคและความหลากหลายทางเพศให้ปรากฏในซีรีส์ไทยนั้นต้องทำอย่างไร ในบทความเรื่อง “เรียนรู้ รับฟัง ความหลากหลายทางเพศ LGBTQ+ ผ่านสื่อบันเทิง” โดย เอกชัย สุทธิยั่งยืน (2563) กล่าวไว้ว่า

หากมีการผลิตภาพยนตร์ หรือผลงานที่พูดถึง LGBTQ+ แต่ไม่ได้มีการโปรโมตออกมาอย่างตรงไปตรงมา เช่น นี่คือภาพยนตร์เกย์ นั่นคือภาพยนตร์เลสเบี้ยน แต่เป็นการนำเสนอความหลากหลายทางเพศผ่านความลื่นไหล (Gender Fluidity) หรือแม้กระทั่งการไม่ใช่หญิง หรือชาย และไม่อยู่ในกรอบบรรทัดฐานของสังคม (Non-binary) ที่ไม่ได้เป็นตัวบังคับว่าคนคนหนึ่งจะต้องมีเพศสภาพ หรือเพศวิถีทางใด อาจจะเป็นส่วนช่วยให้คนทั่วไปสามารถซึมซับและรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของคนอีกกลุ่มในสังคมแบบที่ไม่ต้องพยายามอะไรมากมาย หรืออาจเป็นการลดอคติที่เกิดขึ้นตั้งแต่ยังไม่เริ่มแล้วก็เป็นได้ ซึ่งสุดท้ายแล้วผู้ที่จะให้คำตอบนี้ได้ก็คือตัวคุณเอง ว่าคุณพร้อมจะเปิดกว้างขนาดไหน ซึ่งเราอยากบอกอีกครั้งว่าแค่เพียงการรับรู้และรับฟังกลุ่มคนที่แตกต่างไปจากตัวคุณ ก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้ว

ทำไมถึงต้องเป็นแค่ความรักชาย-ชาย เมื่อชีวิตจริงหลากหลายกว่านั้น

            LGBT เป็นคำที่หลาย ๆ คนรู้จัก แต่แท้ที่จริงแล้วนิยามความหมายของคนหลากหลายทางเพศไม่ได้มีเพียงแค่นั้น แต่ยังรวมไปถึง QIAN+ แล้วทำไมซีรีส์ไทยถึงให้ความสำคัญแค่ความรักของชายชายเท่านั้น ในเมื่อยังมีกลุ่มคนหลากหลายทางเพศที่มากกว่าความรักชายชาย

            ในบทความเรื่อง “เปิดจักรวาลภาพยนตร์ ‘หญิงรักหญิง’ เมื่อพวกเธอถูกมองข้ามจากกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ” โดย Peeranat Chansakoolnee (2564) กล่าวว่า เพราะอะไรกันที่ทำให้ภาพยนตร์แนวหญิงรักหญิงยังไม่เป็นที่นิยมเทียบเท่าสื่อบันเทิงแนวชายรักชาย… อนึ่ง โลกสมมติอย่างโลกภาพยนตร์ได้แรงบันดาลใจมาจากโลกจริง และโลกแห่งความจริงก็ได้รับอิทธิพลมาจากภาพยนตร์เช่นเดียวกัน เมื่อ 2 สิ่งสะท้อนหาซึ่งกันและกันเช่นนี้แล้ว หากในโลกแห่งความเป็นจริงที่เลสเบี้ยน และความสัมพันธ์แบบหญิงรักหญิงยังคงถูกมองข้าม ลืมเลือน และยังไม่เป็นที่คุ้นชินเหมือนดั่งความสัมพันธ์แบบชายรักชาย ก็เป็นไปได้ที่ความนิยมในภาพยนตร์ และสื่อบันเทิงที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์แบบหญิงรักหญิงก็จะแปรผันตามกัน

            เป็นไปได้หรือไม่ที่จะสามารถนำเสนอความหลากหลายทางเพศที่มีความหลากหลายจริง ๆ ในซีรีส์เรื่องเดียว บทความเรื่อง “Heartstopper ซีรีส์โอบรับความหลากหลายผ่านการค้นหาและยอมรับตัวตนของวัยรุ่น” โดย กุลธิดา สิทธิฤาชัย (2565) ได้หยิบยกเรื่องราวของตัวละครในซีรีส์เรื่อง Heartstopper ที่ซีรีส์นี้นำเสนอตัวแทนความหลากหลายทางเพศผ่านตัวละคร อย่างที่รู้ว่าชาร์ลี คือตัวแทนของเกย์ (Gay) และเพื่อน ๆ ของเขา ไม่ว่าจะเป็น เทา ซวี (วิลเลียม เกา) ตัวแทนของคนที่ชอบเพศตรงข้าม (Straight) แม้จะอยู่ภายใต้บุคลิกออกสาว แอลล์ อาร์เจนท์ (ยัสมิน ฟินนีย์) ตัวแทนของคนข้ามเพศ (Transgender) และไอแซค แฮนเดอร์สัน (โทบี้ โดโนแวน) ตัวแทนของคนที่ไม่ฝักใฝ่ทางเพศ (Aesexual) พวกเขาคือคนที่คอยให้คำปรึกษาและเป็นเซฟโซนให้กับชาร์ลีจนสามารถผ่านเรื่องร้ายๆ มาได้ นอกจากนี้ยังมี ทารา โจนส์ (คอรินนา บราวน์) และดาร์ซี่ โอลซ์สัน (คิซซี่ เอ็ดเจล) เป็นตัวแทนของเลสเบี้ยน (Lesbian) ด้วย

 

            การขับเคลื่อนและสร้างความเสมอภาคทางเพศให้เกิดขึ้นในสังคมไทยที่สำคัญ คือการสร้างความสำคัญและความหมายทางเพศให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน การสร้างความปกติให้กับความหลากหลายทางเพศเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุด แต่เมื่อมองผ่านการสร้างสรรค์ของสื่อที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์ ภาพยนตร์ หรือละครไทย จะวายหรือไม่วายนั้น ส่วนใหญ่พยายามชูประเด็นความรักเพศเดียวกัน มาเป็นจุดขายให้กับเรื่องนั้น ๆ หรือช่วงชิงอัตลักษณ์ทางเพศมาเป็นสินค้าในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เพียงกลุ่มคนบางกลุ่ม มากกว่าการทำให้เรื่องดังกล่าวกลายเป็นเรื่องปกติให้ผู้ชมได้ซึมซับและรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ

แม้จะมีจุดขายเรื่องความรักชาย-ชาย แต่สิ่งที่ซีรีส์วายอาจทำได้ คือการไม่ละทิ้งกลุ่มคนหลากหลายทางเพศไว้ข้างหลัง หรือเลือกนำเสนอเพียงนักแสดงที่เป็น ‘สเตรต’ (Straight) เท่านั้น เพราะการบอกเล่าเรื่องราวจากกลุ่มคนหลากหลายทางเพศจริง ๆ อาจสร้างการขับเคลื่อนและความเสมอภาคทางสังคมได้ดีกว่า หรือการพูดคุยอัตลักษณ์ทางเพศอื่น ๆ ที่มากกว่าชาย-ชาย ที่อยู่ในสังคมเช่นเดียวกันก็เป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน

สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นช่องว่างที่สื่อยังขาดการหยิบยกขึ้นมานำเสนอหรือบางเรื่องที่สื่อทำได้ดีแล้วแต่ยังไม่หนักแน่นเพียงพอ หากสื่อยอมรับอัตลักษณ์ทางเพศและรูปแบบความสัมพันธ์ที่หลากหลายตั้งแต่ต้นทางการสร้างสรรค์ อาจเป็นหนทางในการลดอคติทางเพศ รวมไปถึงเป็นหนทางที่สร้างความเสมอภาคและเท่าเทียมที่ดีได้จะไม่เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน

เมื่อรายได้จากธุรกิจสื่อออนไลน์ ปะทะ ความคาดหวังของผู้ทำงาน

เมื่อรายได้จากธุรกิจสื่อออนไลน์ ปะทะ ความคาดหวังของผู้ทำงาน

กลายเป็นกระแสในสื่อออนไลน์ เมื่อ #kyutaeoppa ติดเทรนด์ทวิตเตอร์ หลังจากที่ คิวเท โอปป้า ยูทูบเบอร์ชื่อดัง ที่มีผู้ติดตามกว่า 7.71 ล้านคน เปิดเผยเรื่องราวที่อดีตทีมงานแจ้งขอลาออก โดยขอต่อรองเรียกร้องวันหยุด และเงินเดือนเพิ่มขึ้น ทั้งที่เขาให้ค่าตอบแทนทีมงานมากกว่าที่อื่น เพราะคิดว่าทุกคนเป็นครอบครัว และที่ผ่านมาตนดูแลทุกคนเป็นอย่างดี พร้อมยกตัวอย่างกรณีทีมงานตัดต่อวัย 19 ปี ที่ไม่มีประสบการณ์ แต่เจ้าตัวก็สอนงานและให้เงินเดือน 3 หมื่นบาท

หลังจากที่คิวเทออกมาให้ข่าว ก็เกิดเป็นกระแสดราม่า “เสียงแตก” ในสื่อสังคมออนไลน์ โดยฝั่งหนึ่งมองว่าการทำงานตัดต่อ ฐานเงินเดือนควรจะมากกว่านี้ แต่อีกฝ่ายมองว่า ทีมงานคนนี้เป็นเด็กที่ไม่ได้มีพื้นฐานมาก่อน การให้เงินเดือน 3 หมื่นบาท จึงถือว่าเป็นค่าตอบแทนที่ค่อนข้างสูง

ค่าตอบแทน ต้องเท่าไร? จึงเหมาะสม

จากกระแสดราม่าที่เกิดขึ้น ทำให้โลกออนไลน์ออกมาแสดงความเห็นในเรื่องเงินเดือนของคนทำสื่อในแง่มุมที่หลากหลาย   โดยบทความเรื่อง “วิเคราะห์มุม Digital Labour จากดราม่ายูทูบเบอร์ คิวเท” ของเวิร์คพ้อยทูเดย์เมื่อ 18 มีนาคม 2565 ดีเจเพชรจ้า ได้กล่าวว่า เงินเดือนขั้นต่ำของคนตัดต่อคลิปจะอยู่ที่ประมาณ 15,000 บาท ซึ่งถ้าผลงานมีความโดดเด่น หรือสร้างผลงานออกมาได้ดี ก็จะได้รับค่าแรงเพิ่มขึ้น หรือได้โอทีเพิ่มเติมถ้าต้องทำงานล่วงเวลา แต่ในบางบริษัทที่เป็นโปรดักชั่นเฮ้าส์ (Production House) จริงจัง คนตัดต่ออาจจะได้รับค่าแรงถึง 70,000-80,000 บาท/เดือนเลยทีเดียว ในกรณีของ คิวเท โอปป้าที่มีการให้ค่าแรงคนตัดต่อคลิปอยู่ที่ 30,000 บาท ก็ถือว่าค่อนข้างสูง เพราะเงินเดือนในระดับนี้ บางครั้งอยู่ในการศึกษาระดับปริญญาโทด้วยซ้ำ

บทความเรื่อง “อีกมุมดราม่า คิวเท เห็นรายได้ แต่ไม่เข้าใจต้นทุนแฝง – ชัดเจน เงินเดือน 30,000 เยอะหรือไม่” จากเว็ปไซต์กระปุก เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2565 ได้ยกโพสต์ของ Pornthep Peter Benjasirimongkol กล่าวไว้ว่า สำหรับเงินเดือน 30,000 เพื่อทำงานตัดต่อนั้น ไม่ถือว่าถูกหรือแพง เพราะอยู่ที่งานและฝีมือ เรื่องวุฒิไม่เกี่ยว หากคุณเห็นว่าจ้างถูกเกินไป ก็เจรจาได้ ถือเป็นเรื่องปกติ

ขณะที่บทความเรื่อง “ถล่มเละ! รัฐจ้างตัดต่อ – กราฟิก เงินเดือน 7,900 บาท” ในเว็บไซต์ข่าวชาวบ้าน เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 ได้นำเสนอรูปภาพรับสมัครงานของ สำนักงานจัดหางานจังหวัดมุกดาหาร ประกาศรับสมัคร ลูกจ้างเหมาบริการ 1 อัตรา คุณสมบัติ เพศชายและหญิง อายุ 21-35 ปี วุฒิการศึกษา ปวส. ขึ้นไป โดยระบุทักษะ ความสามารถ ความรับผิดชอบ ประกอบด้วย งานตัดต่อวิดีโอ (Adobe Premiere Pro) ความสามารถในการใช้ Photoshop ทำอินโฟกราฟิก ถ่ายภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว กรอกรายงานในระบบ บิ๊กดาต้า เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และ จัดทำรายงานที่ได้รับมอบหมาย โดย นางวันวิภา แพงแก้ว ประชาสัมพันธ์จังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า ตำแหน่งงานดังกล่าว เป็นการจ้างเหมารายวัน ปฏิบัติงานวันจันทร์-ศุกร์ ในเวลาราชการ 08.30-16.00 น. อัตราค่าจ้างวันละ 350 บาท ชำระค่าจ้างเป็นรายเดือนทุกวันสิ้นเดือน (ปฏิบัติงานเดือนละ 22 วัน) ทั้งนี้เป็นไปตามระเบียบกฎหมายแรงงาน และยังกล่าวเพิ่มเติมว่า บุคลากรในสำนักงานทุกคน ต้องมีความรู้พื้นฐานด้านการออกแบบและตัดต่องานอยู่แล้ว เนื่องจากบุคคลากรมีจำนวนจำกัด จึงต้องการบุคลากรที่มีความรู้เบื้องต้นในโปรแกรมตัดต่อโฟโต้ชอป เพื่อออกแบบตัดต่อในระดับพื้นฐาน เพื่อผลิตงานสร้างความรู้ความเข้าใจกับประชาชน และเผยแพร่ได้อย่างทันเหตุการณ์

ค่าตอบแทนและความต้องการอื่นของคนทำงาน

ผลการสำรวจคนทำงานสื่อ โดยสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย เมื่อปี 2561 มีการตอบแบบสอบถามจำนวน 95 ราย แบ่งเป็นเพศชาย 69.5% เพศหญิง 30.5% ผู้ตอบมีทุกช่วงอายุและระดับการศึกษาตั้งแต่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอก เป็นผู้ทำงานสื่อประเภทโทรทัศน์มากที่สุด จำนวน 47.4% รองลงมาคือหนังสือพิมพ์ 33.7% เว็บไซต์และสื่อออนไลน์ 14.7% ส่วนอีก 4.2% เป็นสื่อมวลชนอิสระและวิทยุกระจายเสียง ผลสำรวจพบว่า อันดับหนึ่งของความต้องการมากที่สุด คือ ต้องการการปรับเงินเดือนประจำปีตามความสามารถ อันดับสอง ต้องการให้มีสวัสดิการคุ้มครองอุบัติเหตุและรักษาพยาบาลครอบครัว อันดับสาม ต้องการให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนฌาปนกิจ สหกรณ์ออมทรัพย์ อันดับสี่ มีอุปกรณ์การทำงานที่ทันสมัยให้ใช้

“ความนิ่ง”ของอัตราค่าตอบแทน

บทความเรื่อง “นักเขียนฟรีแลนซ์ไทย กับ 20 ปีที่ค่าแรงไม่เคยขยับ” โดย สุดารัตน์ พรมสีใหม่ (2565) เผยแพร่ในเว็ปไซต์ the101.world เปิดเผยว่า อาชีพนักเขียนฟรีแลนซ์ในสื่อนิตยสารและสื่อออนไลน์ไทย ยังได้รับค่าตอบแทนคงอยู่ในอัตราเดิมมานับ 20 ปี ทั้ง ๆ ที่ ภูมิทัศน์สื่อทุกวันนี้ได้เปลี่ยนจากหน้ากระดาษสู่โลกออนไลน์ที่โครงสร้างต้นทุนและโมเดลธุรกิจต่างจากสื่อในอดีตอย่างสิ้นเชิง คำถามจึงเกิดขึ้นว่า ในยุคที่ใครก็เป็นสื่อได้ ทำไมค่าต้นฉบับนักเขียนฟรีแลนซ์ ถึงคงราคาเท่าเดิมอยู่?”

เมื่อผลงานความสามารถของคนทำงาน ที่มีส่วนสร้างผลประกอบการของเจ้าของกิจการหรือผู้ว่าจ้าง สวนทางกับค่าตอบแทนที่คาดหวังจึงกลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันในโลกออนไลน์มากขึ้น

ฮอลลีวูดก็ประท้วง

เรื่องราวดราม่าของคิวเท ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในต่างประเทศก็มักมีการออกมาประท้วงของกลุ่มผู้ทำงานอยู่เบื้องหลังวงการบันเทิงอยู่บ่อยครั้ง  ยกตัวอย่างเช่น กรณี การหยุดงานประท้วงของสมาชิกสมาคมนักเขียนแห่งอเมริกา (The Writers Guild of America)  ประกาศหยุดงานและออกมาเปิดประท้วงเรียกร้องสิทธิ์ของพวกตน เพื่อขอขึ้นค่าตอบแทนจากรายการโทรทัศน์, ภาพยนตร์, ยอดขายดีวีดี และการดาวน์โหลดรายการผ่านอินเตอร์เน็ต จากกลุ่มผู้อำนวยการสร้างรายการโทรทัศน์และภาพยนตร์ เมื่อช่วงปี 2007

หรืออย่างล่าสุดกับกรณีที่ International Alliance of Theatrical and Stage Employees (IATSE) สหภาพแรงงานที่ใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมหนังฮอลลีวูด ด้วยเครือข่ายสมาชิกกว่า 50,000 คน ประกอบด้วยช่างกล้อง ช่างทำพร็อพประกอบฉาก ช่างทำผม ฯลฯ ตัดสินใจลงมติโหวตคะแนนเสียง 98%  เพื่อร่วม “สไตรค์” เรียกร้องสิทธิของตัวเอง เมื่อช่วงปีที่ผ่านมา โดยต้องการชั่วโมงทำงานที่น้อยลง และค่าจ้างที่เป็นธรรม จากปัจจุบันต้องทำงานกันถึง 70-80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคโควิดที่ทำให้กระแสธุรกิจสตรีมมิ่งซีรีส์และภาพยนตร์กำลังเติบโต

ทางออกของความขัดแย้งในเรื่อง“ค่าตอบแทน”

บทความเรื่อง ““เงินเดือนเรื่องใหญ่ ปัญหาที่นายจ้างไม่เข้าใจว่าทำไมคนรุ่นใหม่จึงเรียกเงินเดือนสูง” จากเว็ปไซต์ Brand inside เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2563 พบว่า นายจ้างที่มักเป็นคนที่มีอายุมากกว่า ควรให้ความสนใจกับคุณค่า ความสามารถของคนรุ่นใหม่ แม้จะยังไม่มีประสบการณ์ แต่ความสามารถที่มีก็เป็นสิ่งที่สามารถการันตีได้ว่าคนรุ่นใหม่คนนั้นจะสามารถทำงานได้ เงินเดือนจึงควรมีความเหมาะสมไม่มากไป หรือน้อยไป จนคนรุ่นใหม่ใช้ชีวิตลำบาก ส่วนในมุมของคนรุ่นใหม่ก็ต้องพิจารณาตัวเองด้วยว่า ความสามารถ ประสบการณ์ และทักษะของตัวเอง เหมาะสมกับการทำงานจริง ๆ หรือไม่ ซึ่งยุคนี้ ทักษะที่คนรุ่นใหม่เคยฝึกมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย หรือในขณะทำงานที่เก่า ก็อาจไม่เพียงพอกับโลกในยุคปัจจุบันอีกแล้ว

ในกรณีข้างต้นของคิวเทโอปป้า นั้น ดร.เสาวรัจ รัตนคำฟู ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน TDRI  หรือ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย  ได้ให้ข้อมูลความเห็นในรายการ “ตอบโจทย์” ประเด็น “ดราม่า “คิวเท โอ็ปป้า” ปมสะท้อน “โลกทำงาน เด็กยุคใหม่” เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2565 ทาง ThaiPBS โดยกล่าวถึง 10 ทักษะการทำงานในโลกยุคใหม่ อ้างอิงข้อมูลจาก World Economic Forum1 เช่น Analytical thinking, Active learning, Complex problem-solving, Critical thinking, Leadership and social influence, etc. เช่นเดียวกับ ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เสริมอย่างย้ำประเด็นทักษะในการอยู่กับคน (Soft Skill) ที่นายจ้างและลูกจ้างควรมีทักษะในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่นและตัวเอง โดยการสรุปในรายการนี้กรณีของคิวเทโอปป้า นั้น ทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง ประสบปัญหาการไม่สามารถปรับเข้าหากันได้ เพราะขาดทักษะการสื่อสาร การแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม และทักษะความเป็นผู้นำ

แต่หากมองข้ามในเรื่องความขัดแย้งระหว่างคนต่างรุ่น หรือกระทั่งความขัดแย้งของคนรุ่นราวคราวเดียวกันที่อาจเกิดขึ้นได้แล้วนั้น ต้องยอมรับว่า ปัญหาความไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำ ระบบสังคมแบบทุนนิยม ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรื่องค่าตอบแทนที่เหมาะสมนั้น ดูเหมือนจะเป็นเรื่องคลาสสิกที่ถกเถียงกันได้ไม่จบสิ้น ไม่ว่าจะในสังคมไหน ยุคไหนก็ตาม

บทสรุป

ไม่ผิดนักหากจะสรุปว่า ค่าตอบแทนที่เหมาะสม จะยังคงเป็นประเด็นคำถามที่ไม่มีใครสามารถตอบได้อย่างแน่ชัด ตราบใดที่ยังไม่มีงานวิจัย หรือการกำหนดมาตรฐานกลางในแต่ละกลุ่มอาชีพรองรับ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ค่าตอบแทนของคนในวงการสื่อสารมวลชน หรือกระทั่งผู้ผลิตสื่อออนไลน์ในปัจจุบัน  ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว สามารถแบ่งการกำหนดค่าตอบแทนตามบทบาท และตำแหน่งหน้าที่ที่แตกต่างกัน ทั้งกลุ่มผู้ที่ทำงานอยู่เบื้องหน้าที่มักรับบทเป็นแม่เหล็กดึงดูดกลุ่มเป้าหมายผู้รับสื่อ กลุ่มผู้ที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง และผู้ทำงานฝ่ายบริหาร หรือเจ้าของธุรกิจ ซึ่งมีอำนาจในการกำหนดราคาค่าตอบแทนของคนทำงานแต่ละกลุ่มให้มีความแตกต่างกันอย่างปฏิเสธไม่ได้  

อย่างไรก็ตาม  อาจกล่าวได้ว่า ค่าตอบแทนที่เหมาะสมนั้น อย่างน้อยควรต้องมาจากการพิจารณาทักษะความสามารถที่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ความรับผิดชอบโดยตรง (Hard Skills) ควบคู่ไปกับทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น (Soft Skills) อาทิ การเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่นและตนเอง การสื่อสาร การแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม รวมทั้งทักษะความเป็นผู้นำ ที่ทั้งนายจ้างและลูกจ้างต่างต้องมี

ที่สำคัญคือควรตั้งอยู่บนพื้นฐานสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์ที่เป็นธรรม โดยมีกฎหมายรองรับ อย่างคำนึงถึงความเหมาะสมกับภาระงาน ภาวะการดำรงชีวิต ค่าครองชีพ การเติบโตของชีวิตตามช่วงวัย และประสบการณ์ที่สะสมเพิ่มพูนของผู้ทำงาน เพื่อภาวะการทำงานที่ราบรื่น ด้วยการให้และการรับของทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง เพื่อร่วมสร้างผลงาน ผลผลิต ที่พอใจและภูมิใจร่วมกัน

วิเคราะห์การสื่อสารออนไลน์ในกรณีคดีผู้กำกับโจ้

        สิงหาคม 2564 เกิดเหตุการณ์ที่กลายเป็นคดีสั่นสะเทือนวงการตำรวจไทย เมื่อปรากฏคลิปตำรวจทรมานผู้ต้องหาคดียาเสพติด ภายในห้องสอบสวน ด้วยการใช้ถุงดำคลุมศีรษะ และทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ชีวิต โดยผู้กระทำความผิดเป็นตำรวจระดับผู้กำกับการ คือ พ.ต.อ. ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือ ผู้กำกับโจ้ ผกก.สภ.เมืองนครสวรรค์ ซึ่งร่วมกระทำการกับลูกน้องตำรวจอีก 6 นาย ท้ายที่สุดผู้กำกับโจ้และตำรวจทุกคนได้รับการแจ้งข้อกล่าวหาและถูกจับกุมตามลำดับต่อมา

จากการกระทำที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยิ่งทำให้ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชน เกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อกระบวนการทำงานของตำรวจไทยอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ จนทำให้คำว่า “ผู้กำกับโจ้” ติดคำค้นใน Google Trends และแฮชแท็ก #ผู้กำกับโจ้ ติดเทรนด์ทวิตเตอร์นานนับสัปดาห์ Media Alert กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จึงได้จัดให้มีการศึกษาวิเคราะห์ความคิดเห็น อารมณ์ ความรู้สึกในสื่อออนไลน์ต่อคลิปตำรวจซ้อมผู้ต้องหา : กรณีศึกษาผู้กำกับโจ้ วิเคราะห์ข้อความจากการทวีต (Tweet) ของกลุ่มตัวอย่างบุคคลทั่วไป จำนวน 100 ข้อความ พบว่า ร้อยละ 96 สะท้อนความรู้สึกเชิงลบต่อคดีผู้กำกับโจ้ โดยจัดเป็นกลุ่มความเห็น ความรู้สึกต่อ เหตุการณ์ซ้อมทรมานในคลิปวิดีโอที่ปรากฏ การสืบสวนสอบสวนดำเนินคดี ข้อมูลผู้กำกับโจ้ในเรื่องชีวิต ทรัพย์สิน ทั้งบ้าน รถหรู รวมถึงระบบ ระบอบ วิถีและวัฒนธรรมตำรวจ และการเชื่อมโยงไปถึงประเด็นทางการเมือง ประเด็นทางสังคม นอกจากนี้ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสื่อเกี่ยวกับการรายงานข่าว หรือการแสดงความเห็นจุดยืนของดาราและคนดัง

          เกี่ยวกับเรื่องนี้ รศ. พ.ต.ท. ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายรักษาความสงบเรียบร้อย และประธานคณะกรรมการคณะอาชญาวิทยา มหาวิทยาลัยรังสิต อดีตนายตำรวจที่ปัจจุบันทำงานด้านวิชาการ ตลอดจนเป็นวิทยากรและให้ความเห็นเกี่ยวกับตำรวจในด้านต่าง ๆ เช่น การปฏิรูปตำรวจ กระบวนการยุติธรรม อาชญาวิทยา เป็นต้น รศ. พ.ต.ท. ดร.กฤษณพงค์  วิเคราะห์ว่า เหตุที่พฤติกรรมของผู้กำกับโจ้และตำรวจที่ปรากฏในคลิปสร้างความสะเทือนใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก และเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ ตามมา เพราะการกระทำในลักษณะดังกล่าวนั้น ไม่ใช่พฤติกรรมของตำรวจที่เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ หากแต่เป็นพฤติกรรมของโจร เพราะตามปกติแล้วตำรวจสมควรเป็นผู้ผดุงกระบวนการยุติธรรม หากแต่ในกรณีของผู้กำกับโจ้ สะท้อนให้เห็นถึงข้อปัญหาที่ทำลายกระบวนการดังกล่าว นั่นย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อตำรวจไทยอย่างแน่นอน

          นอกจากนี้แล้วยังสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของตำรวจไทย ที่มีโครงสร้างแบบรวมศูนย์ ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 กำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) และประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ทำให้ตำรวจอยู่ภายใต้การเมืองโดยสมบูรณ์ จึงเป็นการเปิดโอกาสให้ฝ่ายการเมืองเข้ามากำหนดทิศทาง นโยบาย การบริหารงาน และเป็นอุปสรรคในการพัฒนากระบวนการยุติธรรม จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปฏิรูปตำรวจให้เป็นไปตามหลักสากล เพื่อให้เกิดการกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปสู่ระดับท้องถิ่น หรือในระดับภูมิภาค เพื่อให้เกิดความใกล้ชิดระหว่างตำรวจกับประชาชน รวมถึงมีการวางระบบการตรวจสอบ การถ่วงดุลอำนาจระหว่างจังหวัด ภูมิภาคหรือระดับท้องถิ่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดความโปร่งใส และเรียกศรัทธาจากประชาชนที่มีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจให้กลับคืนมาได้

นอกจากนี้ เรื่องการสื่อสารของภาครัฐก็สำคัญ โดย รศ. พ.ต.ท. ดร.กฤษณพงค์ ได้แสดงความเห็นว่า ในกรณีของผู้กำกับโจ้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ต้องตระหนักว่าเรื่องนี้เป็นการส่งสารไปยังประชาชนจำนวนมาก ดังนั้น ต้องมั่นใจและแน่ใจว่าสารที่ส่งออกไปนั้นเป็นความจริง เพื่อไม่ให้เกิดความคลางแคลงใจของประชาชนในภายหลัง

           ในส่วนการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ปัจจุบันสื่อกระแสหลักมีการหลีกเลี่ยงที่จะนำเสนอข่าวที่มีความหมิ่นเหม่ในประเด็นจริยธรรมและความรุนแรง โดยมีการใช้ภาพอินโฟกราฟิกเพื่อจำลองเหตุการณ์นั้น ๆ แทน อย่างไรก็ตาม ยังมีสื่อที่พยายามนำเสนอประเด็นข่าวในมิติมุมมองอื่น ๆ ที่แตกต่างจากสื่อกระแสหลัก เพื่อพยายามดึงดูดความสนใจของผู้รับสารให้ได้มากที่สุด ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้รับสารเป็นสำคัญว่าเลือกที่จะรับสารในลักษณะและประเด็นใด

           รศ. พ.ต.ท. ดร.กฤษณพงค์ ให้ข้อเสนอแนะอีกว่า ควรให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบพฤติกรรมตำรวจและบุคลากรภาครัฐอย่างต่อเนื่องและจริงจัง เช่น ในกรณีของผู้กำกับโจ้ ที่มีอัตราในการเติบโตของตำแหน่งที่เร็วกว่า เมื่อเทียบกับรุ่นเพื่อนหรือแม้รุ่นพี่นักเรียนนายร้อยตำรวจ ที่รับราชการมาด้วยกัน ตลอดจนการครอบครองทรัพย์สินต่าง ๆ อย่างที่อยู่อาศัย และรถยนต์หรูเป็นจำนวนมาก เหล่านี้สะท้อนถึงช่องว่างของระบบการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่รัฐ ตลอดจนไม่มีการตั้งคำถามถึงพฤติกรรมที่ได้มาซึ่งตำแหน่งและทรัพย์สินนั้น ๆ ดังนั้น จำเป็นที่ต้องให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อสร้างมาตรการโปร่งใส ถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาล และสามารถแลกเปลี่ยนเพื่อป้องกันแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันอย่างเปิดเผย ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างฮ่องกงหรือสิงคโปร์ จะมีตำแหน่งที่เรียกว่าผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจ คอยทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง แบ่งเบาภาระเจ้าหน้าที่มืออาชีพ ภายใต้ 3 มาตรการ คือ มาตรการเชิงป้องกัน ประชาชนสามารถเป็นผู้ร้องเรียนหน่วยงานรัฐ เมื่อพบเห็นเจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิด เพื่อทำการสืบสวนหาความจริงต่อไป มาตรการเชิงปราบปราม คือ ความต่อเนื่องและเอาจริงเอาจังกับเจ้าหน้าที่ทุกระดับชั้น ให้รางวัลและค่าตอบแทนแก่เจ้าหน้าที่รัฐและผู้ที่ช่วยงานเจ้าหน้าที่รัฐอย่างชัดเจน และมาตรการให้ความรู้ โดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่ โดยการบ่มเพาะแนะแนวทางที่ถูกต้อง เพื่ออนาคตต่อไป กลุ่มคนเหล่านี้จะมีวิจารณญาณที่ถึงพร้อมจะตัดสินเองได้ว่าสิ่งใดถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ควรทำหรือไม่ควรทำ วิธีการเช่นนี้เป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนาระบบยุติธรรมในวงการตำรวจไทย และสร้างต้นแบบของพฤติกรรมที่ดีให้กับเยาวชนต่อไปในอนาคต

          ในส่วนประชาชนผู้ใช้สื่อออนไลน์ จำเป็นที่จะต้องพิจารณาว่าสิ่งที่สื่อนำเสนอนั้น เป็นความจริง หรือความเท็จ ตลอดจนต้องเพิ่มความระมัดระวังในการส่งข้อมูลข่าวสารต่อไปยังผู้คนหมู่มาก ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล ข้อความ ภาพ และเสียง ยิ่งเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนต่อสังคม ยิ่งต้องตระหนักมากเป็นพิเศษ และควรตั้งอยู่บนพื้นฐานเพื่อประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ ไม่ใช่เพื่อจุดประสงค์สร้างความตื่นเต้น สนุก และท้าทาย ทั้งนี้ ถ้าหากร่วมกันสร้างบรรทัดฐานการใช้สื่อออนไลน์ไปในทิศทางที่ถูกต้อง จะนำมาซึ่งประโยชน์ต่าง ๆ ตลอดจนการตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ และป้องกันการกระทำความผิดจากการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ อันอาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคตภายภาคหน้า

มนุษยธรรมในข่าวสงคราม

             สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่พิพาทระหว่าง รัสเซีย-ยูเครน ไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงในเร็ววัน ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นกลายเป็นที่สนใจของคนทั่วโลก การนำเสนอข่าวจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ทราบถึงสถานการณ์ปัจจุบันของความขัดแย้งดังกล่าว แต่ในขณะเดียวกันเหตุการณ์สงครามอาจเป็นประเด็นละเอียดอ่อน ที่สื่อมวลชนต้องให้ความสำคัญ และต้องคำนึงถึงผลกระทบทั้งระยะสั้นและระยะยาวที่จะเกิดขึ้นในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความรับผิดชอบต่อสังคมในข้อเท็จจริงที่นำเสนอ อย่างคำนึงถึงมนุษยธรรมและหลักสิทธิมนุษยชน

การรายงานข่าวความขัดแย้งและสภาวะสงครามควรเป็นแบบไหน ?

            บทความเรื่อง “ฝ่ายเสรีภาพสื่อฯ TJA แนะแนวทางรายงานข่าว ‘สงครามรัสเซีย-ยูเครน” เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 นายธีรนัย จารุวัสตร์ อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย แสดงความเห็นต่อกรณีการสู้รบระหว่างรัสเซียและยูเครนในขณะนี้ว่า สถานการณ์ดังกล่าวเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนและประชาชนจำนวนมากทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย จึงขอเสนอแนวทางสำหรับสื่อมวลชนไทย ในการรายงานข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับวิกฤติสงครามในประเทศยูเครน เพื่อให้มีความเป็นกลาง มีวิจารณญาณ และตั้งอยู่บนจริยธรรมของวิชาชีพสื่อมวลชน สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

ระมัดระวังในการใช้ภาพและคลิปจากโซเซียลมีเดีย สื่อมวลชนควรตรวจสอบรูปภาพ คลิปวิดิโอ และสื่อต่าง ๆ ในโซเชียลมีเดียที่อ้างว่าเป็นภาพการสู้รบในประเทศยูเครนให้รอบคอบ ก่อนที่จะนำเสนอในช่องทางของสำนักข่าวตนเอง  ในกรณีที่สื่อมวลชนทราบภายหลังว่าได้เผยแพร่คลิปหรือภาพที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ควรปรับแก้เนื้อข่าวและชี้แจงข้อเท็จจริงกับผู้อ่านหรือผู้ชมโดยไม่ชักช้า

นำเสนอข่าวสารทางการจากฝ่ายต่าง ๆ อย่างรอบคอบ สื่อมวลชนควรตระหนักว่า ข้อมูลจากทางการในยามสงคราม มิได้เป็นข้อเท็จจริงเสมอไป และเมื่อสื่อมวลชนเสนอข่าวสารที่อ้างอิงจากข้อมูลทางการต่าง ๆ ควรระบุให้ชัดเจนว่าเป็นคำอ้างของหน่วยงานใด ฝ่ายใด และคำกล่าวอ้างนั้น ๆ มีหลักฐานใด ๆหรือไม่ 

เน้นเสนอข่าวเกี่ยวกับประชาชนที่ประสบภัยสงคราม สื่อมวลชนไม่ควรนำเสนอข่าวเกี่ยวกับสงครามเฉพาะในแง่แสนยานุภาพ กำลังอาวุธหรือยุทธวิธีอย่างเดียว แต่ควรเน้นนำเสนอชะตากรรมของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม ไม่ว่าจะเป็นพลเรือน ผู้ลี้ภัย ผู้อพยพ ตลอดจนการประท้วงต่อต้านสงครามของประชาชนในประเทศต่าง ๆ  นอกจากนี้ สื่อมวลชนควรนำเสนอข่าวสารเกี่ยวกับบทบาทของหน่วยงานด้านมนุษยธรรมต่างๆ ในการช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยสงคราม  

การเสนอภาพข่าวความสูญเสียในสงคราม ย่อมกระทำได้ แต่ควรยึดเอาจริยธรรมสื่อมวลชนเป็นสำคัญ อย่างอยู่ในขอบเขตของความพอดี หลีกเลี่ยงภาพหรือคลิปที่อุจาดตาหรือหวาดเสียวเกินความจำเป็น และไม่นำเอาความสูญเสียในสงครามมาเป็นเครื่องมือกระตุ้นเรตติ้งหรือยอดคลิกจนเกินงาม

ควรเลือกแปลข่าวสารจากสำนักข่าวที่น่าเชื่อถือได้เท่านั้น สื่อมวลชนไทยที่มีหน้าที่แปลข่าวต่างประเทศควรตระหนักว่า สำนักข่าวต่างประเทศมีความน่าเชื่อถือและคุณภาพแตกต่างกันไป นักข่าวไทยจึงควรเลือกแปลข่าวสารจากสำนักข่าวประเภท “wire service” ซึ่งเป็นที่ยอมรับในวงการสื่อมวลชนสากลในแง่ของความเป็นกลาง ข้อมูลเที่ยงตรง และตั้งอยู่บนหลักจริยธรรม และ สื่อมวลชนควรตระหนักด้วยว่า สำนักข่าวที่ควบคุมโดยรัฐบาลต่างๆ ย่อมเสนอข่าวสารที่มีลักษณะเป็นโฆษณาชวนเชื่อ แตกต่างจากสำนักข่าวที่ดำเนินการโดยอิสระ

 

มองสื่อไทยรายงานข่าวสงครามรัสเซีย-ยูเครน

บทความเรื่อง “สงครามข้อมูลข่าวสาร รัสเซีย-ยูเครน” โดย สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ (2565) ได้ถอดประเด็นการพูดคุยจากรายการวิทยุ “รู้ทันสื่อกับสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ” วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม 2565 อากาศทางสถานีวิทยุ FM 100.5 อสมท. รศ.ดร.นรินทร์ นำเจริญ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะการสื่อสารมวลชน ได้วิเคราะห์การรายงานข่าวสงครามรัสเซีย-ยูเครน ของสื่อมวลชนไทย ในมิติ แหล่งข่าว มุมมองการรายงาน สรุปได้ดังนี้

            แหล่งข่าว ข้อมูลข่าวสารการสู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครนที่สื่อไทยนำมาใช้และนำเสนอในครั้งนี้ ส่วนใหญ่มักมีที่มาจากสื่อตะวันตก เช่น จากสำนักข่าว CNN หรือสำนักข่าว BBC ขณะที่ข่าวสารจากทางรัสเซียที่ผู้รับสารจะได้เห็นจากสื่อไทย มักจะมีเฉพาะข่าวที่มาจากการแถลงของนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย

            มุมมองการรายงานข่าว รศ.ดร.นรินทร์ นำเจริญ กล่าวย้อนดูการรายงานข่าวของเว็ปไซต์บีบีซีไทย พบว่า มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับสงครามรัสเซีย-ยูเครนในหลากหลายแง่มุม แต่ส่วนใหญ่ให้ความสนใจไปที่ยูเครนเป็นฝ่ายถูกกระทำ เช่นในบทความเรื่อง “รัสเซีย ยูเครน : ดูทีวีรัสเซียรายงานสงคราม เรื่องราวที่ถูกกลับด้านโดยสิ้นเชิง” วันที่ 3 มีนาคม 2565 โดยมีช่วงหนึ่งได้นำเสนอไว้ว่า

 

ผู้ประกาศหญิงของรอสสิยา 1 ก็เน้นย้ำถึงจุดประสงค์ในการเข้าไปในยูเครนว่า “เป็นการปกป้องตัวเองของรัสเซียจากพวกตะวันตก ซึ่งใช้ประชาชนยูเครนในการเผชิญหน้ากับมอสโก” และเพื่อเป็นการตอบโต้กับบรรดาข่าวปลอม ข้อมูลบิดเบือนที่แพร่หลายในอินเตอร์เน็ต รัฐบาลรัสเซียจึงได้ตั้งเว็บไซต์ใหม่ที่ให้แต่ข้อมูลจริงเท่านั้น

ขณะที่การนำเสนออีกส่วนหนึ่งของบีบีซีไทยแสดงความเห็นใจกับประชาชนในยูเครน เช่น ในบทความเรื่อง “รัสเซีย ยูเครน : เข้าสัปดาห์ที่ 3 ผู้ลี้ภัยสงครามมีมากแค่ไหน และหนีการรุกรานไปที่ใดบ้าง” วันที่ 11 มีนาคม 2565 โดยมีช่วงหนึ่งได้นำเสนอไว้ว่า

UNHCR เชื่อว่ามีพลเรือนกว่า 1 ล้านคนที่ต้องอพยพออกจากบ้านของตัวเองเพื่อหนีภัยการสู้รบไปอยู่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ประเมินว่ามีประชาชนในยูเครนราว 12 ล้านคนที่ต้องการความช่วยเหลือ

 

สำรวจข่าวสงครามรัสเซีย-ยูเครนในสื่อมวลชนไทย

ในเชิงปริมาณ

ผลการศึกษาล่าสุดของ Media Alert (2565) พบว่า 4 รายการข่าวยอดนิยม ที่ออกอากาศในช่วงเวลา 19.00 น.  คือ ข่าวค่ำมิติใหม่ (ช่อง Thai PBS) ไทยรัฐนิวส์โชว์ (ช่องไทยรัฐทีวี ) ทุบโต๊ะข่าว (ช่อง อัมรินทร์ทีวี) และข่าวแหกโค้ง (ช่อง GMM25) โดยทำการศึกษาเฉพาะวันที่ 11, 13 และ 15 มีนาคม 2565 พบว่าสัดส่วนการนำเสนอข่าวสงครามรัสเซีย-ยูเครน มีความยาวเวลาการนำเสนอรวมของทั้ง 4 รายการจาก 4 สถานีที่ศึกษา คือ 75 นาที (1 ชั่วโมง 15 นาที) จากเวลาการนำเสนอรวมทั้งหมด 3 วันที่ทำการศึกษาคือ 21 ชั่วโมง 58 นาที หรือ การนำเสนอข่าวสงครามรัสเซีย-ยูเครน คิดเป็นสัดส่วนเพียง 5.85% ของเวลาการนำเสนอข่าวทั้งหมดของ 4 สถานี และการรายงานข่าวส่วนใหญ่นั้นมาจากรายการข่าวค่ำมิติใหม่ ทางช่อง Thai PBS โดยไม่พบในรายการไทยรัฐนิวส์โชว์ และทุบโต๊ะข่าว ซึ่งเป็นรายการที่ได้รับเรตติ้งสูงของรายการเล่าข่าวในช่วงเวลาที่เลือกศึกษา

 

            งานการศึกษาของ Media Alert หากสรุปในเชิงปริมาณ กล่าวได้ว่า สื่อหลักเช่นสื่อโทรทัศน์ ในภาพรวม เสนอข่าวสถานการณ์สงคราม รัสเซีย-ยูเครน ในจำนวนที่น้อยเมื่อเทียบกับข่าวอื่นๆ

             ส่วนประเด็นที่รายการข่าวโทรทัศน์ที่ Media Alert ศึกษา ได้นำเสนอนั้นไม่แตกต่างไปจากบทวิเคราะห์ที่นำเสนอไปข้างต้นมากนัก คือ มีการนำเสนอในประเด็นเกี่ยวกับ ความเห็น/บทสัมภาษณ์ หรือการสื่อสารของผู้นำของทั้งสองประเทศคู่สงคราม สถานการณ์สงคราม ทหารในสงคราม เช่น สงครามเคมี-ชีวภาพ ในยูเครน?, ขบวนกองทัพรัสเซียห่างจากกรุงเคียฟ 25 กิโลเมตร, รัสเซียถล่มศูนย์ฝึกร่วมของนาโต้ในยูเครน, ผู้นำยูเครนเชื่อมั่น รัสเซียไม่มีทางชนะ, จับตาทหารร่วมรบในยูเครน, ทหารอาสาต่างชาติในยูเครน ถูกกฎหมายหรือไม่? และ สงครามรัสเซีย-ยูเครน ต่อภูมิศาสตร์โลก เป็นต้น ประเด็น สงครามส่งผลกระทบต่อประชาชน เช่น ยูเครนประกาศเคอร์ฟิวเมืองหลวง 36 ชั่วโมง และชาวยูเครนทยอยกลับประเทศ เป็นต้น ประเด็น สงครามส่งผลกระทบต่อการกีฬา เช่น อูซิก ลั่นไม่คิดคืนสังเวียนจนกว่าสงครามจะสงบ และสงครามรัสเซียส่งผลกระทบทุกวงการ ไม่เว้นแม้กระทั่งวงการกีฬา เป็นต้น สุดท้ายคือประเด็น สงครามส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศไทย เช่น วิกฤติรัสเซีย-ยูเครน คาดทำราคาน้ำมันขึ้น-สินค้าอื่นขึ้นตาม และสงครามกระทบห่วงโซ่อาหารสัตว์วอนรัฐเร่งหาทางออก เป็นต้น

 

ในเชิงเนื้อหา

เมื่อสำรวจบทความข่าวและเนื้อหาการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนไทยที่ปรากฎในสื่อออนไลน์ พบว่า ยังคงเน้นไปที่เป้าหมายและรูปแบบของสงคราม ความรุนแรงของสงครามในแง่ของการทำลายสิ่งปลูกสร้าง ฯลฯ ยกตัวอย่างชื่อบทความจากหลาย ๆ แหล่ง เช่น

รัสเซีย-ยูเครน สงครามยุคใหม่ ใครจะชนะ ? โดย ประชาชาติธุรกิจ

ยูเครน – รัสเซีย : รัสเซียโจมตีศูนย์ฝึกทหารในยูเครนใกล้พรมแดนโปแลนด์ โดย บีบีซีไทย

ด่วน! รัสเซียถล่ม “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์” ในยูเครน โดย ข่าวไทยพีบีเอส

สงครามสื่อยุคใหม่ เป็นอันตรายกว่า‘สงครามนิวเคลียร์’ โดย แนวหน้า

“วิกฤตยูเครน” ทำไมถึงขัดแย้งหนักจนอาจจุดชนวน “สงคราม” โดย ฐานเศรษฐกิจ        

 

บทบาทภาคสังคมต่อการทำหน้าที่ของสื่อหลักและการสื่อสารออนไลน์ ในช่วงข่าวสงครามรัสเซีย-ยูเครน

            ในช่วงราว 1 เดือนที่ผ่านมา มีรูปธรรมเหตุการณ์ด้านสื่อและการสื่อสารในสังคมไทยที่เกี่ยวข้องกับสงครามรัสเซีย-ยูเครน เช่น

            กรณีมีผู้ร้องเรียนต่อองค์กรวิชาชีพสื่อว่า รายการ ‘เล่าข่าวข้น’ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2565 นำคลิปจากสื่อสังคมมาเสนอว่าฝ่ายยูเครนจัดฉากศพพลเรือนผู้เสียชีวิตนับร้อยศพจากการถูกทหารรัสเซียรุกรานและสรุปว่าเป็น ‘ข่าวลวง’ (fake news) ซึ่งต่อมามีการชี้แจงจากรายการว่าความผิดพลาดจากการนำเสนอเพราะเชื่อถือในผู้เผยแพร่ และสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 ได้สื่อสารขอโทษในความผิดพลาด

            กรณีการไลฟ์ขายของเมื่อ 6 มีนาคมที่ผ่านมาของแม่ค้าออนไลน์ชื่อดัง พิมรี่พาย ซึ่งถูกสังคมทวิตเตอร์โจมตีอย่างหนักในเรื่องของการเอาสงครามที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตาย ความสูญเสียของผู้คนมาเล่นเป็นมุกตลกในการขายของ อีกทั้งยังมีเสียงเอฟเฟคต์ตลกประกอบ ผู้ใช้ทวิตเตอร์ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย โดยมองว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ในขณะที่ชาวโลกต่างสะเทือนใจกับสงคราม แต่มีคนดังชาวไทยเอาเรื่องนี้มาพูดเล่น

            กรณีไทยโพสต์ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2565 นำโพสต์แสดงความเห็นในโซเชียลมีเดีย  ซึ่งกล่าวหาว่านาย เซเลนสกี ใส่เสื้อยืดที่มีเครื่องหมายสวัสดิกะของนาซี-ฮิตเลอร์ มารายงานเป็นข่าว ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว เครื่องหมายดังกล่าวเป็นเครื่องหมายตราสัญลักษณ์กองทัพยูเครน จนมีผู้ทักท้วงถึงความผิดพลาด

            กรณี วันที่ 21 มีนาคม 2565 ทีมผู้บริหารสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.5) ได้เข้าพบกับเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทยเพื่อร่วมกันหารือสร้างความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันระหว่าง ททบ.5 กับสำนักข่าวรัสเซียโดยจะเน้นตาม ‘ข้อเท็จจริง’ ทุกด้านเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการบริโภคข่าวสารของประชาชน ให้เป็นไปตามความถูกต้อง แม่นยำ และทันสถานการณ์ โดยจะมีการลงนามให้ความร่วมมือในเร็วๆ นี้

 

            โดยก่อนหน้านี้ทาง ททบ.5 ได้ลงนามความร่วมมือกับสำนักข่าวจีน China Media Group และสำนักข่าวของอิหร่าน

 

            ต่อมาวันที่ 23 มีนาคม 2565  เวลาประมาณ 21.30 น. สถานีโทรทัศน์กองทัพบก ททบ.5 แจ้งสื่อมวลชนว่า ขอยกเลิกการแถลงข่าว กรณีร่วมมือ รัสเซีย-จีน-อิหร่าน ในวันพรุ่งนี้ (24 มีค.) ช่วง 1400 น. โดยไม่ได้ให้เหตุผลว่าทำไมจึงยกเลิกการแถลงข่าว แต่มีรายงานข่าวว่า กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ททบ.5 มีกำหนดที่จะไปพบหารือกับ เอกอัครราชทูตยูเครน ประจำประเทศไทย ในวันพรุ่งนี้ (24 มีค. จึงทำให้มีการวิเคราะห์ว่า อาจเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกวิจารณ์ว่าไม่เป็นกลาง ในกรณีสงคราม รัสเซีย-ยูเครน

ล่าสุดวันที่ 25 มีนาคม 2565  กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ททบ.5 กล่าวในรายการ “เจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์” ในส่วนนโยบายงานข่าวของททบ.5 ว่า ช่อง 5 จะเข้าไปอยู่ในสงครามข่าวสาร ข่าวสารใดที่รัสเซีย ยูเครน จีน อิหร่าน คิดว่าไม่ถูกต้อง และต้องการให้คนไทยรู้ว่า สิ่งที่ถูกต้อง คือ อะไร ให้ส่งมาที่ ททบ.5 โดยได้สั่งการว่า ห้ามบิดเบือนข่าว ให้ออกทุกอย่างเหมือนกับที่ทางการ 4 ประเทศส่งมา เพราะเป็นข่าวที่สถานทูตรับรอง เพื่อคนไทยสามารถฟังทั้งสองฝั่ง และไปพิจารณาเองว่า ใครเสนอข่าวเท็จ ใครเสนอข่าวจริง

 

บทสรุป

            หลักการสำคัญในการนำเสนอข่าวสงครามรัสเซีย-ยูเครน ของทั้งสื่อหลักและสื่อออนไลน์ทั่วไป  คือ ต้องสื่อสารอย่างคำนึงถึงจริยธรรม โดยเฉพาะความถูกต้อง เที่ยงตรงของข้อมูล ด้วยการอ้างถึงหรือนำเสนอข่าวจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้แล้ว ยังมีเรื่องของหลักสิทธิมนุษยชน และ หลักมนุษยธรรมที่สื่อต้องคำนึงถึงด้วย ขณะเดียวกัน ภาคสังคมผู้รับสื่อก็ควรจะร่วมมีบทบาทในการตรวจสอบ ทักท้วงสื่อ รวมถึงการสื่อสารออนไลน์ที่ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม ในเรื่องดังกล่าวด้วยเช่นกัน

            สงครามคือความเศร้า ความสูญเสีย แม้พลเมืองโลกส่วนใหญ่คงอยากให้ สงครามรัสเซีย-ยูเครน ยุติ ลงโดยเร็ว แต่ในความเป็นจริงก็ยากที่จะระบุว่าสงครามครั้งนี้ จะยุติลงเมื่อไร จะสร้างความสูญเสีย ความเสียหาย ต่อประชาชนและประเทศคู่สงคราม และสร้างผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ฯลฯ ให้กับประเทศต่างๆ ไปอีกนานแค่ไหน เพียงใด แต่ในหลักการการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์แล้ว ถ้าสื่อและนักสื่อสารออนไลน์ ยึดมั่นใน ความถูกต้อง ความเที่ยงตรงของข้อมูล หลักมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน ควบคู่ไปกับ การนำเสนอหรือการวิเคราะห์เพื่อหาทางออกจากสงคราม เพื่อลดความสูญเสีย ไม่มุ่งเสนอเพียงความขัดแย้ง สถานการณ์การสู้รบ การวิเคราะห์ว่าใครจะแพ้ใครจะชนะ หรือการเสนอข่าวอย่างฝักใฝ่หรือถือข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะนั่นคือการสื่อสารอย่างขาดจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม ทั้งที่ ในความเป็นมนุษย์ หากเห็นคุณค่าชีวิตผู้อื่น เช่นชีวิตตนเอง สงครามคือการพลัดพราก การสูญเสีย ความเสียหาย ทั้งต่อชีวิต และอื่นๆมากมาย ดังนั้น ความขัดแย้งรุนแรงในสงครามทุกครั้ง ควรเป็นบทเรียนต่อมนุษยชาติในการร่วมสร้างศักยภาพความร่วมมือในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ก่อนนำไปสู่ความรุนแรงของสงคราม