เลือกหน้า

วารสาร @DISASTER ฉบับประจำเดือนเมษายน-มิถุนายน 2565

วารสาร @DISASTER วารสารกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ปัที่ 2 ฉบับที่ 5 (ประจำเดือนเมษายน-มิถุนายน 2565)

เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจแนวทางการบริหารจัดการสาธารณภัย และเผยแพร่ข้อมูลความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแก่สาธารณชน

สามารถอ่านวารสารแบบออนไลน์ ได้ที่ : https://online.fliphtml5.com/okso/fyta/#p=cover 

หรือติดตามข่าวสารอื่น ๆ ได้ที่ : www.disaster.go.th หัวข้อ “สื่อเรียนรู้จัดการภัย”

คำแนะนำจากแพทย์ ในการดูแลผู้สูงวัยเมื่อติดโควิด แบบ HI

แพทย์ เผยแนวทางดูแลสูงวัยติดโควิดแบบ HI ย้ำ ต้องรู้เร็วรักษาไว ป้องกันสูญเสีย

การแพร่ระบาดของโควิด 19 สายพันธุ์โอมิครอน มีแนวโน้มผู้ติดเชื้อมากขึ้น ส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง อาจไม่จำเป็นต้องได้รักษาแบบผู้ป่วยในของโรงพยาบาล แต่ให้แยกกักตัวที่บ้าน Home Isolation (HI) เพื่อสังเกตอาการได้ ซึ่งกลุ่มผู้สูงอายุติดเชื้อ ที่มีอายุไม่เกิน 75 ปีบริบูรณ์ มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว และควรได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ ที่กระทรวงสาธาณสุขกำหนดแล้ว ก็สามารถกักตัวที่บ้านได้

การดูแลผู้สูงอายุนอกจากการรักษากายแล้วจำเป็นต้องให้กำลังใจ ดังนั้นการดูแลรักษาที่บ้าน(HI) ก็ช่วยให้สภาพจิตใจผู้สูงอายุที่ติดเชื้อดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงต่อความรุนแรงของโรคในกลุ่มผู้สูงอายุ เช่น หัวใจ ไต ปอด และยังมีปัจจัยจากการสูบบุหรี่ ทำให้อวัยวะที่ต้องสู้กับเชื้อไม่สมบูรณ์เท่ากับคนหนุ่มสาว รวมถึงระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลง โดยเฉพาะกลุ่มที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

การดูแลผู้สูงอายุที่ติดเชื้อโควิด ให้ถือว่าเป็นกลุ่มสีเหลืองทันที โดยไม่ต้องรอให้มีอาการ และต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ทันที ขณะที่ บางรายไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล(รพ.) สามารถรักษาที่บ้านได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ อย่างไรก็ตาม ยาต้านไวรัสมีความจำเป็นมากที่ต้องรับใน 3-5 วันหลังจากมีอาการ โดยตอนนี้มี 3 ชนิดคือ ยาฟาวิพิราเวียร์ ยาแพ็กซ์โลวิด และ ยาโมลนูพิราเวียร์ 

การทำ HI ของผู้สูงวัยไม่แตกต่างจากคนทั่วไป แต่มีความพิเศษกว่าในเรื่องการดูแล ที่จำเป็นที่ต้องมีคนดูแล อย่างไรแล้ว ในกรณีที่ผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัวที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จำเป็นจะต้องอยู่ใน รพ. ทั้งนี้ ข้อสำคัญในการทำ HI ของผู้สูงอายุคือต้องไม่มีโรคประจำตัว และช่วยเหลือตัวเองได้

นอกจากดูแลผู้สูงอายุ ตัวเองและคนรอบข้างด้านสุขอนามัยแล้ว การดูแลกันด้านจิตใจเป็นสิ่งที่ควรทำไม่แพ้กัน ควรส่งพลังบวก แชร์เรื่องดี ๆ และให้กำลังใจกันเสมอ เมื่อมีกำลังใจดี สุขภาพก็จะดีตามไปด้วยและไม่ลืมที่จะทำตามมาตการป้องกันการป้องกันโควิดเบื้องต้นเพื่อตนเองและสังคมรอบข้าง

วัคซีนโควิด ลดเสี่ยง เลี่ยงภาวะลองโควิด

วัคซีนโควิด ลดเสี่ยง เลี่ยงภาวะลองโควิด เผย 90% อาการไม่รุนแรงหายได้เอง หลังรักษาหาย 3 เดือน

ความรุนแรงของโรคโควิด 19 ในเด็กและวัยรุ่น แม้จะดูน้อยกว่าในผู้ใหญ่ แต่เด็กและวัยรุ่นที่ติดโควิด 19 เมื่อหายป่วยแล้วอาจเกิดภาวะ LONG COVID (ลองโควิด) ตามมาได้ โดยอาการที่พบได้บ่อย คือ อาการเหนื่อยล้า สูญเสียการรับกลิ่นและรสชาติ กล้ามเนื้ออ่อนแรง การฉีดวัคซีนป้องกันในเด็กและวัยรุ่น จะช่วยลดโอกาสเกิดภาวะรุนแรงของโรคโควิด 19 และภาวะ LONG COVID ได้

 

สำหรับเด็กติดเชื้อโควิด-19 พบว่ากว่าร้อยละ 90 ไม่มีอาการรุนแรงและสามารถหายได้เอง แต่เมื่อหายแล้วให้สังเกตอาการทั่วไปหลังจากนั้น เช่น การเดิน นั่ง นอน การรับประทานได้เป็นปกติ ก็ไม่มีความน่าห่วงกังวลอื่นเพิ่มเติม แต่ถ้า 2-6 สัปดาห์ที่หายจากโควิดแล้วมีอาการ เช่น เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ขาบวม ที่เป็นการอักเสบทั่วร่างกายอย่างที่พบในผู้ใหญ่ที่หายจากโควิด ให้รีบมาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัย ขณะที่ ภาวะลองโควิด-19 (Long Covid-19) ในเด็ก พบได้ร้อยละ 25-45 ซึ่งระบบที่พบ ได้แก่ ระบบทางเดินหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน เป็นต้น

 

“ภาวะเหล่านี้มักไม่รุนแรงแต่เรื้อรัง อาการจะเป็น ๆ หาย ๆ ได้ ใช้การรักษาตามอาการ และติดตามอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น หากผู้ปกครองสงสัยว่าบุตรหลานอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ควรตรวจหาเชื้อโดยเร็ว หากพบว่าติดเชื้อก็สามารถพักรักษา 7 – 14 วัน เฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด และ หากบุตรหลานท่านยังไม่ได้รับวัคซีน ก็ขอให้ติดต่อขอรับการฉีดตามกำหนด รวมถึงผู้สูงอายุ กลุ่มผู้ป่วยที่อยู่ในบ้าน ก็ต้องได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นตามกำหนดเช่นกัน เพื่อลดโอกาสแพร่และรับเชื้อ ลดความรุนแรงและการเสียชีวิต”

แม้ว่ารายงานการเกิด LONG COVID ในเด็ก จะแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละประเทศ แต่ก็แสดงให้เห็นว่าอาการ LONG COVID เกิดขึ้นได้ในเด็กและวัยรุ่น การฉีดวัคซีนป้องกันในเด็กและวัยรุ่น จะช่วยลดโอกาสเกิดภาวะรุนแรงของโรคโควิด 19 และภาวะ LONG COVIDได้

โควิด 19 สายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นอีกครั้ง รับมืออย่างไร

โควิด 19 สายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นอีกครั้ง รับมืออย่างไร

การป้องกันตัวเองและสังคมจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ โควิด 19 เป็นมาตรการที่ประชาชนทุกคนควรทำและให้ความร่วมมือ เพื่อช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงในการเกิดโรค รวมถึงลดการแพร่กระจายเชื้อในสังคม ซึ่งสามารถทำได้ ดังนี้

 

– ฉีดวัคซีนป้องกัน

วัคซีนจำเป็นสำหรับการป้องกันเชื้อโควิด 19 ดังนั้นต้องเข้ารับการฉีด

– สวมหน้ากาก

สวมหน้ากากตลอดเวลาเมื่ออยู่ที่สาธารณะ เพื่อป้องดันทั้งตนเองและผู้อื่น

– รักษาระยะห่าง

เป็นสิ่งที่ทุกคนควรทำ ไม่ว่าจะได้สัมผัสเชื้อหรือไม่ ซึ่งรวมถึงการหลีกเลี่ยงการจับมือ เลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกัน ควรอยู่ห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 1 เมตร เลี่ยงไปในสถานที่แออัดหรือเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และสิ่งสำคัญที่สุดคือการพักอยู่บ้านหากรู้สึกไม่สบาย การเว้นระยะห่างทางสังคม จะช่วยชะลอการกระจายของไวรัส ซึ่งทำให้ทรัพยากรเพียงพอต่อผู้ที่จำเป็นต้องใช้

– อยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเท

เปิดหน้าต่างหรือประตูให้มีการถ่ายเทอากาศ ให้ห้องได้ระบายอากาศ รับแดด รับลม

– ล้างมือให้สะอาดบ่อย ๆ  

การล้างมือให้สะอาด ด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ หลังจากทำกิจกรรมต่าง ๆ สามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ดีที่สุด

– ไอจามใส่ข้อพับแขน

หากต้องไอหรือจามแล้วไม่ได้สวมแมสควรไอจามใส่ข้อพับแขนเพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายของเชื้อ

 

แต่ภูมิคุ้มกันที่ดีคือการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงและพฤติกรรมสุขภาพที่ดี เป็นสิ่งที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้สามารถต่อสู้กับโรคภัยต่าง ๆ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การเฝ้าระวังและสังเกตอาการตัวเองนั้น นอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสแล้ว หากระหว่างสังเกตพบว่ามีอาการเข้าข่ายการติดเชื้อ ทำให้สามารถเข้ารับการตรวจและรักษาได้ทันท่วงทีอีกด้วย มาตรการป้องกันการติดเชื้อไม่ใช่เป็นเพียงหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์ หรือประชาชนคนใดคนนึง แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนพึงกระทำร่วมกัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อและแพร่กระจายเชื้อทั้งต่อตัวเอง ครอบครัว คนรอบข้าง และสังคม

โควิด 19 สายพันธุ์ใหม่

โควิด 19 สายพันธุ์ XD

Center for Medical Genomics ของ ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ระบุว่า โควิด19 สายพันธุ์ XD มีชื่อว่า “เดลตาครอน” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ลูกผสมระหว่าง “เดลตา & โอมิครอน” โดย WHO ให้ข้อมูลว่า สายพันธุ์นี้ไม่พบการระบาดที่รวดเร็ว (transmissibility) และอาการที่รุนแรง (severity) อย่างที่เคยกังวลแต่ประการใด

โควิด 19 สายพันธุ์ XE 

องค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนว่า โควิด 19 โอไมครอนสายพันธุ์ลูกผสม XE ที่แพร่เชื้อติดต่อได้ง่ายและรวดเร็วกว่าไวรัสโคโรนา 2019 ทุกสายพันธุ์ที่เคยมีมา

สายพันธุ์ XE เป็นสายพันธุ์ลูกผสมระหว่างโอไมครอนสายพันธุ์ย่อย BA.1 X BA.2 มีสัดส่วนจีโนมระหว่าง BA.1:BA.2 ประมาณ 35%:65% พบครั้งแรกในสหราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2565 โดยมีการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมและอัปโหลดขึ้นไปแชร์ไว้บนฐานข้อมูลโควิด 19 โลกแล้วมากกว่า 600 ตัวอย่าง

ตามรายงานของสำนักงานบริการสุขภาพแห่งสหราชอาณาจักร (UK Health Services Agency) หรือ UKHSA  ยืนยันเช่นเดียวกันว่าสายพันธุ์ลูกผสม XE สามารถแพร่ระบาดได้รวดเร็วกว่า BA.2 ประมาณ 10% และแพร่ได้รวดเร็วกว่าโอมิครอนสายพันธุ์ดั้งเดิม (B.1.1.529) ถึง 43%

อย่างไรก็ตามศาสตราจารย์ซูซาน ฮอปกิ้นส์ หัวหน้าที่ปรึกษาทางการแพทย์ของ UKHSA กล่าวว่าการเกิดสายพันธุ์ลูกผสมไม่ใช่เรื่องแปลกและมักจะสูญพันธุ์ไปเอง “อย่างรวดเร็ว” เนื่องจากไม่ฟิตกับสิ่งแวดล้อมเหมือนสายพันธุ์ทั่วไป และเนื่องจากจำนวนของ XE ที่ถูกถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมยังไม่มาก การประเมินความรวดเร็วของการระบาดอาจจะคลาดเคลื่อนได้

โควิด 19 สายพันธุ์ XJ

รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า โควิด 19 สายพันธุ์ XJ เป็นสายพันธุ์โอมิครอนลูกผสมระหว่างสายพันธุ์ย่อย BA.1 และ BA.2 เช่นเดียวกับสายพันธุ์ XE โดยพบมากที่สุดในประเทศฟินแลนด์ และล่าสุดพบในไทย 1 ราย

สำหรับข้อมูลในส่วนของการแพร่ระบาด และความรุนแรงของโรค ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนจนพอ ยังต้องใช้ระยะเวลาในการรวมข้อมูล

 

วิธีลดความเสี่ยงโควิด19

ไม่ว่าจะเป็นโควิด19 สายพันธุ์อะไร วิธีป้องกันยังคงเหมือนเดิม ได้แก่

1.สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกจากบ้าน และทุกครั้งที่อยู่ในที่สาธารณะ

2.ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสเปรย์ และเจลแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหาร

3.หลีกเลี่ยงงานสังสรรค์หรือการรวมตัวกันของคนหลายคน

4.เว้นระยะห่างกับคนอื่น ๆ ระหว่างรับประทานอาหาร

การรักษา COVID-19 ในคุณแม่ตั้งครรภ์

กลุ่มที่อาการน้อย  : สัญญาณชีพปกติ

กลุ่มที่อาการรุนแรง : มีอัตราการหายใจ 30 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป หรืออยู่ในภาวะช็อค

.

การรักษา

  1. การให้สารน้ำ แก้ไขภาวะขาดสมดุลของเกลือแร่ 
  2. ให้ออกซิเจน 
  3. การให้ยาต้านไวรัสที่ใช้ในรายที่มีอาการปานกลางหรือรุนแรง
  4. ให้ยาปฏิชีวนะ ถ้ามีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเดิม เช่น Ceftriaxone 

.

การดูแลที่คลินิกฝากครรภ์ 

– ควรเลื่อนนัดเพื่อมาฝากครรภ์ ตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง หรือตรวจคัดกรองเบาหวานไปจนกว่าจะพ้นช่วงกำหนดเวลากักตัว หรือจนกว่าจะตรวจไม่พบเชื้อ 

– กรณีจำเป็นต้องนัดติดตาม ให้ใช้การป้องกันการแพร่เชื้อตามมาตรฐานของโรงพยาบาล

การให้ยาบางชนิด ที่ต้องคำนึงถึงอายุครรภ์และทารก 

การไม่สามารถนอนคว่ำเพื่อให้ออกซิเจนเพิ่มขึ้นได้ เพิ่มโอกาสที่ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ 

.

ข้อปฏิบัติเบื้องต้นสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

  1. ฉีดวัคซีน 
  2. เว้นระยะห่างทางสังคม
  3. ล้างมือสม่ำเสมอ
  4. กินอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่
  5. สวมหน้ากากอนามัย ตลอดเวลาเมื่ออยู่นอกบ้าน