เลือกหน้า

กองทุนสื่อ คาดหวังผลงานผู้รับทุน ก้าวสู่สากลมากยิ่งขึ้น หลังคนจำนวนมากสนใจอยากร่วมงาน

กองทุนสื่อ คาดหวังผลงานผู้รับทุน ก้าวสู่สากลมากยิ่งขึ้น หลังคนจำนวนมากสนใจอยากร่วมงาน

(8 ธ.ค. 65) ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ มอบหมาย
นายปราโมทย์ บุญนำสุข ผู้เชี่ยวชาญ เข้าร่วมงานสัมมนา World Film Festival of  Bangkok Forum 2022
“ Soft Power Of Film “

ภายใต้หัวข้อ “ภาพยนตร์ไทยในฐานะซอฟท์พาวเวอร์” กับการก้าวสู่ตลาดภาพยนตร์ในระดับสากล ซึ่งกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมสนับสนุนงานเทศกาลภาพยนตร์ พร้อมภาคีเครือข่าย  ณ TK PARK ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

นายปราโมทย์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ในช่วงสถานการณ์โควิด19 ในวิกฤตยังมีโอกาส เพราะได้ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ

ที่ตอบโจทย์ต่อการใช้ชีวิต ช่องทางอินเทอร์เน็ต โซเชียลมีเดียต่างๆ ทำให้การสร้างภาพยนตร์เปิดกว้าง

ทั้งนี้ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ให้ความสำคัญ ในการสนับสนุนให้คนผลิตสื่อน้ำดี ที่มีคุณภาพปลอดภัยและสร้างสรรค์  โดยในทุกปี มีการเปิดรับข้อเสนอโครงการหรือกิจกรรมเพื่อขอรับการสนับสนุนเงิน ซึ่งทุนสนับสนุนประจำปี 2566

เพิ่งปิดรับไปเมื่อวันที่31 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา  มีผู้ยื่นข้อเสนอโครงการฯ จำนวน 939 โครงการ

‘ทำให้เห็นถึงความตั้งใจของผู้ผลิตสื่อหน้าใหม่และหน้าเก่า ที่อยากร่วมงานกับทางกองทุน
เพราะกองทุนสนับสนุนให้คนมีส่วนร่วม รวมถึงการผลักดันภาพยนตร์ไทยให้เป็น Soft Power’

อย่างไรก็ตามในปัจจุบันผลงานของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ มีปรากฏออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งภาพยนตร์เรื่อง  “A Time To Fly บินล่าฝัน” เป็นผลงานของกองทุนที่ได้เข้าร่วมฉายในงาน “World Film Festival of Bangkok” หรือ “เทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพ” ครั้งที่ 15

 

นายปราโมทย์ กล่าวว่า  ในอนาคต กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์หวังว่าจะมีความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายที่หลากหลาย  ทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อให้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ ประสบการณ์ และเปิดเวทีในการแสดงผลงานแก่ผู้ผลิตสื่อระดับ SME ในประเทศ  ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ภาพยนตร์และสื่อของไทยได้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และก้าวสู่สากล

 

 ‘World Film Festival of Bangkok ‘ หรือ “เทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพ” ครั้งที่15  จัดเต็มภาพยนตร์ระดับโลก 61 เรื่อง ภาพยนตร์สั้นทดลอง 20 เรื่อง จาก 51 ประเทศ  และ กิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมายตลอดทั้งเทศกาล

โดยจัดขึ้นระหว่าง 2-11 ธันวาคม 65 นี้    ที่โรงภาพยนตร์ เอส เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ชิงเงินรางวัล 110,000 บาท คลิปสร้างสรรค์ ’คิดอะไร….ก็ธรรม’

(6 ธค.65) กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดโครงการ ประกวดสื่อสร้างสรรค์ส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม ‘คิดอะไร….ก็ธรรม’ ความยาวคลิป 3-5 นาที

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวระหว่างเปิดตัวโครงการจัดประกวดสื่อสร้างสรรค์ส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม ภายใต้หัวข้อ ‘คิดอะไร….ก็ธรรม’  โดยระบุว่า ทุกวันนี้ สื่อมีบทบาทมากในหลายมิติ การเสพสื่อที่ผิด และไม่รู้เท่าทันสื่อ จะทำให้คนเดินทางผิด ขาดคุณธรรม จริยธรรม และไม่สามารถนำพาชีวิตไปสู่พลังบวกได้ ทั้งนี้ สติ จึงมีความสำคัญ ในการพิจารณาไตร่ตรองและใคร่ครวญ

‘กองทุนสื่อ ต้องการเห็นผู้คนหยิบเรื่องราวดี ที่สัมผัสได้ จึงได้คิด ดำเนินโครงการการผลิตคลิปสร้างสรรค์ คิดอะไร….ก็ธรรม ความยาว 3-5 นาที ที่อยากให้โจทย์เพื่อให้เห็นภาพชัด คือ ทำเรื่องใกล้ตัว เรื่องที่รู้จริง เชื่อว่ามีคนสนใจและมีประโยชน์ รวมถึงสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลง ผลกระทบทางสังคม ที่ผู้คนชมแล้วมีทัศนคติที่ถูกต้องดีงาม’

คุณชยนพ บุญประกอบ ผู้กำกับภาพยนตร์ ได้ชี้เทคนิคการนำเสนอสื่อสร้างสรรค์ โดยระบุว่า แกนเรื่อง ครีเอทีฟสำคัญ ที่ต้องทำให้เกิดเซอร์ไพรส์คนดูให้ได้ รวมถึงภาพ, เสียง ที่นำมาประกอบ ก็อย่าละเลยที่ต้องสะกดใจคนดูด้วย

‘อะไร อย่างไร เล่าให้เห็นภาพ ดึงความคิดรวบยอด ที่ต้องตีโจทย์ให้แตกว่า คลิปนี้ต้องการสื่อสาร, แง่มุมใด’

ผู้สนใจสามารถส่งผลงาน การผลิตคลิปสร้างสรรค์ ภายใต้หัวข้อ ‘คิดอะไร….ก็ธรรม’ ความยาว 3-5 นาที ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวม 111,000 บาท  เปิดรับสมัครเข้าร่วมส่งผลงานเข้าประกวดตั้งแต่วันนี้ – 31 มกราคม 2566 โดยคณะกรรมการจะคัดเลือก 10 สุดยอดผลงาน เพื่อลุ้นรางวัลชนะเลิศ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2566

ติดตามรายละเอียดได้ที่  Facebook page กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ หรือที่เบอร์โทรศัพท์ 084 – 624-5535 , 062-291-5995

‘ในหลวง-พระราชินี’ เสด็จฯทอดพระเนตรการแสดงโขนภาพยนตร์หนุมาน WHITE MONKEY

วันนี้ (วันที่ 4 ธันวาคม 2565) เวลา 19.58 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปทอดพระเนตรโขนภาพยนตร์ หนุมาน ไวท์ มังกี (WHITE MONKEY) และนิทรรศการ “โขนภาพยนตร์” ณ โรงภาพยนตร์สยามภาวลัย รอยัล แกรนด์ เธียเตอร์ ชั้น 6 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

โอกาสนี้ทอดพระเนตรนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ “โขนภาพยนตร์” ก้าวแห่งนาฏกรรม..โขนแห่งรัชสมัย KHON THE MILESTONE OF THE REIGN เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันที่ 5 ธันวาคม 2565 และเพื่อเป็นการดำเนินการตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์และสืบสานศิลปะการแสดงโขนอีกประการสำคัญ คือเป็นการดำเนินตามรอยพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการสืบสานรักษาต่อยอดศิลปะวัฒนธรรมประจำชาติไทยเพื่อให้เกิดความยั่งยืนและสืบทอดไปสู่เยาวชนของชาติต่อไป

โดยนิทรรศการได้ดำเนินเนื้อเรื่อง ผ่านโขนแห่งรัชสมัย ที่พระมหากษัตริย์ไทยทุกรัชกาลทรงเป็นผู้นำ ในการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการดำเนินชีวิตด้านนาฏกรรมและการดนตรีมาทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่รัชกาลที่1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ตั้งแต่ต้นจนจบมีหลักฐานว่ามีการแสดงโขนตอนหนุมานถวายแหวน หนุมานยกแท่นท้าวชมพู เป็นต้น เรื่อยมาจนถึง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9 ที่ส่งร่วมอุปถัมภ์การแสดงโขน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระราชดำริเรื่องฟื้นฟูโขนและมีพระราชเสาวนีย์เกี่ยวกับการส่งเสริมและจัดสร้างเครื่องแต่งกาย โปรดเกล้าฯ ให้ศึกษาวิธีแต่งหน้าโขนที่เปิดหน้าส่งผลให้เกิดช่างฝีมือหลายด้าน ที่สำคัญคือมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จัดแสดงโขนถวายมายาวนานนับทศวรรษ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดแสดงโขนสู่ประชาชนทุกปี

จากนั้นเสด็จเข้าภายในโรงภาพยนตร์ ฯ ทรงรับการทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสูจิบัตรและถวายของที่ระลึก นางนฤมล ล้อมทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหศีนิมา จำกัด กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน ฯ และกราบบังคมทูลเชิญทอดพระเนตรโขนภาพยนตร์ หนุมาน ไวท์ มังกี (WHITE MONKEY) จบแล้ว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กระทรวงวัฒนธรรม ผู้กำกับภาพยนตร์ ผู้กำกับการแสดงโขน และผู้ให้การสนับสนุน เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับพระราชทานช่อดอกไม้ สมควรแก่เวลา จึงประทับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินกลับ

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อศิลปะการแสดง “โขน” นาฏศิลป์ชั้นสูงของไทย และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ในการทำนุบำรุงมรดกศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะศิลปะการแสดงโขน โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงดูแลส่งเสริมให้ดำรงคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัท สหศีนิมา จำกัด ได้ดำเนินการในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของชาติ จัดการแสดงโขนณ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง ตั้งแต่ปี 2548 อย่างต่อเนื่องตลอดมา โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานให้จัดการแสดงโขนสำหรับนักท่องเที่ยว ณ โรงมหรสพหลวง ฯ เพื่อเป็นการสืบสาน รักษา และต่อยอด ศิลปะการแสดง “โขน” ให้เป็นที่ประจักษ์สู่สายตาประชาคมโลก ตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบัน

โดยบริษัท สหศีนิมา จำกัด ร่วมกับ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และกระทรวงวัฒนธรรม ดำเนินการจัดการผลิตโขนภาพยนตร์ “หนุมาน ไวท์ มังกี” (HANUMAN White Monkey) โดยการผสมผสานศิลปะการแสดงแบบเดิมที่เกิดขึ้นบนเวที กับเทคนิคทางด้านดิจิทัลคอมพิวเตอร์กราฟิก และเทคนิคพิเศษของภาพยนตร์ มาสร้างสรรค์จินตนาการให้กับเรื่องราวของโขนรามเกียรติ์ ในรูปแบบของโขนภาพยนตร์ ให้ผู้ชมได้รับความสนุก ตื่นเต้น ประทับใจยิ่งขึ้น และสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ชมยุคใหม่ โดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่ และเป็นการเผยแพร่เอกลักษณ์ของศิลปะการแสดงประจำชาติของไทยไปสู่สากล

ทั้งนี้โขนภาพยนตร์ เป็นผลงานที่ได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประเภทเชิงยุทธศาสตร์ประจำปี 2563

โดยจะฉายให้ประชาชนทั่วไปได้ชมพร้อมกันทั่วประเทศ ณ โรงภาพยนตร์เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ และ โรงภาพยนตร์เอสเอฟ ซีเนม่า ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม เป็นต้นไป

“แตกต่างเดียวกัน” การ์ตูนบอกเล่าเรื่องราววัฒนธรรมความพิการที่บอกให้เรา “ถามเถอะ” เพราะความพิการไม่ใช่เรื่องต้องห้าม

เนื่องในโอกาสวันคนพิการสากล วันที่ 3 ธันวาคม 2565 กองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เปิดตัวการ์ตูนชุด
“แตกต่างเดียวกัน” ซึ่งเป็นผลงานที่ได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนฯ   ที่ชวนให้มองคนพิการด้วยมุมมองเชิงสังคม
ชวนให้คนอ่านมองเห็นว่า คนพิการเป็นเพียง “ความแตกต่าง” ของมนุษย์ ที่มีทั้งสูงดำต่ำขาว
เป็นแค่ความหลากหลายในสังคม อยู่ร่วมกัน เติมเต็มกันและกันได้

“การ์ตูนชุดแตกต่างเดียวกัน” เป็นการ์ตูนอ่านขนาดสั้น โดยในวันคนพิการสากลนี้ โครงการฯเชิญชวนให้อ่านตอน “ถามเถอะ” เพราะเนื้อหาเป็นเหมือนด่านแรกของการปฏิบัติตัวต่อกัน เจอคนพิการแล้วทำไงดีนะ ถามได้ไหมนะ อยากช่วยจัง ช่วยยังไงดีนะ จะเสียมารยาทรึเปล่า การ์ตูนตอนนี้จะบอกว่าถามได้เลย ความพิการไม่ใช่เรื่องต้องห้าม แต่เป็นเรื่องต้องพูด จะได้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ส่วนการ์ตูนตอนอื่น ๆ ก็จะสะท้อนความแตกต่างของคนพิการในแง่มุมต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมให้คนอ่านมีมุมมองต่อคนพิการเชิงสังคมในมิติที่หลากหลาย    

การ์ตูนชุดแตกต่างเดียวกัน เป็นการ์ตูนที่สร้างสรรค์ขึ้นภายใต้ “โครงการวิจัยและพัฒนาสื่อการ์ตูนชุดวัฒนธรรมความพิการ ด้วยการมีส่วนร่วมของคนพิการและทุกภาคส่วนในสังคม” ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประเภทเปิดรับทั่วไป กลุ่มคนพิการและผู้ด้อยโอกาส โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์จิรภัทร กิตติวรากูล อาจารย์ประจำสาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ และกรรมการสมาคมวัฒนธรรมความพิการ เป็นหัวหน้านักวิจัยในโครงการ และนางสาวกัชกร ทวีศรี อุปนายกสมาคมวัฒนธรรมความพิการ เป็นผู้ช่วยนักวิจัย

ผศ.จิรภัทร กล่าวถึงที่มาของโครงการว่า “คำว่า ‘วัฒนธรรม หมายถึง สิ่งที่เรายึดถือปฏิบัติกันมานาน วัฒนธรรมความพิการ คือสิ่งที่ผู้คนปฏิบัติต่อคนพิการมานานจนกลายเป็นวัฒนธรรม ซึ่งมีที่มาจากชุดความคิด 3 มุมมอง มุมมองแรก คือ มุมมองทางความเชื่อหรือทางศาสนาที่เชื่อว่าคนพิการเป็นคนบาป มีเวรกรรมติดตัวมาแต่ชาติปางก่อน การช่วยคนพิการจึงเป็นการทำบุญ หนักไปกว่านั้น บางความเชื่อของบางชนเผ่า ถ้าลูกเกิดมาพิการต้องฆ่าทิ้ง เพราะเชื่อว่าเป็นโชคร้าย ส่วนมุมมองที่สองคือ มุมมองทางการแพทย์ เห็นคนพิการเป็น คนป่วย ต้องรักษาให้หายถึงจะออกสู่โลกกว้างได้ นั่นแปลว่า คนที่พิการตลอดชีวิตก็จะไม่สามารถออกสู่โลกกว้างได้ตลอดไปเลย มุมมองแบบนี้ทำให้เกิดการ แยก คนพิการออกจากสังคม ก็จะไม่ทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน มุมมองที่สาม คือ มุมมองทางสังคม มุมมองนี้มองคนพิการเกี่ยวเนื่องกับสิทธิมนุษยชน ที่ทุกคนคือ คน เท่ากัน ควรได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานที่พลเมืองคนหนึ่งควรจะได้จากรัฐและสังคม แต่คนพิการไม่ได้รับ ทำให้คนพิการใช้ชีวิตเหมือนคนอื่น ๆ ไม่ได้ ทั้ง 3 มุมมอง ทำให้เกิดการปฏิบัติต่อคนพิการแตกต่างกัน สำหรับการ์ตูนชุดแตกต่างเดียวกันนี้ จะเน้นชวนให้มองคนพิการด้วยมุมมองที่ 3 เพราะมุมมองที่ 1 กับ 2 ฝังรากลึกมายาวนาน และทำให้เกิดปัญหาเรื้อรัง แล้วก็พิสูจน์แล้วในหลายประเทศที่เค้ามองคนพิการด้วยมุมมองที่ 3 แล้วทำให้ปัญหาลดลง”

นอกจากนี้ ผศ.จิรภัทร ยังกล่าวจุดเด่นของการ์ตูนชุดนี้ว่า “จุดเด่นแรกคือเนื้อหานะคะ เนื้อหาเราเกิดจากการมีส่วนร่วมของตัวแทนคนพิการทุกประเภท และยังมีตัวแทนภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมด้วยค่ะ คือทุกภาคส่วนในสังคมอย่างแท้จริง เนื้อหาการ์ตูนเน้นว่าคนพิการเพียงแค่แตกต่าง แต่อยู่ด้วยกันได้ ถ้าเข้าใจกันและกัน หรือมีมุมมองต่อกันในเชิงสังคม จุดเด่นที่สอง คือ เราทำการ์ตูนให้มีความเป็นการ์ตูนจริง ๆ ค่ะ คือ ต้องอ่านแล้วสนุก สนุกจากการเปรียบเทียบบ้าง เสียดสีบ้าง หักมุมบ้าง เราท่องไว้เสมอว่า นี่เราทำการ์ตูนนะ ไม่ได้ทำสื่อการสอนรูปแบบการ์ตูน

เพราะฉะนั้น เราไม่ควรเอาเนื้อหาวัฒนธรรมความพิการที่เรามี มาถ่ายทอดเป็นการ์ตูนแบบโต้ง ๆ ตรง ๆ ไปเลย ดังนั้น ‘การสร้างสรรค์ จึงเป็นขั้นตอนที่ยากมากอีกขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการของเราค่ะ ซึ่งเราได้คุณร่มไทร ศักดาเดช มาเป็น creative ให้ ขอนับเป็นจุดเด่นจุดที่สามของการ์ตูนเราเลยนะคะ นั่นก็คือ การ์ตูนเรามีความสมดุลระหว่างเนื้อหากับความคิดสร้างสรรค์ได้ค่อนข้างดี ขอเชิญชวนให้ไปอ่านพิสูจน์ดูค่ะ จุดเด่นสุดท้ายอีกอันหนึ่งนะคะ คือ การ์ตูนเรามีเอกลักษณ์ค่ะ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่การ์ตูนดี ๆ ควรมีเลยนะคะ เอกลักษณ์ของเรามีทั้ง ตัวการ์ตูนของเรามี character ไม่ซ้ำใคร ทั้งสี รูปร่าง และเป็นตัวการ์ตูนที่ไม่มีเพศค่ะ ถ้าเห็นตัวการ์ตูนแบบนี้ที่ไหนปุ๊บ ก็จะนึกได้ปั๊บว่า นี่ตัวการ์ตูนจากแตกต่างเดียวกันนี่นา

นอกจากนี้ก็ยังมีตัวการ์ตูน signature ที่อยู่บนปกกับใบปิดของทุกตอนด้วยนะคะ ที่เป็นรูปมือ มี 4 นิ้ว เค้ามีชื่อเล่นว่า “นานัป” ค่ะ มาจากคำว่า “นานัปการ” ที่สื่อว่ามนุษย์มีความแตกต่างหลากหลายมากมายนับไม่ถ้วน ส่วนที่มี 4 นิ้ว ก็เพราะต้องการสื่อถึงความพิการ แต่ถ้าดูเผิน ๆ ไม่ได้นับ หรือไม่ได้สังเกตก็จะไม่รู้ว่านิ้วไม่ครบ ก็คือเราไม่ได้อยากให้ signature ของเราพิการจนเห็นได้ชัดขนาดนั้น น้องนานัปก็จะเป็นตัวแทนคนพิการทุกประเภทได้ด้วยนะคะ ใช้สีฟ้า ซึ่งเป็นฟ้าเดียวกับดอกแก้วกัลยา สัญลักษณ์ของวันคนพิการ และสีเหลืองรองเท้า เป็นเหลืองเดียวกับธงคนพิการสากลด้วยค่ะ”

สุดท้ายทางโครงการฯ ได้เชิญชวนให้ประชาชนเข้าไปอ่านการ์ตูนชุดแตกต่างเดียวกันได้ที่ Facebook Page: แตกต่างเดียวกัน หรือหน้าเว็บไซต์ของกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ www.thaimediafund.or.th

ช่วยกันอ่าน ช่วยกันแชร์เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมความพิการ เพื่อจะได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

 

ผศ.จิรภัทร กิตติวรากูล

– หัวหน้าโครงการวิจัยและพัฒนาสื่อการ์ตูนชุดวัฒนธรรมความพิการ ด้วยการมีส่วนร่วมของคนพิการและทุกภาคส่วนในสังคม

อาจารย์ประจำสาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ

– คนพิการด้านการเคลื่อนไหว (ขึ้นทะเบียน)

– กรรมการผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมวัฒนธรรมความพิการ

– โทร 0814848320 / อีเมล์: [email protected]

 

นางสาวกัชกร ทวีศรี

– ผู้ช่วยโครงการวิจัยและพัฒนาสื่อการ์ตูนชุดวัฒนธรรมความพิการ ด้วยการมีส่วนร่วมของคนพิการและทุกภาคส่วนในสังคม

– ผู้อำนวยการพัฒนาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มูลนิธิโกลบอลแคมปัสเซส

– อุปนายกและผู้ก่อตั้งสมาคมวัฒนธรรมความพิการ

คนพิการด้านการเคลื่อนไหว (ขึ้นทะเบียน)

– โทร 089-191-2963  / อีเมล์: [email protected]

 

กองทุนสื่อจัดสัมมนา MEDIA ALERT ประจำปี 2565 เปิดผลวิจัย ‘สังคมได้อะไรจากข่าวโทรทัศน์’

กองทุนสื่อจัดสัมมนา MEDIA ALERT ประจำปี 2565 เปิดผลวิจัย ‘สังคมได้อะไรจากข่าวโทรทัศน์’ พบรายการข่าวภาคค่ำโทรทัศน์ไทย ยังนำเสนอข่าวแบบเร้าอารมณ์ สร้างเรตติ้ง โดยผู้จัดการกองทุนสื่อ พร้อมจับมือ กสทช. และองค์กรวิชาชีพ ร่วมมือขับเคลื่อน สร้างคุณค่ารายการข่าว ที่สามารถส่งเสริมสิทธิพลเมือง และรับผิดชอบต่อสังคม

(1 ธ.ค. 65) Media Alert กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดงานสัมมนา Media Alert 2565  “สังคมได้อะไร จากข่าวโทรทัศน์” เพื่อเสนอผลการศึกษา การนำเสนอข่าวช่วงเย็นและค่ำของทีวีดิจิทัลในช่วงเดือน ก.ค. ส.ค. ก.ย. 65 และเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อผลการศึกษา จากผู้เชี่ยวชาญ ด้านวิชาการ วิชาชีพสื่อ ตลอดจนภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

งานเริ่มด้วย  การบรรยายพิเศษเรื่อง “บทบาทข่าวโทรทัศน์ดิจิทัลเพื่อนิเวศสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์” โดย ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ที่เกริ่นนำการบรรยายว่า อยากเห็นการทำงานร่วมกันของภาคการกำกับดูแลและภาคส่งเสริม เพราะการทำให้สื่อมวลชนมีคุณค่าต่อสังคมต้องใช้หลายมาตรการ แม้จะมีเรื่อง Media Disruption แต่สื่อวิทยุและโทรทัศน์ก็ยังอยู่ ยังคงเป็นแพลตฟอร์มสำคัญ

ต้องมีการแยกแยะระหว่างสื่อมวลชน กับสื่อที่ใครก็เป็นได้ สื่อมวลชน คือ สถาบันที่สังคมให้ความเชื่อถือได้ สังคมมีความคาดหวังได้เต็มที่กับสื่อมวลชน แต่ยากที่จะคาดหวังกับนักสื่อสารออนไลน์  ขณะที่ สื่อโทรทัศน์ ยังคงเป็นหนึ่งในสถาบันหลักของสื่อวิชาชีพ  ข่าวโทรทัศน์เป็นหนึ่งในผลงานสื่อมวลชนที่กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์เห็นคุณค่าและความสำคัญ เพราะรายการข่าวเป็นประเภทรายการที่สะท้อนหน้าที่สื่อมวลชนต่อสังคมที่ชัดเจนมากที่สุด โดยเฉพาะบทบาทการแจ้งข่าวสารให้สังคม (Inform) ปัจจุบันทีวีดิจิทัลของไทยแต่ละช่องเลือกวางผังออกอากาศรายการข่าวเด่น (Flagship News Shows) ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน โดยมักให้ความสำคัญกับข่าวช่วงเย็นถึงค่ำ ซึ่งมีการแข่งขันกันสูง ส่งผลให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมถึงจริยธรรมและความรับผิดชอบของสื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ ที่แข่งขันกันสร้างเรตติ้งอย่างลดคุณค่าและความสำคัญของรายการข่าว  การจัดสัมมนา Media Alert  2565 ในวันนี้ เพื่อรับฟังความเห็น ข้อเสนอจาก องค์ปาฐก คณะวิทยากร และผู้ร่วมการสัมมนาทั้งทางออนไซต์และออนไลน์  ต่อผลการศึกษารายการข่าวเด่น (Flagship News Shows) ของ 14 ช่อง/สถานีโทรทัศน์ดิจิทัล โดยเป็นรายการข่าวที่ออกอากาศในช่วงเดือนกรกฎาคม ถึง กันยายน 2556 นี้  ซึ่งกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จะนำข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ของทุกท่านในวันนี้ จัดทำเป็นยุทธศาสตร์การส่งเสริมและพัฒนาคุณค่ารายการข่าวโทรทัศน์ รวมทั้งคุณภาพการเลือกรับชมข่าวโทรทัศน์ของผู้ชม เพื่อสร้างนิเวศสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ และเพื่อให้รายการข่าวโทรทัศน์ มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสังคมและพลเมือง ต่อไป

จากนั้นเป็นปาฐกถาพิเศษ  “บทบาทข่าวโทรทัศน์ดิจิทัลต่อการพัฒนาพลเมือง”  โดย ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านกิจการโทรทัศน์ ที่เริ่มจาก “พลเมือง” ตามแนวคิดของ T.H. Marshall จะต้องมี สิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมือง สิทธิทางสังคม  เช่น สิทธิในการพูด การนับถือศาสนา การเข้าถึงกฎหมายอย่างเท่าเทียม การแสดงออกทางประชาธิปไตย  โดยระดับพลเมืองขั้นสูงสุด จะต้องมีส่วนร่วมทางกฎหมาย ทางสังคม มีเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งในสังคมยังมีพลเมืองที่ไม่ได้มีสิทธิตามกฎหมาย  เช่น คนไร้บ้าน ชนเผ่าทางวัฒนธรรม คนในชุมชน เป็นต้น และหากดูตามกฎหมายของ กสทช. อาจหมายรวมถึงผู้ประกอบการสื่อชุมชนด้วย

สื่อโทรทัศน์ จะช่วยสร้างหรือเอื้อให้เกิดความเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัล ได้อย่างไร ? ขณะที่ ประชาชน มีบทบาทเป็นผู้บริโภคมากกว่า “พลเมือง” สื่อมีหน้าที่ในการทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงความเป็นพลเมือง เป็น “พลเมืองที่รู้แจ้งทางข่าวสาร” สื่อต้องสร้างความเป็นพลเมืองที่ข้ามปริมณฑลสาธารณะและส่วนบุคคล ดังนั้น การดูข่าวโทรทัศน์ ถือเป็นการสร้างปริมณฑลส่วนบุคคลในการสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมือง เป็นการหล่อหลอมแนวคิดทางการเมืองให้ปัจเจกชน (Politic of the Living Room)

จากการสำรวจข้อมูลการใช้สื่อแพลตฟอร์มต่างๆ ของต่างประเทศในช่วงล็อคดาวน์ที่ผ่านมา พบว่าสื่อโทรทัศน์ยังมีบทบาท/ มีคนรับชม แม้อัตราการรับชมอาจลดลงบ้างแต่ก็ไม่ได้หายไป นอกจากนี้ ข่าวสารยังมีระบบชนชั้น โดยประเภทของข่าวจะมีสองแบบคือ Hard News และ Soft News ซึ่งคนที่เปิดรับสื่อ Hard News จะเป็นกลุ่มชนชั้นกลางค่อนไปทางสูง (Middle and Upper Class) ส่วน Soft News จะเป็นกลุ่มผู้เสพในชนชั้นแรงงาน (Labor Class) มากกว่า แต่ Soft News/ Human Interests News ไม่มีคุณค่าจริงหรือ? จริงๆ แล้วขึ้นอยู่กับวิธีการนำเสนอมากกว่า ว่านำแง่มุมไหนมานำเสนอประชาชน อาจนำเสนอให้มีทั้งความเป็น Hard News และ Soft News ผสมผสานกัน

การนำเสนอ “ความเป็นพลเมือง” ในข่าว

ในโครงสร้างในการนำเสนอข่าว มักให้ความสำคัญกับผู้มีบทบาททางสังคม มากกว่าให้ความสำคัญกับประชาชน ส่วนใหญ่สื่อจะเป็นผู้จุดประเด็น เป็นผู้บรรยายเหตุการณ์มากกว่าผู้แสดงความคิดเห็น และจะเสนอภาพประชาชนเป็นฝ่ายตอบสนองมากกว่าผู้นำเสนอ ประชาชนมักถูกนำเสนออย่างผู้แสดงสมทบ เช่น การให้ความเห็นสั้นๆ ในแบบ Vox Pop

ข่าวที่ทำแต่ละชิ้นส่งเสริมมิติความเป็นพลเมืองของประชาชนอย่างไร? อย่างน้อยสักหนึ่งเรื่องในความเป็นพลเมืองก็น่าจะสามารถนำมาสอดแทรกในเนื้อข่าวได้

แนวทางการทำข่าวในปัจจุบันนี้ มีสองแบบ

  1. Narrow Issue Analysis –การวางกรอบ/ ข้อสันนิษฐานในการทำข่าว
  2. Big Picture Analysis – การไม่ตีกรอบ แต่ให้พื้นที่กว้างๆ ไว้

ยกตัวอย่าง กรณีศึกษาเรื่อง “ปลากุเลาตากใบ” ของไทยพีบีเอส ที่กลายเป็นปัญหาเรื่องความถูกต้อง ครบถ้วนในการนำเสนอ แต่ในมิติเรื่องพลเมือง จะเห็นว่าสภาประชาชนในภาคใต้เป็นผู้ที่ออกมาเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข่าวนี้ ซึ่งทำให้เห็นบทบาทของภาคประชาชนในการมีส่วนร่วมกับการตรวจสอบสื่อ

เราจะเห็นว่า ความเชื่อถือของผู้คนจะอยู่ที่สื่อ เช่น โทรทัศน์ หรือสื่อหลักมากกว่าสื่อออนไลน์ ส่วนเรื่องอคติในการนำเสนอ ส่วนตัวมองว่าสื่อโทรทัศน์ยังมีพื้นที่ตรงกลางมากกว่าสื่ออื่น และ Dark Side มาจากสื่อออนไลน์มากกว่าสื่อหลัก

สุดท้ายนี้ขอฝากไว้ว่า เราจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิด Active และ Informed Citizen หรือการส่งเสริมความเป็นสังคมประชาธิปไตยของข่าว ขณะที่ หน้าที่ในการสนับสนุนความเป็นพลเมืองของสื่อก็ต้องมีอยู่ต่อไป

ต่อด้วยการเสวนา “สังคมได้อะไร จากข่าวโทรทัศน์” ที่วงเสวนาประกอบด้วยนักวิชาการด้านสื่อ ด้านสังคม และตัวแทนองค์กรวิชาชีพสื่อ เพื่อให้ความเห็นต่อผลการศึกษา และให้ข้อเสนอเพื่อการพัฒนาคุณค่ารายการข่าวโทรทัศน์ต่อสังคม

สุภาพ คลี่ขจาย นายกสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) กล่าวว่า

หัวข้อในวันนี้ เป็นหัวข้อที่คนสงสัยและคลางแคลงใจกันมาก ตอนที่เรามีช่องโทรทัศน์ 6 ช่อง (3, 5, 7, 9, 11 และไทยพีบีเอส) ในอดีตและกำลังเข้าสู่การประมูลช่องโทรทัศน์เพิ่มในระบบดิจิตอล แต่กลับพบว่าในปัจจุบันที่มีช่องโทรทัศน์ มากขึ้น รายการต่างๆ กับมีความเหมือนกันหมด ไม่ได้มีความแตกต่างในเนื้อหาและประชาชนค่อนข้างผิดหวัง

ทำไมทีวีดิจิตอลจึงยังไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้

  1. การเริ่มต้นของช่องทีวีดิจิตอล เป็นช่วงที่มีความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้ไม่มีผู้ผระกอบการทางธุรกิจมาซื้อโฆษณาในช่องต่างๆ
  2. อุปกรณ์ในการรับชมไม่มีความพร้อม

สองปัจจัยนี้ ทำให้ผู้ประกอบการช่องทีวีดิจิตอลไม่กล้าที่จะลงทุนและผลิตเนื้อหารายการในเชิงคุณภาพ เพราะไม่มีทุนสนับสนุน และการเข้าถึงยาก และประกอบกับในช่วงที่เกิดทีวีดิจิตอลเป็นช่วงเดียวกับที่ระบบออนไลน์เข้ามามีบทบาทในสังคม ทำให้เกิดการสร้างสื่อจากประชาชนเอง หรือประชาชนสามารถเข้าถึงข่าวในระบบออนไลน์ได้ด้วยต้นทุนต่ำ และคนดูก็อยากดูข่าวผ่านระบบออนไลน์มากกว่า เพราะง่ายกว่าการเข้าถึงทีวีดิจิตอล

ผศ.ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า

จากหัวข้อในวันนี้ คือ สังคมได้อะไรจากข่าวโทรทัศน์ จริงๆ แล้วมองว่ามีทั้งคนบางกลุ่มที่ได้และไม่ได้อะไร ดังนั้น เราอาจจะต้องย้อนกลับไปดูว่า คำว่า “สังคม” นั้นหมายถึงใคร และจากผลการวิจัยบอกว่าดูจาก Rating ซึ่งอาจจะไม่ใช่ข้อมูลจริงทั้งหมด เพราะปัจจุบันภูมิทัศน์สื่อก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และคนที่เข้ามาให้ความเห็นเรื่องสื่อโทรทัศน์ อาจจะไม่ใช่ผู้รับสื่อตัวจริง

ในฐานะที่ตัวเองเคยสัมผัสและเป็นคนทำสื่อมาก่อน ตอนนี้คนทำสื่อมีความกดดันเหมือนกำลังแบกภาระใหญ่ของสังคมอยู่ จากงานวิจัยชิ้นนี้ เราจะเห็นคำหนึ่งคือ “เร้าอารมณ์” เป็น Key message ที่ส่งผลต่อ Rating โดยตรง

อยากฝากอย่างหนึ่งว่าเราไม่เห็นความแตกต่างจากการนำเสนอเนื้อหาในข่าวโทรทัศน์ จากการนำเสนอในคลิปที่บอกว่า Rating ไปอยู่ที่ช่องโทรทัศน์ดิจิตอลหลายๆ ช่อง ซึ่งเนื้อข่าวไม่ได้แตกต่างกัน แต่ต่างกันที่ลีลานำเสนอ การขยี้ข่าว และการละเมิดสิทธิ์ที่มากกว่ากัน ดังนั้น หากดูจากหัวข้อเสวนาวันนี้ อาจจะต้องย้อนไปถามเจ้าของธุรกิจสื่อหรือรายการข่าวมากกว่า การทำธุรกิจอาจจะทำให้เจตจำนงค์ของสื่อเปลี่ยนแปลงไป

ในฐานะที่ตัวเองเป็นนักข่าวมาก่อน มองว่าเราคือ Gate Keeper คนแรกที่จะเลือกว่าจะทำหรือไม่ทำข่าวอะไร แต่ถ้าเราไม่ทำข่าวที่ทุกคนทำ เราจะโดนบรรณาธิการตั้งคำถามแน่นอน อยากฝากบรรณาธิการข่าวทั้งหลายว่า สังคมจะได้ประโยชน์จากการเลือกนำเสนอของเรา และปัจจุบันโปรดิวเซอร์รายการมีอิทธิพลต่อรายการข่าวมากกว่าบรรณาธิการข่าว

การนำเสนอข่าวมีเรื่องของบริบททางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ และส่วนหนึ่งเป็นความไม่แข็งแรงของคนทำข่าว/ สื่อด้วยกันหรือไม่ ทั้งจากกรณีปลากุเลาตากใบและเรื่องราวในสภา ตอนนี้เราเห็นแต่ความเงียบของสื่อ หรือในกรณีข่าวลุงพล คนในวงการสื่อก็พูดถึงเรื่องนี้กันเยอะมากในประเด็นจริยธรรมการนำเสนอ แต่สุดท้ายเราก็ปล่อยให้ข่าวนี้ยังมีอยู่ต่อไป ทำให้เห็นว่า แมลงวันก็ยังไม่ตอมแมลงวันด้วยกันอยู่ดี

ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า

จากการดูคลิปนำเสนองานวิจัย ไม่ได้ประหลาดใจกับผลที่ออกมา แต่มันช่วยยืนยันความเชื่อในเรื่องเหล่านี้ คำถาม คือ แล้วอย่างไรต่อ? ผมคิดว่านักวิชาการอย่างเราที่ห่วงใยกับปัญหาที่เกิดขึ้นในสื่ออยู่คนละมิติกับคนชมข่าวโทรทัศน์ ตอนนี้กลุ่มคนที่ชมข่าวโทรทัศน์เปลี่ยนแปลงไป การที่เราบอกว่าการนำเสนอข่าวเป็นการเร้าอารมณ์ อาจจะเป็นการมองคนละ Server กับผู้ชม ชาวบ้าน ที่ต้องการชมข่าวแค่นั้น ต้องการข้อมูลแค่นั้น ทั้งข่าวอาชญากรรมและข่าวบันเทิง เพื่อสามารถเอาไปพูดคุยกับคนรอบตัวได้ คือ คนกลุ่มนี้ชมข่าวเพื่อความผ่อนคลายเท่านั้น

ผมมองว่าระบบ Rating เป็นตัวขยายที่สำคัญ และต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ในการทำทีวีดิจิตอลอย่างมากเพราะเป็นส่วนที่สร้างรายได้สำคัญ แต่เรากลัดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรก ดังนั้น คนทำรายการข่าวจึงต้องทำข่าวให้ได้ Rating ซึ่งก็เป็นคนละ Server กับเรา (นักวิชาการ) แต่เราจะทำอย่างไรให้สองอย่างนี้สามารถนำมาปรับร่วมกันได้

ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า

ผมคิดว่าการชมข่าวในตอนนี้ เราได้ทั้งเนื้อหาและการเล่าเรื่อง ซึ่งปัจจุบันการเล่าข่าวมีรูปแบบที่หลากหลาย แล้วเราได้อะไรกับการนำเสนอข่าวแบบนี้? นี่คือโจทย์ที่ท้าทายสำหรับผม อีกโจทย์คือ เราจะเตรียมคนของเราอย่างไรให้มีความรู้เท่าทันสื่อ ที่อาจมองเป็นเรื่องภายนอก ไม่ได้เป็นเรื่องของเรา ก็ท้าทายว่าการศึกษาและการเรียนรู้จะสร้างสมรรถนะเหล่านี้ได้อย่างไร และโจทย์สุดท้ายคือ พลเมืองจะต้องสะท้อนว่าเราไม่ต้องการสื่อหรือข่าวแบบนี้

ดร.ชำนาญ งามมณีอุดม รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าว

“ขอขอบคุณ องค์ปาฐก ท่านวิทยากร แขกผู้มีเกียรติ และ สื่อมวลชนทุก ๆ ท่าน ที่ได้เข้าร่วมการสัมมนา Media Alert ประจำปี 2565 ในหัวข้อ “สังคมได้อะไร จากข่าวโทรทัศน์” ในวันนี้

นอกจากงานในวันนี้ จะเป็นการชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของของรายการข่าวที่มีผลต่อการพัฒนาพลเมืองแล้ว ยังเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลแความเห็นที่สำคัญ เช่น เรื่องของอุดมการณ์ทำงานของนักข่าว และอุปสรรคด้านเศรษฐกิจ การถูกลดบทบาทของกอง บก.ข่าว ซึ่งทำให้เราอาจต้องมองหาแรงจูงใจในการทำข่าวใหม่ หน้าที่และความรับผิดชอบของสื่อที่มีทั้งการ Inform, Educate และ Entertain รวมถึงความสำคัญในการเรื่องการสร้างความรู้เท่าทันสื่อให้กับสังคมไปพร้อมๆ กัน เป็นต้น ทั้งนี้ จึงถือเป็นการสร้างโจทย์ใหม่ๆ ในการทำงานร่วมกันระหว่าง กสทช. ซึ่งทำหน้าที่กำกับดูแลสื่อ กองทุนสื่อฯ ที่ทำหน้าที่ด้านการส่งเสริมและสนับสนุน รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างนิเวศสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ และในขณะเดียวกันก็เป็นการร่วมหาแนวทางเพื่อพัฒนาผู้ชมชาวไทยกลายเป็นพลเมืองโลกผ่านการชมข่าว

Media Alert เป็นโครงการภายใต้แผนการทำงานของสำนักงานกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ที่มีภารกิจในการนำเสนอผลการศึกษาวิเคราะห์สภาพการณ์สื่อและพฤติกรรมการเปิดรับและการใช้สื่อของสังคม อย่างมุ่งหวังสร้างเสริมวัฒนธรรมการคิดวิเคราะห์ในการสื่อสาร การเปิดรับและการใช้สื่อ เพื่อส่งเสริมนิเวศสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ Media Alert เริ่มปฏิบัติการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว เพื่อทำการศึกษาวิเคราะห์ในประเด็นที่สำคัญหรือเป็นที่สนใจของสื่อและการสื่อสารออนไลน์ ด้วยหลักทางวิชาการที่เชื่อถือได้ และด้วยวิธีการเพื่อให้ทันความสนใจและการนำไปใช้ประโยชน์ของสังคม โดยใช้พื้นที่เพจ Media Alert เผยแพร่ผลงานการศึกษา และบทความ ของโครงการ รวมทั้งอัปเดตข้อมูลข่าวสารสถานการณ์ต่าง ๆ ของสื่อและการสื่อสารของสังคม ซึ่งเพจ Media Alert ก็ได้รับความสนใจติดตามในระดับที่น่าพอใจ เพื่อเทียบกับระยะเวลาดำเนินการเพียงร่วม 2 ปี

ข้อคิดเห็นต่าง ๆ จากแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่ได้เข้าร่วมงานในวันนี้ ทางกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จะนำไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดยุทธศาสตร์ การทำงานเพื่อส่งเสริมคุณค่าและประโยชน์ของข่าวโทรทัศน์ต่อสังคม ด้วยความเชื่อมั่นว่า เราทุกคนมีส่วนในการร่วมสร้างนิเวศสื่อที่ดี ที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์”

กองทุนสื่อ จัดประกวดคลิป “สร้างสรรค์ไทย ปี2” ในหัวข้อ “เยาวชนสร้างสรรค์สื่อ สื่อสร้างสรรค์วัฒนธรรม” ชิงเงินรางวัลรวม 2 แสนบาท

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดโครงการ สร้างสรรค์ไทย ปี 2

ในหัวข้อ “เยาวชนสร้างสรรค์สื่อ สื่อสร้างสรรค์วัฒนธรรม” เพื่อให้เยาวชนในฐานะขุมปัญญาและการสร้างสื่อทางวัฒนธรรมท้องถิ่น มีส่วนร่วมค่านิยมและจิตสำนึกให้คนในสังคมเห็นคุณค่าภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมหรือมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้
ชิงเงินรางวัล 2 แสนบาท

นางยุพา  ทวีวัฒนะกิจบวร  ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ประธานอนุบริหารกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เปิดเผยว่า ตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญในการนำอำนาจละมุน (Soft Power) มาใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และยุทธศาสตร์ของกระทรวงวัฒนธรรมด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากด้วยมิติวัฒนธรรม และพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมวัฒนธรรมให้สามารถแข่งขันในตลาดโลก กระทรวงวัฒนธรรมและกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จึงร่วมกันจัดโครงการสร้างสรรค์ไทย ปี 2 (Creative Thai)  เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการนำต้นทุนทางวัฒนธรรมแต่ละพื้นที่มาช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากชุมชนผ่านสื่อดิจิทัล รวมทั้งเป็นการใช้สื่อเพื่อปรับค่านิยม จิตสำนึกให้แก่คนในสังคมได้ตระหนักถึงความสำคัญของวัฒนธรรมและภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม โดยการจัดกิจกรรมในครั้งนี้จะเป็นเสียงสะท้อนทางความคิดของเด็กและเยาวชนทั่วประเทศที่จะบอกเล่าเรื่องราวทางวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนในรูปแบบสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ ซึ่งจะเป็นการเผยแพร่อัตลักษณ์ของวิถีชีวิตในชุมชน ประเพณีและวัฒนธรรมในท้องถิ่น และสร้างความตระหนักรู้ในการปกป้องรักษามรดกทางวัฒนธรรมของคนในชุมชนและสังคมอีกด้วย

ด้าน ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เผยว่า กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์มีบทบาทหน้าที่ในการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตการเผยแพร่สื่อปลอดภัยอย่างสร้างสรรค์ ที่ต้องการเสริมสร้างบุคลากรเด็กและเยาวชนให้สามารถพัฒนาศักยภาพตลอดช่วงชีวิต ปลูกฝังค่านิยมและวัฒนธรรมที่ดี อีกทั้งได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของบุคลากรเด็ก เยาวชน ในฐานะเป็นขุมกำลังทางปัญญา และการสร้างสรรค์สื่อทางวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมสร้างค่านิยม จิตสำนึกให้คนในสังคมได้เห็นถึงความสำคัญของวัฒนธรรม จึงจัดกิจกรรมการประกวดสื่อสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชนในหัวข้อ “เยาวชนสร้างสรรค์สื่อ สื่อสร้างสรรค์วัฒนธรรม” ภายใต้โครงการ สร้างสรรค์ไทย (Creative Thai) ปี2 ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาที่ได้รับการตอบรับจากเยาวชนร่วมส่งผลงานเข้าประกวดเป็นจำนวนมาก มีการสร้างสรรค์สื่อที่ช่วยปลูกฝังค่านิยมและวัฒนธรรมที่ดีให้กับสังคม รวมถึงสร้างการตระหนักถึงความสำคัญของมรดกทางวัฒนธรรมที่กระจายตัวอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย เกิดเป็นการหวงแหนและอนุรักษ์ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมให้ยั่งยืนอยู่คู่ประเทศชาติ

การจัดโครงการสร้างสรรค์ไทย ปี2 นี้ เป็นการเปิดโอกาสให้เด็ก และเยาวชน จากทุกภูมิภาคทั่วไทย นำของดีในชุมชน สิ่งล้ำค่าทางวัฒนธรรมท้องถิ่น นำเสนอสู่สายตาคนในภูมิภาคอื่นๆ ผ่านการเล่าเรื่องในรูปแบบคลิปวิดีโอ ซึ่งสิ่งที่จะได้กลับมานั้นนอกจากการนำเสนอวัฒนธรรมท้องถิ่น ของดีชุมชนสู่สายตาคนในวงกว้างแล้ว เยาวชนเองจะได้มีโอกาสซึมซับและตระหนักในคุณค่าของวัฒนธรรมอันดีงามของคนในชุมชน สร้างค่านิยมและจิตสำนึกให้สังคมเห็นความสำคัญของวัฒนธรรมที่ดี ดร.ธนกร กล่าว

โครงการสร้างสรรค์ไทย ปี 2 เปิดโอกาสให้เยาวชน อายุไม่เกิน 25 ปี ไม่จำกัดเพศ การศึกษา อาชีพ ภูมิลำเนาและสัญชาติ ส่งผลงานเป็นคลิปวิดีโอเข้าประกวด ความยาวไม่เกิน 5 นาที โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2565 ถึง 10 มกราคม พ.ศ. 2566 สามารถส่งผลงานได้ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 มกราคม พ.ศ. 2566 โดยสามารถส่งได้ทั้งประเภทบุคคล และประเภททีม สำหรับเยาวชนที่สนใจส่งผลงานเข้าร่วมประกวด ทางกองทุนฯ จะมีการจัดอบรมหลักสูตรออนไลน์ เพื่อให้ความรู้ ประสบการณ์ และแนะนำเทคนิคในการผลิตผลงานเข้าร่วมประกวด โดยวิทยากรระดับประเทศ อาทิ รศ.ดร.สมิทธิ์ บุญชุติมา, ดร.พิชชากานต์ ช่วงชัย, ดร.สรรัตน์ จิรบวรวิสุทธิ์, คุณโกญจนาท โขมศิริ และ อาจารย์ประสงค์ กรรโมทาร ในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ. 2566 และประกาศผลผู้ชนะรางวัลในช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2566

 

สำหรับคลิปผลงานที่ส่งเข้าประกวดนั้น มีหลักเกณฑ์ที่กรรมการจะพิจารณาหลัก ๆ คือ สามารถสื่อถึงมิติทางวัฒนธรรมได้อย่างสร้างสรรค์ ตรงกับหัวข้อ “เยาวชนสร้างสรรค์สื่อ สื่อสร้างสรรค์วัฒนธรรม” นำเสนอถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทยที่สวยงามลงตัวและมีความคิดสร้างสรรค์ ในการนำเสนอมุมมอง โดย ผู้ส่งผลงานเข้าประกวด สามารถใช้อุปกรณ์และเทคนิคสร้างสรรค์ผลงานได้ตามถนัด

ความยาวของผลงานที่ส่งประกวด ต้องมีความยาว ไม่ต่ำกว่า 3 นาที แต่ไม่เกิน 5 นาที
คลิปผลงานต้องมีขนาด 16:9 เเนวนอน ขนาด 1920 x 1080 พิกเซล
เพื่อความเหมาะสมในการลงช่องทาง Youtube ทั้งนี้มีข้อห้ามต่อการนำเสนอผลงานประกวด
คือ เนื้อหาต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย ความเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของวัฒนธรรมไทย ภาพ เสียง เอฟเฟค ที่นำมาผลิตผลงาน ต้องไม่เป็นเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์  หากกรรมการมีการตรวจพบในภายหลังว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกตัดสิทธิ์จากการประกวดทันที

สำหรับรางวัลในการประกวด ผู้ผ่านการคัดเลือก แบ่งเป็น 7 รางวัล  ประกอบด้วย

รางวัลชนะเลิศ 1 รางวัล ๆ ละ 50,000 บาท

รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง มี 1 รางวัลๆ ละ 40,000 บาท

รองชนะเลิศอันดับสอง มี 2 รางวัลๆ ละ 30,000 บาท

และยังมีรางวัลชมเชย อีก 2 รางวัลๆ ละ 10,000 บาท

รางวัลขวัญใจมหาชน ( Popular Vote) อีก 1  รางวัลๆ ละ 30,000 บาท

โดยทุกรางวัลจะได้รับโล่รางวัลจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

 

อยากให้ส่งผลงานเข้าประกวดกันมาก ๆ เพราะนอกจากจะได้มีส่วนในการอนุรักษ์ สร้างจิตสำนึกของสังคมต่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ที่มีคุณค่ายิ่งกับประเทศแล้ว ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามารถของเยาวชนไทย ต่อการถ่ายทอดผลงานผ่านคลิปวิดีโอ ที่ถือว่าเป็นใบเบิกทางให้เข้าสู่โลกยุคสังคมดิจิทัลที่กว้างขวางมากขึ้นไปอีก เพราะผลงานที่ได้รับการคัดเลือกจะปรากฏสู่สายตาผู้คนทั่วโลก ผ่านช่องทางยูทูป และสื่อออนไลน์ยอดนิยมในปัจจุบัน” ดร.ธนกร สรุป ในตอนท้าย

 

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ และศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม ผ่าน LINE ID : @Creativethai ช่องทางนี้เท่านั้น และสามารถติดตามข่าวสารโครงการฯ ผ่านทางเฟซบุ๊กเพจ : กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และเฟซบุ๊กเพจ : สร้างสรรค์ไทย